arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · พราหมณวรรค

๕. จังกีสูตร เล่ม ๑๓

Text layerBuddha’s wordsItems ๖๔๖–๖๖๐ (Royal Thai)5/10 in พราหมณวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ พราหมณวรรค จังกีสูตร (Royal Thai Volume 13 · Mahachula Volume 13 · Mahamakut Volume 21 · Chaloem Phrakiat Volume 13)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 13, pp. 576–595

Page 576

๕. จังกีสูตร

ว่าด้วยจังกีพราหมณ์

{๖๔๖}[๔๒๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปในแคว้นโกศลพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จถึงหมู่บ้านพราหมณ์ของพวกชาวโกศลชื่อว่าโอปาสาทะ ทราบ ว่า ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ป่าไม้สาละชื่อว่าเทพวัน ทางทิศเหนือแห่งหมู่บ้านโอปาสาทะ

ก็สมัยนั้นแล พราหมณ์ชื่อจังกีปกครองหมู่บ้านโอปาสาทะซึ่งคับคั่งด้วยประชาชนและหมู่สัตว์ อุดมไปด้วยหญ้า ไม้ และนํ้า สมบูรณ์ด้วยธัญญาหาร ซึ่งเป็นราชสมบัติเป็นของพระราชทาน ที่พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงปูนบำเหน็จ ให้เป็นของขวัญอย่างประเสริฐ

{๖๔๗}พราหมณ์และคฤหบดีชาวหมู่บ้านโอปาสาทะได้สดับข่าวว่า “พระสมณโคดมศากยบุตรเสด็จออกผนวชจากศากยตระกูล เสด็จจาริกไปในแคว้นโกศล พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จถึงหมู่บ้านโอปาสาทะ ประทับอยู่ ณ ป่าไม้สาละชื่อว่าเทพวัน ทางทิศเหนือแห่งหมู่บ้านโอปาสาทะ ก็ชื่อเสียงอันงาม ของท่านพระโคดมพระองค์นั้นขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อม ด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก ทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทรง เป็นผู้เบิกบานแล้ว ทรงเป็นผู้จำแนกธรรม’ พระองค์ทรงทราบประจักษ์โลกนี้ตลอดทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เอง

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ของขวัญอย่างประเสริฐ พรหมไทย ของขวัญพิเศษ หมายถึงที่ดินหรือบ้านเมืองที่พระราชทานเป็นบำเหน็จ โดยพระราชทานให้ขาด ไม่ริบเอาคืนในภายหลัง (ม.ม.อ. ๒๙๘, ที.สี.อ. ๒๒๑)
Page 577

แล้วทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทพ และมนุษย์ให้รู้ตามด้วย ทรงแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรง ประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริบูรณ์ครบถ้วน ก็การได้เห็นพระอรหันต์ทั้งหลายเห็นปานนั้นย่อมเป็นความดีแล”

[๔๒๓] ครั้งนั้นแล พราหมณ์และคฤหบดีชาวหมู่บ้านโอปาสาทะพากันออกไปจากหมู่บ้านโอปาสาทะเป็นหมู่ ๆ มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือซื่งเป็นทิศที่ ป่าไม้สาละชื่อว่าเทพวันตั้งอยู่ ก็สมัยนั้นแล จังกีพราหมณ์นอนพักกลางวัน อยู่ในปราสาทชั้นบน

{๖๔๘}จังกีพราหมณ์ได้เห็นพราหมณ์และคฤหบดีชาวหมู่บ้านโอปาสาทะพากันออกจากหมู่บ้านโอปาสาทะเป็นหมู่ ๆ มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือซื่งเป็นทิศที่ ป่าไม้สาละชื่อว่าเทพวันตั้งอยู่ ครั้นเห็นแล้วจึงเรียกนักการมาถามว่า “พ่อนักการ พราหมณ์และคฤหบดีชาวหมู่บ้านโอปาสาทะพากันออกจาก โอปาสาทะเป็นหมู่ ๆ มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือซื่งเป็นทิศที่ป่าไม้สาละชื่อว่าเทพวันตั้งอยู่ทำไมกัน”

นักการตอบว่า “ข้าแต่ท่านจังกี มีพระสมณโคดมศากยบุตรเสด็จออกผนวชจากศากยตระกูล เสด็จจาริกไปในแคว้นโกศลพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ ใหญ่เสด็จถึงหมู่บ้านโอปาสาทะ ประทับอยู่ ณ ป่าไม้สาละชื่อว่าเทพวัน ทางทิศเหนือแห่งหมู่บ้านโอปาสาทะ ก็ชื่อเสียงอันงามของท่านพระโคดม พระองค์ นั้นขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก ทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทรงเป็นผู้เบิกบานแล้ว ทรง

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑นักการ แปลจากศัพท์ว่า ขตฺต ในอรรถกถาให้ความหมายว่า มหาอำมาตย์ผู้สามารถแก้ปัญหา หรือข้อสงสัยต่าง ๆ ที่มีผู้ถามได้ (ม.ม.อ. ๒๙๙, ที.สี.อ. ๒๕๑-๒๕๒)
Page 578

เป็นผู้จำแนกธรรม’ พราหมณ์และคฤหบดีเหล่านั้นพากันไปหาท่านพระสมณโคดมพระองค์นั้น”

“พ่อนักการ ถ้าเช่นนั้น ท่านจงเข้าไปหาพราหมณ์และคฤหบดีชาวหมู่บ้านโอปาสาทะแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย จังกีพราหมณ์ สั่งมาอย่างนี้ว่า ‘ขอท่านผู้เจริญทั้งหลายจงรออยู่ก่อน แม้จังกีพราหมณ์ก็จะไปเฝ้าพระสมณโคดมด้วย”นักการรับคำจังกีพราหมณ์แล้วเข้าไปหาพราหมณ์และคฤหบดีชาวหมู่บ้านโอปาสาทะแล้วกล่าวว่า “ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย จังกีพราหมณ์สั่งมาอย่างนี้ว่า ‘ขอท่านผู้เจริญทั้งหลายจงรอก่อน แม้จังกีพราหมณ์ก็จักไปเฝ้าพระสมณโคดมด้วย”

พราหมณ์ต่างเมืองยกย่องจังกีพราหมณ์

{๖๔๙}[๔๒๔] ก็สมัยนั้นแล พราหมณ์ต่างเมืองประมาณ ๕๐๐ มาพักอยู่ในหมู่บ้านโอปาสาทะด้วยกรณียกิจบางอย่าง พราหมณ์เหล่านั้นได้ฟังข่าวว่า จังกีพราหมณ์จักไปเฝ้าพระสมณโคดม จึงพากันเข้าไปหาจังกีพราหมณ์ถึงที่อยู่ แล้วได้ถามว่า “ได้ทราบว่าท่านจังกีจักไปหาพระสมณโคดมจริงหรือ”จังกีพราหมณ์ตอบว่า “ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย เป็นความจริงอย่างนั้น เราจักไปเฝ้าพระสมณโคดม”

“ท่านจังกีอย่าไปหาพระสมณโคดมเลย ท่านจังกีไม่ควรจะไปหาพระสมณโคดม พระสมณโคดมสมควรจะเสด็จมาหาท่านจังกี เพราะว่าท่านจังกี เป็นอุภโตสุชาตทั้งฝ่ายมารดาและบิดา มีครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิหมดจดดีมา

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อุภโตสุชาต เกิดมาดีทั้งสองฝ่าย หมายความว่า มีสกุลสูง เป็นเชื้อสายวรรณะนั้นต่อเนื่องกันมาโดยตลอดทั้งฝ่ายบิดาและฝ่ายมารดา ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่พวกพราหมณ์และกษัตริย์บางวงศ์ถือเป็นสำคัญมาก (นัย ม.ม.อ. ๒๙๙, ที.สี.อ. ๒๕๒)
Page 579

ตลอดเจ็ดชั่วบรรพบุรุษ เป็นผู้ที่ใครดูถูกไม่ได้ ตำหนิไม่ได้ด้วยอ้างถึงชาติกำเนิด แม้เพราะเหตุที่ท่านจังกีเป็นอุภโตสุชาต ทั้งฝ่ายมารดาและบิดา มี ครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิหมดจดดีมาตลอดเจ็ดชั่วบรรพบุรุษ เป็นผู้ที่ใครดูถูกไม่ได้ ตำหนิไม่ได้ด้วยอ้างถึงชาติกำเนิด นี้แหละท่านจังกีจึงไม่ควรจะ ไปหา พระสมณโคดม แต่พระสมณโคดมต่างหากที่ควรจะเสด็จมาหาท่านจังกีอนึ่ง ท่านจังกีเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคสมบัติมาก

อนึ่ง ท่านจังกีเป็นผู้รู้จบไตรเพท พร้อมทั้งนิฆัณฑุศาสตร์ เกตุภศาสตร์ พร้อมทั้งอักษรศาสตร์ มีคัมภีร์อิติหาสเป็นที่ ๕ เป็นผู้เข้าใจตัวบท เข้าใจไวยากรณ์ ชำนาญในโลกายตศาสตร์ และตำราทำนายลักษณะมหาบุรุษ

อนึ่ง ท่านจังกีเป็นผู้มีรูปงาม น่าดูน่าชื่นชม ทั้งมีผิวพรรณผุดผ่องยิ่งนัก มีผิวพรรณคล้ายพรหม มีรูปร่างคล้ายพรหม น่าดูน่าชมไม่น้อย

อนึ่ง ท่านจังกีเป็นผู้มีศีล มีศีลยั่งยืน มีศีลมั่นคง

อนึ่ง ท่านจังกีเป็นผู้มีวาจาไพเราะ มีสำเนียงไพเราะ มีคำพูดแบบชาวเมือง นุ่มนวล ไม่มีพิษมีภัย ให้ผู้ฟังเข้าใจเนื้อความได้ชัด

อนึ่ง ท่านจังกีเป็นอาจารย์และปาจารย์ของคนเป็นอันมาก สอนมนต์ ให้มาณพถึง ๓๐๐ คน

อนึ่ง ท่านจังกีเป็นผู้ที่พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อม

อนึ่ง ท่านจังกีเป็นผู้ที่พราหมณ์โปกขรสาติสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อม

อนึ่ง ท่านจังกีปกครองหมู่บ้านโอปาสาทะชื่งคับคั่งด้วยประชาชนและหมู่สัตว์ อุดมด้วยหญ้า ไม้ และนํ้า สมบูรณ์ด้วยธัญญาหาร ชื่งเป็นราชสมบัติ เป็นของพระราชทานที่พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงปูนบำเหน็จให้เป็นของขวัญอย่างประเสริฐ

Page 580

แม้เพราะเหตุดังกล่าวมานี้แหละ ท่านจังกีจึงไม่ควรจะไปหาพระสมณโคดม แต่พระสมณโคดมต่างหากที่ควรจะเสด็จมาหาท่านจังกี”

สรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า

{๖๕๐}[๔๒๕] เมื่อพราหมณ์ทั้งหลายกล่าวอย่างนี้แล้ว จังกีพราหมณ์ได้กล่าว กะพราหมณ์เหล่านั้นว่า “ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น ขอท่าน ทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้าบ้าง ข้าพเจ้านี่แหละควรไปเฝ้าพระสมณโคดมพระองค์นั้น แต่ท่านพระสมณโคดมพระองค์นั้นไม่ควรเสด็จมาหาพวกเราเลย ดูก่อน ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ทราบว่าพระสมณโคดมทรงเป็นอุภโตสุชาตทั้งฝ่ายพระมารดาทั้งฝ่ายพระบิดา มีพระครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิหมดจดดีมาตลอดเจ็ด ชั่วบรรพบุรุษ เป็นผู้ที่ใครดูถูกไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ด้วยอ้างถึงชาติกำเนิด แม้เพราะเหตุที่ท่านพระสมณโคดมทรงเป็นอุภโตสุชาต... นี้แหละท่านพระสมณ โคดมพระองค์นั้นจึงไม่ควรจะเสด็จมาหาพวกเรา ที่ถูกพวกเรานี่แหละควรจะไปเฝ้าพระองค์ท่านดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ทราบว่าพระสมณโคดมทรงละทิ้งเงินและทองมากมายทั้งที่อยู่ในพื้นดิน ทั้งที่อยู่ในอากาศเสด็จออกผนวช

ได้ทราบว่าพระสมณโคดมครั้งกำลังหนุ่มแน่น พระเกศาดำสนิท ทรงพระเจริญอยู่ในปฐมวัย เสด็จออกผนวชเป็นบรรพชิต

ได้ทราบว่าเมื่อพระมารดาและพระบิดาไม่ทรงปรารถนาให้ทรงผนวช มีพระพักตร์อาบด้วยพระอัสสุชลกันแสงอยู่ พระสมณโคดมทรงปลงพระเกศา และพระมัสสุ ทรงครองผ้าย้อมฝาด เสด็จออกผนวชเป็นบรรพชิต

ได้ทราบว่าพระสมณโคดมมีพระรูปงาม น่าดูน่าชื่นชม มีพระฉวีวรรณผุดผ่องยิ่งนัก มีพระฉวีวรรณคล้ายพรหม มีพระสรีระคล้ายพรหม น่าดู น่าชมมิใช่น้อย

Page 581

ได้ทราบว่าพระสมณโคดม ทรงมีศีล มีศีลเป็นอริยะ มีศีลเป็นกุศล ประกอบด้วยศีลเป็นกุศล

ได้ทราบว่าพระสมณโคดม มีพระวาจาไพเราะ มีพระสำเนียงไพเราะ มีคำพูดแบบชาวเมือง นุ่มนวล ไม่มีพิษมีภัย ให้ผู้ฟังเข้าใจเนื้อความชัดได้ทราบว่าพระสมณโคดมทรงเป็นอาจารย์และปาจารย์ของคนหมู่มาก

ได้ทราบว่าพระสมณโคดมทรงมีกามราคะสิ้นแล้ว ทรงเลิกประดับตบแต่งแล้ว

ได้ทราบว่าพระสมณโคดมทรงเป็นกรรมวาที เป็นกิริยวาที ไม่ทรงมุ่งร้ายแก่พวกพราหมณ์

ได้ทราบว่าพระสมณโคดมเสด็จออกทรงผนวชจากตระกูลสูงคือจากตระกูลกษัตริย์อันไม่เจือปน

ได้ทราบว่าพระสมณโคดมเสด็จออกทรงผนวชจากตระกูลมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคสมบัติมาก

ได้ทราบว่าคนต่างรัฐต่างชนบทพากันมาทูลถามปัญหาพระองค์ท่าน

ได้ทราบว่าเทพดาหลายพันมอบกายถวายชีวิตถึงพระองค์ท่านเป็นสรณะ

ได้ทราบว่าชื่อเสียงอันงามของพระสมณโคดมขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นพระอรหันต์... ทรงเป็น ผู้เบิกบาน ทรงเป็นผู้จำแนกธรรม,ได้ทราบว่าพระสมณโคดมทรงประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ

ได้ทราบว่าพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชพร้อมทั้งพระโอรสและพระมเหสีทรงมอบกายถวายชีวิตถึงพระสมณโคดมเป็นสรณะได้ทราบว่าพระเจ้าปเสนทีโกศลทรงมอบกายถวายชีวิตถึงพระสมณโคดมเป็นสรณะ

Page 582

ได้ทราบว่าพราหมณ์โปกขรสาติพร้อมด้วยบุตรและภรรยามอบกายถวาย ชีวิตถึงพระสมณโคดมเป็นสรณะ

ได้ทราบว่าพระสมณโคดมถึงหมู่บ้านโอปาสาทะ ประทับอยู่ ณ ป่าไม้ สาละชื่อว่าเทพวัน ทางทิศเหนือแห่งหมู่บ้านโอปาสาทะ สมณะหรือพราหมณ์ เหล่าใดเหล่าหนึ่งมาถึงเขตหมู่บ้านของพวกเรา สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าเป็นแขกของพวกเรา และเป็นแขกที่พวกเราพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย แม้ด้วยเหตุผลนี้แหละ ท่านพระสมณโคดมพระองค์นั้นจึงไม่ควรจะเสด็จมาหาพวกเรา ที่ถูกพวกเรานี้แหละควรไป เฝ้าท่านพระโคดมพระองค์นั้นดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ข้าพเจ้าศึกษาพระคุณของท่านพระโคดม พระองค์นั้นมาเพียงเท่านี้ แต่ท่านพระโคดมพระองค์นั้นจะทรงมีพระคุณ เพียงเท่านี้หามิได้ ความจริงท่านพระโคดมพระองค์นั้นมีพระคุณหาประมาณมิได้ ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ถึงแม้ท่านพระโคดมพระองค์นั้นจะทรง ประกอบด้วยคุณแม้เพียงอย่างเดียว ก็ไม่ควรจะเสด็จมาหาพวกเรา ที่ถูกพวกเรานี้แหละควรไปเฝ้าท่านพระโคดมพระองค์นั้น”“ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น เราทั้งหมดจักไปเฝ้าพระสมณโคดมด้วยกัน”

จังกีพราหมณ์เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า

[๔๒๖] ครั้งนั้นแล จังกีพราหมณ์พร้อมด้วยคณะพราหมณ์หมู่ใหญ่ได้ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ปราศรัยกับพระผู้มี พระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ก็ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งสนทนาเรื่องบางเรื่องพอ ให้เป็นเครื่องระลึกถึงกันกับพวกพราหมณ์ผู้เฒ่า ๆ อยู่

Page 583

{๖๕๑}ก็สมัยนั้นแล มาณพชื่อว่ากาปทิกะยังเป็นเด็กหนุ่ม โกนศีรษะ มีอายุ ๑๖ ปีนับแต่เกิด เป็นผู้รู้จบไตรเพท พร้อมทั้งนิฆัณฑุศาสตร์ เกตุภศาสตร์ พร้อม ทั้งอักษรศาสตร์ มีคัมภีร์อิติหาสเป็นที่ ๕ เป็นผู้เข้าใจตัวบท เข้าใจไวยากรณ์ชำนาญในโลกายตศาสตร์ และตำราทำนายลักษณะมหาบุรุษ นั่งอยู่ในบริษัท นั้นด้วย เมื่อพราหมณ์ผู้เฒ่า ๆ กำลังสนทนาอยู่กับพระผู้มีพระภาคเจ้า เขาจะพูดสอดขึ้นในระหว่าง ๆ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามเขาว่า “เมื่อพราหมณ์ผู้เฒ่า ๆ กำลังสนทนากันอยู่ ท่านภารทวาชะอย่าพูดสอดขึ้น ในระหว่าง ๆ เลย จงรอให้เขาพูดจบเสียก่อน”

กาปทิกมาณพทูลถามบทมนต์

{๖๕๒}เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว จังกีพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ท่านพระโคดม อย่าทรงห้ามกาปทิกมาณพเลย กาปทิกมาณพเป็นบุตรของผู้มีตระกูล เป็นพหูสูต เป็นบัณฑิต เจรจาถ้อยคำไพเราะ และสามารถจะเจรจาโต้ตอบในคำนี้กับท่านพระโคดมได้”

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงมีพระดำริว่า “กาปทิกมาณพจักสำเร็จการศึกษาในปาพจน์คือไตรเพทเป็นแน่แท้ พราหมณ์ทั้งหลายจึงยอมให้ เขาออกหน้าถึงอย่างนั้น”

ครั้งนั้น กาปทิกมาณพมีความตั้งใจว่า “พระสมณโคดมจักทอดพระเนตรสบตาเรา เมื่อใด เราจักทูลถามปัญหากะพระสมณโคดม เมื่อนั้น” ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความตั้งใจของกาปทิกมาณพจึงทรงทอดพระเนตรไปทางกาปทิกมาณพ

[๔๒๗] ครั้งนั้นแล กาปทิกมาณพคิดว่า “พระสมณโคดมทรงใส่พระทัยเราอยู่ ถ้าอย่างนั้น เราพึงทูลถามปัญหากะพระสมณโคดมเถิด” ลำดับนั้น จึงได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

Page 584

“ข้าแต่ท่านพระโคดม ก็ในบทมนต์อันเป็นของเก่าของพราหมณ์ ทั้งหลาย ซึ่งมีมาโดยเชื่อถือต่อ ๆ กันมาตามคัมภีร์ พวกพราหมณ์ย่อมถือกันจริงจังว่า ‘สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า’ ดังนี้ ในเรื่องนี้ท่านพระโคดมจะตรัสว่าอย่างไร”

{๖๕๓}พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า “มีบ้างไหม ภารทวาชะ ในหมู่พราหมณ์ทั้งหลาย พราหมณ์สักคนหนึ่งจะเป็นใครก็ได้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า ‘ข้อนี้ เรารู้อยู่ เราเห็นอยู่ว่า ‘สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า’ ดังนี้”

“ไม่มีเลย ท่านพระโคดม”

“ดูก่อนภารทวาชะ มีบ้างไหม ในหมู่พราหมณ์ทั้งหลาย อาจารย์สักท่านหนึ่งก็ดี อาจารย์เก่าของอาจารย์สักท่านหนึ่งก็ดี ตลอดขึ้นไปจนเจ็ดชั่วอาจารย์ ที่กล่าวอย่างนี้ว่า ‘ข้อนี้เรารู้อยู่ เราเห็นอยู่ว่า ‘สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า’ ดังนี้”

“ไม่มีเลย ท่านพระโคดม”

“ดูก่อนภารทวาชะ ก็ฤๅษีทั้งหลายผู้เป็นบุรพาจารย์ของพวกพราหมณ์ คือ ฤๅษีอัฏฐกะ ฤๅษีวามกะ ฤๅษีวามเทพ ฤๅษีเวสสามิตตะ ฤๅษียมตัคคิ ฤๅษีอังคีรสะ ฤๅษีภารทวาชะ ฤๅษีวาเสฏฐะ ฤๅษีกัสสปะ ฤๅษีภคุ ซึ่งเป็นผู้ผูกมนต์สอนมนต์ไว้ มีบทมนต์เก่าที่ขับไว้ บอกไว้ รวบรวมไว้แล้ว ที่ พราหมณ์ทั้งหลายในปัจจุบันนี้ได้พากันขับตาม กล่าวตาม กล่าวได้ถูกต้อง บอกได้ถูกต้องตามที่ท่านเหล่านั้นได้กล่าวไว้ บอกไว้ แม้ท่านเหล่านั้นก็กล่าว ไว้อย่างนี้ว่า ‘ข้อนี้เราทั้งหลายรู้อยู่ เราทั้งหลายเห็นอยู่ว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอี่นเปล่า, ดังนี้หรือ”“ไม่มีเลย ท่านพระโคดม”

{๖๕๔}“ดูก่อนภารทวาชะ ได้ทราบกันดังนี้ว่า บรรดาพราหมณ์ทั้งหลายไม่มี

Page 585

พราหมณ์แม้สักคนจะเป็นใครก็ได้ที่ได้กล่าวไว้อย่างนี้ว่า ‘ข้อนี้เรารู้อยู่ เราเห็นอยู่ว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า, ดังนี้ ไม่มีใครเลยซึ่งเป็นอาจารย์ สักคนหนึ่ง เป็นอาจารย์เก่าของอาจารย์สักคนหนึ่ง ตลอดขึ้นไปจนเจ็ดชั่วอาจารย์ของพราหมณ์ทั้งหลาย ที่ได้กล่าวไว้อย่างนี้ว่า ‘ข้อนี้เรารู้อยู่ เราเห็นอยู่ว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า’ ดังนี้

อนึ่ง ฤๅษีทั้งหลายผู้เป็นบุรพาจารย์ของพวกพราหมณ์ คือ ฤๅษีอัฏฐกะ ฤๅษีวามกะ ฤๅษีวามเทพ ฤๅษีเวสสามิตตะ ฤๅษียมตัคคิ ฤๅษีอังคีรสะ ฤๅษีภารทวาชะ ฤๅษีวาเสฏฐะ ฤๅษีกัสสปะ ฤๅษีภคุ ซึ่งเป็นผู้ผูกมนต์สอนมนต์ไว้ มีบทมนต์เก่าที่ขับไว้ บอกไว้ รวบรวมไว้แล้ว ที่พราหมณ์ทั้งหลายในปัจจุบันนี้ได้พากันขับตาม กล่าวตาม กล่าวได้ถูกต้อง บอกได้ถูกต้องตามที่ท่านเหล่านั้นได้กล่าวไว้ บอกไว้ แม้ท่านเหล่านั้นก็มิได้กล่าวไว้อย่างนี้ว่า ‘ข้อนี้เราทั้งหลายรู้อยู่ เราทั้งหลาย เห็นอยู่ว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า, ดังนี้[๔๒๘] ดูก่อนภารทวาชะ เปรียบเหมือนแถวคนตาบอดซึ่งเกาะกัน ต่อ ๆ ไป แม้คนแรกก็ไม่เห็น คนกลางก็ไม่เห็น คนหลังก็ไม่เห็น ฉันใด คำ กล่าวของพราหมณ์ทั้งหลายเห็นจะเปรียบได้กับแถวคนตาบอด ฉันนั้น คือ แม้คนชั้นแรกก็ไม่เห็น แม้คนชั้นกลางก็ไม่เห็น แม้คนชั้นหลังก็ไม่เห็น ดูก่อนภารทวาชะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เมื่อเป็นเช่นนั้น ความเชื่อของพราหมณ์ทั้งหลายย่อมหาข้อมูลมิได้ มิใช่หรือ”

“ท่านพระโคดม ในข้อนี้ พราหมณ์ทั้งหลายจะศึกษากันมาโดยความเชื่ออย่างเดียวหามิได้ แต่ศึกษาโดยการฟังตามกันมา”

ธรรม ๕ ประการมีวิบากเป็น ๒ ส่วน

{๖๕๕}“ดูก่อนภารทวาชะ ครั้งแรกท่านได้อ้างถึงความเชื่อ เดี๋ยวนี้ท่านอ้างถึงการฟังตามกันมา ดูก่อนภารทวาชะ ธรรม ๕ ประการนี้มีวิบากเป็น ๒ ส่วน

Page 586

ในปัจจุบัน ธรรม ๕ ประการคืออะไรบ้าง คือ

๑.ศรัทธา ความเชื่อ

๒.รุจิ ความชอบใจ

๓.อนุสสวะ การฟังตามกันมา

๔.อาการปริวิตักกะ ความตรึกตามอาการ

๕.ทิฏฐินิชฌานขันติ ความถูกใจตามความเห็นและความเพ่งพินิจ

ธรรม ๕ ประการนี้แลมีวิบากเป็น ๒ ส่วนในปัจจุบัน

ดูก่อนภารทวาชะ เออก็สิ่งที่เชื่อกันด้วยดีทีเดียว แต่สิ่งนั้นเป็นของว่างเปล่าเป็นเท็จไปก็มี ถึงแม้สิ่งที่ไม่เชื่อกันด้วยดี แต่สิ่งนั้นเป็นของจริงของแท้ ไม่เป็นอย่างอื่นก็มี อนึ่ง สิ่งที่ชอบใจกันด้วยดีทีเดียว สิ่งที่ฟังตามกันมาด้วย ดีทีเดียว ... สิ่งที่ตรึกกันไว้ด้วยดีทีเดียว ... สิ่งที่เพ่งพินิจกันแล้วด้วยดีทีเดียว สิ่งนั้นเป็นของว่างเปล่าเป็นเท็จไปก็มี ถึงแม้สิ่งที่ไม่ได้ชอบใจกันด้วยดี แต่สิ่งนั้นเป็นของจริงเป็นของแท้ ไม่เป็นอย่างอื่นก็มี ดูก่อนภารทวาชะ วิญญูชน เมื่อจะรักษาสัจจะไม่ควรจะตกลงใจในข้อนั้นเด็ดขาดว่า ‘สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า’ ดังนี้”

ทรงพยากรณ์การรักษาสัจจะ

[๔๒๙] ท่านพระโคดม ก็ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่าไรจึงจะชื่อว่าเป็นการรักษาสัจจะ บุคคลชื่อว่ารักษาสัจจะด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่าไร ข้าพเจ้าขอทูล ถามท่านพระโคดมถึงการรักษาสัจจะก่อน”{๖๕๖}“ดูก่อนภารทวาชะ แม้ถ้าบุรุษมีศรัทธากล่าวว่า ‘ข้าพเจ้ามีศรัทธา’ อย่างนี้ชื่อว่ารักษาสัจจะอยู่ แต่ยังไม่มีความตกลงใจโดยเด็ดขาดว่า ‘สิ่งนี้ เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า’ ดูก่อนภารทวาชะ ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ชื่อว่า

Page 587

เป็นการรักษาสัจจะ บุคคลชื่อว่ารักษาสัจจะด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ และเราย่อมบัญญัติการรักษาสัจจะด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ แต่ยังไม่ชื่อว่าเป็นการ ตรัสรู้สัจจะก่อน

ดูก่อนภารทวาชะ แม้ถ้าบุรุษมีความชอบใจ... มีการฟังตามกันมา... มีความตรึกตามอาการ... มีความถูกใจตามความเห็นและความเพ่งพินิจกล่าวว่า ‘ข้าพเจ้ามีความถูกใจตามความเห็นและความเพ่งพินิจ’อย่างนี้ชื่อว่ารักษาสัจจะอยู่ แต่ยังไม่ถึงความตกลงใจโดยเด็ดขาดว่า ‘สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่น เปล่า’ ดูก่อนภารทวาชะ ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ชื่อว่าเป็นการรักษาสัจจะ บุคคลชื่อว่ารักษาสัจจะด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ และเราย่อมบัญญัติการ รักษาสัจจะด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ แต่ยังไม่ชื่อว่าเป็นการตรัสรู้สัจจะก่อน

ทรงพยากรณ์การตรัสรู้สัจจะ

[๔๓๐] “ท่านพระโคดม การรักษาสัจจะย่อมมีด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ บุคคลชื่อว่ารักษาสัจจะด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ และเราทั้งหลายย่อมเพ่งเล็ง การรักษาสัจจะด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ ท่านพระโคดม ก็การตรัสรู้สัจจะ ย่อมมีด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่าไร บุคคลชื่อว่าตรัสรู้สัจจะด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่าไร ข้าพเจ้าขอทูลถามท่านพระโคดมถึงการตรัสรู้สัจจะ”

{๖๕๗}“ดูก่อนภารทวาชะ ได้ยินว่าภิกษุในธรรมวินัยนี้เข้าไปอาศัยหมู่บ้านหรือนิคมแห่งหนึ่งอยู่ คฤหบดีก็ดี บุตรคฤหบดีก็ดี เข้าไปหาภิกษุนั้นแล้ว พิจารณาดูในข้อธรรม ๓ ประการ คือ ในข้อธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความโลภ ๑ ในข้อธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความประทุษร้าย ๑ ในข้อธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความหลง ๑ ว่า ‘ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความโลภซึ่งเป็นเหตุให้ผู้ที่มีจิตถูกธรรมนั้น ครอบงำแล้ว ทั้งที่ไม่รู้ก็จะกล่าวว่ารู้ ทั้งที่ไม่เห็นก็จะกล่าวว่าเห็น หรือสิ่งใด พึงเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนานแก่ผู้อื่น ก็จะชักชวน ผู้อื่นเพื่อความเป็นเช่นนั้น ของท่านผู้นี้มีบ้างไหมหนอ’ ดังนี้ เมื่อเขาพิจารณา

Page 588

ดูเธออยู่ ย่อมรู้ได้อย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้นี้ไม่มีธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความโลภซึ่งเป็นเหตุให้ผู้ที่มีจิตถูกธรรมนั้นครอบงำแล้ว ทั้งที่ไม่รู้ก็จะกล่าวว่ารู้ ทั้งที่ไม่เห็นก็ จะกล่าวว่าเห็น หรือสิ่งใดพึงเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนานแก่ผู้อื่น ก็จะชักชวนผู้อื่นเพื่อความเป็นเช่นนั้น อนึ่ง ท่านผู้นี้มีกายสมาจาร (ความประพฤติทางกาย) วจีสมาจาร (ความประพฤติทางวาจา) เหมือนของบุคคลผู้ไม่โลภ ท่านผู้นี้แสดงธรรมที่ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต ไม่หยั่งลงได้ด้วยความตรึก เป็นธรรมละเอียด บัณฑิตพึงรู้ได้ ธรรมนั้นอันคนโลภแสดงไม่ได้โดยง่าย’

[๔๓๑] เมื่อเขาพิจารณาดูเธออยู่ ย่อมเห็นแจ้งชัดว่าเธอบริสุทธิ์จากธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความโลภ ต่อจากนั้นเขาย่อมพิจารณาดูเธอให้ยิ่งขึ้นไปใน ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความประทุษร้ายว่า‘ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความประทุษร้าย ซึ่งเป็นเหตุให้ผู้ที่มีจิตอันธรรมนั้นครอบงำแล้ว ทั้งที่ไม่รู้ก็จะกล่าวว่ารู้ ทั้งที่ ไม่เห็นก็จะกล่าวว่าเห็น หรือสิ่งใดพึงเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนานแก่ผู้อื่น ก็จะชักชวนผู้อื่นเพื่อความเป็นอย่างนั้น ของท่านผู้ นี้มีบ้างไหมหนอ’ เมื่อเขาพิจารณาดูเธอนั้นอยู่ ย่อมรู้ได้อย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้นี้ ไม่มีธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความประทุษร้ายซึ่งเป็นเหตุให้ผู้ที่มีจิตถูกธรรมนั้นครอบงำแล้ว

ทั้งที่ไม่รู้ก็จะกล่าวว่ารู้ ทั้งที่ไม่เห็นก็จะกล่าวว่าเห็น หรือสิ่งใดพึงเป็น ไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนานแก่ผู้อื่น ก็จะชักชวนผู้อื่น เพื่อความเป็นเช่นนั้น อนึ่ง ท่านผู้นี้มีกายสมาจาร วจีสมาจารเหมือนของ บุคคลผู้ไม่ประทุษร้าย ท่านผู้นี้แสดงธรรมที่ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต ไม่หยั่งลงได้ด้วยความตรึก เป็นธรรมละเอียด บัณฑิตพึงรู้ได้ ธรรมนั้นอันบุคคลผู้ประทุษร้ายแสดงไม่ได้โดยง่าย’[๔๓๒] เมื่อเขาพิจราณาดูเธออยู่ ย่อมเห็นแจ้งชัดว่าเธอบริสุทธิ์จากธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความประทุษร้าย ต่อจากนั้นเขาย่อมพิจารณาดูเธอให้ยิ่ง

Page 589

ขึ้นไปในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความหลงว่า ‘ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความหลงซึ่งเป็นเหตุให้ผู้ที่มีจิตอันธรรมนั้นครอบงำแล้ว ทั้งที่ไม่รู้ก็จะกล่าวว่ารู้ ทั้งที่ไม่เห็นก็ จะกล่าวว่าเห็น หรือสิ่งใดพึงเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนานแก่ผู้อื่น ก็จะชักชวนผู้อื่นเพื่อความเป็นอย่างนั้น ของท่านผู้นี้มีบ้าง ไหมหนอ’ เมื่อเขาพิจารณาดูเธอนั้นอยู่ ย่อมรู้ได้อย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้นี้ไม่มีธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความหลง ซึ่งเป็นเหตุให้ผู้ที่มีจิตถูกธรรมนั้นครอบงำแล้ว ทั้งที่ไม่รู้ก็จะกล่าวว่ารู้ ทั้งที่ไม่เห็นก็จะกล่าวว่าเห็น หรือสิ่งใดพึงเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนานแก่ผู้อื่น ก็จะชักชวนผู้อื่นเพื่อ ความเป็นเช่นนั้น

อนึ่ง ท่านผู้นี้มีกายสมาจาร วจีสมาจารเหมือนของบุคคลผู้ไม่หลง ท่านผู้นี้แสดงธรรมที่ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต ไม่หยั่งลงได้ด้วยความตรึก เป็นธรรมละเอียด บัณฑิตพึงรู้ได้ ธรรมนั้นอันบุคคลผู้หลงแสดงไม่ได้โดยง่าย’เมื่อเขาพิจารณาดูเธออยู่ ย่อมเห็นแจ้งชัดว่าเธอบริสุทธิ์จากธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความหลง ต่อจากนั้นเขาย่อมตั้งศรัทธาลงในเธอนั้น เขาเกิดศรัทธา แล้วย่อมเข้าไปหา เมื่อเข้าไปหา ย่อมนั่งใกล้ เมื่อนั่งใกล้ ย่อมเงี่ยโสตลง เมื่อเงี่ยโสตลงแล้วย่อมฟังธรรม ครั้นฟังแล้ว ย่อมทรงจำธรรมไว้ ย่อมพิจารณา เนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้แล้ว เมื่อพิจารณาเนื้อความอยู่

ธรรมทั้งหลาย ย่อมทนได้ซึ่งความพินิจ เมื่อธรรมทนความพินิจได้ฉันทะย่อมเกิด เมื่อเกิด ฉันทะแล้ว ย่อมอุตสาหะ ครั้นอุตสาหะแล้ว ย่อมไตร่ตรอง ครั้นไตร่ตรองแล้ว ย่อมตั้งความเพียร เมื่อมีจิตมุ่งพระนิพพานแล้ว ย่อมทำให้แจ้งชัดซึ่งปรมัตถ สัจจะได้ด้วยกาย และย่อมเห็นแจ้งแทงตลอดปรมัตถสัจจะนั้นได้ด้วยปัญญาดูก่อนภารทวาชะ การตรัสรู้สัจจะย่อมมีได้ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้แล บุคคลย่อมตรัสรู้สัจจะได้ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ และเราย่อมบัญญัติการ ตรัสรู้สัจจะด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ แต่ยังไม่ชื่อว่าเป็นการบรรลุสัจจะทีเดียว”

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑-๑ดูเทียบเชิงอรรถในข้อ ๑๘๓ (กีฏาคิริสูตร)หน้า ๒๓๖ ในเล่มนี้
Page 590

ทรงพยากรณ์การบรรลุสัจจะ

[๔๓๓] “ท่านพระโคดม การตรัสรู้สัจจะย่อมมีได้ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ บุคคลย่อมตรัสรู้สัจจะด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ และเราทั้งหลายย่อม เล็งเห็นการตรัสรู้สัจจะด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ ท่านพระโคดม ก็การบรรลุสัจจะ ย่อมมีได้ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่าไร บุคคลย่อมบรรลุสัจจะด้วยข้อปฏิบัติ เพียงเท่าไร ข้าพเจ้าขอทูลถามท่านพระโคดมถึงการบรรลุสัจจะ”{๖๕๘}“ดูก่อนภารทวาชะ การเสพคุ้น การเจริญ การทำให้มากซึ่งธรรมเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นการบรรลุสัจจะ ดูก่อนภารทวาชะ การบรรลุสัจจะย่อม มีได้ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ บุคคลย่อมบรรลุสัจจะด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ และเราย่อมบัญญัติการบรรลุสัจจะด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้”

พยากรณ์ธรรมมีอุปการะมาก

[๔๓๔] “ท่านพระโคดม การบรรลุสัจจะย่อมมีได้ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ บุคคลย่อมบรรลุสัจจะด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ และเราทั้งหลายย่อม เล็งเห็นการบรรลุสัจจะด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ ท่านพระโคดม ก็ธรรมที่มีอุปการะมากแก่การบรรลุสัจจะเป็นไฉน ข้าพเจ้าขอทูลถามท่านพระโคดมถึง ธรรมมีอุปการะมากแก่การบรรลุสัจจะ”{๖๕๙}“ดูก่อนภารทวาชะ ความเพียรมีอุปการะมากแก่การบรรลุสัจจะ ถ้าไม่ตั้งความเพียร ก็บรรลุสัจจะนี้ไม่ได้ แต่เพราะตั้งความเพียร จึงบรรลุสัจจะได้ ฉะนั้น ความเพียรจึงมีอุปการะมากแก่การบรรลุสัจจะ”

“ท่านพระโคดม ก็ธรรมมีอุปการะมากแก่ความเพียรเป็นไฉน ข้าพเจ้าขอทูลถามท่านพระโคดมถึงธรรมมีอุปการะมากแก่ความเพียร”

“ดูก่อนภารทวาชะ ปัญญาสำหรับไตร่ตรองมีอุปการะมากแก่ความเพียร ถ้าไม่ไตร่ตรอง ก็ตั้งความเพียรไม่ได้ แต่เพราะไตร่ตรอง จึงตั้งความเพียรได้

Page 591

ฉะนั้น ปัญญาสำหรับไตร่ตรองจึงมีอุปการะมากแก่ความเพียร”

“ท่านพระโคดม ก็ธรรมที่มีอุปการะมากแก่ปัญญาสำหรับไตร่ตรอง เป็นไฉน ข้าพเจ้าขอทูลถามท่านพระโคดมถึงธรรมมีอุปการะมากแก่ปัญญา สำหรับไตร่ตรอง”

“ดูก่อนภารทวาชะ ความอุตสาหะเป็นธรรมมีอุปการะมากแก่ปัญญา สำหรับไตร่ตรอง ถ้าไม่อุตสาหะ ก็ไตร่ตรองไม่ได้ แต่เพราะอุตสาหะ จึงไตร่ตรองได้ ฉะนั้น ความอุตสาหะจึงมีอุปการะมากแก่ปัญญาสำหรับไตร่ตรอง”“ท่านพระโคดม ก็ธรรมที่มีอุปการะมากแก่ความอุตสาหะเป็นไฉน ข้าพเจ้า ขอทูลถามท่านพระโคดมถึงธรรมมีอุปการะมากแก่ความอุตสาหะ”

“ดูก่อนภารทวาชะ ฉันทะมีอุปการะมากแก่ความอุตสาหะ ถ้าฉันทะไม่เกิด ก็อุตสาหะไม่ได้ แต่เพราะฉันทะเกิด จึงอุตสาหะ ฉะนั้น ฉันทะ จึงมีอุปการะมากแก่ความอุตสาหะ’

“ท่านพระโคดม ก็ธรรมที่มีอุปการะมากแก่ฉันทะเป็นไฉน ข้าพเจ้า ขอทูลถามท่านพระโคดมถึงธรรมมีอุปการะมากแก่ฉันทะ”

“ดูก่อนภารทวาชะ ธรรมที่ทนได้ต่อการเพ่งพินิจมีอุปการะมากแก่ฉันทะ ถ้าธรรมทั้งหลายที่ทนไม่ได้ต่อการเพ่งพินิจ ฉันทะก็ไม่เกิด แต่เพราะธรรม ทั้งหลายที่ทนได้ต่อการเพ่งพินิจ ฉันทะจึงเกิด ฉะนั้น ธรรมที่ทนได้ต่อการเพ่งพินิจจึงมีอุปการะมากแก่ฉันทะ”“ท่านพระโคดม ก็ธรรมที่มีอุปการะมากแก่ธรรมที่ทนได้ต่อการเพ่งพินิจเป็นไฉน ข้าพเจ้าขอทูลถามท่านพระโคดมถึงธรรมมีอุปการะมากแก่ธรรมที่ ทนได้ต่อการเพ่งพินิจ”

Page 592

“ดูก่อนภารทวาชะ ปัญญาสำหรับพิจารณาเนื้อความมีอุปการะมากแก่ธรรมที่ทนได้ต่อการเพ่งพินิจ ถ้าไม่พิจารณาเนื้อความนั้น ธรรมทั้งหลายก็ ทนต่อการเพ่งพินิจไม่ได้ แต่เพราะพิจารณาเนื้อความ ธรรมทั้งหลายจึงทนต่อการเพ่งพินิจได้ ฉะนั้น ปัญญาสำหรับพิจารณาเนื้อความจึงมีอุปการะมาก แก่ธรรมที่ทนได้ต่อการเพ่งพินิจ”“ท่านพระโคดม ก็ธรรมที่มีอุปการะมากแก่ปัญญาสำหรับพิจารณา เนื้อความเป็นไฉน ข้าพเจ้าขอทูลถามท่านพระโคดมถึงธรรมมีอุปการะมากแก่ ปัญญาสำหรับพิจารณาเนื้อความ”

“ดูก่อนภารทวาชะ การทรงจำธรรมไว้มีอุปการะมากแก่ปัญญาสำหรับพิจารณาเนื้อความ ถ้าไม่ทรงจำธรรมนั้น ก็พิจารณาเนื้อความนี้ไม่ได้ แต่ เพราะทรงจำธรรมไว้ จึงพิจารณาเนื้อความได้ ฉะนั้น การทรงจำธรรมไว้จึงมีอุปการะมากแก่ปัญญาสำหรับพิจารณาเนื้อความ”“ท่านพระโคดม ก็ธรรมที่มีอุปการะมากแก่การทรงจำธรรมเป็นไฉน ข้าพเจ้าขอทูลถามพระโคดมถึงธรรมมีอุปการะมากแก่การทรงจำธรรม”

“ดูก่อนภารทวาชะ การฟังธรรมมีอุปการะมากแก่การทรงจำธรรม ถ้าไม่ฟังธรรม ก็ทรงจำธรรมนี้ไม่ได้ แต่เพราะฟังธรรม จึงทรงจำธรรมไว้ได้ ฉะนั้น การฟังธรรมจึงมีอุปการะมากแก่การทรงจำธรรม”

“ท่านพระโคดม ก็ธรรมที่มีอุปการะมากแก่การฟังธรรมเป็นไฉน ข้าพเจ้า ขอทูลถามท่านพระโคดมถึงธรรมมีอุปการะมากแก่การฟังธรรม”

“ดูก่อนภารทวาชะ การเงี่ยโสตลงมีอุปการะมากแก่การฟังธรรม ถ้าไม่เงี่ยโสตลง ก็ฟังธรรมไม่ได้ แต่เพราะเงี่ยโสตลง จึงฟังธรรมได้ ฉะนั้น การ เงี่ยโสตลงจึงมีอุปการะมากแก่การฟังธรรม”

“ท่านพระโคดม ก็ธรรมที่มีอุปการะมากแก่การเงี่ยโสตลงเป็นไฉน ข้าพเจ้า

Page 593

ขอทูลถามท่านพระโคดมถึงธรรมมีอุปการะมากแก่การเงี่ยโสตลง”

“ดูก่อนภารทวาชะ การนั่งใกล้มีอุปการะมากแก่การเงี่ยโสตลง ถ้าไม่นั่งใกล้ ก็เงี่ยโสตลงไม่ได้ แต่เพราะนั่งใกล้ จึงได้เงี่ยโสตลง ฉะนั้น การนั่ง ใกล้จึงมีอุปการะมากแก่การเงี่ยโสตลง”

“ท่านพระโคดม ก็ธรรมที่มีอุปการะมากแก่การนั่งใกล้เป็นไฉน ข้าพเจ้า ขอทูลถามท่านพระโคดมถึงธรรมมีอุปการะมากแก่การนั่งใกล้”

“ดูก่อนภารทวาชะ การเข้าไปหามีอุปการะมากแก่การนั่งใกล้ ถ้าไม่เข้าไปหา ก็นั่งใกล้ไม่ได้ แต่เพราะเข้าไปหา จึงนั่งใกล้ได้ ฉะนั้น การ เข้าไปหาจึงมีอุปการะมากแก่การนั่งใกล้”

“ท่านพระโคดม ก็ธรรมที่มีอุปการะมากแก่การเข้าไปหาเป็นไฉน ข้าพเจ้าขอทูลถามท่านพระโคดมถึงธรรมมีอุปการะมากแก่การเข้าไปหา”

“ดูก่อนภารทวาชะ ศรัทธามีอุปการะมากแก่การเข้าไปหา ถ้าศรัทธาไม่เกิด ก็ไม่เข้าไปหา แต่เพราะเกิดศรัทธา จึงเข้าไปหา ฉะนั้น ศรัทธา จึงมีอุปการะมากแก่การเข้าไปหา”

กาปทิกมาณพแสดงตนเป็นอุบาสก

{๖๖๐}[๔๓๕] “ข้าพระองค์ได้ทูลถามท่านพระโคดมถึงการรักษาสัจจะ ท่านพระโคดมก็ทรงพยากรณ์ให้ และข้อที่ทรงพยากรณ์นั้นทั้งชอบใจทั้งถูกใจ ข้าพระองค์ และข้าพระองค์ก็ยินดีตามนั้น ข้าพระองค์ได้ทูลถามท่านพระโคดมถึงการตรัสรู้สัจจะ ท่านพระโคดมก็ทรงพยากรณ์ให้ และข้อที่ทรง พยากรณ์นั้นทั้งชอบใจทั้งถูกใจข้าพระองค์ และข้าพระองค์ก็ยินดีตามนั้น ข้าพระองค์ได้ทูลถามท่านพระโคดมถึงการบรรลุสัจจะ ท่านพระโคดมก็ ทรงพยากรณ์ให้ และข้อที่ทรงพยากรณ์นั้น ทั้งชอบใจทั้งถูกใจข้าพระองค์ และ ข้าพระองค์ก็ยินดีตามนั้น ข้าพระองค์ได้ทูลถามท่านพระโคดมถึงธรรม

Page 594

มีอุปการะมากแก่การบรรลุสัจจะ ท่านพระโคดมก็ทรงพยากรณ์ให้ และข้อที่ทรงพยากรณ์ให้นั้นทั้งชอบใจทั้งถูกใจข้าพระองค์ และข้าพระองค์ก็ยินดีตามนั้น ข้าพระองค์ได้ทูลถามท่านพระโคดมถึงข้อใด ๆ ท่านพระโคดมก็ได้ ทรงพยากรณ์ข้อนั้น ๆ ให้ และข้อที่ทรงพยากรณ์นั้น ๆ ทั้งชอบใจทั้งถูกใจ ข้าพระองค์ และข้าพระองค์ก็ยินดีตามนั้น ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ เมื่อก่อนข้าพระองค์รู้อย่างนี้ว่า ‘พวกสมณะหัวโล้น เชื้อสายคฤหบดีกัณหโคตร เกิดจากพระบาทท้าวมหาพรหม จะแปลกอะไร และจะรู้ทั่วถึงธรรมที่ไหน พระโคดมผู้เจริญได้ทรงทำความรักในสมณะว่าเป็นสมณะ ความเลื่อมใส ในสมณะว่าเป็นสมณะ ความเคารพในสมณะว่าเป็น สมณะให้เกิดขึ้นแก่ข้าพระองค์แล้วหนอ

ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่ควํ่า เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดี จักเห็นรูปได้, ดังนี้ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระองค์ พร้อม ทั้งพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระโคดมผู้เจริญได้โปรด ทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป”

จบ จังกีสูตรที่ ๕

Page 595

๖. เอสุการีสูตร

ว่าด้วยเอสุการีพราหมณ์

{๖๖๑}[๔๓๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนี่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล เอสุการี พราหมณ์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนี่ง

การบำเรอ ๔ ประการ

{๖๖๒}เอสุการีพราหมณ์นั่งเรียบร้อยแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ท่านพระโคดม พราหมณ์ทั้งหลายย่อมบัญญัติการบำเรอไว้ ๔ ประการ คือ

(๑) บัญญัติการบำเรอพราหมณ์ (๒) บัญญัติการบำเรอกษัตริย์

(๓) บัญญัติการบำเรอแพศย์ (๔) บัญญัติการบำเรอศูทร

ท่านพระโคดม ในการบำเรอทั้ง ๔ ประการนั้น พราหมณ์ทั้งหลาย บัญญัติการบำเรอพราหมณ์ไว้ว่า ‘พราหมณ์พึงบำเรอพราหมณ์ กษัตริย์พึงบำเรอพราหมณ์ แพศย์พึงบำเรอพราหมณ์ หรือศูทรพึงบำเรอพราหมณ์ พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติการบำเรอพราหมณ์ไว้เช่นนี้พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติการบำเรอกษัตริย์ไว้ว่า‘กษัตริย์พึงบำเรอกษัตริย์ แพศย์พึงบำเรอกษัตริย์ หรือศูทรพึงบำเรอกษัตริย์, พราหมณ์ทั้งหลาย บัญญัติการบำเรอกษัตริย์ไว้เช่นนี้

พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติการบำเรอแพศย์ไว้ว่า ‘แพศย์พึงบำเรอแพศย์ หรือศูทรพึงบำเรอแพศย์’พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติการบำเรอแพศย์ไว้ เช่นนี้

End of ๕. จังกีสูตร