พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน · จูฬวรรค
๑๐. อุเทนสูตร เล่ม ๒๕
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๕๗ (Royal Thai)10/10 in จูฬวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรค อุเทนสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 44 · Chaloem Phrakiat Volume 25)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 25, pp. 302–304
๗. จูฬวรรค ๑๐. อุเทนสูตร
พระภาคเจ้า แล้วได้กราบทูลพระองค์ว่า “น่าอัศจรรยจริง พระพุทธเจ้าข้า น่าแปลกใจจริง พระพุทธเจ้าข้า ที่พระตถาคตเจ้าทรงมีฤทธานุภาพมาก เพราะเมื่อข้าพระองค์เดินเข้าไปน้ำในบ่อก็เอ่อล้นขึ้นมาพัดเอาหญ้าและแกลบออกไปหมดพ้นจากปากบ่อ เหลือแต่นํ้าใสสะอาดไม่ขุ่นมัวเต็มเปียมถึงปากบ่อ เหมือนนํ้าที่ไหลอยู่ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดื่มนํ้าเถิด ขอพระสุคตเจ้าทรงดื่มน้ำเถิด พระพุทธเจ้าข้า”
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรง เปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
ถ้าน้ำมีอยู่ตลอดเวลา ก็ไม่จำเป็นต้องขุดบ่อน้ำ พระ
พุทธเจ้าเช่นเราตัดอวิชชาที่เป็นรากเหง้าแห่งตัณหาได้ขาด
แล้ว ทำไมจะต้องเที่ยวหานํ้าหรือปัจจัยอย่างอื่นอีกเล่า
๑๐. อุเทนสูตร
ว่าด้วยหญิง ๕๐๐ คนถูกเผา
{๑๕๗} [๗๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้พระ นครโกสัมพี ก็ครั้งนั้นแล เมื่อพระเจ้าอุเทนเสด็จประพาสพระอุทยานอยู่ ภายในพระราชวังถูกไฟไหม้ หญิง ๕๐๐ คนมีพระนางสามาวดีเป็นประมุข สิ้นชีวิตทั้งหมดครั้นเวลาเช้า ภิกษุเป็นจำนวนมากครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตร จีวรเข้าไปบิณฑบาตในพระนครโกสัมพี กลับจากเที่ยวบิณฑบาตหลังฉันภัตตาหารแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวาย
พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน
บังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส เมื่อพระเจ้าอุเทนเสด็จประพาสอุทยานอยู่ภายในพระราชวังถูกไฟไหม้หญิง ๕๐๐ คนมีพระนางสามาวดีเป็นประมุขสิ้นชีวิตทั้งหมด อุบาสิกาเหล่านั้นมีคติที่ไปอย่างไร ชาติหน้าเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอุบาสิกาเหล่านั้น อุบาสิกาที่เป็นโสดาบันก็มี ที่เป็นสกทาคามีก็มี ที่เป็นอนาคามีก็มี อุบาสิกา เหล่านั้นทั้งหมดไม่ไร้ผลสิ้นชีวิตดอก ภิกษุทั้งหลาย”ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นอย่างนี้ว่า
สัตว์โลกมีโมหะผูกพันไว้ ปรากฏเหมือนมีความ
สมบูรณ์ด้วยเหตุ สัตว์โลกผู้โง่เขลามีอุปธิผูกพันไว้
ถูกความมืดห่อหุ้มห่อไว้ ปรากฏเหมือนว่าเที่ยงแท้ สำหรับ
ผู้ที่เต็มแล้วย่อมไม่มีความติดข้องอยู่
จบ จูฬวรรคที่ ๗
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปฐมลกุฑกภัททิยสูตร ๒. ทุติยลกุณฑกภัททิยสูตร
๓. ปฐมสัตตสูตร ๔. ทุติยสัตตสูตร
๕. อปรลกุณฑกภิททิยสูตร ๖. ตัณหาสังขยสูตร
๗. ปปัญจสังขยสูตร ๘. กัจจานสูตร
๙. อุทปานสูตร ๑๐. อุเทนสูตร
- ๑อุปธิ สิ่งหอบทุกข์ ในที่นี่ได้แก่ กาม กิเลส และเบญจขันธ์ (ขุ.อุ.อ. ๔๑๓)
๘. ปาฏลิคามิยวรรค ๑. ปฐมนิพพานปฏิสังยุตตสูตร
๘. ปาฏลิคามิยวรรค
๑. ปฐมนิพพานปฎิสังยุตตสูตร
ว่าด้วยเรื่องพระนิพพาน สูตรที่ ๑
{๑๕๘} [๗๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสชี้แจงภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาว่าด้วยเรื่องพระนิพพาน และภิกษุเหล่านั้นก็กำหนดจดจำไวในใจอย่างแม่นยำ น้อมนึกถึงธรรมีกถา ตั้งใจฟังธรรมกันลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้วจึงทรงเปล่งพระอุทานนี้ ในเวลานั้นว่ามีอยู่จริง ภิกษุทั้งหลาย อายตนะคือนิพพานซึ่ง
เป็นที่ไม่มีปฐวีธาตุ ไม่มีอาโปธาตุ ไม่มีเตโชธาตุ ไม่มี
ว่าโยธาตุไม่มีอากาสานัญจายตนะไม่มีวิญญาณัญจายตนะ
ไม่มีอากิญจัญญายตนะ ไม่มีเนวสัญญานาสัญญายตนะ
ไม่มีโลกนี้ ไม่มีโลกหน้า ไม่มีดวงจันทร์ดวงอาทิตย์
- ๑พระอุทานนี้ทรงเปล่งแสดงถึงภาวะที่มีอยู่จริงโดยปรมัตถ์แห่งพระนิพพานโดยใช้พระธรรมเทศนา แสดงภาวะที่ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนกับพระนิพพานนั้น (ขุ.อุ.อ. ๔๑๖)
- ๒อายตนะคือนิพพาน ในนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกนิพพานว่าอายตนะ เพราะมีความหมายว่าเหตุปัจจัย โดยความเป็นอารัมมณปัจจัย (เป็นเหตุโดยความเป็นอารมณ์) แก่มรรคญาณและผลญาณเป็นต้นเหมือนกับตรัสเรียกรูปเป็นต้นว่าอายตนะ (รูปายตนะ) เพราะเป็นอารัมมณปัจจัยแก่จักษุวิญญาณเป็นต้น (ขุ.อุ.อ. ๔๑๗) ไม่ได้มีความหมายว่าเป็นแดนหรือสถานที่ใด ๆ
End of ๑๐. อุเทนสูตร