พระวินัยปิฎก มหาวรรค · เภสัชชขันธกะ
เรื่องวุฑฒบรรพชิต เล่ม ๕
Text layerBuddha’s wordsItems ๘๙–๙๑ (Royal Thai)19/21 in เภสัชชขันธกะ4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เภสัชชขันธกะ เรื่องวุฑฒบรรพชิต (Royal Thai Volume 5 · Mahachula Volume 5 · Mahamakut Volume 7 · Chaloem Phrakiat Volume 5)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 5, pp. 151–154
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังโรชมัลลกษัตริย์ผู้นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งให้ทรงเห็นแจ้ง ให้ทรงสมาทาน ให้ทรงอาจหาญ ให้ทรงร่าเริงด้วยธรรมีกถา แล้วทรงลุกจากที่ประทับเสด็จกลับ
พระพุทธานุญาตผักและแป้ง
ภายหลังพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตผักสดทุกชนิด และของขบฉันที่ทำด้วยแป้งทุกชนิด”
{๘๙} [๓๐๓] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระนครกุสินารา ตามพระพุทธาภิรมย์แล้วเสด็จจาริกไปยังอาตุมานครพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๑,๒๕๐ รูป สมัยนั้น มีภิกษุขรัวตาบวชเมื่อภายแก่ผู้เคยเป็นช่างกัลบกรูปหนึ่งอาศัยอยู่ในอาตุมานคร ท่านมีบุตรชายสองคนเป็นเด็กพูดจาอ่อนหวาน มีไหวพริบดี ขยันขันแข็ง มีฝีมือยอดเยี่ยมในการช่างกัลบกของตนดีเท่าอาจารย์ ท่านได้ทราบข่าวว่าพระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังเสด็จมาอาตุมานครพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๑,๒๕๐ รูป จึงได้แจ้งข่าวนั้นแก่บุตรทั้งสองนั้นว่า “พ่อทั้งหลาย ข่าวว่าพระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังเสด็จมายังอาตุมานครพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๑,๒๕๐ รูป ไปเถิด พ่อทั้งสองจงถือเครื่องมือตัดผมและโกนผมกับทะนานและถุง เที่ยวไปตัดและโกนผมตามบ้านเรือนทุกแห่ง รวบรวมเกลือบ้าง นํ้ามันบ้าง
- ๑วุฑฒบรรพชิต หมายถึงภิกษุผู้บวชเมื่อภายแก่ หรือภิกษุขรัวตา
ข้าวสารบ้าง ของขบเคี้ยวบ้างไว้ หลวงพ่อจักทำนํ้าปานะยาคูถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เสด็จมาถึงแล้ว”
บุตรชายทั้งสองรับคำสั่งของหลวงพ่อว่าจะปฏิบัติเช่นนั้น แล้วถือเครื่องมือตัดผมโกนผมกับทะนานและถุง เที่ยวไปตัดและโกนผมตามบ้านเรือนทุกแห่ง รวบรวมเกลือบ้าง น้ำมันบ้าง ข้าวสารบ้าง ของขบเคี้ยวบ้าง ชาวบ้านเห็นเด็กสองคนนั้นพูดจาอ่อนหวาน มีไหวพริบดี แม้ผู้ที่ไม่ประสงค์จะให้ตัดให้โกนผม ก็ยอมให้ตัดให้โกน ครั้นให้ตัดให้โกนแล้วก็ให้ค่าแรง เป็นอันว่าเด็กทั้งสองคนนั้นรวบรวมเกลือบ้าง น้ำมันบ้าง ข้าวสารบ้าง ของขบเคี้ยวบ้าง ได้เป็นอันมากครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปโดยลำดับ ได้เสด็จถึงอาตุมานครแล้ว นัยว่าพระองค์ประทับอยู่ที่ภูสาคาร ใกล้อาตุมานครนั้น ภิกษุขรัวตานั้นจึงสั่งให้คนตกแต่งข้าวยาคูเป็นอันมาก พอราตรีนั้นผ่านพ้นไปแล้ว ได้น้อมเข้าไปถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าพลางกราบทูลว่า “ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงรับข้าวยาคูของข้าพระองค์ด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า”
พุทธประเพณี
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงสดับเสียงครกแล้ว ธรรมดาพระตถาคตทั้งหลายแม้จะทรงทราบอยู่ ย่อมตรัสถามก็มี ไม่ตรัสถามก็มี ทรงทราบกาลอันควรแล้วย่อมตรัสถามก็มี ไม่ตรัสถามก็มี พระตถาคตทั้งหลายย่อมตรัสถามเรื่องที่ประกอบด้วยประโยชน์ไม่ตรัสถามเรื่องที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ เรื่องที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์พระองค์ทรงกำจัดเสียด้วยอริยมรรค พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายด้วยเหตุผล ๒ อย่าง คือ จักทรงแสดงธรรมอย่างหนึ่ง จักทรงบัญญัติสิกขาบทแก่พระสาวกทั้งหลายอย่างหนึ่ง
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามภิกษุขรัวตานั้นว่า “ดูก่อนภิกษุ ข้าวยาคูนี้เธอได้มาจากไหน” ภิกษุขรัวตานั้นจึงกราบทูลเรื่องนั้นให้ทรงทราบทุกประการ
ทรงห้ามภิกษุผู้เคยเป็นช่างตัดผมเก็บรักษามีดโกน
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่นไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไมใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนเธอบวชแล้วจึงได้ชักชวนทายกในสิ่งอันไม่ควรเล่า การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรพชิตไม่พึงชักชวนทายกในสิ่งอันไม่ควร รูปใดชักชวน ต้องอาบัติทุกฏ
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เคยเป็นช่างตัดผม ไม่พึงเก็บรักษาเครื่องมือตัดผมและโกนผมไว้สำหรับตัว รูปใดเก็บรักษาไว้ ต้องอาบัติทุกกฏ”
พระพุทธานุญาตผลไม้
{๙๐} ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่อาตุมานครตามพระพุทธาภิรมย์แล้ว เสด็จจาริกไปทางพระนครสาวัตถี เสด็จจาริกไปโดยลำดับ ได้ถึงพระนครสาวัตถีแล้ว นัยว่าพระองค์ประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถีนั้น เวลานั้น ของขบฉันคือผลไม้ในพระนครสาวัตถีมีดาษดื่นมาก ภิกษุทั้งหลายมีความสงสัยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตของขบฉันคือผลไม้ไว้แล้วหรือยังมิได้ทรงอนุญาต จึงได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุญาตว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตของขบฉันคือผลไม้ทุกชนิด”
พืชของสงฆ์และของบุคคล
{๙๑} [๓๐๔] ก็โดยสมัยนั้นแล พืชของสงฆ์เขาเพาะปลูกไว้ในที่ของบุคคล พืชของบุคคลเขาเพาะปลูกไว้ในที่ของสงฆ์ ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พืชของสงฆ์ที่เพาะปลูกไว้ในที่ของบุคคล พึงให้ส่วนแบ่งแล้วค่อยบริโภค พืชของบุคคลที่เพาะปลูกไว้ในที่ของสงฆ์ พึงให้ส่วนแบ่งแล้วค่อยบริโภค”๒๖. ว่าด้วยทรงประทานมหาปเทส ๔
{๙๒} [๓๐๕] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายเกิดความรังเกียจสงสัยในบางสิ่งบางอย่างขึ้นว่า “สิ่งไรหนอ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตไว้ สิ่งไรไม่ได้ทรงอนุญาต” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสประทานหลักสำหรับอ้าง ๔ ข้อไว้ดังนี้ว่า
๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่าสิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากันได้กับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย
๒. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่าสิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากันได้กับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย
๓. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่าสิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้นเข้ากันได้กับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย
- ๑มหาปเทส หมายถึงหลักสำหรับอ้าง ข้ออ้างใหญ่ หรือหลักอ้างอิงสำหรับเทียบเคียง
End of เรื่องวุฑฒบรรพชิต