arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · ปริพพาชกวรรค

๙. จูฬสกุลุทายิสูตร เล่ม ๑๓

Text layerBuddha’s wordsItems ๓๖๗–๓๘๘ (Royal Thai)9/10 in ปริพพาชกวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ปริพพาชกวรรค จูฬสกุลุทายิสูตร (Royal Thai Volume 13 · Mahachula Volume 13 · Mahamakut Volume 20 · Chaloem Phrakiat Volume 13)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 13, pp. 345–361

Page 345

ดูก่อนช่างไม้ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ ๑ สัมมาสังกัปปะ ๑ สัมมาวาจา ๑ สัมมากัมมันตะ ๑ สัมมาอาชีวะ ๑ สัมมาวายามะ ๑ สัมมาสติ ๑ สัมมาสมาธิ ๑ สัมมาญาณะ ๑ สัมมาวิมุตติ ๑ ซึ่งเป็นของอเสขบุคคล เราย่อมบัญญัติบุรุษบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการเหล่านี้แลว่าเป็นผู้มีกุศลสมบูรณ์ มีกุศลอย่างยิ่ง เป็นสมณะผู้เข้าถึงภูมิปฏิบัติอันอุดม ไม่มีใครสู้ได้”พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ช่างไม้ปัญจกังคะยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล

จบ สมณมุณฑิกสูตรที่ ๘

๙. จูฬสกุลุทายิสูตร

ว่าด้วยสกุลุทายีปริพาชก สูตรเล็ก

{๓๖๗}[๒๖๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนี่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ก็สมัยนั้นแล สกุลุทายีปริพาชกอาศัยอยู่ในปริพาชการามซึ่งเป็นที่ให้เหยื่อแก่นกยูง พร้อมด้วยปริพาชกบริษัทหมู่ใหญ่

ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสกแล้ว ทรงถือบาตรจีวรเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครราชคฤห์ ลำดับนั้น ได้ทรงดำริว่า “เราจะเที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ก่อนก็ยังเช้านัก อย่ากระนั้นเลย เราพึงเข้าไปหาสกุลุทายีปริพาชกยังปริพาชการามซึ่งเป็นที่ ให้เหยื่อแก่นกยูงเถิด” จึงลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จเข้าไปยัง ปริพาชการามนั้นแล้ว

Page 346

{๓๖๘}ก็สมัยนั้น สกุลุทายีปริพาชกนั่งอยู่กับปริพาชกบริษัทหมู่ใหญ่ซึ่งกำลังพูดเรื่องดิรัจฉานกถาเป็นอันมากด้วยเสียงดังเซ็งแซ่ คือ พูดเรื่องพระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอำมาตย์ เรื่องกองทัพ เรื่องภัย เรื่องการรบ เรื่องข้าว เรื่องนํ้า เรื่องผ้า เรื่องที่นอน เรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องยาน เรื่องบ้าน เรื่องนิคม เรื่องนคร เรื่องชนบท เรื่องสตรี เรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้าหาญ เรื่องตรอก เรื่องท่านํ้า เรื่องนางกุมภทาสี เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก เรื่องทะเล เรื่องความเจริญและความเสื่อมอย่างนั้นอย่างนี้สกุลุทายีปริพาชกได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแต่ไกล

จึงห้ามบริษัทของตนให้สงบเสียงว่า “ท่านผู้เจริญทั้งหลายจงเงียบหน่อย ท่านผู้เจริญทั้งหลายอย่าส่งเสียงดังกัน นี่พระสมณโคดมกำลังเสด็จมา พระองค์ ท่านโปรดเสียงเบา และตรัสสรรเสริญคุณของเสียงเบา ถ้ากระไร พระองค์ท่านทรงทราบว่าบริษัทเสียงเบาลงแล้ว อาจจะเสด็จเข้ามาก็ได้” ลำดับนั้น พวกปริพาชกเหล่านั้นพากันนิ่งอยู่[๒๗๐] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปหาสกุลุทายีปริพาชก จนถึงที่นั่ง สกุลุทายีปริพาชกได้กราบทูลเชิญพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ขอเชิญพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาเถิด พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาดีแล้ว นานทีเดียวที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงเยี่ยมกรายมาที่นี่ ขอเชิญพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเถิด นี้อาสนะที่ปูถวายไว้แล้ว” พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูถวายไว้ ส่วนสกุลุทายีปริพาชกถือ เอาอาสนะที่ต่ำกว่านั่ง

ครั้นสกุลุทายีปริพาชกนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามว่า “ดูก่อนอุทายี เมื่อกี้นี้ท่านทั้งหลายชุมนุมสนทนาอะไรกัน และเรื่องอะไรที่ท่านทั้งหลายคุยค้างไว้ในระหว่าง”

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ดิรัจฉานกถา ดูความหมายที่เชิงอรรถข้อ ๒๒๓ (สันทกสูตร) หน้า ๒๘๓ ในเล่มนี้
Page 347

{๓๖๙}สกุลุทายีปริพาชกกราบทูลว่า“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เรื่องที่พวกข้าพเจ้าชุมนุมสนทนากันเมื่อกี้นี้นั้นของดไว้ เรื่องนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจัก ทรงสดับในภายหลังโดยไม่ยาก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เวลาที่ข้าพเจ้าไม่ได้ เข้ามาหาบริษัทหมู่นี้ บริษัทหมู่นี้ก็นั่งพูดกันถึงดิรัจฉานกถาเรื่องต่าง ๆ แต่ พอเวลาข้าพเจ้าเข้ามา บริษัทหมู่นี้ก็นั่งมองดูแต่หน้าข้าพเจ้าเท่านั้นด้วยความประสงค์ว่า ‘พวกเราจะได้ฟังธรรมที่สมณะอุทายีกล่าวแก่พวกเรา และเมื่อ เวลา พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเขามาหาบริษัทหมู่นี้ ทั้งข้าพเจ้าและบริษัทหมู่นี้ต่างก็นั่งมองดูพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยประสงค์ว่า ‘เราทั้งหลาย จักได้ฟังธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแก่พวกเรา”

ว่าด้วยขันธ์ส่วนอดีตและอนาคต

[๒๗๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอุทายี ถ้าอย่างนั้น ปัญหาจงแจ่มแจ้งแก่ท่าน อย่างที่จะให้เราตอบให้กระจ่างได้”

{๓๗๐}“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันก่อน ๆ หลายวันก่อน ท่านผู้สารพัดรู้สารพัด เห็นมายืนยันความรู้ความเห็นอย่างแข็งขันว่า ‘เมื่อเราเดินอยู่ หยุดอยู่ หลับอยู่ และตื่นอยู่ ญาณทัสสนะ(ความรู้ความเห็น)จะปรากฏอยู่เสมอต่อเนื่องกันไป” ดังนี้ ท่านผู้นั้นถูกข้าพเจ้าถามปัญหาปรารภขันธ์ส่วนอดีตเข้า ก็เอาเรื่องอื่น มาพูดกลบเกลื่อน พูดนอกเรื่องเสีย ทั้งแสดงความโกรธ โทสะ และความไม่พอใจออกมา ข้าพเจ้านึกขึ้นได้ถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ‘ต้องเป็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแน่นอน ต้องเป็นพระสุคตแน่นอนที่จะฉลาดรู้ธรรมเหล่านี้ได้”“ดูก่อนอุทายี ก็ท่านผู้สารพัดรู้สารพัดเห็นที่มายืนยันความรู้ความเห็นอย่างแข็งขัน... ได้แสดงความโกรธ โทสะ และทำความไม่พอใจออกมานั้น เป็นใครกันเล่า”

“นิครนถ์นาฏบุตร พระพุทธเจ้าข้า”

Page 348

{๓๗๑}“ดูก่อนอุทายี ผู้ใดระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง … พร้อมทั้งอาการพร้อมทั้งอุเทศด้วยประการฉะนี้ได้ ผู้นั้น จึงควรถามปัญหาปรารภขันธ์ส่วนอดีตกะเรา หรือเราควรถามปัญหาปรารภ ขันธ์ส่วนอดีตกะผู้นั้น ผู้นั้นจึงจะทำจิตของเราให้ยินดีได้ด้วยการพยากรณ์ ปัญหาปรารภขันธ์ส่วนอดีตได้ หรือเราจึงจะทำจิตของผู้นั้นให้ยินดีได้ด้วยการพยากรณ์ปัญหาปรารภขันธ์ส่วนอดีตได้ดูก่อนอุทายี ผู้ใดเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วง จักษุวิสัยของมนุษย์... พึงรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมด้วยประการฉะนี้

ผู้นั้นจึงควรถามปัญหาปรารภขันธ์ส่วนอนาคตกะเรา หรือเราควรถามปัญหา ปรารภขันธ์ส่วนอนาคต ผู้นั้นจึงจะทำจิตของเราให้ยินดีได้ด้วยการพยากรณ์ ปัญหาปรารภขันธ์ส่วนอนาคต หรือเราจึงจะทำจิตของผู้นั้นให้ยินดีได้ด้วยการ พยากรณ์ปัญหาปรารภขันธ์ส่วนอนาคตดูก่อนอุทายี แต่จงงดขันธ์ส่วนอดีตไว้ก่อน ขันธ์ส่วนอนาคตก็จงงดไว้ก่อน เราจักแสดงธรรมแก่ท่านว่า ‘เมื่อเหตุนี้มี ผลนี้จึงมี เพราะเหตุนี้เกิดขึ้น ผลนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อเหตุนี้ไม่มี ผลนี้จึงไม่มี เพราะเหตุนี้ดับ ผลนี้จึงดับ”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็แม้แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าได้ประสบอยู่ด้วยอัตภาพนี้ ประมาณเท่าใด ข้าพเจ้าก็ยังไม่สามารถจะระลึกพร้อมทั้งอาการพร้อมทั้งอุเทศ ได้ด้วยประการฉะนี้ ไฉนจักระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง.... จักระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมากพร้อมทั้ง อาการพร้อมทั้งอุเทศด้วยประการฉะนี้ เหมือนพระผู้มีพระภาคเจ้าเล่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถึงบัดนี้ แม้แต่ปีศาจคลุกฝุ่นข้าพเจ้าเองก็ยังไม่เคยเห็น ไฉนเลยจักเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มี

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปีศาจคลุกฝุ่น หมายถึงปีศาจหรือยักษ์ที่เกิดในสถานที่สกปรกซึ่งคนมองไม่เห็น (นัย ม.ม.อ. ๑๙๘)
Page 349

ผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์... จักรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมด้วยประการฉะนี้ เหมือนพระผู้มีพระภาคเจ้าได้เล่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็คำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะข้าพเจ้าอย่างนี้ ว่า ‘ดูก่อนอุทายี แต่จงงดขันธ์ส่วนอดีตไว้ก่อน ขันธ์ส่วนอนาคตก็จงงดไว้ก่อน เราจักแสดงธรรมแก่ท่านว่า ‘เมื่อเหตุนี้มี ผลนี้จึงมี เพราะเหตุนี้เกิดขึ้น ผลนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อเหตุนี้ไม่มี ผลนี้จงไม่มี เพราะเหตุนี้ดับ ผลนี้จึงดับ’ ดังนี้นั้น จะได้ปรากฏแก่ข้าพเจ้ามากมายสุดประมาณก็หาไม่ ไฉนข้าพเจ้าจึงจะทำให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพอพระทัยด้วยการพยากรณ์ปัญหาในลัทธิอาจารย์ของ ตนได้เล่า”

เรื่องวรรณะ

{๓๗๒}[๒๗๒] “ดูก่อนอุทายี ก็ในลัทธิอาจารย์ของตนท่านมีความเห็นว่าอย่างไร”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในลัทธิอาจารย์ของตน พวกข้าพเจ้ามีความเห็นอย่างนี้ว่า ‘นี้เป็นวรรณะอย่างยิ่ง นี้เป็นวรรณะอย่างยิ่ง”

“ดูก่อนอุทายี ในลัทธิอาจารย์ของตนที่ท่านมีความเห็นว่า‘นี้เป็นวรรณะอย่างยิ่ง นี้เป็นวรรณะอย่างยิ่ง’ ก็วรรณะอย่างยิ่งเป็นไฉน”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วรรณะใดไม่มีวรรณะอื่นยิ่งกว่าหรือประณีตกว่า วรรณะนั้นเป็นวรรณะอย่างยิ่ง”

“ดูก่อนอุทายี ก็วรรณะไหนเล่าที่ไม่มีวรรณะอื่นยิ่งกว่าหรือประณีตกว่า”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วรรณะใดไม่มีวรรณะอื่นยิ่งกว่าหรือประณีตกว่า วรรณะนั้นเป็นวรรณะอย่างยิ่ง”

{๓๗๓}“ดูก่อนอุทายี ท่านกล่าวว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วรรณะใดไม่มี วรรณะอื่นยิ่งกว่าหรือประณีตกว่า วรรณะนั้นเป็นวรรณะอย่างยิ่ง’ ดังนี้ คำที่

Page 350

ท่านกล่าวนั้นพึงขยายความออกได้อย่างยืดยาว แต่ท่านก็ไม่ชี้แจงวรรณะนั้นให้ชัด ดูก่อนอุทายี เปรียบเหมือนชายคนหนึ่งพูดอย่างนี้ว่า ‘ข้าพเจ้าปรารถนาข้าพเจ้ารักใคร่นางชนบทกัลยาณีในชนบทนี้’คนทั้งหลายจึงถามเขาอย่างนี้ว่า ‘พ่อคุณ นางชนบทกัลยาณีคนที่พ่อปรารถนารักใคร่นั้น พ่อรู้จักหรือเปล่าว่านางเป็นกษัตริย์ เป็นพราหมณี เป็นแพศย์ หรือเป็นศูทร’ เมื่อถูกถามดังนี้ เขาก็จะตอบว่า ‘ไม่รู้จัก’ คนทั้งหลายจึงถามเขาอีกว่า ‘พ่อคุณ นางชนบทกัลยาณีคนที่พ่อปรารถนารักใคร่นั้น พ่อรู้จักหรือว่านางมีวรรณะอย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้’ เมื่อถูกถามดังนี้ เขาก็จะตอบว่า ‘ไม่รู้จัก’ คน ทั้งหลายจึงถามเขาต่อไปว่า

‘พ่อคุณ นางชนบทกัลยาณีคนที่พ่อปรารถนารักใคร่นั้น พ่อรู้จักไหมว่า ‘สูง ต่ำ หรือสันทัด ดำ ขาว หรือมีผิวคลํ้า อยู่ในหมู่บ้าน นิคม หรือ นครโน้น’ เมื่อถูกถามดังนี้ เขาก็ตอบว่า ‘ไม่รู้จัก’ คนทั้งหลายจึงถามเขาว่า ‘พ่อปรารถนารักใคร่หญิงที่พ่อไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นอย่าง นั้นหรือ’ เมื่อถูกถามดังนี้ เขาจึงตอบว่า ‘ถูกแล้ว’ ดังนี้ ดูก่อนอุทายี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เมื่อเป็นเช่นนี้ คำกล่าวของชายคนนั้นถือเป็น คำที่ใช้ไม่ได้ใช่ไหม”“ใช่แน่นอน พระพุทธเจ้าข้า เมื่อเป็นเช่นนั้น คำพูดของชายคนนั้น ต้องถือว่าเป็นคำที่ใช้ไม่ได้”

“ดูก่อนอุทายี ท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน กล่าวอยู่แต่ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วรรณะใดไม่มีวรรณะอื่นยิ่งกว่าหรือประณีตกว่า วรรณะนั้นเป็น วรรณะอย่างยิ่ง’ ดังนี้ แต่ไม่ชี้แจงให้ชัด”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เปรียบเหมือนแก้วไพฑูรย์อันงามโชติช่วง มีแปดเหลี่ยม ถูกเจียระไนดีแล้ว เขาวางไว้ที่ผ้ากัมพลแดง ก็ยังส่องแสงสว่าง

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑นางชนบทกัลยาณี นางงามประจำชนบท หมายถึงหญิงที่มีผิวพรรณ ทรวดทรง และกิริยามารยาทงามเด่นกว่าหญิงอื่น ๆ ในชนบทคือชุมชนท้องอื่นนั้น ๆ (ที.สี.อ. ๓๑๔)
Page 351

เรืองรองอยู่นั่นเอง ฉันใด อัตตาก็มีวรรณะฉันนั้น เมื่อตายไปย่อมเป็นของไม่มีโรค(เที่ยงแท้)”

{๓๗๔}[๒๗๓] “ดูก่อนอุทายี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน แก้วไพฑูรย์ อันงามโชติช่วง มีแปดเหลี่ยม ถูกเจียระไนดีแล้ว เขาวางไว้ที่ผ้ากัมพลแดง ส่องแสงสว่างเรืองรองอยู่ ๑ หิ่งห้อยในคืนเดือนมืด ๑ บรรดาวรรณะทั้งสองนี้ วรรณะไหนจะสว่างกว่าและประณีตกว่ากัน”“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บรรดาวรรณะทั้งสองนี้ หิ่งห้อยในคืนเดือนมืด นี้สว่างกว่าด้วย ประณีตกว่าด้วย”

{๓๗๕}“ดูก่อนอุทายี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน หิ่งห้อยในคืนเดือน มืด ๑ ประทีปนํ้ามันในคืนเดือนมืด ๑ บรรดาวรรณะทั้งสองนี้ วรรณะไหน จะสว่างกว่าและประณีตกว่ากัน”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บรรดาวรรณะทั้งสองนี้ ประทีปนํ้ามันในคืน เดือนมืดนี้สว่างกว่าด้วย ประณีตกว่าด้วย”

{๓๗๖}“ดูก่อนอุทายี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ประทีปนํ้ามันในคืน เดือนมืด ๑ กองไฟใหญ่ในคืนเดือนมืด ๑ บรรดาวรรณะทั้งสองนี้ วรรณะ ไหนจะสว่างกว่าและประณีตกว่ากัน”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บรรดาวรรณะทั้งสองนี้ กองไฟใหญ่ในคืน เดือนมืดนี้สว่างกว่าด้วย ประณีตกว่าด้วย”

{๓๗๗}“ดูก่อนอุทายี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน กองไฟในคืนเดือน มืด ๑ ดาวศุกร์บนท้องฟ้าที่กระจ่างปราศจากเมฆในเวลาใกล้รุ่ง ๑ บรรดา วรรณะทั้งสองนี้ วรรณะไหนจะสว่างกว่าและประณีตกว่ากัน”

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อัตตาก็มีวรรณะฉันนั้น ในที่นื้หมายถึงอัตตาคือรูปขันธ์ของผู้ที่บังเกิดในพรหมโลกชั้นสุภกิณหะ ซึ่งเป็นพวกพรหมที่มีลำรัศมีงามกระจ่าง (นัย ม.ม.อ. ๑๙๘)
Page 352

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บรรดาวรรณะทั้งสองนี้ ดาวศุกร์บนท้องฟ้าที่ กระจ่างปราศจากเมฆในเวลาใกล้รุ่งนี้สว่างกว่าด้วย ประณีตกว่าด้วย”

{๓๗๘}“ดูก่อนอุทายี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ดาวศุกร์บนท้องฟ้าที่กระจ่างปราศจากเมฆในเวลาใกล้รุ่ง ๑ ดวงจันทร์ในเวลาเที่ยงคืนตรงบน ท้องฟ้าที่กระจ่างปราศจากเมฆในวันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่ำ ๑ บรรดาวรรณะทั้งสองนี้ วรรณะไหนจะสว่างกว่าและประณีตกว่ากัน”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บรรดาวรรณะทั้งสองนี้ ดวงจันทร์ในเวลาเที่ยงคืนตรงบนท้องฟ้าที่กระจ่างปราศจากเมฆในวันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่ำสว่างกว่าด้วย ประณีตกว่าด้วย”

{๓๗๙}“ดูก่อนอุทายี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ดวงจันทร์ในเวลาเที่ยงคืนตรงบนท้องฟ้าที่กระจ่างปราศจากเมฆในวันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่ำ ๑ ดวง อาทิตย์ในเวลาเที่ยงตรงบนท้องฟ้าที่กระจ่างปราศจากเมฆในสารทสมัย เดือนท้าย ๆ ฤดูฝน ๑ บรรดาวรรณะทั้งสองนี้ วรรณะไหนจะสว่างกว่าและ ประณีตกว่ากัน”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บรรดาวรรณะทั้งสองนี้ ดวงอาทิตย์ในเวลาเที่ยงตรงบนท้องฟ้าที่กระจ่างปราศจากเมฆในสารทสมัย เดือนท้าย ๆ ฤดูฝน นี้สว่างกว่าด้วย ประณีตกว่าด้วย”

“ดูก่อนอุทายี เหล่าเทพดาที่สู้รัศมีดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ไม่ได้มีมากและ มากยิ่งกว่าเหล่าเทพดาที่สู้รัศมีดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ได้ เรารู้ทั่วถึง เทพดาเหล่านั้นอยู่ แต่เราก็ไม่กล่าวว่าเป็นวรรณะที่ไม่มีวรรณะอื่นยิ่งกว่าหรือประณีตกว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านยังมากล่าวว่า ‘วรรณะที่เลวกว่าและ เศร้าหมองกว่าหิ่งห้อยนั้นเป็นวรรณะอย่างยิ่ง ทั้งไม่ชี้แจงให้ชัดด้วย”“พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหักล้างเรื่องนี้เสียแล้ว พระสุคตทรงหักล้างเรื่องนี้เสียแล้ว”

Page 353

“ดูก่อนอุทายี ทำไมท่านจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหักล้างเรื่องนี้เสียแล้ว พระสุคตทรงหักล้างเรื่องนี้เสียแล้ว”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในลัทธิอาจารย์ของตนที่พวกข้าพเจ้ามีความคิดอย่างนี้ว่า ‘วรรณะนี้เป็นวรรณะอย่างยิ่ง วรรณะนี้เป็นวรรณะอย่างยิ่ง, ดังนี้ พวกข้าพเจ้านั้นถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าสอบถาม ซักไซร้ ไล่เลียงในลัทธิ อาจารย์ของตนเข้า ก็กลายเป็นคนว่าง คนเปล่า ผิดไปหมด”

ปัญหาเรื่องสุขทุกข์

{๓๘๐}[๒๗๔] “ดูก่อนอุทายี โลกที่มีสุขโดยส่วนเดียวมีอยู่หรือ ข้อปฏิบัติที่มีเหตุสำหรับทำให้แจ้งซึ่งโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียวมีอยู่หรือ”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในลัทธิอาจารย์ของตน พวกข้าพเจ้ามีความเห็นอย่างนี้ว่า ‘โลกที่มีสุขโดยส่วนเดียวมีอยู่ ข้อปฏิบัติที่มีเหตุสำหรับทำให้ แจ้งซึ่งโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียวก็มีอยู่”

“ดูก่อนอุทายี ก็ข้อปฏิบัติที่มีเหตุสำหรับทำให้แจ้งซึ่งโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียวนั้นเป็นไฉน”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลบางคนในโลกนี้ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ ละการประพฤติ ผิดในกาม เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม ละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ สมาทานคุณความดีที่เป็นตบะอย่างใดอย่างหนึ่งประพฤติอยู่ นี้แลคือข้อปฏิบัติที่มีเหตุสำหรับทำให้แจ้งซึ่งโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียว พระ พุทธเจ้าข้า”

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คุณความดีที่เป็นตบะอย่างใดอย่างหนึ่ง ในที่นี้หมายถึงการงดเว้นจากการดื่มสุรา อันเป็นตบะในลัทธิของอเจลกหรือนักบวชเปลือย (ม.ม.อ. ๑๙๙)
Page 354

{๓๘๑}“ดูก่อนอุทายี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ในเวลาที่บุคคลละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์นั้น ตนมีสุขโดยส่วนเดียวหรือมีสุขบ้าง ทุกข์บ้าง”“มีสุขบ้าง ทุกข์บ้าง พระพุทธเจ้าข้า”

“ดูก่อนอุทายี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ในเวลาที่ตนละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์นั้น ตนมีสุขโดยส่วนเดียวหรือมีสุขบ้าง ทุกข์บ้าง”“มีสุขบ้าง ทุกข์บ้าง พระพุทธเจ้าข้า”

“ดูก่อนอุทายี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ในเวลาที่ตนละการประพฤติผิดในกาม เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกามนั้น ตนมีสุขโดยส่วน เดียวหรือมีสุขบ้าง ทุกข์บ้าง”“มีสุขบ้าง ทุกข์บ้าง พระพุทธเจ้าข้า”

“ดูก่อนอุทายี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ในเวลาที่ตนละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จนั้น ตนมีสุขโดยส่วนเดียวหรือมีสุขบ้าง ทุกข์บ้าง”“มีสุขบ้าง ทุกข์บ้าง พระพุทธเจ้าข้า”

“ดูก่อนอุทายี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ในเวลาที่ตนสมาทานคุณความดีที่เป็นตบะอย่างใดอย่างหนึ่งประพฤติอยู่นั้น ตนมีสุขโดย ส่วนเดียวหรือมีสุขบ้าง ทุกข์บ้าง”“มีสุขบ้าง ทุกข์บ้าง พระพุทธเจ้าข้า”

“ดูก่อนอุทายี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน การที่จะอาศัยข้อปฏิบัติอันมีทั้งสุขทั้งทุกข์ปนเปกันอยู่ แล้วทำให้แจ้งซึ่งโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียว มีอยู่บ้างหรือหนอ

Page 355

“พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตัดเรื่องนี้เสียแล้ว พระสุคตทรงหักล้างเรื่องนี้เสียแล้ว”

“ดูก่อนอุทายี ทำไมท่านจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหักล้างเรื่องนี้เสียแล้ว พระสุคตทรงหักล้างเรื่องนี้เสียแล้ว’ ดังนี้เล่า”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในลัทธิอาจารย์ของตน พวกข้าพเจ้า มีความเห็นอย่างนี้ว่า ‘โลกที่มีสุขโดยส่วนเดียวมีอยู่ ข้อปฏิบัติที่มีเหตุสำหรับ ทำให้แจ้งซึ่งโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียวก็มีอยู่’ ดังนี้ พวกข้าพเจ้านั้นถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าสอบถาม ซักไซร้ ไล่เลียงในลัทธิอาจารย์ของตนเข้า ก็กลาย เป็นคนว่าง คนเปล่า ผิดไปหมด”

ข้อปฏิบัติสำหรับทำให้แจ้งซึ่งโลก

[๒๗๕] สกุลุทายีปริพาชกทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็โลกที่มีสุขโดยส่วนเดียวมีอยู่หรือ ข้อปฏิบัติที่มีเหตุสำหรับทำให้แจ้งซึ่งโลกที่มีสุขโดย ส่วนเดียวมีอยู่หรือ”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ดูก่อนอุทายี โลกมีสุขโดยส่วนเดียวมีอยู่ ข้อปฏิบัติที่มีเหตุสำหรับทำให้แจ้งซึ่งโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียวก็มีอยู่’’

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ข้อปฏิบัติที่มีเหตุสำหรับทำให้แจ้งซึ่งโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียวนั้นเป็นไฉน”

{๓๘๒}“ดูก่อนอุทายี ภิกษุในธรรมวินัยนี้

๑. สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม ย่อมบรรลุปฐมฌานที่มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่

๒. เธอย่อมบรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจารเพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่

Page 356

๓. เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป ย่อมบรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลาย สรรเสริญว่า ‘ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข, ดังนี้อยู่

นี้แลคือข้อปฏิบัติที่มีเหตุสำหรับทำให้แจ้งซึ่งโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียว

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อปฏิบัตินั้นเป็นข้อปฏิบัติที่มีเหตุสำหรับทำให้แจ้งซึ่งโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียวหรือ โลกที่มีสุขโดยส่วนเดียวย่อมเป็นอันภิกษุ นั้นทำให้แจ้งด้วยข้อปฏิบัติประมาณเท่านี้หรือ”

“ดูก่อนอุทายี โลกที่มีสุขโดยส่วนเดียวจะเป็นอันภิกษุนั้นทำให้แจ้งด้วย ข้อปฏิบัติประมาณเท่านี้หามิได้ เป็นแต่ปฏิปทานั้นมีเหตุสำหรับทำให้แจ้งซึ่ง โลกที่มีสุขโดยส่วนเดียวเหมือนกัน”

{๓๘๓}เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว บริษัทของสกุลุทายีปริพาชกได้ฮือกันส่งเสียงขึ้นเซ็งแซ่ว่า “พวกเราพร้อมทั้งอาจารย์จะได้ยินดีในเหตุนี้หา มิได้ พวกเราพร้อมทั้งอาจารย์จะได้ยินดีในเหตุนี้หามิได้ พวกเรายังไม่รู้ทั่วถึงข้อปฏิบัติที่ยิ่งไปกว่านี้”

ในลำดับนั้น สกุลุทายีปริพาชกได้ห้ามพวกปริพาชกเหล่านั้นให้สงบเสียง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็โลกที่มีสุข โดยส่วนเดียวจะเป็นอันภิกษุทำให้แจ้งด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่าไรเล่า”

{๓๘๔}“ดูก่อนอุทายี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมบรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาเพราะละสุขละทุกข์ได้และเพราะโสมนัส โทมนัสดับไปก่อนแล้วอยู่ ย่อมยืนด้วยกัน เจรจากัน สนทนากันกับเทพดา ทั้งหลายผู้เข้าถึงโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียวเหล่านั้นได้ ดูก่อนอุทายี โลกที่มีสุข โดยส่วนเดียวย่อมเป็นอันภิกษุนั้นทำให้แจ้งด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้แล”

Page 357

[๒๗๖] “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุทั้งหลายคงจะประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้ากันเพราะเหตุจะทำให้แจ้งซึ่งโลกที่มีสุขโดยส่วน เดียวนี้แน่นอน”

“ดูก่อนอุทายี ภิกษุทั้งหลายจะประพฤติพรหมจรรย์ในเราเพราะเหตุจะทำให้แจ้งซึ่งโลกที่มีสุขโดยส่วนเดียวนั่นหามิได้ ดูก่อนอุทายี ยังมีธรรม เหล่าอื่นที่ยิ่งกว่าและประณีตกว่าที่ภิกษุทั้งหลายประพฤติพรหมจรรย์ในเรา เพราะเหตุที่จะทำให้แจ้งกันอยู่อีก”“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ธรรมทั้งหลายที่ยิ่งกว่าและประณีตกว่าที่ภิกษุ ทั้งหลายประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้าเพราะเหตุที่จะทำให้แจ้ง กันเหล่านั้นเป็นไฉน”

{๓๘๕}“ดูก่อนอุทายี ตถาคตเสด็จอุบัติในโลกนี้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ไปดีแล้ว รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทพดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม ... (ความพิสดารพึงดูในกรันทกสูตรข้างต้น)

ฌาน ๔

ภิกษุนั้นครั้นละนิวรณ์ ๕ เหล่านี้อันเป็นเครื่องทำใจให้เศร้าหมอง ทอน กำลังปัญญา เธอสงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม ย่อมบรรลุปฐมฌานที่มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ ดูก่อนอุทายี นี้แลเป็นธรรมที่ยิ่งกว่าและประณีตกว่าที่ภิกษุทั้งหลายประพฤติพรหมจรรย์ใน พระผู้มีพระภาคเจ้าเพราะเหตุที่จะทำให้แจ้งกันอีกประการหนึ่ง อุทายี ภิกษุย่อมบรรลุทุติยฌาน... ย่อมบรรลุตติยฌาน ... ย่อมบรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาเพราะ

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พึงดูกันทรกสูตร ข้อ ๑๑-๑๒ หน้า ๑๑-๑๙ ในเล่มนี้
Page 358

ละสุขละทุกข์ได้และเพราะโสมนัสโทมนัสดับไปก่อนแล้วอยู่ แม้ข้อนี้ก็เป็นธรรมที่ยิ่งกว่าและประณีตกว่าที่ภิกษุทั้งหลายประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มี พระภาคเจ้าเพราะเหตุที่จะทำให้แจ้งกัน

วิชชา ๓

{๓๘๖}ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้แล้ว ย่อมโน้ม น้อมจิตไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้) เธอย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ชาติหนี่งบ้าง สองชาติบ้าง... เธอ ย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมากพร้อมทั้งอาการพร้อมทั้งอุเทศด้วยประการฉะนี้ ดูก่อนอุทายี แม้ข้อนี้ก็คือธรรมที่ยิ่งกว่าและประณีตกว่าที่ภิกษุทั้งหลาย ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้าเพราะเหตุที่จะทำให้แจ้งกันภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน

ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้แล้ว ย่อมโน้ม น้อมจิตไปเพื่อจุตูปปาตญาณ (ญาณเป็นเครื่องรู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย) เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิว พรรณทราม ได้ดี ตกยาก ได้ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ ... ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมด้วยประการฉะนี้ ดูก่อนอุทายี แม้ ข้อนี้ก็คือธรรมที่ยิ่งกว่าและประณีตกว่าที่ภิกษุทั้งหลายประพฤติพรหมจรรย์ใน พระผู้มีพระภาคเจ้าเพราะเหตุที่จะทำให้แจ้งกันภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวันไหวอย่างนี้แล้ว ย่อมโน้ม น้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ (ญาณที่ทำให้สิ้นอาสวะ) เธอย่อมรู้ชัดตาม ความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกข์สมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามีนิปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัยนี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินิปฏิปทา,

Page 359

เมื่อเธอรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นแม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะเมื่อจิตหลุดพ้นแล้วก็มีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก ดูก่อนอุทายี แม้ข้อนี้ก็คือธรรมที่ยิ่งกว่าและ ประณีตกว่าที่ภิกษุทั้งหลายประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้าเพราะเหตุที่จะทำให้แจ้งกัน

สกุลุทายีขอบวช

{๓๘๗}[๒๗๗] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว สกุลุทายีปริพาชกกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของ พระองค์แจ่มแจ้งนัก พระภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือน บุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปีด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมทั้งพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอข้าพระองค์พึงได้บรรพชา อุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด”{๓๘๘}เมื่อสกุลุทายีปริพาชกกราบทูลอย่างนี้ บริษัทของสกุลุทายีปริพาชกได้ กล่าวห้ามสกุลุทายีปริพาชกว่า “ท่านอุทายี ท่านอย่าประพฤติพรหมจรรย์ใน พระสมณโคดมเลย ท่านอุทายี ท่านเป็นอาจารย์ อย่าอยู่อย่างเป็นศิษย์เลย เหมือนเป็นหม้อนํ้าแล้วลดมาเป็นจอกตักนํ้า ฉันใด ข้ออุปไมยนี้ก็จักมีแก่ท่าน อุทายีฉันนั้น ท่านอุทายี ท่านอย่าประพฤติพรหมจรรย์ในพระสมณโคดมเลย ท่านอุทายี ท่านเป็นอาจารย์ อย่าอยู่อย่างเป็นศิษย์เลย”

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑-๑ดูความหมายที่เชิงอรรถข้อ ๑๖ (กันทรกสูตร) หน้า ๒๒-๒๓ ในเล่มนี้
Page 360

ก็เรื่องนี้เป็นอันยุติว่า บริษัทของสกุลุทายีปริพาชกได้ทำอันตรายในการประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้าต่อสกุลุทายีปริพาชกแล้วด้วย ประการฉะนี้แล

จบ จูฬสกุลุทายิสูตรที่ ๙

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ได้ทำอันตราย หมายถึงได้ทำการขัดขวางไม่ให้สกุลุทายีปริพาชกบรรพชาอุปสมบทต่อพระพักตร์พระผู้มีพระภาดเจ้า จนสกุลุทายีปริพาชกมีอุปนิลัยวิบัติ คือใจอ่อนต่อคำอ้อนวอนของเหล่าปริพาชก ผู้เป็นบริวาร จึงไม่ขอบวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาขณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ทั้งนี้เป็นเพราะบุรพกรรมที่ทำไว้ครั้งสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ โดยครั้งนั้น สกุลุทายีปริพาชกนี้บวชเป็นภิกษุบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ ต่อมาภิกษุผู้เป็นสหายรูปหนื่งเบื่อหน่ายใคร่จะสึก จึงบอกให้ทราบ แทนที่สกุลุทายีภิกษุจะห้ามปราม กลับพรรณนาคุณความเป็นคฤหัสถ์ให้ฟัง เพราะเกิดความโลภในบาตรจีวรของภิกษุนั้น จึงภิกษุนั้นถวายบาตรจีวรแล้วสึกไป เพราะกรรม นั้นเองส่งผลจึงทำให้สกุลุทายีปริพาชกมีอุปสรรคขัดขวางในการบรรพชาอุปสมบทต่อพระพักตร์ของ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้ อย่างไรก็ตาม สกุลุทายีปริพาชกนี้ได้รับฟังธรรมจากพระผู้มีพระภาคเจ้ามากพอสมควร โดยสูตรก่อน (มหาสกุลุทายีสูตร) ประมาณเกินกว่าหนื่งภาณวาร พระ สูตรนี้ประมาณหนี่งภาณวาร แม้จะไม่มีการรู้แจ้งแทงตลอดมรรคผล แต่ก็จะเป็นปัจจัยต่อไปในอนาคต ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงธรรมโปรดเพราะทรงเห็นเหตุนี้ อนี่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงตั้งภิกษุแม้สักรูปหนี่งไว้ในเอตทัคคะด้านอยู่ด้วยเมตตาธรรม เพราะทรงเห็นว่า ‘ในอนาคตสกุลุทายีปริพาชกนี้บวชในศาสนาของเราจักเป็นภิกษุผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้อยู่ด้วยเมตตา’
  2. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานเล้ว ลุถึงสมัยรัชกาลพระเจ้าธรรมาโศกราช สกุลุทายีนี้บังเกิดในเมืองปาตลีบุตร บวชเป็นภิกษุแล้วสำเร็จเป็นพระอรหันต์ มีนามว่าพระอัสสุคตเถระ ได้เป็นผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้อยู่ด้วยเมตตา (ม.ม.อ. ๒๐๐-๒๐๑)
Page 361

๑๐. เวขณสสูตร

ว่าด้วยเวขณสปริพาชก

{๓๘๙}[๒๗๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ปริพาชกชื่อ เวขณสะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง

เปรียบเทียบวรรณะ ๒ วรรณะ

{๓๙๐}เวขณสปริพาชกยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้เปล่งอุทานในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “นี้เป็นวรรณะอย่างยิ่ง นี้เป็นวรรณะอย่างยิ่ง”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า “ดูก่อนกัจจานะ ทำไมท่านจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘นี้เป็นวรรณะอย่างยิ่ง, ก็วรรณะอย่างยิ่งนั้นเป็นไฉน”

“ท่านพระโคดม วรรณะใดไม่มีวรรณะอื่นยิ่งกว่าหรือประณีตกว่า วรรณะนั้นเป็นวรรณะอย่างยิ่ง”

“ดูก่อนกัจจานะ ก็วรรณะไหนเล่าที่ไม่มีวรรณะอื่นยิ่งกว่าหรือประณีตกว่า”

“ท่านพระโคดม วรรณะใดไม่มีวรรณะอื่นยิ่งกว่าหรือประณีตกว่า วรรณะนั้นเป็นวรรณะอย่างยิ่ง”

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปริพาชกชื่อเขณสะ นี้เป็นอาจารย์ของสกุลุทายีปริพาชก ได้ฟังข่าวว่าสกุลุทายีปริพาชกพ่ายแพ้ ในการโต้วาทะเกี่ยวกับปัญหาว่าด้วยวรรณะอย่างยิ่งจึงสงสัยว่าแพ้ได้อย่างไร เพราะตนสอนมาดี ได้เดินทางมาเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อความกระจ่างในเรื่องนั้น (นัย ม.ม.อ. ๒๐๑)

End of ๙. จูฬสกุลุทายิสูตร