arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน · เมฆิยวรรค

๘. สุนทรีสูตร เล่ม ๒๕

Text layerBuddha’s wordsItems ๑๐๒–๑๐๗ (Royal Thai)8/10 in เมฆิยวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เมฆิยวรรค สุนทรีสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 44 · Chaloem Phrakiat Volume 25)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 25, pp. 226–230

Page 226

๔. เมฆิยวรรค ๘. สุนทรีสูตร

พระมุนีผู้มีจิตมั่นคง ไม่ประมาท ศึกษาอยู่ในโมเนยยปฏิปทา มีความมั่นคง สงบระงับ มีสติอยู่เสมอ ย่อมไม่มีความโศก

๘. สุนทรีสูตร

ว่าด้วยพระพุทธเจ้าถูกกล่าวหาว่าฆ่านางสุนทรี

{๑๐๒} !![๓๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงได้รับการสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรงจากมหาชน จึงทรงได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร แม้ ภิกษุสงฆ์ก็ได้รับการสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรงจากมหาชน ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ส่วนพวก อัญเดียรถีย์ปริพาชกไม่ได้รับการสักการะ เคารพ นับถือ บูชายำเกรง จึงไม่ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารครั้งนั้น พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกทนเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าและ ภิกษุสงฆ์ได้รับการสักการะเป็นต้นไม่ได้ จึงเข้าไปหานางสุนทรีปริพาชิกา ถึงที่อยู่แล้วได้กล่าวกับนางว่า “ดูก่อนน้องหญิง เธอสามารถจะทำ ประโยชน์แก่หมู่ญาติได้ไหม”

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑มุนี แปลว่า พระผู้รู้ คือมีญาณหยั่งรู้โลกนี้และโลกหน้า ในที่นี้หมายถึงมุนีผู้เป็นพระอรหันต ขีณาสพเพราะประกอบด้วยอรหัตตผลญาณ (ขุ.อุ.อ. ๒๗๒)
  2. ๒โมเนยยปฏิปทา หมายถึงทางปฎิบัติใหัลุถึงโมนะกล่าวคืออรหัตตผลญาณ ซึ่งได้แก่ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ หรือสิกขา ๓ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา (ขุ.อุ.อ. ๒๗๒)
Page 227

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน

นางถามว่า “ข้าแต่พระคุณเจ้า ดิฉันจะทำอะไรดี ดิฉันอาจทำ อะไรได้ แม้ชีวิตก็สละเพื่อทำประโยชน์แก่หมู่ญาติได้”

พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกจึงกล่าวว่า “ดูก่อนน้องหญิง ถ้าอย่างนั้น เธอจงไปพระวิหารเชตวันบ่อยๆ” นางสุนทรีปริพาชิการับคำพวกอัญเดียรถีย์ แล้วก็ได้ทำอย่างนั้น

{๑๐๓} เมื่อพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกได้ทราบว่ามีคนจำนวนมากเห็นนาง สุนทรีปริพาชิกาไปพระวิหารเชตวันบ่อย ๆ จึงจ้างพวกนักเลงให้ฆ่านางแล้ว หมกไวัในคูพระวิหารเชตวันนั่นเอง จากนั้นได้พากันเข้าไปเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศล ถึงที่ประทับแล้วทูลว่า “พวกอาตมาไม่เห็นนางสุนทรีปริพาชิกาเลย”

พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสถามว่า “พระคุณเจ้าทั้งหลายสงสัยนางอยู่ ที่ไหนเล่า”

“ดูก่อนมหาบพิตร พวกอาตมาสงสัยนางอยู่ในพระวิหารเชตวัน”

“ถ้าอย่างนั้น พระคุณเจ้าทั้งหลายจงค้นพระวิหารเชตวันดู”

ครั้งนั้น อัญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นพากันค้นจนทั่วพระวิหารเชตวัน แล้วขุดศพนางสุนทรีปริพาชิกาขึ้นจากคูตรงที่ตนสั่งให้หมกไว้ ยกขึ้นเตียง แล้วให้หามเข้าไปยังพระนครสาวัตถีเดินจากถนนนี้ไปถนนโน้น จากตรอกนี้ไปตรอกโน้น พร้อมกับให้พวกคนโพนทะนาว่า

“เชิญมาดูพวกพระสมณศากยบุตรเขาทำกันเถอะ พระสมณะพวกนี้ ไม่มีความละอาย ทุศีล มีบาปธรรม พูดเท็จ ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ จึงได้ปฏิญญาว่าเป็นผู้ประพฤติธรรมสม่ำเสมอ ประพฤติพรหมจรรย์ พูดจริง มีศีล มีกัลยาณธรรม แท้จริงพระสมณะพวกนี้ไม่มีความเป็นสมณะ ไม่มีความเป็นพรหม ความเป็นสมณะความเป็นพรหมของพวกเขาฉิบหายเสียแล้ว ความเป็นสมณะ ความเป็นพรหมของพวกเขาจะมีมาจากไหนกัน

Page 228

๔.เมฆิยวรรค ๘. สุนทรีสูตร พระสมณะพวกนี้หมดความเป็นสมณะ หมดความเป็นพรหมแล้ว ไฉนเป็นชายทำกิจของชายแล้วจึงได้ฆ่าผู้หญิงเสียเล่า”

{๑๐๔} ก็ครั้งนั้น ชาวพระนครสาวัตถีเห็นภิกษุทั้งหลายแล้วก็ด่าว่า บริภาษ กราดเกรี้ยว เบียดเบียนด้วยวาจาหยาบคายไม่เป็นสมบัติผู้ดีว่า

“พระสมณะพวกนี้ไม่มีความละอาย ทุศีล มีบาปธรรม พูดเท็จ ไม่ ประพฤติพรหมจรรย์ จึงได้ปฏิญญาว่าเป็นผู้ประพฤติธรรมสม่ำเสมอ ประพฤติพรหมจรรย์ พูดจริง มีศีล มีกัลยาณธรรม แท้จริงพระสมณะพวกนี้ไม่มีความเป็นสมณะ ไม่มีความเป็นพรหม ความเป็นสมณะ ความเป็นพรหม ของพวกเขาฉิบหายเสียแล้ว ความเป็นสมณะ ความเป็นพรหมของพวกเขา จะมีมาจากไหนกัน พระสมณะพวกนี้หมดความเป็นสมณะ หมดความเป็นพรหมแล้ว เป็นชายทำกิจของชายแล้วไฉนจึงได้ฆ่าผู้หญิงเสียเล่า”{๑๐๕} วันหนึ่งเวลาเช้า ภิกษุเป็นจำนวนมากครองอันตรวาสกแล้วถือบาตร จีวรเข้าไปบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี กลับจากบิณฑบาตหลังฉัน ภัตตาหารแล้วพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขณะนี้พวกชาวพระนครสาวัตถีเห็นภิกษุทั้งหลายแล้วพากันด่าว่า บริภาษ กราดเกรี้ยว เบียดเบียนด้วยวาจา หยาบคายไม่เป็นสมบัติผู้ดีว่า ‘พระสมณะพวกนี้ไม่มีความละอาย ทุศีล มีบาปธรรม พูดเท็จ ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ จึงได้ปฏิญญาว่าเป็นผู้ประพฤติ ธรรมสม่ำเสมอ ประพฤติพรหมจรรย์ พูดจริง มีศีล มีกัลยาณธรรม แท้จริงพระสมณะพวกนี้ไม่มีความเป็นสมณะ ไม่มีความเป็นพรหม ความเป็นสมณะ ความเป็นพรหมของพวกเขาฉิบหายเสียแล้ว ความเป็นสมณะ ความเป็นพรหมของพวกเขาจะมีมาจากไหนกัน พระสมณะพวกนี้

Page 229

พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน

หมดความเป็นสมณะ หมดความเป็นพรหมแล้ว ไฉนเป็นชายทำกิจของชายแล้วจึงได้ฆ่าผู้หญิงเสียเล่า”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เสียงโจษนั้นจะมีอยู่ได้ไม่นาน จะมีอยู่ได้ก็เพียงแค่ ๗ วันเท่านั้น พ้น ๗ วันไปแล้วจะ สงบไปเอง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น พวกเธอจงโต้ตอบชาวเมืองที่ เห็นภิกษุทั้งหลายแล้วด่าว่า บริภาษ กราดเกรี้ยว เบียดเบียนด้วยวาจา หยาบคายไม่เป็นสมบัติผู้ดีด้วยคาถานี้ว่า

คนที่ชอบพูดคำไม่จริง หรือคนที่ทำบาปกรรมแล้ว

บอกว่าไม่ได้ทำ ย่อมตกนรก พวกเขาแม้ทั้งสองนั้นต่าง

มีการกระทำที่เลวทราม ตายไปแล้วเป็นผู้เสมอกัน

ในโลกหน้า

{๑๐๖} ลำดับนั้น ภิกษุเหล่านั้นเรียนคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วโต้ตอบชาวเมืองที่เห็นภิกษุทั้งหลายแล้วด่าว่าบริภาษ กราดเกรี้ยว เบียดเบียน ด้วยวาจาหยาบคายไม่เป็นสมบัติผู้ดี ด้วยคาถานี้ว่า

คนที่ชอบพูดคำไม่จริง หรือคนที่ทำบาปกรรมแล้ว

บอกว่าไม่ได้ทำ ย่อมตกนรก พวกเขาแม้ทั้งสองนั้นต่าง

มีการกระทำที่เลวทราม ตายไปแล้วเป็นผู้เสมอกัน

ในโลกหน้า

{๑๐๗} พวกชาวพระนครสาวัตถีพากันคิดว่า “พระสมณศากยบุตรเหล่านั้น มิใช่ผู้กระทำ มิได้กระทำความชั่ว” เสียงโจษนั้นจึงมีอยู่ได้ไม่นาน มีอยู่ได้เพียงแค่ ๗ วันเท่านั้น พอพ้น ๗ วันไปแล้วก็เงียบสงบไปครั้งนั้น ภิกษุเป็นจำนวนมากพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง

Page 230

๔. เมฆิยวรรค ๙. อุปเสนวังคันตปุตตสูตร

แล้วได้กราบทูลว่า “น่าอัศจรรย์นัก พระพุทธเจ้าข้า น่าแปลกใจนัก พระพุทธเจ้าข้า ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า ‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เสียงโจษนั้นจะมีอยู่ได้ไม่นาน จะมีอยู่ได้ก็เพียงแค่ ๗ วันเท่านั้น พ้น ๗ วันไปแล้วจะสงบไปเอง’ เสียงโจษนั้นก็เงียบไปตามกำหนดนั้นแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ”

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรง เปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

เหล่าชนผู้ไม่มีความสำรวมระวัง ชอบใช้วาจาทิ่ม

แทงผู้อื่น เหมือนทหารข้าศึกใช้ลูกศรทิ่มแทงช้างที่ออก

ศึก ภิกษุได้ฟังคำหยาบคายที่คนทั้งหลายพูดแล้วอย่าคิด

ประทุษร้าย พึงอดกลั้นให้ได้

๙ อุปเสนวังคันตปุตตสูตร

ว่าด้วยชีวิตไม่เดือดร้อน

{๑๐๘} [๓๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรหลีกเร้นอยู่ในที่ลับ มีความดำริอย่างนี้ว่า

“เป็นลาภของเราหนอ เราได้ดีแล้วหนอ ที่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา สัมพุทธเจ้าทรงเป็นพระศาสดาของเรา เราออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว เพื่อนร่วมพรหมจรรย์ ของเราก็มีศีล มีกัลยาณธรรม เราเป็นผู้รักษาศีลบริบูรณ์ มีจิตมั่นคง

End of ๘. สุนทรีสูตร