พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · พราหมณวรรค
๔. โฆฏมุขสูตร เล่ม ๑๓
Text layerBuddha’s wordsItems ๖๓๐–๖๔๕ (Royal Thai)4/10 in พราหมณวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ พราหมณวรรค โฆฏมุขสูตร (Royal Thai Volume 13 · Mahachula Volume 13 · Mahamakut Volume 21 · Chaloem Phrakiat Volume 13)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 13, pp. 559–576
๔. โฆฏมุขสูตร
ว่าด้วยโฆฏมุขพราหมณ์
โฆฏมุขพราหมณ์สนทนากับพระอุเทน
{๖๓๐}[๔๑๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนี่ง ท่านพระอุเทนพำนักอยู่ที่เขมิยอัมพวัน ใกล้พระนครพาราณสี ก็สมัยนั้นแล พราหมณ์ชื่อว่าโฆฏมุขะได้ไปยังพระนครพาราณสีด้วยกรณียกิจ บางอย่าง ครั้งนั้นแล โฆฏมุขพราหมณ์เดินวนเวียนไปมาเป็นการบริหารแข้งขาอยู่ ได้เข้าไปยังเขมิยอัมพวัน ก็สมัยนั้น ท่านพระอุเทนเดินจงกรมอยู่ในที่โล่ง โฆฏมุขพราหมณ์เข้าไปหาท่านพระอุเทนถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ปราศรัยกับท่านพระอุเทนผู้กำลังเดินจงกรมอยู่ ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้เดินจงกรมตามท่านพระอุเทนพลางกล่าวอย่างนี้ว่า “ดูก่อนสมณะผู้เจริญ การบวชที่ถูกธรรมย่อมไม่มี ในเรื่องนี้ข้าพเจ้ามีความเห็นอย่างนี้ เพราะบัณฑิตทั้งหลายเช่นท่านก็ยังไม่เห็นธรรม”{๖๓๑}เมื่อโฆฏมุขพราหมณ์กล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระอุเทนลงจากที่จงกรม เข้าไปยังวิหารแล้วนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ แม้โฆฏมุขพราหมณ์ก็ลงจากที่ จงกรมเข้าไปยังวิหารแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ครั้นแล้วท่านพระอุเทนได้กล่าวกะโฆฏมุขพราหมณ์ว่า “ดูก่อนพราหมณ์ อาสนะมีอยู่หลายที่ ถ้าท่านปรารถนา ก็เชิญนั่งเถิด”
“ก็ข้าพเจ้ารอการเชื้อเชิญของท่านพระอุเทนนี้อยู่ จึงยังไม่นั่ง เพราะว่าคนเช่นข้าพเจ้ายังไม่มีใครเชื้อเชิญก่อนแล้ว จะเข้าใจเองว่าจะพึงนั่งบนอาสนะ ก็ดูกระไรอยู่”
ลำดับนั้นแล โฆฏมุขพราหมณ์ถือเอาอาสนะที่ตํ่ากว่าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้กล่าวกะท่านพระอุเทนว่า “ดูก่อนสมณะผู้เจริญ การ บวชที่ถูกธรรมย่อมไม่มี ในเรื่องนี้ข้าพเจ้ามีความเห็นอย่างนี้ เพราะบัณฑิต
ทั้งหลายเช่นท่านก็ยังไม่เห็นธรรม”
ท่านพระอุเทนกล่าวว่า “ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าท่านพึงคล้อยตามคำที่ควรคล้อยตาม และคัดค้านคำที่ควรคัดค้านของเรา ทั้งท่านยังไม่เข้าใจเนื้อความ แห่งภาษิตใด พึงซักถามเราในภาษิตนั้นให้ยิ่งขึ้นไปว่า ‘ดูก่อนท่านอุเทน ภาษิตนี้เป็นอย่างไร เนื้อความแห่งภาษิตนี้เป็นไฉน’ ดังนี้ได้ไซร้ เพราะทำได้อย่างนี้ เราทั้งสองก็จะมีการเจรจาปราศรัยกันในเรื่องนี้ได้’“ข้าพเจ้าจักคล้อยตามคำที่ควรคล้อยตาม และจักคัดค้านคำที่ควรคัดค้านของท่านอุเทน ทั้งข้าพเจ้ายังไม่รู้เนื้อความแห่งภาษิตของท่านอุเทนข้อใด ก็จักซักถามท่านอุเทนในภาษิตข้อนั้นให้ยิ่งขึ้นไปว่า ‘ดูก่อนท่านอุเทนภาษิตนี้เป็นอย่างไร เนื้อความแห่งภาษิตนี้เป็นไฉน’ ดังนี้ เพราะทำได้อย่างนี้ ขอเราทั้งสองจงเจรจาปราศรัยกันในเรื่องนี้เถิด”
บุคคล ๔ ประเภท
{๖๓๒}[๔๑๓] ท่านพระอุเทนกล่าวว่า “ดูก่อนพราหมณ์ บุคคล ๔ ประเภทนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก บุคคล ๔ ประเภทนั้นคืออะไรบ้าง คือ
๑. บุคคลบางคนในโลกนี้ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำตนให้เดือดร้อน
๒. บุคคลบางคนในโลกนี้ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อน
๓. บุคคลบางคนในโลกนี้ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำตนให้เดือดร้อน และทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้งยัง ขวนขวายในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อน
๔. บุคคลบางคนในโลกนี้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งไม่ขวนขวายในการทำตนให้เดือดร้อน และไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้ง ไม่ขวนขวายในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อน
บุคคลผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อนนั้นย่อมเป็นผู้ไม่มีตัณหา ดับสนิท เย็นใจ เสวยแต่ความสุข มีตนเป็นผู้ประเสริฐอยู่ในปัจจุบัน
ดูก่อนพราหมณ์ บรรดาบุคคล ๔ ประเภทนี้ ประเภทไหนจะยังจิตของท่านให้ยินดีได้”
โฆฏมุขพราหมณ์ตอบว่า “ดูก่อนท่านอุเทน บุคคลผู้ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำตนให้เดือดร้อนย่อมยังจิตของข้าพเจ้าให้ยินดีไม่ได้ แม้บุคคลผู้ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อนก็ยังจิตของข้าพเจ้าให้ยินดีไม่ได้ แม้บุคคลผู้ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวาย ในการทำตนให้เดือดร้อน และทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อนก็ยังจิตของข้าพเจ้าให้ยินดีไม่ได้ ส่วนบุคคลผู้ไม่ทำตนให้ เดือดร้อน ทั้งไม่ขวนขวายในการทำตนให้เดือดร้อน และไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้งไม่ขวนขวายในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อน เขาเป็นผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ไม่มีตัณหา ดับสนิท เย็นใจ เสวยแต่ความสุข มีตนเป็นผู้ประเสริฐอยู่ในปัจจุบัน บุคคลนี้ย่อมยังจิตของข้าพเจ้าให้ยินดีได้”“ดูก่อนพราหมณ์ ก็เพราะเหตุไรเล่า บุคคล ๓ ประเภทเหล่านี้จึงยังจิตของท่านให้ยินดีไม่ได้”
“ดูก่อนท่านอุเทน บุคคลผู้ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำตนให้เดือดร้อนนั้น เขาทำตนซึ่งรักสุขเกลียดทุกข์ให้เดือดร้อน ให้เร่าร้อน ด้วยเหตุนี้ บุคคลนี้จึงยังจิตของข้าพเจ้าให้ยินดีไม่ได้
บุคคลผู้ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อนเล่า เขาก็ทำผู้อื่นซึ่งรักสุขเกลียดทุกข์ให้เดือดร้อน ให้เร่าร้อน ด้วยเหตุนี้ บุคคลนี้จึงยังจิตของข้าพเจ้าให้ยินดีไม่ได้
บุคคลผู้ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำตนให้เดือดร้อน
และทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อนเล่า เขาก็ทำทั้งตนและผู้อื่นซึ่งรักสุขเกลียดทุกข์ให้เดือดร้อน ให้เร่าร้อน ด้วยเหตุนี้ บุคคลนี้จึงยังจิตของข้าพเจ้าให้ยินดีไม่ได้
ก็แลบุคคลผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งไม่ขวนขวายในการทำตนให้เดือดร้อน และไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้งไม่ขวนขวายในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อน นั้น เขาเป็นผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ไม่มีตัณหา ดับสนิท เย็นใจ เสวยแต่ความสุข มีตนเป็นผู้ประเสริฐอยู่ในปัจจุบันนี้ เขา ไม่ทำทั้งตนและผู้อื่นซึ่งรักสุขเกลียดทุกข์ให้เดือดร้อน ให้เร่าร้อน ด้วยเหตุนี้บุคคลนี้จึงยังจิตของข้าพเจ้าให้ยินดีได้”
บริษัท ๒ ประเภท
{๖๓๓}[๔๑๔] ท่านพระอุเทนกล่าวว่า “ดูก่อนพราหมณ์ บริษัทมี ๒ ประเภทนี้ ๒ ประเภทคืออะไรบ้าง คือ
๑. บริษัทพวกหนึ่งกำหนัดยินดีในแก้วมณีและกุณฑล ย่อมแสวงหาบุตรและภรรยา ทาสีและทาส นาและที่ดิน ทองและเงิน
๒. บริษัทอีกพวกหนึ่งไม่กำหนัดยินดีในแก้วมณีและกุณฑล ละบุตรและภรรยา ทาสีและทาส นาและที่ดิน ทองและเงิน แล้วออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิต
ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งไม่ขวนขวายในการทำตนให้เดือดร้อน และไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้งไม่ขวนขวายในการทำผู้ อื่นให้เดือดร้อนนั้น เขาเป็นผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ไม่มีตัณหา ดับสนิท เย็นใจ เสวยแต่ความสุข มีตนเป็นผู้ประเสริฐอยู่ในปัจจุบันนี้ ท่านเห็นบุคคลประเภทนี้อยู่ในบริษัทไหนมาก คือ ในบริษัทผูกำหนัด
ยินดีในแก้วมณีและกุณฑล แสวงหาบุตรและภรรยา ทาสีและทาส นาและที่ดิน ทองและเงิน กับในบริษัทผู้ไม่กำหนัดยินดีในแก้วมณีและกุณฑล ละบุตรภรรยา ทาสีและทาส นาและที่ดิน ทองและเงิน แล้วออกจากเรือนไป บวชเป็นบรรพชิต”
“ดูก่อนท่านอุเทน บุคคลผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งไม่ขวนขวายในการทำตนให้เดือดร้อน และไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้งไม่ขวนขวายในการทำผู้ อื่นให้เดือดร้อนนั้น เขาเป็นผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ไม่มีตัณหา ดับสนิท เย็นใจ เสวยแต่ความสุข มีตนเป็นผู้ประเสริฐอยู่ใน ปัจจุบันนี้ ข้าพเจ้าเห็นบุคคลประเภทนี้มีมากในบริษัทที่ไม่กำหนัดยินดีในแก้วมณีและกุณฑล ละบุตรและภรรยา ทาสีและทาส นาและที่ดิน ทองและเงิน แล้วออกจากเรือนไปบวชเป็นบรรพชิต”“ดูก่อนพราหมณ์ ก็ในบัดนี้นั่นเองแลพวกเราย่อมเข้าใจคำที่ท่านกล่าว ไว้อย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนสมณะผู้เจริญ การบวชที่ถูกธรรมย่อมไม่มี ในเรื่องนี้ ข้าพเจ้ามีความเห็นอย่างนี้ เพราะบัณฑิตทั้งหลายเช่นท่านก็ยังไม่เห็นธรรมเลย”
“ดูก่อนท่านอุเทน ท่านกล่าววาจาที่มีเหตุสนับสนุนแก่ข้าพเจ้าโดยแท้ การบวชที่ถูกธรรมมีจริง ในเรื่องนี้ข้าพเจ้ามีความเห็นอย่างนี้ ก็แลขอท่าน อุเทนโปรดจำข้าพเจ้าไว้อย่างนี้เถิด แต่บุคคล ๔ ประเภทนี้ท่านอุเทนกล่าวไว้ โดยย่อ มิได้จำแนกโดยพิสดาร ขอโอกาสเถิดท่าน ขอท่านอุเทนช่วย อนุเคราะห์ จำแนกบุคคล ๔ ประเภทนี้ให้ข้าพเจ้าฟังโดยพิสดารด้วยเถิด”“ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าอย่างนั้น ท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ให้ฟัง”
โฆฏมุขพราหมณ์รับคำท่านพระอุเทนแล้ว ท่านพระอุเทนจึงได้กล่าว ดังนี้ว่า
ติตถิยวัตร
{๖๓๔}[๔๑๕] ดูก่อนพราหมณ์ ก็บุคคลผู้ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งขวนขวายในการทำตนให้เดือดร้อนเป็นไฉน
ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นอเจลก ขาดมรรยาท เลียมือ เขาเชิญให้มารับภิกษาก็ไม่มา เขาเชิญให้หยุดก็ไม่หยุด ไม่รับภิกษาที่เขาแบ่งไว้ก่อน ไม่รับภิกษาที่เขาทำเจาะจงให้ ไม่ยินดีภิกษาที่เขาเชิญ ไม่รับภิกษาจากปากหม้อ ไม่รับภิกษาจากปากกระเช้า ไม่รับภิกษาที่คร่อมธรณีประตู ไม่รับภิกษาที่คร่อมท่อนไม้ ไม่รับภิกษาที่คร่อมสาก ไม่รับภิกษาของคน ๒ คน ที่กำลังบริโภคอยู่ ไม่รับภิกษาของผู้หญิงมีครรภ์ ไม่รับภิกษาของผู้หญิงที่ กำลังให้ลูกดื่มนม ไม่รับภิกษาของผู้หญิงที่คลอเคลียผู้ชาย ไม่รับภิกษาที่นัดแนะกันทำไว้ ไม่รับภิกษาในที่เลี้ยงดูสุนัขไว้ ไม่รับภิกษาในที่มีแมลงวันไต่
ตอมเป็นกลุ่ม ๆ ไม่กินปลา ไม่กินเนื้อ ไม่ดื่มสุรา ไม่ดื่มเมรัย ไม่ดื่มยาดอง รับภิกษาที่เรือนหลังเดียว ยังชีพด้วยข้าวคำเดียวบ้าง รับภิกษาที่เรือน ๒ หลัง ยังชีพด้วยข้าว ๒ คำบ้าง ...รับภิกษาที่เรือน ๗ หลัง ยังชีพด้วยข้าว ๗ คำบ้าง ยังชีพด้วยภิกษาในถาดน้อยใบเดียวบ้าง ๒ ใบบ้าง ๓ ใบบ้าง ... ๗ ใบบ้าง กินอาหารที่ เก็บค้างไว้ ๑ วันบ้าง ๒ วันบ้าง ... ๗ วันบ้าง เป็นผู้ขวนขวาย บริโภคแต่อาหาร ที่เวียนมาเช่นนี้แม้นานตั้งครี่งเดือนบ้างอยู่บุคคลนั้นเป็นผู้มีผักดองเป็นอาหารบ้าง มีข้าวฟ่างเป็นอาหารบ้าง มีลูกเดือยเป็นอาหารบ้าง มีกากข้าวเป็นอาหารบ้าง มีสาหร่ายเป็นอาหารบ้าง มีรำเป็นอาหารบ้าง มีข้าวตังเป็นอาหารบ้าง มีกำยานเป็นอาหารบ้าง มีหญ้าเป็นอาหารบ้าง มีมูลโคเป็นอาหารบ้าง มีเหง้าและผลไม้ในป่าเป็นอาหาร บริโภคผลไม้หล่นยังชีพ
บุคคลนั้นนุ่งห่มผ้าป่านบ้าง นุ่งห่มผ้าแกมกันบ้าง นุ่งห่มผ้าห่อศพบ้าง นุ่งห่มผ้าบังสุกุลบ้าง นุ่งห่มผ้าเปลือกไม้บ้าง นุ่งห่มหนังเสือบ้าง นุ่งห่ม
หนังเสือทั้งเล็บบ้าง นุ่งห่มผ้าคากรองบ้าง นุ่งห่มผ้าเปลือกปอกรองบ้าง นุ่งห่มผ้าผลไม้กรองบ้าง นุ่งห่มผ้ากัมพลทำด้วยผมคนบ้าง นุ่งห่มผ้ากัมพลทำ ด้วยขนสัตว์บ้าง นุ่งห่มผ้าทำด้วยขนปีกนกเค้าบ้าง ถอนผมและหนวด คือ ขวนขวายแต่การถอนผมและหนวดบ้าง ยืนอย่างเดียวไม่ยอมนั่งบ้าง เดินกระหย่ง คือ ขวนขวายแต่การเดินกระหย่งบ้าง นอนบนหนาม คือ นอนบนที่นอนที่มีหนามบ้าง อาบนํ้าวันละ ๓ ครั้ง คือ ขวนขวายแต่การลงแช่นํ้าบ้าง เป็นผู้ประกอบขวนขวายในการย่างและการบ่มกายมีประการมิใช่น้อย เห็นปานนี้อยู่ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลนี้เรียกว่า ‘เป็นผู้ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งขวนขวาย ในการทำตนให้เดือดร้อน’
{๖๓๕}[๔๑๖] ดูก่อนพราหมณ์ ก็บุคคลผู้ทำบุคคลอื่นให้เดือดร้อน ทั้งขวนขวายในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อนเป็นไฉน
ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลบางคนในโลกนี้ฆ่าแกะ ฆ่าสุกร ฆ่านก และ ฆ่าเนื้อ เป็นคนเหี้ยมโหด ฆ่าปลา เป็นโจร เป็นคนฆ่าโจร เป็นผู้คุมเรือนจำ หรือบุคคลผู้ทำทารุณกรรมบางพวกอื่น ๆ
ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลนี้เรียกว่า‘เป็นผู้ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้งขวนขวายในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อน’
{๖๓๖}[๔๑๗] ก็บุคคลผู้ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งขวนขวายในการทำตนให้เดือดร้อน และทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้งขวนขวายในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อนเป็นไฉน
ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นพระราชามหากษัตริย์ผู้ได้ มูรธาภิเษกแล้วบ้าง เป็นพราหมณมหาศาลบ้าง พระราชาหรือพราหมณ์นั้น โปรดให้สร้างโรงบูชายัญขึ้นใหม่ทางด้านบูรพาแห่งนคร แล้วทรงจำเริญพระเกศาและพระมัสสุ ทรงนุ่งห่มหนังเสือทั้งเล็บ ทรงทาพระกายด้วยเนยใส
และนํ้ามันงา ทรงเกาพระปฤษฎางค์ด้วยเขามฤค เสด็จเข้าไปยังโรงบูชายัญใหม่พร้อมด้วยพระมเหสีและพราหมณ์ปุโรหิต บรรทมบนพื้นหญ้าเขียวขจี มิได้ ลาดด้วยเครื่องลาด ท้าวเธอทรงเลี้ยงพระชนมชีพด้วยนํ้านมเต้าที่ ๑ แห่งโค แม่ลูกอ่อนตัวหนึ่ง พระมเหสีทรงเลี้ยงพระชนมชีพด้วยนํ้านม เต้าที่ ๒ พราหมณ์ ปุโรหิตเลี้ยงชีพด้วยนํ้านมเต้าที่ ๓ บูชาไฟด้วยนํ้านมเต้าที่ ๔ ลูกโค เลี้ยงชีพด้วยนํ้านมที่เหลือ พระราชาหรือพราหมณ์นั้นตรัสอย่างนี้ว่า ‘จงฆ่าโคผู้ เท่านี้ตัวเพื่อบูชายัญ จงฆ่าลูกโคผู้เท่านี้ตัว ลูกโคเมียเท่านี้ตัว แพะเท่านี้ตัว แกะเท่านี้ตัว (ม้าเท่านี้ตัว) เพื่อบูชายัญ จงตัดต้นไม้เท่านี้ต้นเพื่อทำเป็น เสายัญ จงเกี่ยวหญ้าเท่านี้ฟ่อนเพื่อลาดพื้น’บรรดาผู้คนที่เป็นทาสก็ดี เป็นคนใช้ก็ดี เป็นกรรมกรก็ดีของพระราชา หรือพราหมณ์นั้นถูกอาชญาคุกคาม ถูกภัยคุกคาม ต่างมีนํ้าตานองหน้า ร้องไห้พลางทำงานตามที่เขากำหนดให้
ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลนี้เรียกว่า ‘เป็นผู้ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งขวนขวาย ในการทำตนให้เดือดร้อน และทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้งยังขวนขวายในการทำ ผู้อื่นให้เดือดร้อน’
{๖๓๗}[๔๑๘] ดูก่อนพราหมณ์ ก็บุคคลผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งไม่ขวนขวายในการทำตนให้เดือดร้อน และไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้งไม่ ขวนขวายในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อน เขาเป็นผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ไม่มีตัณหา ดับสนิท เย็นใจ เสวยแต่ความสุข มีตนเป็นผู้ ประเสริฐอยู่ในปัจจุบัน เป็นไฉน
ดูก่อนพราหมณ์ <*>พระตถาคตอุบัติมาในโลกนี้ทรงเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก
- ข้อความตั้งแต่นี้ไปจนจบข้อ ๔๒๐ เหมือนกับข้อ ๑๐-๑๖ แห่งกันทรกสูตร ในส่วนของเชิงอรรถ พึงดูเทียบในข้อ ๑๐-๑๖ (กันทรกสูตร) หน้า ๑๑-๒๓ ในเล่มนี้
เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทรงเป็นผู้เบิกบานแล้ว ทรงเป็นผู้จำแนกพระธรรม พระ ตถาคตพระองค์นั้นทรงทราบประจักษ์โลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เองแล้วทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้ง สมณพราหมณ์ เทพ และมนุษย์ให้รู้ตามด้วย ทรงแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์ พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริบูรณ์ครบถ้วนคฤหบดี บุตรคฤหบดี หรือผู้เกิดมาภายหลังในตระกูลใดตระกูลหนี่งได้ฟังธรรมนั้นเข้า ครั้นฟังแล้วได้ศรัทธาในพระตถาคต เพราะได้ศรัทธาเขา ย่อมเห็นตระหนักว่า ‘ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง การที่บุคคลผู้อยู่ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์โดยส่วนเดียวดุจสังข์ขัด มิใช่ทำได้ง่าย ถ้ากระไร เราพึงปลงผมและหนวดนุ่งห่มผ้าย้อมฝาดออกบวชเป็นบรรพชิต’สมัยต่อมา เขาละกองโภคสมบัติน้อยใหญ่ ละเครือญาติน้อยใหญ่ ปลงผม และหนวดนุ่งห่มผ้าย้อมฝาดออกบวชเป็นบรรพชิตแล้ว
ผู้ถึงพร้อมด้วยสิกขาและสาชีพ
{๖๓๘}เขาบวชอย่างนี้แล้ว เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสิกขาและสาชีพของภิกษุทั้งหลาย คือ
อริยสีลขันธ์
๑. เป็นผู้ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางอาชญา วางศัสตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณาหวังประโยชน์ แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่
๒. เป็นผู้ละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่เป็นขโมย เป็นผู้สะอาดอยู่
๓. เป็นผู้ละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกล เว้นขาดจากเมถุนอันเป็นกิจของชาวบ้าน
๔. เป็นผู้ละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ พูดแต่คำสัตย์ ดำรงรักษาคำสัตย์ มีถ้อยคำเป็นหลักฐาน ควรเชื่อได้ ไม่พูดลวงโลก
๕. เป็นผู้ละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียด ฟังความจากข้างนี้ แล้วไม่ไปบอกข้างโน้นเพื่อให้คนพวกนี้แตกกัน หรือฟังความจาก ข้างโน้นแล้วไม่มาบอกข้างนี้เพื่อให้คนพวกโน้นแตกกัน สมานคนที่แตกกันแล้วบ้าง ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้าง ชื่นชม ยินดี เพลิดเพลินต่อคนที่สมัครสมานสามัคคีกัน กล่าวแต่คำที่ทำให้คน สามัคคีกัน๖. เป็นผู้ละคำหยาบ เว้นขาดจากคำหยาบ กล่าวแต่คำที่ไม่มีโทษ ไพเราะหู ชวนให้รัก จับใจ เป็นคำของชาวเมือง คนส่วนมาก รักใคร่พอใจ
๗. เป็นผู้ละคำเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล พูดแต่คำที่เป็นจริง พูดอิงอรรถ อิงธรรม อิงวินัย พูดแต่คำมีหลักฐาน มีที่อ้างอิง มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์ ตามกาลอันควร
๘. เป็นผู้เว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม
๙. เป็นผู้ฉันหนเดียว เว้นการฉันในราตรี งดจากการฉันในเวลาวิกาล
๑๐. เป็นผู้เว้นขาดจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล
๑๑. เป็นผู้เว้นขาดจากการทัดทรง ประดับ และตบแต่งร่างกายด้วย ดอกไม้ ของหอม และเครื่องประทินผิวอันเป็นลักษณะแห่งการแต่งตัว
๑๒. เป็นผู้เว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่
๑๓. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับทองและเงิน
๑๔. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ
๑๕. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ
๑๖. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับสตรีและกุมารี
๑๗. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับทาสหญิงและทาสชาย
๑๘. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับแพะและแกะ
๑๙. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับไก่และสุกร
๒๐. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา
๒๑. เป็นผู้เว้นขาดจากการรับไร่นาและที่สวน
๒๒. เป็นผู้เว้นขาดจากการเป็นตัวแทนและการสื่อสาร
๒๓. เป็นผู้เว้นขาดจากการซื้อการขาย
๒๔. เป็นผู้เว้นขาดจากการโกงด้วยตาชั่ง การโกงด้วยของปลอม และ การโกงด้วยเครื่องตวงวัด๒๕. เป็นผู้เว้นขาดจากการตลบตะแลง การฉ้อโกง การล่อลวง และการปลอมแปลง๒๖. เป็นผู้เว้นขาดจากการตัด การฆ่า การจองจำ การตีชิง การปล้น และการข่มขู่
อริยสันโดษ
ภิกษุนั้นเป็นผู้สันโดษด้วยจีวรพอคุ้มกาย ด้วยบิณฑบาตพออิ่มท้อง เป็นผู้จะไปไหนมาไหนก็นำไปเท่านั้น สกุณปักษีจะบินไปไหนมาไหน ก็มี ภาระเพียงปีกของตัวบินไป ฉันใด ภิกษุนั้นก็ฉันนั้นแล เป็นผู้สันโดษด้วย จีวรพอคุ้มกาย ด้วยบิณฑบาตพออิ่มท้อง เธอจะไปไหนมาไหนก็นำไปเท่านั้น
ภิกษุนั้นประกอบด้วยอริยสีลขันธ์เช่นนี้ ย่อมได้เสวยสุขอันปราศจากโทษในภายใน
อริยอินทรียสังวร
[๔๑๙] ภิกษุนั้นเห็นรูปด้วยจักษุแล้วไม่รวบถือรวม ๆ ไม่แยกถือเป็น ส่วน ๆ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็นเหตุ ให้บาปธรรมอันเป็นอกุศลคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ชื่อว่ารักษา จักขุนทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ เธอฟังเสียงด้วยโสตะ ... ดม กลิ่นด้วยฆานะ... ลิ้มรสด้วยชิวหา ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ... รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้วไม่รวบถือรวม ๆ ไม่แยกถือเป็นส่วน ๆ เธอย่อมปฏิบัติ เพื่อสำรวมมนินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็นเหตุให้บาปธรรมอันเป็นอกุศล คืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ชื่อว่ารักษามนินทรีย์ ชื่อว่าสำรวมใน มนินทรีย์ ภิกษุนั้นประกอบด้วยอริยอินทรีย์สังวรเช่นนี้ ย่อมได้เสวยสุขอันไม่ระคนด้วยกิเลสในภายใน
อริยสติสัมปชัญญะ
ภิกษุนั้นย่อมทำความรู้สึกตัวในการก้าว ในการถอย ในการแล ในการเหลียว ในการคู้เข้า ในการเหยียดออก ในการทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวร ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ในการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง
การละนิวรณ์
{๖๓๙}ภิกษุนั้นประกอบด้วยอริยสีลขันธ์อริยอินทรียสังวรและอริยสติสัมปชัญญะ เช่นนี้แล้ว พักอาศัยเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถํ้า ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง เธอกลับจากบิณฑบาตหลังฉันภัตตาหารแล้ว
นั่งขัดสมาธิ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอละอภิชฌาความเพ่งเล็งในโลกแล้ว ย่อมมีใจปราศจากอภิชฌาอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชฌาได้ ละความประทุษร้ายคือพยาบาทแล้ว ย่อมไม่คิดพยาบาท มีความกรุณาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความประทุษร้ายคือ พยาบาทได้ ละถีนมิทธะแล้ว ย่อมเป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะ มีความกำหนดหมายอยู่ที่แสงสว่าง มีสติสัมปชัญญะอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะได้ ละอุทธัจจกุกกุจจะแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบในภายในอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจกุกกุจจะได้ ละวิจิกิจฉาแล้ว ย่อมเป็นผู้ข้ามวิจิกิจฉาได้ ไม่มีความคลางแคลงในกุศลธรรม ทั้งหลายอยู่ ย่อมชำระจิตให้ บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉาได้
ฌาน ๔
{๖๔๐}ภิกษุนั้นละนิวรณ์ ๕ ประการนี้อันเป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต อันเป็นเครื่องทอนกำลังปัญญาได้แล้ว สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่
เธอบรรลุทุติยฌาน ที่มีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจารเพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่
เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ‘ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข, ดังนี้อยู่
เธอบรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา เพราะละสุขละทุกข์ได้และเพราะโสมนัสโทมนัสดับไปก่อนแล้วอยู่
ปุพเพนิวาสานุสติญาณ
{๖๔๑}[๔๒๐] ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจาก อุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้ม น้อมจิตไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้) เธอย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกชาติได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ว่า ‘ในภพโน้นเราได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ใน ภพโน้นนั้นเราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้น จุติจากภพโน้นนั้นแล้วจึงได้มาเกิดในภพนี้, เธอระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมากพร้อมทั้งอาการ (คือวรรณะเป็นต้น) พร้อมทั้งอุเทศ (คือชื่อและโคตร) ด้วยประการฉะนี้
จุตูปปาตญาณ
{๖๔๒}ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อม จิตไปเพื่อญาณเครื่องรู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย (จุตูปปาตญาณ) เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมได้ว่า ‘หมู่สัตว์เหล่านี้หนอประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ... ว่าร้ายพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำ
ด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ หมู่สัตว์เหล่านั้นหลังจากตายไปจึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก’ หรือว่า ‘หมู่สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ... ไม่ว่าร้ายพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วย อำนาจสัมมาทิฏฐิ หมู่สัตว์เหล่านั้นหลังจากตายไปจึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์’ เธอย่อม เห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมได้ ด้วยประการฉะนี้
อาสวักขยญาณ
{๖๔๓}ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อม จิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ (ญาณที่ทำให้สิ้นอาสวะ) เธอย่อมรู้ชัดตามความ เป็น จริงว่า‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินิปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินิปฏิปทา’ เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นแม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จาก อวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว ย่อมรู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อ ความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก’ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลนี้เริยกว่า ‘เป็นผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ทั้งไม่ขวนขวายในการทำตนให้เดือดร้อน และไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ทั้งไม่ ขวนขวายในการทำผู้อื่นให้เดือดร้อน บุคคลนั้นเป็นผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ไม่มีตัณหา ดับสนิท เย็นใจ เสวยแต่ความสุข มีตน เป็นผู้ประเสริฐอยู่ในปัจจุบัน’
โฆฏมุขพราหมณ์สร้างศาลาหอฉันถวายสงฆ์
{๖๔๔}[๔๒๑] เมื่อท่านพระอุเทนกล่าวอย่างนี้แล้ว โฆฏมุขพราหมณ์ได้กล่าวกะท่านพระอุเทนว่า “ข้าแต่ท่านอุเทน ภาษิตของท่านแจ่มแจ้งนัก ภาษิต ของท่านไพเราะนัก เจ้าข้า ท่านอุเทนประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้, ดังนี้ ข้าพเจ้านี้ ขอถึงท่านอุเทน พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอท่านอุเทนโปรด ทรงจำข้าพเจ้าว่าเป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป”
“ดูก่อนพราหมณ์ ท่านอย่าได้ถึงอาตมภาพเป็นสรณะเลย เชิญท่านถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าที่อาตมภาพถึงเป็นสรณะว่าเป็นสรณะเถิด”
“ข้าแต่ท่านอุเทน เดี๋ยวนี้ท่านพระโคดมอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้นประทับอยู่ไหนที่เล่า”
“ดูก่อนพราหมณ์ เดี๋ยวนี้พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้นเสด็จปรินิพพานเสียแล้ว”
“ข้าแต่ท่านอุเทน ถ้าข้าพเจ้าได้ฟังว่าท่านพระโคดมพระองค์นั้นประทับอยู่ในหนทางตั้ง ๑๐ โยชน์ ข้าพเจ้าก็จะไปเฝ้าท่านพระโคดมอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นสิ้นหนทาง ๑๐ โยชน์ ถ้าข้าพเจ้าได้ฟังว่าท่านพระโคดมพระองค์นั้นประทับอยู่ในหนทางตั้ง ๒๐ โยชน์ ... ๓๐ โยชน์ ... ๔๐ โยชน์ ... ๕๐ โยชน์ ... ๑๐๐ โยชน์ ข้าพเจ้าก็จะไปเฝ้าท่านพระโคดมอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นสิ้นหนทาง ๑๐๐ โยชน์แต่ว่าท่านพระโคดม พระองค์นั้นเสด็จปรินิพพานเสียแล้ว ข้าพเจ้าขอถึงท่านพระโคดมพระองค์นั้นแม้เสด็จปรินิพพานแล้ว พร้อมทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็น สรณะ ขอท่านอุเทนโปรดทรงจำข้าพเจ้าว่าเป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะ จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป อนึ่ง มีเบี้ยเลี้ยงประจำที่พระเจ้าอังคราชโปรด
พระราชทานแก่ข้าพเจ้าทุกวัน ข้าพเจ้าขอถวายส่วนหนึ่งจากเบี้ยเลี้ยงประจำนั้นแก่ท่านอุเทน”
{๖๔๕}“ดูก่อนพราหมณ์ ก็พระเจ้าอังคราชโปรดพระราชทานอะไรเป็นเบี้ยเลี้ยงประจำทุกวันแก่ท่านเล่า”
“ข้าแต่ท่านอุเทน พระเจ้าอังคราชโปรดพระราชทานทรัพย์ ๕๐๐ กหาปณะ เป็นเบี้ยเลี้ยงประจำแก่ข้าพเจ้า”
“ดูก่อนพราหมณ์ การรับทองและเงินไม่สมควรแก่พวกอาตมภาพ”
“ข้าแต่ท่านอุเทน ถ้าทองและเงินนั้นไม่สมควร ข้าพเจ้าจะให้สร้างวิหารถวายท่านอุเทน”
“ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าท่านปรารถนาจะให้สร้างวิหารถวายอาตมภาพ ก็ขอให้สร้างศาลาหอฉันถวายแก่สงฆ์ในเมืองปาตลีบุตรเถิด”
“ด้วยบุญที่ท่านอุเทนชักชวนข้าพเจ้าในสังฆทานนี้ ข้าพเจ้ายินดีชื่นชมเหลือประมาณ ข้าแต่ท่านอุเทน ข้าพเจ้าจะให้สร้างศาลาหอฉันถวายแก่ สงฆ์ในเมืองปาตลีบุตรด้วยเบี้ยเลี้ยงประจำส่วนนี้ด้วย ด้วยเบี้ยเลี้ยงประจำส่วนอื่นด้วย”ครั้งนั้นแล โฆฏมุขพราหมณ์ให้จัดสร้างศาลาหอฉันถวายแก่สงฆ์ในเมืองปาตลีบุตรด้วยเบี้ยเลี้ยงประจำส่วนนี้และเบี้ยเลี้ยงประจำส่วนอื่น ๆ ศาลา หอฉันนั้นปัจจุบันนี้เรียกว่า ‘โฆฏมุขี’ ฉะนี้แล
จบ โฆฏมุขสูตรที่ ๔
๕. จังกีสูตร
ว่าด้วยจังกีพราหมณ์
{๖๔๖}[๔๒๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปในแคว้นโกศลพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จถึงหมู่บ้านพราหมณ์ของพวกชาวโกศลชื่อว่าโอปาสาทะ ทราบ ว่า ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ป่าไม้สาละชื่อว่าเทพวัน ทางทิศเหนือแห่งหมู่บ้านโอปาสาทะ
ก็สมัยนั้นแล พราหมณ์ชื่อจังกีปกครองหมู่บ้านโอปาสาทะซึ่งคับคั่งด้วยประชาชนและหมู่สัตว์ อุดมไปด้วยหญ้า ไม้ และนํ้า สมบูรณ์ด้วยธัญญาหาร ซึ่งเป็นราชสมบัติเป็นของพระราชทาน ที่พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงปูนบำเหน็จ ให้เป็นของขวัญอย่างประเสริฐ
{๖๔๗}พราหมณ์และคฤหบดีชาวหมู่บ้านโอปาสาทะได้สดับข่าวว่า “พระสมณโคดมศากยบุตรเสด็จออกผนวชจากศากยตระกูล เสด็จจาริกไปในแคว้นโกศล พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จถึงหมู่บ้านโอปาสาทะ ประทับอยู่ ณ ป่าไม้สาละชื่อว่าเทพวัน ทางทิศเหนือแห่งหมู่บ้านโอปาสาทะ ก็ชื่อเสียงอันงาม ของท่านพระโคดมพระองค์นั้นขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อม ด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก ทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทรง เป็นผู้เบิกบานแล้ว ทรงเป็นผู้จำแนกธรรม’ พระองค์ทรงทราบประจักษ์โลกนี้ตลอดทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เอง
- ๑ของขวัญอย่างประเสริฐ พรหมไทย ของขวัญพิเศษ หมายถึงที่ดินหรือบ้านเมืองที่พระราชทานเป็นบำเหน็จ โดยพระราชทานให้ขาด ไม่ริบเอาคืนในภายหลัง (ม.ม.อ. ๒๙๘, ที.สี.อ. ๒๒๑)
End of ๔. โฆฏมุขสูตร