arnon.worldSign in

พระวินัยปิฎก มหาวรรค · มหาขันธกะ

อุปสมบทกรรม เล่ม ๔

Text layerBuddha’s wordsItems ๑๓๙–๑๔๒ (Royal Thai)50/52 in มหาขันธกะ4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

๖๐. โคตฺเตน อนุสฺสาวนานุชานนา

๖๐. โคตเตนอนุสสาวนานุชานนา

ว่าด้วยทรงอนุญาตอุปสมบทกรรมโดยสวดระบุโคตรของอุปัชฌาย์

เรื่องพระมหากัสสปะนิมนต์พระอานนท์มาสวดนาค

พระวินัยปิฎก มหาวรรค มหาขันธกะ อุปสมบทกรรม (Royal Thai Volume 4 · Mahachula Volume 4 · Mahamakut Volume 6 · Chaloem Phrakiat Volume 4)

บาลี (มหาจุฬาฯ), vol. 4, pp. 133–138 · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒), vol. 4, pp. 190–196

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เตน โข ปน สมเยน อายสฺมโต มหากสฺสปสฺส อุปสมฺปทาเปกฺโข โหติ. อถ โข อายสฺมา มหากสฺสโป อายสฺมโต อานนฺทสฺส สนฺติเก ทูตํ ปาเหสิ “อาคจฺฉตุ อานนฺโท, อิมํ อนุสฺสาเวสฺสตี”ติ. (๑) อายสฺมา อานนฺโท เอวมาห “นาหํ อุสฺสหามิ เถรสฺส นามํ คเหตุํ, ครุ เม เถโร”ติ. ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. อนุชานามิ ภิกฺขเว โคตฺเตนปิ อนุสฺสาเวตุนฺติ.

Footnotes (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. 1ฉ.ม. อนุสฺสาเวสฺสตูติ
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สมัยนั้น ท่านพระมหากัสสปะมีอุปสัมปทาเปกขะ ท่านจึงส่งทูตไปใน สำนักพระอานนท์ให้นิมนต์ว่า “ท่านอานนท์จงมาสวดอุปสัมปทาเปกขะ นี้”พระอานนท์ตอบไปว่า “กระผมไม่สามารถจะระบุนามของพระเถระ ได้ เพราะ พระเถระเป็นที่เคารพของกระผม”ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนี้ให้พระผู้มีพระภาคทรงทราบ

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สวดระบุโคตรได้”

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1อุปสัมปทาเปกขะ คือ ผู้มุ่งจะบวชเป็นภิกษุ ผู้ประสงค์จะบวช
  2. 2หมายถึงไม่สามารถระบุชื่อของพระมหากัสสปะ ที่จะปรากฏอยู่ในคำสวดว่า “อายสฺมโต ปิปฺผลิสฺส อุปสมฺปทาเปกฺโข (อุปสัมปทาเปกขะของท่านปิปผลิ) (สารตฺถ.ฏีกา ๓/๑๒๒/๓๒๓) เพราะการระบุชื่อและ โคตรถือเป็นการแสดงความไม่เคารพ
บาลี (มหาจุฬาฯ)

๖๑. เทฺวอุปสมฺปทาเปกฺขาทิวตฺถุ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมโต มหากสฺสปสฺส เทฺว อุปสมฺปทาเปกฺขา โหนฺติ. เต วิวทนฺติ “อหํ ปฐมํ อุปสมฺปชฺชิสฺสามิ, อหํ ปฐมํ อุปสมฺปชฺชิสฺสามี”ติ. ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. อนุชานามิ ภิกฺขเว เทฺว เอกานุสฺสาวเน กาตุนฺติ.

เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุลานํ เถรานํ อุปสมฺปทาเปกฺขา โหนฺติ. เต วิวทนฺติ “อหํ ปฐมํ อุปสมฺปชฺชิสฺสามิ, อหํ ปฐมํ อุปสมฺปชฺชิสฺสามี”ติ. เถรา เอวมาหํสุ “หนฺท มยํ อาวุโส สพฺเพ ว เอกานุสฺสาวเน กโรมา”ติ. ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. อนุชานามิ ภิกฺขเว เทฺว ตโย เอกานุสฺสาวเน กาตุํ, ตญฺจ โข เอเกน อุปชฺฌาเยน, น เตฺวว นานุปชฺฌาเยนาติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๖๑. เทฺวอุปสัมปทาเปกขาทิวัตถุ

ว่าด้วยอุปสมบทอุปสัมปทาเปกขะ ๒ คนเป็นต้น

เรื่องแย่งกันอุปสมบทก่อน

สมัยนั้น ท่านพระมหากัสสปะมีอุปสัมปทาเปกขะ ๒ คน อุปสัมปทา เปกขะทั้ง ๒ เถียงกันว่า “ผมจักอุปสมบทก่อน ผมจักอุปสมบทก่อน”

ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนี้ให้พระผู้มีพระภาคทรงทราบ

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สวดอุปสัมปทาเปกขะ ๒ คน ในอนุสาวนาเดียวกันได้”

เรื่องอุปสมบทครั้งละ ๓ คน มีอุปัชฌาย์รูปเดียว

สมัยต่อมา พระเถระหลายรูปต่างก็มีอุปสัมปทาเปกขะหลายคน อุปสัมปทา เปกขะ เหล่านั้นต่างเถียงกันว่า “ผมจักอุปสมบทก่อน ผมจักอุปสมบทก่อน”

พระเถระทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนี้ให้พระผู้มีพระภาคทรงทราบ

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สวดอุปสัมปทาเปกขะ ในอนุสาวนาเดียวกันครั้งละ ๒ คน ๓ คนได้ แต่การสวดนั้น เราอนุญาตให้มี อุปัชฌาย์รูปเดียวกัน ไม่อนุญาตให้มีอุปัชฌาย์ต่างรูปกัน”

บาลี (มหาจุฬาฯ)

๖๒. คพฺภวีสูปสมฺปทานุชานนา เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา กุมารกสฺสโป คพฺภวีโส อุปสมฺปนฺโน อโหสิ. อถ โข อายสฺมโต กุมารกสฺสปสฺส เอตทโหสิ “ภควตา ปญฺญตฺตํ ‘น อูนวีสติวสฺโส ปุคฺคโล อุปสมฺปาเทตพฺโพ’ติ. อหญฺจมฺหิ คพฺภวีโส อุปสมฺปนฺโน, อุปสมฺปนฺโน นุ โขมฺหิ น นุ โข อุปสมฺปนฺโน”ติ. ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. ยํ ภิกฺขเว มาตุ กุจฺฉิสฺมึ ปฐมํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ, ปฐมํ วิญฺญาณํ ปาตุภูตํ, ตทุปาทาย สาวสฺส ชาติ. อนุชานามิ ภิกฺขเว คพฺภวีสํ อุปสมฺปาเทตุนฺติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๖๒. คัพภวีสูปสัมปทานุชานนา

ว่าด้วยทรงอนุญาต

อุปสมบทให้กุลบุตรโดยนับอายุ ๒๐ ปีทั้งอยู่ในครรภ์

เรื่องพระกุมารกัสสปะ

สมัยนั้น ท่านพระกุมารกัสสปะมีอายุครบ ๒๐ ปีนับทั้งอยู่ในครรภ์ ได้อุปสมบทแล้ว ต่อมา ท่านมีความดำริว่า “พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า ‘บุคคลมีอายุหย่อนกว่า ๒๐ ปี สงฆ์ไม่พึงให้อุปสมบท’ แต่เรามีอายุครบ ๒๐ ปี นับทั้งอยู่ในครรภ์อุปสมบทแล้ว จะเป็นอันได้อุปสมบทหรือไม่หนอ”

ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนี้ให้พระผู้มีพระภาคทรงทราบ

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย สัตว์เกิดนับตั้งแต่จิตดวงแรก วิญญาณดวงแรกเกิดปรากฏขึ้นในครรภ์ของมารดา ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต อุปสมบทให้กุลบุตรมีอายุครบ ๒๐ นับทั้งอยู่ในครรภ์ได้”

บาลี (มหาจุฬาฯ)

๖๓. อุปสมฺปทาวิธิ เตน โข ปน สมเยน อุปสมฺปนฺนา ทิสฺสนฺติ กุฏฺฐิกาปิ คณฺฑิกาปิ กิลาสิกาปิ โสสิกาปิ อปมาริกาปิ. ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. อนุชานามิ ภิกฺขเว อุปสมฺปาเทนฺเตน เตรส อนฺตรายิเก ธมฺเม ปุจฺฉิตุํ. เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว ปุจฺฉิตพฺโพ: “สนฺติ เต เอวรูปา อาพาธา: กุฏฺฐํ คณฺโฑ กิลาโส โสโส อปมาโร ? มนุสฺโสสิ ? ปุริโสสิ ? ภุชิสฺโสสิ ? อนโณสิ ? นสิ ราชภโฏฺ ? อนุญฺญาโตสิ มาตาปิตูหิ ? ปริปุณฺณวีสติวสฺโสสิ ? ปริปุณฺณนฺเต ปตฺตจีวรํ ? กินฺนาโมสิ ? โกนาโม เต อุปชฺฌาโย”ติ. เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู อนนุสิฏฺเฐ อุปสมฺปทาเปกฺเข อนฺตรายิเก ธมฺเม ปุจฺฉนฺติ. อุปสมฺปทาเปกฺขา วิตฺถายนฺติ, มงฺกู โหนฺติ, น สกฺโกนฺติ วิสฺสชฺเชตุํ. ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. อนุชานามิ ภิกฺขเว ปฐมํ อนุสาสิตฺวา ปจฺฉา อนฺตรายิเก ธมฺเม ปุจฺฉิตุนฺติ. ตตฺเถว สํฆมชฺเฌ อนุสาสนฺติ. อุปสมฺปทาเปกฺขา ตเถว วิตฺถายนฺติ, มงฺกู โหนฺติ, น สกฺโกนฺติ วิสฺสชฺเชตุํ. ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. อนุชานามิ ภิกฺขเว เอกมนฺตํ อนุสาสิตฺวา สํฆมชฺเฌ อนฺตรายิเก ธมฺเม ปุจฺฉิตุํ. เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว อนุสาสิตพฺโพ:

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๖๓. อุปสัมปทาวิธิ

ว่าด้วยอุปสมบทวิธี

เรื่องอุปสัมบันถูกโรคเบียดเบียน

สมัยนั้น กุลบุตรทั้งหลายที่อุปสมบทแล้ว ปรากฏเป็นโรคเรื้อนก็มี โรคฝีก็มี โรคกลากก็มี โรคมองคร่อก็มี โรคลมบ้าหมูก็มี

ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนี้ให้พระผู้มีพระภาคทรงทราบ

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สงฆ์ผู้จะให้อุปสมบท ถามอันตรายิกธรรม ๑๓ ข้อได้”

เรื่องถามอันตรายิกธรรมกับอุปสัมปทาเปกขะ

ภิกษุทั้งหลาย ก็แลพึงถามอุปสัมปทาเปกขะอย่างนี้

อาพาธเช่นนี้ของเจ้ามีอยู่หรือ คือ โรคเรื้อน โรคฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ โรคลมบ้าหมู เจ้าเป็นมนุษย์หรือ เจ้าเป็นชายหรือ เจ้าเป็นไทหรือ เจ้าไม่มีหนี้หรือ เจ้าไม่ใช่ราชภัฏหรือ มารดาบิดาอนุญาตเจ้าแล้วหรือ เจ้ามีอายุครบ ๒๐ ปีหรือ บาตรและจีวรของเจ้ามีครบแล้วหรือ เจ้าชื่ออะไร อุปัชฌาย์ของเจ้าชื่ออะไร

เรื่องสอนซ้อมก่อนถามอันตรายิกธรรม

สมัยนั้น พวกภิกษุถามอันตรายิกธรรมกับพวกอุปสัมปทาเปกขะผู้ยังมิได้สอน ซ้อม พวกอุปสัมปทาเปกขะย่อมสะทกสะท้าน เก้อเขิน ไม่อาจตอบได้ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนี้ให้พระผู้มีพระภาคทรงทราบ

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สอนซ้อมจึงถาม อันตรายิกธรรมภายหลัง”

พวกภิกษุ ก็สอนซ้อมในท่ามกลางสงฆ์นั่นแหละ พวกอุปสัมปทาเปกขะก็สะทก สะท้าน เก้อเขิน ไม่อาจตอบเช่นเดิมภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนี้ให้พระผู้มีพระภาคทรงทราบ

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สอนซ้อม ณ ที่สมควร จึงถามอันตรายิกธรรมในท่ามกลางสงฆ์”ภิกษุทั้งหลาย ก็แลพึงสอนซ้อมอุปสัมปทาเปกขะอย่างนี้

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ปฐมํ อุปชฺฌํ คาหาเปตพฺโพ, อุปชฺฌํ คาหาเปตฺวา ปตฺตจีวรํ อาจิกฺขิตพฺพํ: อยนฺเต ปตฺโต, อยํ สงฺฆาฏิ, อยํ อุตฺตราสงฺโค, อยํ อนฺตรวาสโก. คจฺฉ อมุมฺหิ โอกาเส ติฏฺฐาหีติ.

พาลา อพฺยตฺตา อนุสาสนฺติ, ทุรนุสิฏฺฐา อุปสมฺปทาเปกฺขา วิตฺถายนฺติ, มงฺกู โหนฺติ, น สกฺโกนฺติ วิสฺสชฺเชตุํ. ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. น ภิกฺขเว พาเลน อพฺยตฺเตน อนุสาสิตพฺโพ. โย อนุสาเสยฺย, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส. อนุชานามิ ภิกฺขเว พฺยตฺเตน ภิกฺขุนา ปฏิพเลน อนุสาสิตุนฺติ. อสมฺมตา อนุสาสนฺติ. ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. น ภิกฺขเว อสมฺมเตน อนุสาสิตพฺโพ. โย อนุสาเสยฺย, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส. อนุชานามิ ภิกฺขเว สมฺมเตน อนุสาสิตุํ. เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว สมฺมนฺนิตพฺโพ. อตฺตนา วา อตฺตานํ สมฺมนฺนิตพฺพํ, ปเรน วา ปโร สมฺมนฺนิตพฺโพ.

กถญฺจ อตฺตนา ว อตฺตานํ สมฺมนฺนิตพฺพํ ? พฺยตฺเตน ภิกฺขุนา ปฏิพเลน สํโฆ ญาเปตพฺโพ “สุณาตุ เม ภนฺเต สํโฆ, อิตฺถนฺนาโม อิตฺถนฺนามสฺส อายสฺมโต อุปสมฺปทาเปกฺโข, ยทิ สํฆสฺส ปตฺตกลฺลํ, อหํ อิตฺถนฺนามํ อนุสาเสยฺยนฺ”ติ. เอวํ อตฺตนา ว อตฺตานํ สมฺมนฺนิตพฺพํ.

กถญฺจ ปเรน ปโร สมฺมนฺนิตพฺโพ ? พฺยตฺเตน ภิกฺขุนา ปฏิพเลน สํโฆ ญาเปตพฺโพ “สุณาตุ เม ภนฺเต สํโฆ, อิตฺถนฺนาโม อิตฺถนฺนามสฺส อายสฺมโต อุปสมฺปทาเปกฺโข, ยทิ สํฆสฺส ปตฺตกลฺลํ, อิตฺถนฺนาโม อิตฺถนฺนามํ อนุสาเสยฺยา”ติ เอวํ ปเรน ปโร สมฺมนฺนิตพฺโพ.

เตน สมฺมเตน ภิกฺขุนา อุปสมฺปทาเปกฺโข อุปสงฺกมิตฺวา เอวมสฺส วจนีโย “สุณสิ อิตฺถนฺนาม อยนฺเต สจฺจกาโล ภูตกาโล, ยํ ชาตํ, ตํ สํฆมชฺเฌ ปุจฺฉนฺเต, สนฺตํ ‘อตฺถี’ติ วตฺตพฺพํ, อสนฺตํ ‘นตฺถี’ติ วตฺตพฺพํ, มา โข วิตฺถาสิ, (๑) มา โข มงฺกุ อโหสิ, เอวนฺตํ ปุจฺฉิสฺสนฺติ- สนฺติ เต เอวรูปา อาพาธา: กุฏฺฐํ คณฺโฑ กิลาโส โสโส อปมาโร ? มนุสฺโสสิ ? ปุริโสสิ ? ภุชิสฺโสสิ ? อนโณสิ ? นสิ ราชภโฏฺ ? อนุญฺญาโตสิ มาตาปิตูหิ ? ปริปุณฺณวีสติวสฺโสสิ ? ปริปุณฺณนฺเต ปตฺตจีวรํ ? กินฺนาโมสิ ? โกนาโม เต อุปชฺฌาโย”ติ.

เอกโต อาคจฺฉนฺติ. น ภิกฺขเว เอกโต อาคนฺตพฺพํ, อนุสาสเกน ปฐมตรํ อาคนฺตฺวา สํโฆ ญาเปตพฺโพ “สุณาตุ เม ภนฺเต สํโฆ, อิตฺถนฺนาโม อิตฺถนฺนามสฺส อายสฺมโต อุปสมฺปทาเปกฺโข, อนุสิฏฺโฐ โส มยา; ยทิ สํฆสฺส ปตฺตกลฺลํ, อิตฺถนฺนาโม อาคจฺเฉยฺยา”ติ. “อาคจฺฉาหี”ติ วตฺตพฺโพ.

เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ การาเปตฺวา ภิกฺขูนํ ปาเท วนฺทาเปตฺวา อุกฺกุฏิกํ นิสีทาเปตฺวา อญฺชลึ ปคฺคณฺหาเปตฺวา อุปสมฺปทํ ยาจาเปตพฺโพ “สํฆมฺภนฺเต อุปสมฺปทํ ยาจามิ, อุลฺลุมฺปตุ มํ ภนฺเต สํโฆ อนุกมฺปํ อุปาทาย. ทุติยมฺปิ ภนฺเต สํฆํ อุปสมฺปทํ ยาจามิ, อุลฺลุมฺปตุ มํ ภนฺเต สํโฆ อนุกมฺปํ อุปาทาย. ตติยมฺปิ ภนฺเต สํฆํ อุปสมฺปทํ ยาจามิ, อุลฺลุมฺปตุ มํ ภนฺเต สํโฆ อนุกมฺปํ อุปาทายา”ติ. พฺยตฺเตน ภิกฺขุนา ปฏิพเลน สํโฆ ญาเปตพฺโพ-

“สุณาตุ เม ภนฺเต สํโฆ, อยํ อิตฺถนฺนาโม อิตฺถนฺนามสฺส อายสฺมโต อุปสมฺปทาเปกฺโข, ยทิ สํฆสฺส ปตฺตกลฺลํ, อหํ อิตฺถนฺนามํ อนฺตรายิเก ธมฺเม ปุจฺเฉยฺยนฺ”ติ. สุณสิ อิตฺถนฺนาม อยนฺเต สจฺจกาโล ภูตกาโล, ยํ ชาตํ, ตํ ปุจฺฉามิ, สนฺตํ ‘อตฺถี’ติ วตฺตพฺพํ, อสนฺตํ ‘นตฺถี’ติ วตฺตพฺพํ, สนฺติ เต เอวรูปา อาพาธา: กุฏฺฐํ คณฺโฑ กิเลโส โสโส อปมาโร ? มนุสฺโสสิ ? ปุริโสสิ ? ภุชิสฺโสสิ ? อณโณสิ ? นสิ ราชภโฏ ? อนุญฺญาโตสิ มาตาปิตูหิ ? ปริปุณฺณวีสติวสฺโสสิ ? ปริปุณฺณนฺเต ปตฺตจีวรํ ? กินฺนาโมสิ ? โกนาโม เต อุปชฺฌาโยติ. พฺยตฺเตน ภิกฺขุนา ปฏิพเลน สํโฆ ญาเปตพฺโพ-

Footnotes (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. 1ฉ.ม. สี. วิตฺถายิ
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

คำบอกบาตรและจีวร

ในเบื้องต้น พึงให้อุปสัมปทาเปกขะถืออุปัชฌาย์ ครั้นให้ถืออุปัชฌาย์ แล้วพึงบอกบาตรและจีวรว่า “นี้บาตร นี้สังฆาฏิ นี้อุตตราสงค์ นี้อันตรวาสก ของเจ้า เจ้าจงออกไปยืนที่โน้น”

เรื่องภิกษุโง่เขลาสอนซ้อม

พวกภิกษุผู้โง่เขลาไม่ฉลาด สอนซ้อม พวกอุปสัมปทาเปกขะถูกสอนซ้อมไม่ดี ก็สะทกสะท้าน เก้อเขิน ไม่สามารถตอบได้

ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนี้ให้พระผู้มีพระภาคทรงทราบ

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้โง่เขลาไม่ฉลาด ไม่พึงสอนซ้อม รูปใดสอนซ้อม ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้ฉลาด สามารถสอนซ้อม”

เรื่องภิกษุยังไม่ได้รับแต่งตั้งสอนซ้อม

พวกภิกษุผู้ยังไม่ได้รับแต่งตั้งสอนซ้อม ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนี้ให้พระ ผู้มีพระภาคทรงทราบ

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุยังไม่ได้รับแต่งตั้งไม่พึงสอนซ้อม รูปใดสอนซ้อม ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้ได้รับแต่งตั้ง สอนซ้อม”ภิกษุทั้งหลาย พึงแต่งตั้งอย่างนี้ ตนเองแต่งตั้งตนเองก็ได้ ภิกษุรูปหนึ่ง แต่งตั้งภิกษุอีกรูปหนึ่งก็ได้

วิธีแต่งตั้งตนและกรรมวาจา

อย่างไรเล่า ชื่อว่าตนเองแต่งตั้งตนเอง คือ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้ สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจาว่า

ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขะของท่านผู้มี ชื่อนี้ ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้ว ข้าพเจ้าชื่อนี้ จะสอนซ้อมผู้มีชื่อนี้อย่างนี้ ชื่อว่าตนเองแต่งตั้งตนเอง

วิธีแต่งตั้งผู้อื่นและกรรมวาจา

อย่างไรเล่า ชื่อว่าภิกษุรูปหนึ่งแต่งตั้งภิกษุอีกรูปหนึ่ง คือ ภิกษุผู้ฉลาด สามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจาว่า

ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขะของท่านผู้มี ชื่อนี้ ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้ว ท่านผู้มีชื่อนี้พึงสอนซ้อมผู้มีชื่อนี้

อย่างนี้ ชื่อว่าภิกษุรูปหนึ่งแต่งตั้งภิกษุอีกรูปหนึ่ง

ภิกษุผู้ได้รับแต่งตั้งนั้น พึงเข้าไปหาอุปสัมปทาเปกขะกล่าวแล้วอย่างนี้ว่า

แน่ะผู้มีชื่อนี้ เจ้าฟังนะ นี้เป็นกาลสัตย์ กาลจริงของเจ้า เมื่อภิกษุผู้สอนซ้อม ถามในท่ามกลางสงฆ์ถึงสิ่งที่เกิด สิ่งที่มี พึงบอกว่า “มี” ไม่มีก็พึงบอกว่า “ไม่มี” เจ้าอย่าสะทกสะท้าน อย่าเก้อเขิน ภิกษุผู้สอนซ้อมจักถามเจ้าอย่างนี้ว่า ‘อาพาธ เช่นนี้ของเจ้ามีอยู่หรือ คือ โรคเรื้อน โรคฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ โรคลมบ้าหมู เจ้าเป็นมนุษย์หรือ เจ้าเป็นชายหรือ เจ้าเป็นไทหรือ เจ้าไม่มีหนี้หรือ เจ้าไม่ใช่ ราชภัฏหรือ มารดาบิดาอนุญาตเจ้าแล้วหรือ เจ้ามีอายุครบ ๒๐ ปีแล้วหรือ เจ้ามีบาตรและจีวรครบแล้วหรือ เจ้าชื่ออะไร อุปัชฌาย์ของเจ้าชื่ออะไร’

เรื่องห้ามผู้สอนซ้อมกับอุปสัมปทาเปกขะเดินมาพร้อมกัน

ภิกษุผู้สอนซ้อมกับอุปสัมปทาเปกขะเดินมาพร้อมกัน พระผู้มีพระภาครับ สั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้สอนซ้อมกับอุปสัมปทาเปกขะ ไม่พึงเดินมาพร้อมกัน ภิกษุผู้สอนซ้อมพึงเดินมาก่อน แล้วประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจาว่าท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขะของท่านผู้มี ชื่อนี้ ข้าพเจ้าสอนซ้อมเขาแล้ว ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้ว ผู้มีชื่อนี้พึงมาได้พึงเรียกอุปสัมปทาเปกขะว่า “เจ้าจงเข้ามาเถิด”

คำขออุปสมบท

พึงให้อุปสัมปทาเปกขะห่มอุตตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง กราบเท้าภิกษุทั้งหลาย นั่งกระโหย่ง ประนมมือ ขออุปสมบทว่า

ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าขออุปสมบทต่อสงฆ์ สงฆ์โปรดช่วยอนุเคราะห์ยก ข้าพเจ้าขึ้นเถิด

ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าขออุปสมบทต่อสงฆ์ เป็นครั้งที่ ๒ สงฆ์โปรดช่วย อนุเคราะห์ยกข้าพเจ้าขึ้นเถิด

ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าขออุปสมบทต่อสงฆ์ เป็นครั้งที่ ๓ สงฆ์โปรดช่วย อนุเคราะห์ยกข้าพเจ้าขึ้นเถิด

คำแต่งตั้งตนเพื่อถามอันตรายิกธรรม

ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจาว่า

ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขะของท่านผู้ มีชื่อนี้ ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้ว ข้าพเจ้าพึงถามอันตรายิกธรรมกับผู้มีชื่อนี้ ดังนี้แน่ะผู้มีชื่อนี้ เจ้าฟังนะ นี้เป็นกาลสัตย์ กาลจริงของเจ้า เราจะถามสิ่งที่เกิด สิ่งที่มี พึงบอกว่า “มี” ไม่มีก็พึงบอกว่า “ไม่มี” อาพาธเช่นนี้ของเจ้ามีอยู่หรือ คือ โรคเรื้อน โรคฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ โรคลมบ้าหมู เจ้าเป็นมนุษย์หรือ เจ้าเป็นชายหรือ เจ้าเป็นไทหรือ เจ้าไม่มีหนี้หรือ เจ้าไม่ใช่ราชภัฏหรือ มารดาบิดา อนุญาตเจ้าแล้วหรือ เจ้ามีอายุครบ ๒๐ ปีหรือ บาตรและจีวรของเจ้ามีครบแล้วหรือ เจ้าชื่ออะไร อุปัชฌาย์ของเจ้าชื่ออะไร

บาลี (มหาจุฬาฯ)

“สุณาตุ เม ภนฺเต สํโฆ, อยํ อิตฺถนฺนาโม อิตฺถนฺนามสฺส อายสฺมโต อุปสมฺปทาเปกฺโข, ปริสุทฺโธ อนฺตรายิเกหิ ธมฺเมหิ, ปริปุณฺณสฺส ปตฺตจีวรํ. อิตฺถนฺนาโม สํฆํ อุปสมฺปทํ ยาจติ อิตฺถนฺนาเมน อุปชฺฌาเยน, ยทิ สํฆสฺส ปตฺตกลฺลํ, สํโฆ อิตฺถนฺนามํ อุปสมฺปาเทยฺย อิตฺถนฺนาเมน อุปชฺฌาเยน; เอสา ญตฺติ.

สุณาตุ เม ภนฺเต สํโฆ, อยํ อิตฺถนฺนาโม อิตฺถนฺนามสฺส อายสฺมโต อุปสมฺปทาเปกฺโข, ปริสุทฺโธ อนฺตรายิเกหิ ธมฺเมหิ, ปริปุณฺณสฺส ปตฺตจีวรํ, อิตฺถนฺนาโม สํฆํ อุปสมฺปทํ ยาจติ อิตฺถนฺนาเมน อุปชฺฌาเยน, สํโฆ อิตฺถนฺนามํ อุปสมฺปาเทติ อิตฺถนฺนาเมน อุปชฺฌาเยน, ยสฺสายสฺมโต ขมติ อิตฺถนฺนามสฺส อุปสมฺปทา อิตฺถนฺนาเมน อุปชฺฌาเยน, โส ตุณฺหสฺส, ยสฺส นกฺขมติ, โส ภาเสยฺย.

ทุติยมฺปิ เอตมตฺถํ วทามิ. สุณาตุ เม ภนฺเต สํโฆ, อยํ อิตฺถนฺนาโม อิตฺถนฺนามสฺส อายสฺมโต อุปสมฺปทาเปกฺโข, ปริสุทฺโธ อนฺตรายิเกหิ ธมฺเมหิ, ปริปุณฺณสฺส ปตฺตจีวรํ, อิตฺถนฺนาโม สํฆํ อุปสมฺปทํ ยาจติ อิตฺถนฺนาเมน อุปชฺฌาเยน. สํโฆ อิตฺถนฺนามํ อุปสมฺปาเทติ อิตฺถนฺนาเมน อุปชฺฌาเยน, ยสฺสายสฺมโต ขมติ อิตฺถนฺนามสฺส อุปสมฺปทา อิตฺถนฺนาเมน อุปชฺฌาเยน, โส ตุณฺหสฺส, ยสฺส นกฺขมติ, โส ภาเสยฺย.

ตติยมฺปิ เอตมตฺถํ วทามิ. สุณาตุ เม ภนฺเต สํโฆ, อยํ อิตฺถนฺนาโม อิตฺถนฺนามสฺส อายสฺมโต อุปสมฺปทาเปกฺโข, ปริสุทฺโธ อนฺตรายิเกหิ ธมฺเมหิ, ปริปุณฺณสฺส ปตฺตจีวรํ,. อิตฺถนฺนาโม สํฆํ อุปสมฺปทํ ยาจติ อิตฺถนฺนาเมน อุปชฺฌาเยน, สํโฆ อิตฺถนฺนามํ อุปสมฺปาเทติ อิตฺถนฺนาเมน อุปชฺฌาเยน, ยสฺสายสฺมโต ขมติ อิตฺถนฺนามสฺส อุปสมฺปทา อิตฺถนฺนาเมน อุปชฺฌาเยน, โส ตุณฺหสฺส, ยสฺส นกฺขมติ, โส ภาเสยฺย. อุปสมฺปนฺโน สํเฆน อิตฺถนฺนาโม อิตฺถนฺนาเมน อุปชฺฌาเยน ขมติ สํฆสฺส; ตสฺมา ตุณฺหี เอวเมตํ ธารยามี”ติ. อุปสมฺปทากมฺมํ นิฏฺฐิตํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ญัตติจตุตถกรรมอุปสัมปทา

ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจาว่า

ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขะของ ท่านผู้มีชื่อนี้ บริสุทธิ์จากอันตรายิกธรรมทั้งหลาย เขามีบาตรและจีวรครบแล้ว ผู้มีชื่อนี้ขออุปสมบทต่อสงฆ์ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌาย์ ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้ว สงฆ์พึงให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบท มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌาย์ นี่เป็นญัตติ

ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขะของท่านผู้มี ชื่อนี้ บริสุทธิ์จากอันตรายิกธรรมทั้งหลาย เขามีบาตรและจีวรครบแล้ว ผู้มีชื่อนี้ขอ อุปสมบทต่อสงฆ์ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌาย์ สงฆ์ให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบท มีท่าน ผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌาย์ ท่านรูปใดเห็นด้วยกับการให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบท มีท่านผู้มีชื่อนี้ เป็นอุปัชฌาย์ ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วงแม้ครั้งที่ ๒ ข้าพเจ้ากล่าวความนี้ ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้ เป็นอุปสัมปทาเปกขะของท่านผู้มีชื่อนี้ บริสุทธิ์จากอันตรายิกธรรมทั้งหลาย เขามี

บาตรและจีวรครบแล้ว ผู้มีชื่อนี้ขออุปสมบทต่อสงฆ์ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌาย์ สงฆ์ให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบท มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌาย์ ท่านรูปใดเห็นด้วยกับการให้ผู้ มีชื่อนี้อุปสมบท มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌาย์ ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วงแม้ครั้งที่ ๓ ข้าพเจ้ากล่าวความนี้ ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้ เป็นอุปสัมปทาเปกขะของท่านผู้มีชื่อนี้ บริสุทธิ์จากอันตรายิกธรรมทั้งหลาย เขามี บาตรและจีวรครบแล้ว ผู้มีชื่อนี้ขออุปสมบทต่อสงฆ์ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌาย์ สงฆ์ให้ผู้มีชื่อนี้อุปสมบท มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌาย์ ท่านรูปใดเห็นด้วยกับการให้ผู้ มีชื่อนี้อุปสมบท มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌาย์ ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วงท่านผู้มีชื่อนี้ สงฆ์ให้อุปสมบทแล้ว มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌาย์ สงฆ์เห็นด้วย เพราะฉะนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอถือความนิ่งนั้น เป็นมติอย่างนี้

อุปสัมปทาวิธิ จบ

End of อุปสมบทกรรม