arnon.worldSign in

พระวินัยปิฎก มหาวรรค · เภสัชชขันธกะ

ทรงรับอาคารพักแรม เล่ม ๕

Text layerBuddha’s wordsItems ๖๗–๗๐ (Royal Thai)12/21 in เภสัชชขันธกะ4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เภสัชชขันธกะ ทรงรับอาคารพักแรม (Royal Thai Volume 5 · Mahachula Volume 5 · Mahamakut Volume 7 · Chaloem Phrakiat Volume 5)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 5, pp. 106–110

Page 106

๑๔. เรื่องบ้านปาฏลิคาม

{๖๗} [๒๘๕] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระนครราชคฤห์ ตามพระพุทธาภิรมย์แล้วเสด็จจาริกไปทางบ้านปาฏลิคามพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่จำนวน ๑,๒๕๐ รูป เสด็จจาริกไปโดยลำดับ ได้ถึงบ้านปาฏลิคามแล้ว อุบาสกอุบาสิกาชาวบ้านปาฏลิคามได้ทราบข่าวว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จถึงบ้านปาฏลิคามแล้ว จึงพากันเข้าไปเฝ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้านั่งอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงอุบาสกอุบาสิกาชาวบ้านปาฏลิคามผู้นั่งอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่งให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว

ครั้นอุบาสกอุบาสิกาชาวบ้านปาฏลิคามอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ โปรดทรงรับอาคารพักแรมของพวกข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับโดยดุษณีภาพ ครั้นอุบาสกอุบาสิกาชาวบ้านปาฏลิคามทราบการทรงรับของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จึงลุกจากที่นั่ง ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วพากันเดินไปทางอาคารพักแรม ปูลาดดาดเพดานทั่วอาคารพักแรมทุกแห่ง จัดอาสนะ ตั้งหม้อนํ้า ตามประทีปน้ำมัน แล้วพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พวกเขายืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าข้า พวกข้าพระพุทธเจ้าปูลาดดาดเพดานอาคารพักแรมทุกแห่ง จัดอาสนะ ตั้งหม้อนํ้า ตามประทีปนํ้ามันไว้แล้ว ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบกาลอันควรในบัดนี้ พระพุทธเจ้าข้า”

Page 107

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสก ทรงถือบาตร จีวรเสด็จไปทางอาคารพักแรมพร้อมกับภิกษุสงฆ์ ทรงชำระพระบาทยุคลแล้วเสด็จเข้าสู่อาคารพักแรม ประทับนั่งพิงเสากลางผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก แม้ภิกษุสงฆ์ก็ล้างเท้าแล้วเข้าสู่อาคารพักแรม นั่งพิงฝาด้านทิศตะวันตกผินหน้าไปทางทิศตะวันออกให้พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์เดียวประทับอยู่ข้างหน้า แม้อุบาสกอุบาสิกาชาวบ้านปาฏลิคามก็ล้างเท้าแล้วเข้าสู่อาคารพักแรม นั่งพิงฝาด้านทิศตะวันออกผินหน้าไปทางทิศตะวันตก ให้พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ข้างหน้าเหมือนกันลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเทศนาโปรดอุบาสกอุบาสิกาชาวบ้านปาฏลิคามดังต่อไปนี้

โทษแห่งศีลวิบัติ ๕ ประการ

{๖๘} “ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย โทษแห่งศีลวิบัติของคนทุศีลมี ๕ ประการเหล่านี้ ๕ ประการเป็นไฉน

ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย คนทุศีลผู้มีศีลวิบัติในโลกนี้ย่อมเข้าถึงความเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ใหญ่หลวง เพราะเหตุแห่งความประมาท นี้เป็นโทษประการที่ ๑ แห่งศีลวิบัติของคนทุศีล

อนึ่ง คฤหบดีทั้งหลาย โทษอย่างอื่นยังมีอีก ชื่อเสียงอันเลวทรามของคนทุศีลผู้มีศีลวิบัติย่อมฟุ้งขจรไป นี้เป็นโทษประการที่ ๒ แห่งศีลวิบัติของคนทุศีล

อนึ่ง คฤหบดีทั้งหลาย โทษอย่างอื่นยังมีอีก คนทุศีลผู้มีศีลวิบัติเข้าไปยังบริษัทใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นขัตติยบริษัทก็ตาม พราหมณบริษัทก็ตาม

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑บริษัท ในที่นี้หมายถึงหมู่ คณะ ที่ประชุม ชุมนุมชนหนึ่ง ๆ
Page 108

คฤหบดีบริษัทก็ตาม สมณบริษัทก็ตาม ย่อมเป็นผู้ไม่แกล้วกล้า ขวยเขินเข้าไปยังบริษัทนั้น ๆ นี้เป็นโทษประการที่ ๓ แห่งศีลวิบัติของคนทุศีลอนึ่ง คฤหบดีทั้งหลาย โทษอย่างอื่นยังมีอีก คนทุศีลผู้มีศีลวิบัติย่อมเป็นผู้หลงทำกาละ นี้เป็นโทษประการที่ ๔ แห่งศีลวิบัติของคนทุศีลอนึ่ง คฤหบดีทั้งหลาย โทษอย่างอื่นยังมีอีก คนทุศีลผู้มีศีลวิบัติหลังจากตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก นี้เป็นโทษประการที่ ๕ แห่งศีลวิบัติของคนทุศีลดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย โทษแห่งศีลวิบัติของคนทุศีลมี ๕ ประการนี้แล

อานิสงส์แห่งศีลสมบัติ ๕ ประการ

{๖๙} ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย อานิสงส์แห่งศีลสมบัติของคนมีศีลมี ๕ ประการเหล่านี้ ๕ ประการเป็นไฉน

ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย คนมีศีลผู้ถึงพร้อมด้วยศีลในโลกนี้ย่อมได้กองโภคทรัพย์ใหญ่หลวง เพราะเหตุแห่งความไม่ประมาท นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๑ แห่งศีลสมบัติของคนมีศีลอนึ่ง คฤหบดีทั้งหลาย อานิสงส์อย่างอื่นยังมีอีก ชื่อเสียงอันดีงามของคนมีศีลผู้ถึงพร้อมด้วยศีลย่อมฟุ้งขจรไป นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๒ แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ทำกาละ หมายถึง ถึงแก่ความตาย หรือสิ้นชีวิต (กาลกิริยา ความตาย : พจนานุกรม)
  2. ๒อบาย หมายถึงภาวะหรือที่อันปราศจากความเจริญ ทุคติ หมายถึงภาวะหรือที่ซึ่งมีแต่ความทุกข์ วินิบาต หมายถึงภาวะหรือที่ซึ่งสัตว์มีแต่ความพินาศ มีอวัยวะบกพร่อง นรก หมายถึง ภาวะหรือที่อันไม่มีความสุขความเจริญ มีแต่ความเร่าร้อน สามคำแรกเป็นไวพจน์ (คำใช้แทน) ของคำว่านรก อนึ่ง อบาย หมายถึงกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ทุคติ คือแดนเปรต วินิบาต ได้แก่ พวกอสุรกาย นรก ก็คือนรกขุมต่าง ๆ เช่นอเวจีมหานรกเป็นต้น (วิ.อ. ๑/๑๖๗)
Page 109

อนึ่ง คฤหบดีทั้งหลาย อานิสงส์อย่างอื่นยังมีอีก คนมีศีลผู้ถึงพร้อมด้วยศีลเข้าไปยังบริษัทใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นขัตติยบริษัทก็ตาม พราหมณบริษัทก็ตาม คฤหบดีบริษัทก็ตาม สมณบริษัทก็ตาม ย่อมเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ขวยเขินเข้าไปยังบริษัทนั้น ๆ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๓ แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล

อนึ่ง คฤหบดีทั้งหลาย อานิสงส์อย่างอื่นยังมีอีก คนมีศีลผู้ถึงพร้อมด้วยศีลย่อมเป็นผู้ไม่หลงทำกาละ นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๔ แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล

อนึ่ง คฤหบดีทั้งหลาย อานิสงส์อย่างอื่นยังมีอีก คนมีศีลผู้ถึงพร้อมด้วยศีล หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๕ แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล

ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย อานิสงส์แห่งศีลสมบัติของคนมีศีลมี ๕ ประการนี้แล”

{๗๐} ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงอุบาสกอุบาสิกาชาวบ้านปาฏลิคามให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาจนดึกดื่นแล้ว ทรงส่งกลับด้วยรับสั่งว่า “ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย ราตรีจวนสว่างแล้ว บัดนี้พวกเธอจงรู้กาลที่จะกลับเถิด” อุบาสกอุบาสิกาชาวบ้านปาฏลิคามรับสนองพระพุทธดำรัสว่า “ทราบเกล้าเช่นนั้นแล้ว พระพุทธเจ้าข้า” แล้วลุกจากที่นั่ง ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วกลับไป ครั้นอุบาสกอุบาสิกาชาวบ้านปาฏลิคามกลับไปไม่ทันนาน พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จเข้าสุญญาคารแล้ว

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สุญญาคาร แปลว่า เรือนว่าง หรือสถานที่ว่าง ในคัมภีร์อรรถกถากล่าวว่า ไม่มีสุญญาคารที่เป็นสถานที่แยกเฉพาะ เสด็จเข้าสุญญาคาร โดยปริยายหมายถึงทรงสำเร็จสีหไสยาสน์คือเสด็จบรรทมพักอิริยาบถ (นัย ที.ม.อ. ๑๔๑, ขุ.อุ.อ. ๔๔๗-๔๔๘)
Page 110

๑๕.เรื่องสุนีธะและวัสสการมหาอำมาตย์

{๗๑} [๒๘๖] ก็โดยสมัยนั้นแล มหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐ ๒ ท่าน ชื่อสุนีธะ ๑ ชื่อวัสสการะ ๑ กำลังจัดสร้างพระนครอยู่ที่บ้านปาฏลิคามเพื่อป้องกันชาววัชชี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตื่นบรรทมในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี ได้ทรงเล็งทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ ทอดพระเนตรเห็นเทวดาเป็นอันมากยึดถือพื้นที่ในบ้านปาฏลิคามอยู่ คือ ในภูมิประเทศส่วนใด พวกเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ยึดถือพื้นที่ไว้ พวกเจ้าและราชมหาอำมาตย์ผู้มีศักดิ์สูง ๆ ต่างก็น้อมจิตไปเพื่อสร้างนิเวศน์ลงในภูมิประเทศส่วนนั้น ในภูมิประเทศส่วนใด พวกเทวดาที่มีศักดิ์ชั้นกลางยึดถือพื้นที่ไว้ พวกเจ้าและราชมหาอำมาตย์ที่มีศักดิ์ชั้นกลาง ๆ ต่างก็น้อมจิตไปเพื่อสร้างนิเวศน์ลงในภูมิประเทศส่วนนั้น ในภูมิประเทศส่วนใด พวกเทวดาที่มีศักดิ์ชั้นตํ่ายึดถือพื้นที่ไว้ พวกเจ้าและราชมหาอำมาตย์ผู้มีศักดิ์ชั้นต่ำ ๆ ต่างก็น้อมจิต ไปเพื่อสร้างนิเวศน์ลงในภูมิประเทศส่วนนั้น จึงพระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งถามท่านพระอานนท์ว่า “ดูก่อนอานนท์ คนเหล่านั้นเป็นใคร ที่สร้างนครที่บ้านปาฏลิคามกันอยู่”“มหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐชื่อสุนีธะกับวัสสการะกำลังจัดสร้างนครที่บ้านปาฏลิคามเพื่อป้องกันชาววัชชีกันอยู่ พระพุทธเจ้าข้า”

“ดูก่อนอานนท์ สุนีธะกับวัสสการะสองมหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐจัดสร้างนครลงในบ้านปาฏลิคามกันอยู่เพื่อป้องกันชาววัชชีเหมือนได้ปรึกษากับพวกเทพเจ้าชั้นดาวดึงส์แล้วฉะนั้น อานนท์ เมื่อเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรีนี้ เราลุกขึ้นแล้วได้เล็งทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ เห็นพวกเทวดาเป็นอันมากยึดถือพื้นที่ในบ้านปาฏลิคามอยู่ คือ ในภูมิประเทศส่วนใด พวกเทวดาที่มีศักดิ์สูง ๆ ยึดถือพื้นที่ไว้ พวกเจ้าและราชมหาอำมาตย์ผู้มีศักดิ์สูง ๆ ต่างก็น้อมจิตไปเพื่อสร้างนิเวศน์ลงในภูมิประเทศส่วนนั้น ใน