พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน · โพธิวรรค
๘. สังคามชิสูตร เล่ม ๒๕
Text layerBuddha’s wordsItems ๔๕ (Royal Thai)8/10 in โพธิวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน โพธิวรรค สังคามชิสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 44 · Chaloem Phrakiat Volume 25)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 25, pp. 159–161
พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน
อชกลาปกยักษ์ประสงค์จะทำพระองค์ให้เกิดความกลัว หวาดเสียว ขนลุก ขนพอง จึงเข้าไปยังที่ประทับ แล้วได้ร้องขึ้น ๓ ครั้งที่ใกล้ๆ พระองค์ว่า “พักกุโล พักกุโล” แล้วกล่าวว่า “ดูก่อนสมณะ นั้นผีหลอกท่าน”
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรง เปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
ผู้เป็นพราหมณ์ถึงฝั่งในธรรมทั้งหลายของตนได้ เมื่อใด เมื่อนั้น เขาย่อมไม่กลัวผีและเสียงร้องว่าพักกุโลนี้
๘. สังคามชิสูตร
ว่าด้วยการไม่ยินดีบุตรภรรยาเก่า
{๔๕} [๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็ครั้งนั้นแล ท่านพระ สังคามชิเดินทางมาถึงพระนครสาวัตถีโดยลำดับเพื่อจะเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า อดีตภรรยาของท่านทราบข่าวว่าพระคุณเจ้าสังคามชิเดินทางมาถึงพระนครสาวัตถีแล้ว นางจึงได้อุ้มลูกน้อยไปยังพระวิหารเชตวันขณะนั้น ท่านสังคามชินั่งพักกลางวันอยู่ใต้ต้นไม้แห่งหนึ่ง อดีต ภรรยาของท่านเข้าไปหาถึงที่พัก ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่านว่า “ข้าแต่สมณะ
- ๑พระอุทานนี้ทรงเปล่งแสดงธรรมานุภาพที่เป็นเหตุไม่คำนึงถึงสิ่งน่ากลัวใด ๆ (ขุ.อุ.อ. ๗๑)
- ๒ธรรมทั้งหลายของตน หมายถึงธรรมฝ่ายดี (โวทานธรรม) มีศีล สมาธิ ปัญฌา วิมตติเป็นต้น ของบุคคลผู้ใคร่ประโยชน์โดยเป็นธรรมที่อำนวยประโยขน์สุขให้ส่วนเดียว (ขุ.อุ.อ. ๗๑)
๑ โพธวรรค ๘. สังคามชิสูตร
ขอท่านจงเลี้ยงดูดิฉันผู้มีบุตรน้อยด้วย” เมื่อนางกล่าวอย่างนี้ ท่านพระสังคามชิได้นิ่งเสีย
อดีตภรรยาของท่านพระสังคามชิได้กล่าวกะท่านเป็นครั้งที่ ๒ ... เป็น ครั้งที่ ๓ ว่า “ข้าแต่สมณะ ขอท่านจงเลี้ยงดูดิฉันผู้มีบุตรน้อยด้วย” แม้ครั้งที่ ๓ ท่านพระสังคามชิก็นิ่งเฉยเสียเมื่อเป็นเช่นนั้น นางจึงอุ้มลูกน้อยวางไว้ข้างหน้าท่าน พร้อมกับกล่าวว่า “ข้าแต่สมณะ เด็กน้อยคนนี้คือลูกชายของท่าน ท่านจงเลี้ยงดูเขาเองเถิด” แล้วก็จากไป
ท่านพระสังคามชิไม่ได้แลดู ทั้งไม่ได้พูดกับเด็กน้อยนั้นเลย ขณะนั้น นางไปแอบดูอยู่ในที่ไม่ไกลนัก ได้เห็นท่านไม่แลดู ไม่พูดกับเด็กน้อยนั้นเลย จึงได้คิดว่า “สมณะนี้คงไม่ต้องการลูก” นางจึงออกจากที่นั้นแล้วอุ้มลูกน้อยจากไปพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ทอดพระเนตรเห็นอดีตภรรยาของท่านพระ สังคามชิทำอาการแปลกประหลาดเช่นนั้นด้วยทิพยจักษุซึ่งล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรง เปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
ผู้ที่อดีตภรรยามาหาก็ไม่ยินดี ถึงนางจากไปก็ ไม่เสียใจ ชื่อว่าผู้ชนะสงคราม พ้นจากความเกี่ยวข้อง ได้แล้ว เราเรียกว่าเป็นพราหมณ์
- ๑พระอุทานนี้ทรงเปล่งแสดงถึงความเป็นผู้คงที่คือมีจิดมั่นคงในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์เป็นต้น ของพระอรหันตขีณาสพ (ขุ.อุ.อ. ๗๗)
- ๒ความเกี่ยวข้อง ในที่นี้หมายถึงความเกี่ยวข้องด้วยกิเลส ๕ อย่าง คือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ และทิฏฐิ (ขุ.อุ.อ. ๗๗)
พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน
๙. ชฏิลสูตร
ว่าด้วยชฎิลอาบน้ำ
{๔๖} [๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ คยาสีสประเทศ ใกล้หมู่บ้านคยา ก็ครั้งนั้นแลเป็นฤดูหนาว มีหิมะตก ๘ วัน ตอนกลางคืน อากาศหนาวเหน็บ ชฎิลเป็นจำนวนมากบ้างก็ผุดขึ้น บ้างก็ดำลง บ้างก็ทั้งผุดทั้งดำ บ้างก็รดตัว บ้างก็บูชาไฟที่แม่นํ้าคยา ด้วยเห็นว่าเมื่อทำ อย่างนี้จะทำให้หมดจดได้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ทอดพระเนตรเห็นชฎิล เหล่านั้นทำอย่างนั้นแล้วแลลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทานนี้ ในเวลานั้นว่า
คนจะสะอาดได้เพราะน้ำก็หาไม่ แต่คนจำนวนมาก ก็ยังอาบน้ำกันในแม่น้ำนี้อยู่ แต่สัจจะและธรรมมีอยู่ ในผู้ใด ผู้นั้นเป็นผู้สะอาด และชื่อว่าเป็นพราหมณ์
- ๑ชฎิล หมายถึงนักบวชนอกพระพุทธศาสนาที่เกล้าผมมุ่นเป็นมวย ถือลัทธิบูชาไฟ จัดเข้าใน พวกดาบสหรือฤๅษี (นัย ขุ.อุ.อ. ๗๘)
- ๒พระอุทานนี้ทรงเปล่งแสดงให้เห็นว่าความสะอาดเพราะน้ำไม่ใช่ทางแห่งความบริสุทธิ์ของสรรพสัตว์ แต่สัจจะและธรรมเท่านั้นเป็นทางแห่งความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง (ขุ.อุ.อ. ๗๙)
- ๓สัจจะและธรรม คำว่า สัจจะ ในที่นี้หมายถึงวจีสัจจะ (วาจาสัตย์) และวิรัติสัจจะ (ความตั้งใจ จริงที่จะงดเว้นจากความชั่ว) หรือหมายถึงญาณสัจจะ (สัจจธรรมที่เกิดจากความรู้เห็นด้วยปัญญา) และปรมัตถสัจจะ (ความจริงโดยปรมัตถ์ สิ่งที่เป็นจริงโดยความหมายสูงสุด ได้แก่ จิต เจตสิก รูป นิพพาน) คำว่า ธรรม หมายถึงธรรมคืออริยมรรคและอริยผล (ขุ.อุ.อ. ๘๐)
End of ๘. สังคามชิสูตร