พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · ภิกขุวรรค
๓. จูฬมาลุงโกยวาทสูตร เล่ม ๑๓
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๔๗–๑๕๒ (Royal Thai)3/10 in ภิกขุวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
จูฬมาลุงฺโกฺยวาทสุตฺตํ ๑
๓. จูฬมาลุงโกยวาทสูตร
เรื่องพระมาลุงกยบุตรดำริถึงมิจฉาทิฏฐิ ๑๐
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ภิกขุวรรค จูฬมาลุงโกยวาทสูตร (Royal Thai Volume 13 · Mahachula Volume 13 · Mahamakut Volume 20 · Chaloem Phrakiat Volume 13)
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถ โข อายสฺมโต มาลุงฺกฺยปุตฺตสฺส รโหคตสฺส ปฏิสลฺลีนสฺส เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ ยานีมานิ ทิฏฺฐิคตานิ ภควตา อพฺยากตานิ ฐปิตานิ ปฏิกฺขิตฺตานิ สสฺสโต โลโกติปิ อสสฺสโต โลโกติปิ อนฺตวา โลโกติปิ อนนฺตวา โลโกติปิ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติปิ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติปิ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติปิ น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติปิ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติปิ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติปิ ตานิ เม ภควา น พฺยากโรติ ยานิ เม ภควา น พฺยากโรติ ตมฺเม น รุจฺจติ ตมฺเม นกฺขมติ โสหํ ภควนฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา เอตมตฺถํ ปุจฺฉิสฺสามิ สเจ เม ภควา พฺยากริสฺสติ สสฺสโต โลโกติ วา ฯเปฯ
เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา เอวาหํ ภควติ พฺรหฺมจริยํ จริสฺสามิ โน เจ [๒] ภควา พฺยากริสฺสติ สสฺสโต โลโกติ วา อสสฺสโต โลโกติ วา อนฺตวา โลโกติ วา อนนฺตวา โลโกติ วา ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ วา อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ วา โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา เอวาหํ สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺติสฺสามีติ ฯ
๑ ม. จุฬมาลุกฺยสุตฺตํ ๒ ม. ยุ. เมติ อตฺถิ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้:
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ท่านพระมาลุงกยบุตรไปในที่ลับ เร้นอยู่ เกิดความดำริแห่งจิตอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ ทรงงด ทรงห้ามทิฏฐิเหล่านี้ คือ โลกเที่ยงโลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีพอย่างหนึ่งสรีระอย่างหนึ่ง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่ ข้อที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ทิฏฐิเหล่านั้นแก่เรานั้น เราไม่ชอบใจ ไม่ควรแก่เรา เราจักเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้วทูลถามเนื้อความนั้น ถ้าพระผู้มีพระภาคจักทรงพยากรณ์แก่เรา ฯลฯ
เราก็จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค ถ้าพระผู้มีพระภาคจักไม่ทรงพยากรณ์ ฯลฯ เราก็จักลาสิกขามาเป็นคฤหัสถ์.
พระมาลุงกยบุตรทูลบอกความปริวิตก
อถ โข อายสฺมา มาลุงฺกฺยปุตฺโต สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา มาลุงฺกฺยปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ อิธ มยฺหํ ภนฺเต รโหคตสฺส ปฏิสลฺลีนสฺส เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ ยานีมานิ ทิฏฺฐิคตานิ ภควตา อพฺยากตานิ ฐปิตานิ ปฏิกฺขิตฺตานิ สสฺสโต โลโกติปิ อสสฺสโต โลโกติปิ อนฺตวา โลโกติปิ อนนฺตวา โลโกติปิ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติปิ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติปิ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติปิ น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติปิ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติปิ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติปิ
ตานิ เม ภควา น พฺยากโรติ ยานิ เม ภควา น พฺยากโรติ ตมฺเม น รุจฺจติ ตมฺเม นกฺขมติ โสหํ ภควนฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา เอตมตฺถํ ปุจฺฉิสฺสามิ สเจ [๑] ภควา พฺยากริสฺสติ สสฺสโต โลโกติ วา อสสฺสโต โลโกติ วา อนฺตวา โลโกติ วา อนนฺตวา โลโกติ วา ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ วา อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ วา โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา เอวาหํ ภควติ พฺรหฺมจริยํ จริสฺสามิ โน เจ เม ภควา พฺยากริสฺสติ สสฺสโต โลโกติ วา อสสฺสโต ๑ โลโกติ วา ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา เอวาหํ สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺติสฺสามีติ ฯ
สเจ ภควา ชานาติ สสฺสโต โลโกติ สสฺสโต โลโกติ เม ภควา พฺยากโรตุ สเจ ภควา ชานาติ อสสฺสโต โลโกติ อสสฺสโต โลโกติ เม ภควา พฺยากโรตุ โน เจ ภควา ชานาติ สสฺสโต โลโกติ วา อสสฺสโต โลโกติ วา อชานโต โข ปน อปสฺสโต เอตเทว อุชุกํ โหติ ยทิทํ น ชานามิ น ปสฺสามีติ ฯ สเจ ภควา ชานาติ อนฺตวา โลโกติ อนฺตวา โลโกติ เม ภควา พฺยากโรตุ สเจ ภควา ชานาติ อนนฺตวา โลโกติ อนนฺตวา โลโกติ เม ภควา พฺยากโรตุ โน เจ ภควา ชานาติ อนฺตวา โลโกติ วา อนนฺตวา โลโกติ วา อชานโต โข ปน อปสฺสโตฑ เอตเทว อุชุกํ โหติ ยทิทํ น ชานามิ น ปสฺสามีติ ฯ
สเจ ภควา ชานาติ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ เม ภควา พฺยากโรตุ สเจ ภควา ชานาติ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ เม ภควา พฺยากโรตุ โน เจ ภควา ชานาติ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ วา อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ วา อชานโต โข ปน อปสฺสโต เอตเทว อุชุกํ โหติ ยทิทํ น ชานามิ น ปสฺสามีติ ฯ สเจ ภควา ชานาติ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ เม ภควา พฺยากโรตุ สเจ ภควา ชานาติ น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ เม ภควา พฺยากโรตุ โน เจ ภควา ชานาติ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา อชานโต โข ปน อปสฺสโต เอตเทว อุชุกํ โหติ ยทิทํ น ชานามิ น ปสฺสามีติ ฯ
สเจ ภควา ชานาติ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ เม ภควา พฺยากโรตุ สเจ ภควา ชานาติ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ เม ภควา พฺยากโรตุ โน เจ ภควา ชานาติ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา อชานโต โข ปน อปสฺสโต เอตเทว อุชุกํ โหติ ยทิทํ น ชานามิ น ปสฺสามีติ ฯ
๑ ม. ยุ. เมติ อตฺถิ ฯ
๑ ยุ. อสฺสสโต ฯ
ครั้งนั้น เวลาเย็น ท่านพระมาลุงกยบุตรออกจากที่เร้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส เมื่อข้าพระองค์ไปในที่ลับ เร้นอยู่ เกิดความดำริแห่งจิตอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ ทรงงดทรงห้ามทิฏฐิเหล่านี้ คือ โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีพอันนั้นสรีระก็อันนั้น ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มิใช่
ไม่มีอยู่ก็มิใช่ ข้อที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ทิฏฐิเหล่านั้นแก่เรานั้น เราไม่ชอบใจไม่ควรแก่เรา เราจักเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคทูลถามเนื้อความนั้น ถ้าพระผู้มีพระภาคจักทรงพยากรณ์ ฯลฯ เราก็จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค ถ้าพระผู้มีพระภาคจักไม่ทรงพยากรณ์ ฯลฯ เราจักลาสิกขามาเป็นคฤหัสถ์. ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่าโลกเที่ยง ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่าโลกเที่ยง ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า โลกไม่เที่ยง ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่าโลกไม่เที่ยง ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงทราบว่าโลกเที่ยงหรือโลกไม่เที่ยง เมื่อไม่ทรงรู้ ไม่ทรงเห็น ก็ขอตรัสบอกตรงๆ เถิดว่า
เราไม่รู้ เราไม่เห็นถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่าโลกมีที่สุด ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่า โลกมีที่สุดถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า โลกไม่มีที่สุด ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่า โลกไม่มีที่สุด ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงทราบว่าโลกมีที่สุดหรือโลกไม่มีที่สุด เมื่อไม่ทรงรู้ ไม่ทรงเห็นก็ขอตรัสบอกตรงๆ เถิดว่า เราไม่รู้ เราไม่เห็น. ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า ชีพอันนั้นสรีระก็อันนั้น ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่าชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง
ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงทราบว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้นหรือว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง เมื่อไม่ทรงรู้ไม่ทรงเห็น ก็ขอตรัสบอกตรงๆ เถิดว่าเราไม่รู้ไม่เห็น. ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่ ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่ ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงทราบว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ หรือว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่ เมื่อไม่ทรงรู้ ไม่ทรงเห็น ก็ขอตรัสบอกตรงๆ เถิดว่า เราไม่รู้ เราไม่เห็น.
ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่ ขอจงทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิดว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่ ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงทราบว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี หรือว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่เมื่อไม่ทรงรู้ ไม่ทรงเห็น ก็ขอตรัสบอกตรงๆ เถิดว่า เราไม่รู้ เราไม่เห็น.
กินฺนุ โข ตาหํ มาลุงฺกฺยปุตฺต เอวํ อวจํ เอหิ ตฺวํ มาลุงฺกฺยปุตฺต มยิ พฺรหฺมจริยํ จร อหนฺเต พฺยากริสฺสามิ สสฺสโต โลโกติ วา อสสฺสโต โลโกติ วา อนฺตวา โลโกติ วา อนนฺตวา โลโกติ วา ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ วา อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ วา โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ
ตฺวํ วา ปน มํ เอวํ อวจ อหํ ภนฺเต ภควติ พฺรหฺมจริยํ จริสฺสามิ ภควา เม พฺยากริสฺสติ สสฺสโต โลโกติ วา อสสฺสโต โลโกติ วา อนฺตวา โลโกติ วา อนนฺตวา โลโกติ วา ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ วา อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ วา โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ อิติ กิร มาลุงฺกฺยปุตฺต เนวาหนฺตํ วทามิ เอหิ ตฺวํ มาลุงฺกฺยปุตฺต มยิ พฺรหฺมจริยํ จร อหนฺเต พฺยากริสฺสามิ สสฺสโต โลโกติ วา อสสฺสโต โลโกติ วา ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วาติ นปิ กิร ๑ ตฺวํ วเทสิ อหํ ภนฺเต ภควติ พฺรหฺมจริยํ จริสฺสามิ ภควา เม พฺยากริสฺสติ สสฺสโต โลโกติ วา อสสฺสโต โลโกติ์ วา ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วาติ เอวํ สนฺเต โมฆปุริส โก สนฺโต กํ ปจฺจาจิกฺขสิ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาลุงกยบุตร เราได้พูดไว้อย่างนี้กะเธอหรือว่าเธอจงมาประพฤติพรหมจรรย์ในเราเถิด เราจักพยากรณ์ทิฏฐิ ๑๐ แก่เธอ ฯลฯ
ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
ก็หรือว่า ท่านได้พูดไว้กะเราอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค ถ้าพระผู้มีพระภาคจักทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์ ฯลฯ
ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
ดูกรมาลุงกยบุตร ได้ยินว่า เรามิได้พูดไว้กะเธอดังนี้ว่า เธอจงมาประพฤติพรหมจรรย์ในเราเถิด เราจักพยากรณ์แก่เธอ ฯลฯ ได้ยินว่า แม้เธอก็มิได้พูดไว้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญข้าพระองค์จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค ถ้าพระผู้มีพระภาค จักทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์ ฯลฯ ดูกรโมฆบุรุษ เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอเป็นอะไร จะมาทวงกะใครเล่า?
เปรียบคนที่ถูกลูกศร
โย โข มาลุงฺกฺยปุตฺต เอวํ วเทยฺย น ตาวาหํ ภควติ พฺรหฺมจริยํ จริสฺสามิ ยาว เม ภควา น พฺยากริสฺสติ สสฺสโต โลโกติ วา อสสฺสโต โลโกติ วา ฯเปฯ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วาติ อพฺยากตเมว ตํ มาลุงฺกฺยปุตฺต ตถาคเตน อสฺส อถ โข โส ปุคฺคโล กาลํ กเรยฺย ฯ เสยฺยถาปิ มาลุงฺกฺยปุตฺต ปุริโส สลฺเลน วิทฺโธ อสฺส สวิเสน คาฬฺหปเลปเนน ตสฺส มิตฺตามจฺจา ญาติสาโลหิตา ภิสกฺกํ สลฺลกตฺตํ อุปฏฺฐเปยฺยุํ ฯ โส เอวํ วเทยฺย น ตาวาหํ อิมํ สลฺลํ อาหริสฺสามิ ยาว น ตํ ปุริสํ ชานามิ เยนมฺหิ วิทฺโธ ขตฺติโย วา พฺราหฺมโณ วา เวสฺโส วา สุทฺโท วาติ ฯ โส เอวํ วเทยฺย น ตาวาหํ อิมํ สลฺลํ อาหริสฺสามิ ยาว น ตํ ปุริสํ ชานามิ เยนมฺหิ วิทฺโธ เอวํนาโม เอวํโคตฺโต อิติ วาติ ฯ
โส เอวํ วเทยฺย น ตาวาหํ อิมํ สลฺลํ อาหริสฺสามิ ยาว น ตํ ปุริสํ ชานามิ เยนมฺหิ วิทฺโธ ทีโฆ วา รสฺโส วา มชฺฌิโม วาติ ฯ โส เอวํ วเทยฺย น ตาวาหํ อิมํ สลฺลํ อาหริสฺสามิ ยาว น ตํ ปุริสํ ชานามิ เยนมฺหิ วิทฺโธ กาโฬ วา สาโม วา มงฺคุรจฺฉวี วาติ ฯ โส เอวํ วเทยฺย น ตาวาหํ อิมํ สลฺลํ อาหริสฺสามิ ยาว น ตํ ปุริสํ ชานามิ เยนมฺหิ วิทฺโธ อสุกสฺมึ คาเม วา นิคเม วา นคเร วาติ ฯ โส เอวํ วเทยฺย น ตาวาหํ อิมํ สลฺลํ อาหริสฺสามิ ยาว น ตํ ธนน ชานามิ เยนมฺหิ วิทฺโธ ยทิ วา จาโป ยทิ วา โกทณฺโฑติ ฯ โส เอวํ วเทยฺย น ตาวาหํ อิมํ สลฺลํ อาหริสฺสามิ ยาว น ตํ ชิยํ ชานามิ ยายมฺหิ วิทฺโธ ยทิ วา อกฺกสฺส ยทิ วา สณฺฐสฺส ยทิ วา นหารุสฺส ยทิ วา มรุวาย ยทิ วา ขีรปณฺณิโนติ ฯ
โส เอวํ วเทยฺย น ตาวาหํ อิมํ สลฺลํ อาหริสฺสามิ ยาว น ตํ กณฺฑํ ชานามิ เยนมฺหิ วิทฺโธ ยทิ วา คจฺฉํ ๑ ยทิ วา โรปิมนฺติ ฯ โส เอวํ วเทยฺย น ตาวาหํ อิมํ สลฺลํ อาหริสฺสามิ ยาว น ตํ กณฺฑํ ชานามิ เยนมฺหิ วิทฺโธ ยสฺส ปตฺเตหิ วาชิตํ ยทิ วา คิชฺฌสฺส ยทิ วา กงฺขสฺส ๒ ยทิ วา กุลลสฺส ยทิ วา โมรสฺส ยทิ วา สิถิลหนุโนติ ฯ โส เอวํ วเทยฺย น ตาวาหํ อิมํ สลฺลํ อาหริสฺสามิ ยาว น ตํ กณฺฑํ ชานามิ เยนมฺหิ วิทฺโธ ยสฺส นหารุนา ปริกฺขิตฺตํ ยทิ วา ควสฺส ๓ ยทิ วา มหิสสฺส ๓ ยทิ วา โรรุวสฺส ๕ ยทิ วา เสมฺหารสฺสาติ ฯ
โส เอวํ วเทยฺย น ตาวาหํ อิมํ สลฺลํ อาหริสฺสามิ ยาว น ตํ กณฺฑํ ชานามิ เยนมฺหิ วิทฺโธ ยทิ วา สลฺลํ ยทิ วา ขุรปฺปํ ยทิ วา เวกณฺณํ ๖ ยทิ วา นาราจํ ยทิ วา วจฺฉทนฺตํ ยทิ วา กรวีรปตฺตนฺติ ๗ อญฺญาตเมว ตํ มาลุงฺกฺยปุตฺต เตน ปุริเสน อสฺส อถ โข ๘ โส ปุริโส กาลํ กเรยฺย ฯ เอวเมว โข มาลุงฺกฺยปุตฺต โย เอวํ วเทยฺย น ตาวาหํ ภควติ พฺรหฺมจริยํ จริสฺสามิ ยาว ตํ ๙ เม ภควา น พฺยากริสฺสติ สสฺสโต โลโกติ วา อสสฺสโต โลโกติ วา อนฺตวา โลโกติ วา อนนฺตวา โลโกติ วา ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ วา อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ วา โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วาติ อพฺยากตเมว ๑ ตํ มาลุงฺกฺยปุตฺต ตถาคเตน อสฺส อถ โข โส ปุคฺคโล กาลํ กเรยฺย ฯ
๑ ม. ยุ. นปิ กิร มํ ฯ
๑ ม. เอวํ ฯ สี. ยุ. กจฺฉํ ฯ ๒ ยุ. กงฺกสฺส. ๓ สี. ยุ. เอวํ ฯ
ม. มิคสฺส ฯ ๔ ม. มหึสสฺส ฯ ๕ ม. เภรวสฺส ฯ ๖ สี. ยุ.
เวกณฺฑํ ฯ เอตฺถนฺตเร ยทิวา ควนฺติ อตฺถิ ฯ ๗ ม. กรจิรปตฺตนฺติ ฯ
๘ ม. ยุ. อยํ สทฺโท นตฺถิ ฯ ๙ ม. ยุ. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ
ดูกรมาลุงกยบุตร บุคคลใดแลจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคจักไม่ทรงพยากรณ์แก่เรา ฯลฯ เพียงใด เราจักไม่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพียงนั้น ตถาคตไม่พึงพยากรณ์ข้อนั้นเลย และบุคคลนั้นพึงทำกาละไปโดยแท้. ดูกรมาลุงกยบุตร เปรียบเหมือนบุรุษต้องศรอันอาบยาพิษที่ฉาบทาไว้หนา มิตรอมาตย์ ญาติสาโลหิตของบุรุษนั้น พึงไปหานายแพทย์ผู้ชำนาญในการผ่าตัดมาผ่า. บุรุษผู้ต้องศรนั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เรายังไม่รู้จักบุรุษ
ผู้ยิงเรานั้นว่าเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ หรือศูทร ... มีชื่อว่าอย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้ ...
สูงต่ำหรือปานกลาง ... ดำขาวหรือผิวสองสี ... อยู่บ้าน นิคม หรือนครโน้น เพียงใดเราจักไม่นำลูกศรนี้ออกเพียงนั้น บุรุษผู้ต้องศรนั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เรายังไม่รู้จักธนูที่ใช้ยิงเรานั้นเป็นชนิดมีแหล่งหรือเกาทัณฑ์ ... สายที่ยิงเรานั้นเป็นสายทำด้วยปอผิวไม้ไผ่ เอ็น ป่านหรือเยื่อไม้ ลูกธนูที่ยิงเรานั้น ทำด้วยไม้ที่เกิดเองหรือไม้ปลูก หางเกาทัณฑ์ที่ยิงเรานั้น เขาเสียบด้วยขนปีกนกแร้ง นกตะกรุม เหยี่ยว นกยูงหรือนกชื่อว่า สิถิลหนุ (คางหย่อน) ... เกาทัณฑ์นั้นเขาพันด้วยเอ็นวัว ควาย ค่างหรือลิง ... ลูกธนูที่ยิงเรานั้น เป็นชนิดอะไร ดังนี้ เพียงใดเราจักไม่นำลูกศรนี้ออกเพียงนั้น ดูกรมาลุงกยบุตร บุรุษนั้นพึงรู้ข้อนั้นไม่ได้เลย โดยที่แท้บุรุษนั้นพึงทำกาละไป ฉันใด ดูกรมาลุงกยบุตร บุคคลใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคจักไม่ทรงพยกรณ์ทิฏฐิ ๑๐ นั้น ฯลฯ แก่เราเพียงใด เราจักไม่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพียงนั้น ข้อนั้นตถาคตไม่พยากรณ์เลย โดยที่แท้ บุคคลนั้นพึงทำกาละไป ฉันนั้น.
สสฺสโต โลโกติ มาลุงฺกฺยปุตฺต ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส อภวิสฺสาติ เอวํ โน อสสฺสโต โลโกติ มาลุงฺกฺยปุตฺต ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส อภวิสฺสาติ เอวมฺปิ โน สสฺสโต โลโกติ ๒ มาลุงฺกฺยปุตฺต ทิฏฺฐิยา สติ อสสฺสโต โลโกติ วา ทิฏฺฐิยา สติ อตฺเถว ชาติ อตฺถิ ชรา อตฺถิ มรณํ สนฺติ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา เยสาหํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม นิฆาตํ ปญฺญเปมิ ฯ
อนฺตวา โลโกติ มาลุงฺกฺยปุตฺต ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส อภวิสฺสาติ เอวํ โน อนนฺตวา โลโกติ มาลุงฺกฺยปุตฺต ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส อภวิสฺสาติ เอวมฺปิ โน อนฺตวา โลโกติ มาลุงฺกฺยปุตฺต ทิฏฺฐิยา สติ อนนฺตวา โลโกติ วา ทิฏฺฐิยา สติ อตฺเถว ชาติ อตฺถิ ชรา อตฺถิ มรณํ สนฺติ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา เยสาหํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม นิฆาตํ ปญฺญเปมิ ฯ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ มาลุงฺกฺยปุตฺต ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส อภวิสฺสาติ เอวํ โน อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ มาลุงฺกฺยปุตฺต ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส อภวิสฺสาติ เอวมฺปิ โน ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ มาลุงฺกฺยปุตฺต ทิฏฺฐิยา สติ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ วา ทิฏฺฐิยา สติ อตฺเถว ชาติ ฯเปฯ นิฆาตํ ปญฺญเปมิ ฯ
โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ มาลุงฺกฺยปุตฺต ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส อภวิสฺสาติ เอวํ โน น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ มาลุงฺกฺยปุตฺต ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส อภวิสฺสาติ เอวมฺปิ โน โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ ๑ มาลุงฺกฺยปุตฺต ทิฏฺฐิยา สติ น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา ทิฏฺฐิยา สติ อตฺเถว ชาติ ฯเปฯ เยสาหํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม นิฆาตํ ปญฺญเปมิ ฯ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ มาลุงฺกฺยปุตฺต ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส อภวิสฺสาติ เอวํ โน เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ มาลุงฺกฺยปุตฺต ทิฏฺฐิยา สติ พฺรหฺมจริยวาโส อภวิสฺสาติ ๒ เอวมฺปิ โน โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ [๓] มาลุงฺกฺยปุตฺต ทิฏฺฐิยา สติ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา ทิฏฺฐิยา สติ อตฺเถว ชาติ อตฺถิ ชรา อตฺถิต มรณํ สนฺติ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา เยสาหํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม นิฆาตํ ปญฺญเปมิ ฯ
๑ ม. ... เมเวตํ ฯ ๒ ม. โลโกติ วา ฯ
ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อมีทิฏฐิว่า โลกเที่ยง ดังนี้ จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์หรือ ก็ไม่ใช่อย่างนั้น.
ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อมีทิฏฐิว่า โลกไม่เที่ยง ดังนี้ จักไม่มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์หรือ แม้อย่างนั้นก็ไม่ใช่.
ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อยังมีทิฏฐิว่า โลกเที่ยง หรือว่า โลกไม่เที่ยงอยู่ ชาติ ชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ก็คงมีอยู่ทีเดียว เราจึงบัญญัติความเพิกถอนชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสในปัจจุบัน.
ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อมีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุด ดังนี้ จักได้มีการอยู่ ประพฤติพรหมจรรย์หรือก็ไม่ใช่อย่างนั้น.
ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อมีทิฏฐิว่า โลกไม่มีที่สุด ดังนี้ จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์หรือ แม้อย่างนั้นก็ไม่ใช่.
ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อยังมีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุด หรือว่า โลกไม่มีที่สุดอยู่ ชาติ ชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ก็คงมีอยู่ทีเดียว เราจึงบัญญัติความเพิกถอนชาติ ชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัส และอุปายาสในปัจจุบัน.
ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อมีทิฏฐิว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ดังนี้ จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์หรือ ก็ไม่ใช่อย่างนั้น.
ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อมีทิฏฐิว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ดังนี้ จักได้มีการประพฤติพรหมจรรย์หรือ แม้อย่างนั้นก็ไม่ใช่
ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อยังมีทิฏฐิว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือว่าชีพอย่างหนึ่งสรีระอย่างหนึ่งอยู่ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ก็คงมีอยู่ทีเดียว เราจึงบัญญัติความเพิกถอนชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส ในปัจจุบัน. ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อมีทิฏฐิว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ ดังนี้จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์หรือ ก็มิใช่อย่างนั้น.
ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อมีทิฏฐิว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่ ดังนี้ จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์หรือ แม้อย่างนั้นก็ไม่ใช่.
ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อยังมีทิฏฐิว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ หรือว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ก็คงมีอยู่ทีเดียว เราจึงบัญญัติความเพิกถอน ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส ในปัจจุบัน. ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อมีทิฏฐิว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มีไม่มีอยู่ก็มี ดังนี้ จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์หรือ ก็ไม่ใช่อย่างนั้น.
ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อมีทิฏฐิว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็ไม่ใช่ ไม่มีอยู่ก็ไม่ใช่ดังนี้ จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์หรือ แม้อย่างนั้นก็ไม่ใช่.
ดูกรมาลุงกยบุตร เมื่อยังมีทิฏฐิว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี หรือว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็ไม่ใช่ ไม่มีอยู่ก็ไม่ใช่ ดังนี้ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะทุกข์ โทมนัส และ อุปายาส ก็คงมีอยู่ทีเดียว เราจึงบัญญัติความเพิกถอน ชาติ ชรา มรณะโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสในปัจจุบัน.
ปัญหาที่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์และไม่ทรงพยากรณ์
ตสฺมาติห มาลุงฺกฺยปุตฺต อพฺยากตญฺจ เม อพฺยากตโต กตโต ธาเรถ พฺยากตญฺจ เม พฺยากตโต ธาเรถ ฯ กิญฺจ มาลุงฺกฺยปุตฺต มยา อพฺยากตํ สสฺสโต โลโกติ มาลุงฺกฺยปุตฺต มยา อพฺยากตํ อสสฺสโต โลโกติ มาลุงฺกฺยปุตฺต ๑ มยา อพฺยากตํ อนฺตวา โลโกติ มาลุงฺกฺยปุตฺต ๒ มยา อพฺยากตํ อนนฺตวา โลโกติ มาลุงฺกฺยปุตฺต ๓ มยา อพฺยากตํ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ มยา อพฺยากตํ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ มยา อพฺยากตํ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ มยา อพฺยากตํ น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ มยา อพฺยากตํ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ มยา อพฺยากตํ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ มยา อพฺยากตํ ฯ
กสฺมา เจตํ มาลุงฺกฺยปุตฺต มยา อพฺยากตํ น เหตํ มาลุงฺกฺยปุตฺต อตฺถสญฺหิตํ นาทิพฺรหฺมจริยกํ น นิพฺพิทาย น วิราคาย น นิโรธาย น อุปสมาย น อภิญฺญาย น สมฺโพธาย น นิพฺพานาย สํวตฺตติ ตสฺมา ตํ มยา อพฺยากตํ ฯ กิญฺจ มาลุงฺกฺยปุตฺต มยา พฺยากตํ อิทํ ทุกฺขนฺติ มาลุงฺกฺยปุตฺต มยา พฺยากตํ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ มยา พฺยากตํ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ มยา พฺยากตํ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ มยา พฺยากตํ ฯ กสฺมา เจตํ มาลุงฺกฺยปุตฺต มยา พฺยากตํ เอตญฺหิ มาลุงฺกฺยปุตฺต อตฺถสญฺหิตํ เอตํ อาทิพฺรหฺมจริยกํ เอตํ ๓ นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ ตสฺมา ตํ มยา พฺยากตํ ฯ ตสฺมาติห มาลุงฺกฺยปุตฺต อพฺยากตญฺจ เม อพฺยากตโต ธาเรถ พฺยากตญฺจ เม พฺยากตโต ธาเรถาติ ฯ
อิทมโวจ ภควา อตฺตมโน อายสฺมา มาลุงฺกฺยปุตฺโต ๑ ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทีติ ฯ
จูฬมาลุงฺโกฺยวาทสุตฺตํ ๒ นิฏฺฐิตํ ตติยํ ฯ
______________
๑ ม. ... ติ วา ฯ ๒ โป. เอตฺถนฺตเร "พฺยากตญฺจ เม พฺยากตโต ธาเรถาติ
ปทานิ ทิสฺสนฺติ ฯ ๓ ม. ตฺวํ ฯ
๑-๒-๓ ยุ. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ ๔ ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ
๑ ยุ. อาทิโต ปฏฺฐาย สพฺพตฺถ มาลุงฺกยา-อิติ ทิสฺสติ ฯ มาลุงฺกยาปุตฺโตติ เจตฺถ
นิทสฺสนํ ฯ ๒ ม. จูฬมาลุกฺยสุตฺตํ ฯ
ดูกรมาลุงกยบุตร เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายจงทรงจำปัญหาที่เราไม่พยากรณ์ โดยความเป็นปัญหาที่เราไม่พยากรณ์ และจงทรงจำปัญหาที่เราพยากรณ์ โดยความเป็นปัญหาที่เราพยากรณ์เถิด. ดูกรมาลุงกยบุตร อะไรเล่าที่เราไม่พยากรณ์ ดูกรมาลุงกยบุตรทิฏฐิว่า โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไป มีอยู่ก็หามิได้ ไม่มีอยู่ก็หามิได้ ดังนี้ เราไม่พยากรณ์.
ดูกรมาลุงกยบุตร ก็เพราะเหตุไร ข้อนั้นเราจึงไม่พยากรณ์เพราะข้อนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความหน่ายเพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน เหตุนั้นเราจึงไม่พยากรณ์ข้อนั้น. ดูกรมาลุงกยบุตร อะไรเล่า ที่เราพยากรณ์ ดูกรมาลุงกยบุตร ความเห็นว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ดังนี้ เราพยากรณ์. ก็เพราะเหตุไร เราจึงพยากรณ์ข้อนั้น เพราะข้อนั้น ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ เป็นไปเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน เหตุนั้นเราจึงพยากรณ์ข้อนั้น. เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายจงทรงจำปัญหาที่เราไม่พยากรณ์ โดยความเป็นปัญหาที่เราไม่พยากรณ์ และจงทรงจำปัญหาที่เราพยากรณ์ โดยความเป็นปัญหาที่เราพยากรณ์เถิด.
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ท่านพระมาลุงกยบุตร ยินดีชื่นชม พระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล.
จบ จูฬมาลุงโกฺยวาทสูตร ที่ ๓.
End of ๓. จูฬมาลุงโกยวาทสูตร