พระวินัยปิฎก มหาวรรค · เภสัชชขันธกะ
เรื่องมหาอำมาตย์ผู้เริ่มเลื่อมใส เล่ม ๕
Text layerBuddha’s wordsItems ๖๔ (Royal Thai)10/21 in เภสัชชขันธกะ4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระวินัยปิฎก มหาวรรค เภสัชชขันธกะ เรื่องมหาอำมาตย์ผู้เริ่มเลื่อมใส (Royal Thai Volume 5 · Mahachula Volume 5 · Mahamakut Volume 7 · Chaloem Phrakiat Volume 5)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 5, pp. 98–101
๑๒. เรื่องมหาอำมาตย์ผู้เริ่มเลื่อมใส
{๖๔} [๒๘๓] คนทั้งหลายทราบข่าวว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตข้าวยาคู และขนมหวานแก่ภิกษุทั้งหลายแล้ว จึงตกแต่งข้าวยาคูที่แข้นและขนมหวานถวายแต่เช้า ภิกษุทั้งหลายที่ได้รับอังคาสด้วยยาคูที่แข้นและขนมหวานมาแต่เช้า จึงฉันภัตตาหารในโรงอาหารไม่ได้ตามประสงค์ คราวนั้น มหาอำมาตย์คนหนึ่งผู้เริ่มเลื่อมใสได้นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขเพื่อฉันในวันรุ่งขึ้นและได้มีความคิดว่า “ถ้ากระไร เราพึงตกแต่งสำรับมังสะ จำนวน ๑,๒๕๐ สำรับเพื่อภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป น้อมถวายภิกษุรูปละ ๑ สำรับ” ดังนี้แล้วสั่งให้ตกแต่งขาทนียโภชนียาหารอันประณีตและสำรับมังสะ ๑,๒๕๐ สำรับโดยตลอดราตรีนั้น แล้วสั่งให้เจ้าพนักงานไปกราบทูลภัตกาลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ถึงเวลาแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ภัตตาหารเสร็จแล้ว”ครั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสกแล้ว ทรงถือบาตรจีวรเสด็จไปยังนิเวศน์ของมหาอำมาตย์ผู้เริ่มเลื่อมใสนั้น ครั้นแล้ว ประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์ที่เขาจัดถวายพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จึงมหาอำมาตย์ผู้เริ่มเลื่อมใสนั้นอังคาสภิกษุทั้งหลายอยู่ในโรงอาหาร
ภิกษุทั้งหลายพูดอย่างนี้ว่า “จงถวายแต่น้อยเถิด ท่าน จงถวายแต่น้อยเถิด ท่าน”
ท่านมหาอำมาตย์กราบเรียนว่า “ท่านเจ้าข้า ขอท่านทั้งหลายอย่ารับแต่น้อย ๆ ด้วยคิดว่า ‘นี่เป็นมหาอำมาตย์ที่เริ่มเลื่อมใส’ เลย กระผมตกแต่งขาทนียโภชนียาหารไว้มากกับสำรับมังสะ ๑,๒๕๐ สำรับ กระผมจักน้อมถวายภิกษุรูปละ ๑ สำรับ ขอท่านทั้งหลายกรุณารับให้พอแก่ความต้องการเถิดเจ้าข้า”
ภิกษุทั้งหลายพูดว่า “ท่าน พวกอาตมภาพรับแต่น้อย ๆ มิใช่เพราะเหตุนั้นเลย แต่เพราะพวกอาตมภาพได้รับอังคาสด้วยข้าวยาคูที่แข้นและขนมหวานมาแต่เช้า ฉะนั้น พวกอาตมภาพจึงขอรับแต่น้อย ๆ”
ทันใดนั้นมหาอำมาตย์ผู้เริ่มเลื่อมใสนั้นจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระคุณเจ้าทั้งหลายผู้ที่กระผมนิมนต์แล้วจึงได้ฉันข้าวยาคูที่แข้นของผู้อื่นเล่า กระผมไม่สามารถจะถวายให้พอแก่ความต้องการหรือ” แล้วก็โกรธ ไม่พอใจ เพ่งจะหาโทษให้ ได้เดินใส่จนเต็มบาตรของภิกษุทั้งหลาย พลางกล่าวว่า “ท่านทั้งหลายจะฉันก็ได้ นำไปก็ได้” ครั้นแล้วอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีตด้วยมือของตน จนยังพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เสวยเสร็จ นำพระหัตถ์ออกจากบาตร ให้ห้ามภัตแล้ว จึงนั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงมหาอำมาตย์ผู้เริ่มเลื่อมใสนั้นซึ่งนั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่งให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา แล้วทรงลุกจากที่ประทับเสด็จกลับ
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จกลับไม่ทันนาน มหาอำมาตย์ผู้เริ่มเลื่อมใสนั้นได้บังเกิดความรำคาญและความเดือดร้อนใจว่า “มิใช่ลาภของเราหนอ ลาภของเราไม่มีหนอ เราได้ไม่ดีแล้วหนอ เราไม่ได้ดีแล้วหนอ เพราะเราโกรธ ไม่พอใจ เพ่งจะหาโทษให้ ได้เดินใส่จนเต็มบาตรของภิกษุทั้งหลาย พลางกล่าวว่า ‘ท่านทั้งหลายจะฉันก็ได้ นำไปก็ได้’ อะไรหนอที่เราสร้างสมไว้มาก บุญหรือบาปกัน” จึงมหาอำมาตย์นั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วนั่งอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง นั่งแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จกลับไม่ทันนาน ข้าพระพุทธเจ้าได้เกิดความรำคาญและความเดือดร้อนใจในเรื่องนั้นว่า ‘มิใช่ลาภของเราหนอ ลาภของเราไม่มีหนอ เราได้ไม่ดีแล้วหนอ เราไม่ได้
ดีแล้วหนอ เพราะเราโกรธ ไม่พอใจ เพ่งจะหาโทษให้ ได้เดินใส่จนเต็มบาตรของภิกษุทั้งหลาย พลางกล่าวว่า ‘ท่านทั้งหลายจะฉันก็ได้ นำไปก็ได้’ อะไรหนอที่เราสร้างสมไว้มาก บุญหรือบาปกัน’ ดังนี้ อะไรกันแน่ที่ข้าพระพุทธเจ้าสร้างสมไว้มาก บุญหรือบาปเล่า พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “อาวุโส ท่านนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เพื่อเจริญบุญกุศลและปีติปราโมทย์ในวันพรุ่งนี้ด้วยทานอันเลิศใด ท่านชื่อว่าสะสมบุญไว้มากด้วยทานอันเลิศนั้น เมล็ดข้าวสุกแต่ละเมล็ดของท่านที่ภิกษุแต่ละรูปผู้เลิศด้วยคุณสมบัติอันใดรับไปแล้ว ท่านชื่อว่าสะสมบุญไว้มากเพราะภิกษุผู้เลิศด้วยคุณสมบัติอันนั้น สวรรค์เป็นอันท่านเริ่มต้นไว้แล้วละ”ลำดับนั้น มหาอำมาตย์ผู้เริ่มเลื่อมใสนั้นร่าเริงดีใจว่า “ได้ทราบว่า เป็นลาภของเรา เราได้ดีแล้ว เราได้สะสมบุญไว้มากแล้ว สวรรค์เป็นอันเราเริ่มต้นไว้แล้ว” จึงลุกจากที่นั่งถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วกลับไป
พระพุทธบัญญัติห้ามฉันยาคูที่แข้น
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุทั้งหลายถูกนิมนต์ไว้ในที่แห่งหนึ่ง แล้วฉันยาคูที่แข้นของผู้อื่น จริงหรือ”
- ๑คำว่า อาวุโส แปลว่า ผู้มีอายุ ท่าน หรือ คุณ เป็นคำที่คนทั่วไปกล่าวนำ ร้องเรียก หรือทักทายกัน ไม่ได้เป็นคำแสดงความเคารพในฐานะเป็นผู้แก่กว่าเหมือนในภาษาไทย ในทางพระพุทธศาสนา เป็นคำที่ภิกษุผู้แก่พรรษาใช้ร้องเรียกภิกษุผู้อ่อนพรรษากว่า หรือภิกษุร้องเรียกคฤหัสถ์ คู่กับคำว่า ภันเต หรือ อายัสมา ซึ่งภิกษุผู้อ่อนพรรษากว่าใช้ร้องเรียกภิกษุผู้แก่พรรษากว่าหรือคฤหัสถ์ร้องเรียกภิกษุ (ดูมหาปรินิพพานสูตร ที.ม. (แปล) ๑๐/๒๑๖)
ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นถูกนิมนต์ไว้ในที่แห่งหนึ่งแล้ว จึงได้ฉันข้าวยาคูที่แข้นของผู้อื่นเล่า การกระทำของภิกษุโมฆบุรุษนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรับนิมนต์ไว้ในที่แห่งหนึ่งแล้ว ไม่พึงฉันข้าวยาคูที่แข้นของผู้อื่น รูปใดฉัน พึงปรับอาบัติตามธรรม”
๑๓. เรื่องพราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะ
{๖๕} [๒๘๔] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่อันธกวินทชนบท ตามพระพุทธาภิรมย์แล้วเสด็จจาริกไปทางพระนครราชคฤห์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๑,๒๕๐ รูป คราวนั้น พราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะเดินทางไกลจากพระนครราชคฤห์โปยังอันธกวินทชนบทพร้อมด้วยเกวียนประมาณ ๕๐๐ เล่มซึ่งล้วนบรรทุกหม้อนํ้าอ้อยงบเต็มทุกเล่ม พระผู้มีพระภาคเจ้าทอดพระเนตรเห็นเวลัฏฐกัจจานะกำลังมาแต่ไกล ครั้นแล้วเสด็จแวะออกจากทางประทับนั่ง ณ โคนไม้แห่งหนึ่งจึงพราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าปรารถนาจะถวายน้ำอ้อยงบแก่ภิกษุรูปละ ๑ หม้อ”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนกัจจานะ ถ้าเช่นนั้น เธอจงนำหม้อนํ้าอ้อยงบมาแต่เพียงหม้อเดียว”
End of เรื่องมหาอำมาตย์ผู้เริ่มเลื่อมใส