พระวินัยปิฎก มหาวรรค · มหาขันธกะ
โพธิกถา ปฏิจจสมุปบาทมนสิการ เล่ม ๔
Text layerBuddha’s wordsItems ๑–๓ (Royal Thai)1/52 in มหาขันธกะ4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระวินัยปิฎก มหาวรรค มหาขันธกะ โพธิกถา ปฏิจจสมุปบาทมนสิการ (Royal Thai Volume 4 · Mahachula Volume 4 · Mahamakut Volume 6 · Chaloem Phrakiat Volume 4)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 4, pp. 1–8
พระไตรปิฎกภาษาไทย
พระบาลีวินัยปิฎก
มหาวรรค
[ปฐมภาค]
ฉบับเฉลิมพระเกียรติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เนื่องในการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
พุทธศักราช ๒๕๔๙
มหาเถรสมาคม จัดพิมพ์
๔
พระบาลีวินัยปิฎก
_____________
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
๑. โพธิกถา
ว่าด้วยเหตุการณ์แรกตรัสรู้
{๑} [๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าครั้งตรัสรู้ใหม่ ๆ ประทับอยู่ ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์ ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลา ครั้งนั้นแล
- ๑มหาวรรค แปลว่า หมวดใหญ่ เป็นชื่อคัมภีร์ที่ ๓ ในบรรดาคัมภีร์ทั้งห้าของพระวินัยปิฎก ว่าด้วยสิกขาบทนอกพระปาติโมกข์ที่เกี่ยวกับระเบียบปฏิบัติอันดีงามของสงฆ์ เป็นหลักการศึกษา อบรมในฝ่ายขนบธรรมเนียมที่จะชักนำความประพฤติและความเป็นอยู่ของพระสงฆ์ให้ดีงามมีคุณยิ่งขึ้นไป ซึ่งเรียกว่า อภิสมาจาริกสิกขา สิกขาฝ่ายอภิสมาจาร โดยสงฆ์ไม่ต้องยกขึ้นแสดงทุกครึ่งเดือนเหมือนกับอาทิพรหมจริยกสิกขาซึ่งเป็นสิกขาบทที่มาในพระปาติโมกข์ มี ๒ ภาค คือ ภาคที่ ๑ เรียกว่า พระบาลีวินัยปิฎก มหาวรรค (ปฐมภาค) จัดเป็นพระไตรปิฎกเล่มที่ ๔ นี้ ภาคที่ ๒ เรียกว่า พระบาลีวินัยปิฎก มหาวรรค (ทุติยภาค) จัดเป็นพระไตรปิฎกเล่มที่ ๕ แบ่งเนื้อหาออกเป็นตอนๆ ซึ่งเรียกว่า ขันธกะ จำนวน ๑๐ ขันธกะ
- ๒มหาขันธกะ แปลว่า ตอนใหญ่ หมายถึงตอนว่าด้วยเรื่องหรือเหตุการณ์ที่สำคัญต่างๆ เกี่ยวกับพุทธประวัติตั้งแต่ครั้งปฐมโพธิกาลจนถึงมัชฌิมโพธิกาลเป็นจำนวนมาก มี ๖๖ หัวข้อ
- ๓พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ณ ต้นไม้ใด ต้นไม้นั้นได้นามว่า โพธิพฤกษ์ หรือ ต้นโพธิ์ ซึ่งหมายถึง ต้นไม้ เป็นที่ตรัสรู้ (วิ.อ. ๓/๓) สำหรับพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ ได้แก่ พันธุ์ไม้อัสสัตถะ หรือไม้โพ
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเสวยวิมุตติสุข โดยบัลลังก์เดียว ณ ควงไม้ โพธิพฤกษ์ ตลอด ๗ วัน ลำดับนั้นได้ทรงมนสิการ ปฏิจจสมุปบาท ทั้งโดย อนุโลมและปฏิโลมตลอดปฐมยามแห่งราตรีว่า
ปฏิจจสมุปบาท อนุโลม
“เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร
เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ
เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ
เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส
เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้
- ๑วิมุตติสุข หมายถึงสุขเกิดแต่ความหลุดพ้นจากสรรพกิเลสและปวงทุกข์ (วิ.อ. ๓/๓)
- ๒โดยบัลลังก์เดียว หมายถึงประทับนั่งขัดสมาธิโดยไม่เสด็จลุกขึ้น (วิ.อ. ๓/๓)
- ๓มนสิการ หมายถึงทรงทำไว้ในพระทัยโดยถ้วนถี่หรือพิจารณาโดยแยบคาย (วิ.อ. ๓/๔)
- ๔ปฏิจจสมุปบาท ได้แก่ ปัจจยธรรม คือธรรมที่เป็นปัจจัย (ขุ.อุ.อ. ๓๘) หมายถึงธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นพร้อมกัน หรือความเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกัน การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันและกันจึงเกิดมีขึ้น การที่ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยต่อเนื่องกันมา (นัย ที.ม.อ. ๖๐, ม.มู.อ. ๒/๘๓, สํ.ส.อ. ๑๘๖, ขุ.อุ.อ. ๓๙) เรียกอีกอย่างว่า ปัจจยาการ อาการ ที่เป็น ปัจจัยแก่กันและกัน (วิ.อ. ๓/๓) พึงดูรายละเอียดในมหานิทานสูตร ที.ม. (แปล) ๑๐/๙๕
ปฏิจจสมุปบาท ปฏิโลม
อนึ่ง เพราะอวิชชานั่นแหละดับโดยไม่เหลือ
ด้วยมรรคคือวิราคะ สังขารจึงดับ
เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ
เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ
เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ
เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ
เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ
เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ
เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ
เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ
เพราะภพดับ ชาติจึงดับ
เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสจึงดับ
เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมดับด้วยประการฉะนี้
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
พุทธอุทานคาถาที่ ๑
เมื่อใดแล ธรรม ทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์ นั้นย่อมสิ้นไป เพราะมารู้ธรรมพร้อมทั้งเหตุ
- ๑ธรรม ในที่นี้หมายถึงโพธิปักขิยธรรม (ธรรมอันเป็นฝ่ายแห่งการตรัสรู้) ที่ให้สำเร็จการตรัสรู้ ปฏิจจสมุปบาท อีกนัยหนึ่ง หมายถึงอริยสัจจธรรม ๔ (วิ.อ. ๓/๕)
- ๒พราหมณ์ ในที่นี้หมายถึงพระอรหันตขีณาสพผู้ลอยบาปได้สิ้นเชิงแล้ว (วิ.อ. ๓/๕)
{๒} [๒] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาทโดย อนุโลมและปฏิโลมตลอดมัชฌิมยามแห่งราตรีว่า
ปฏิจจสมุปบาท อนุโลม
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร
เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ
เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ
เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส
เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดด้วยประการฉะนี้
ปฏิจจสมุปบาท ปฏิโลม
อนึ่ง เพราะอวิชชานั่นแหละดับโดยไม่เหลือ
ด้วยมรรคคือวิราคะ สังขารจึงดับ
เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ
เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ
เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ
เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ
เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ
เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ
เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ
เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ
เพราะภพดับ ชาติจึงดับ
เพราะชาติดับ ชรา มรณะโสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสอุปายาสจึงดับ
เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมดับด้วยประการฉะนี้
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
พุทธอุทานคาถาที่ ๒
เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป เพราะได้รู้ความสิ้นไปแห่งปัจจัยทั้งหลาย{๓} [๓] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาท ทั้งโดยอนุโลมและปฏิโลมตลอดปัจฉิมยามแห่งราตรีว่า
ปฏิจจสมุปบาท อนุโลม
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร
เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ
เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ
เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส
เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดด้วยประการฉะนี้
ปฏิจจสมุปบาท ปฏิโลม
อนึ่ง เพราะอวิชชานั่นแหละดับโดยไม่เหลือ
ด้วยมรรคคือวิราคะ สังขารจึงดับ
เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ
เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ
เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ
เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ
เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ
เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ
เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ
เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ
เพราะภพดับ ชาติจึงดับ
เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสจึงดับ
เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมดับด้วยประการฉะนี้
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
พุทธอุทานคาถาที่ ๓
เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น พราหมณ์นั้นย่อมกำจัดมารและเสนา เสียได้ดุจดวงอาทิตย์ขึ้นมาทำท้องฟ้าให้สว่างฉะนั้น
๒. อชปาลนิโครธกถา
ว่าด้วยเหตุการณ์ขณะประทับอยู่ ณ ควงต้นอชปาลนิโครธ
{๔} [๔] ครั้นผ่านไป ๗ วัน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงออกจากสมาธินั้นแล้ว เสด็จจากควงไม้โพธิพฤกษ์เข้าไปยังต้นอชปาลนิโครธ ครั้นแล้วประทับนั่ง เสวยวิมุตติสุขโดยบัลลังก์เดียว ณ ควงไม้อชปาลนิโครธตลอด ๗ วัน
ครั้งนั้น พราหมณ์ผู้มักตวาดคนอื่นว่าหึหึคนหนึ่งได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการทูลปราศรัยพอให้เป็นที่บันเทิงเป็นที่ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้ยืน อยู่ ณ ที่สมควรข้างหนี่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “ท่านพระโคดม บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ด้วยเหตุเพียงไรหนอ ก็แลธรรม ประเภทไหนที่ทำบุคคลให้เป็นพราหมณ์”
- ๑มารและเสนา ในที่นี้หมายถึงกามทั้งหลาย (วิ.อ. ๓/๖)
- ๒ในโพธิกถานี้ พึงทราบว่า พุทธอุทานคาถาที่ ๑ เกิดขึ้นเพราะทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาท ที่ ๒ เกิดขึ้นเพราะทรงพิจารณานิพพาน และที่ ๓ เกิดขึ้นเพราะทรงพิจารณามรรค (วิ.อ. ๓/๖)
- ๓อชปาลนิโครธ หมายถึงควงไม้ไทรที่พวกคนเลี้ยงแพะมักมานั่งที่ร่มเงาเป็นประจำ (วิ.อ. ๓/๘)
- ๔พราหมณ์หุหุกชาติ พราหมณ์ผู้มีนิสัยชอบตวาดผู้อื่นว่าหึหึ เป็นผู้มีความคิดเห็นเฉพาะสิ่งที่พบ ว่าเป็นมงคล จึงถือตัวจัดและฉุนเฉียวง่าย เที่ยวตวาดผู้อื่นไปทั่ว (วิ.อ. ๓/๙)
End of โพธิกถา ปฏิจจสมุปบาทมนสิการ