arnon.worldSign in

พระวินัยปิฎก มหาวรรค · มหาขันธกะ

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เล่ม ๔

Text layerBuddha’s wordsItems ๑๓–๑๗ (Royal Thai)10/52 in มหาขันธกะ4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระวินัยปิฎก มหาวรรค มหาขันธกะ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร (Royal Thai Volume 4 · Mahachula Volume 4 · Mahamakut Volume 6 · Chaloem Phrakiat Volume 4)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 4, pp. 25–31

Page 25

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสามารถให้ภิกษุปัญจวัคคีย์ยอมเข้าใจได้แล้ว ลำดับนั้น ภิกษุปัญจวัคคีย์ได้ยอมเชื่อฟังพระผู้มีพระภาคเจ้า ยอมเงี่ยโสตลงสดับ ตั้งจิตเพื่อรู้ยิ่ง

ทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

ปฐมเทศนา

{๑๓} [๑๓] ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับสั่งกะภิกษุปัญจวัคคีย์ว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนสุด ๒ อย่างนี้อันบรรพชิตไม่ควรเสพ คือ การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย ซึ่งเป็นธรรมอันต่ำ เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑ การประกอบความลำบากแก่ตน ซึ่งเป็นทุกข์ ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อปฏิบัติสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุด ๒ อย่างเหล่านั้นอันตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน

ดูก่อนภิกษุทั้หลาย ก็ข้อปฏิบัติสายกลางที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพานนั้นเป็นไฉน

ข้อปฏิบัติสายกลางนั้น ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ คือ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ๑ สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ ๑ สัมมาวาจา การเจรจาชอบ ๑ สัมมากัมมันตะ การงานชอบ ๑ สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีวิตชอบ ๑ สัมมาวายามะ ความพยายามชอบ ๑ สัมมาสติ ความระลึกชอบ ๑ สัมมาสมาธิ ความตั้งใจมั่นชอบ ๑

Page 26

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือข้อปฏิบัติสายกลาง นั้นอันตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน

{๑๔} [๑๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขอริยสัจนี้แล คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ ความประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้แล คือ ตัณหาอันทำให้เกิดในภพใหม่ ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ มีความเพลิดเพลินยิ่งนักในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อริยมรรคมีองค์ ๘ ได้ชื่อว่า ข้อปฏิบัติสายกลาง หรือมัชฌิมาปฏิปทา มีอธิบายดังนี้ กิเลสทั้งหลายมีโลภะและโทสะเป็นต้นนับเป็นทางสุดโต่งอันหนึ่ง นอกจากนี้ กามสุขัลลิกานุโยค (การประกอบตนให้พัวพันในกามสุข) อัตตกิลมถานุโยค (การประกอบความลำบากแก่ตน) สัสสตทิฏฐิ (ความเห็นว่าเที่ยง) อุจเฉททิฏฐิ (ความเห็นว่าขาดสูญ) ก็นับเป็นทางสุดโต่งแต่ละขั้ว แต่อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ไม่จัดเข้า ไม่ข้องแวะ ไม่ผูกพันด้วยทางสุดโต่งแต่ละทางดังกล่าวมานั้นเลย กล่าวคือพ้นเด็ดขาดแล้วจากทางสุดโต่งเหล่านั้น (ม.มู.อ. ๑/๑๑๓)
  2. ๒อุปาทานขันธ์ ๕ คำว่า อุปาทานขันธ์ แปลว่า กองแห่งความถือมั่น หมายถึงกลุ่มธรรมหรือ หมวดธรมอันเป็นปัจจัยแห่งความถือมั่น (ที.ม.อ. ๓๙๘, ม.มู.อ. ๑/๓๐๓) มี ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ (ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๕, สํ.ข. (แปล) ๑๗/๔๘, ขุ.ปฏิ.อ. ๑/๑๒๐)
  3. ๓กามตัณหา ตัณหาในกามคุณ หมายถึงความอยากในอารมณ์มีรูปเป็นต้นที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจ ความอยากได้กามคุณคือสิ่งสนองความต้องการทางประสาทสัมผัสทั้ง ๕ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) เป็นชื่อของกามคุณ ๕ ภวตัณหา ตัณหาในภพ หมายถึงความอยากในภาวะของตัวตนที่จะได้จะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง อยากเป็น อยากคงอยู่ตลอดไป ความติดใจอยู่ในรูปภพ อรูปภพ หรือติดใจในฌานสมาบัติ ซึ่งประกอบด้วยสัสสตทิฏฐิ วิภวตัณหา ตัณหาในวิภพ หมายถึง ความอยากในความพรากพ้นไปแห่งตัวตนจากความเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งอันไม่น่าปรารถนา อยากทำลาย อยากให้ดับสูญ ซึ่งประกอบด้วยอุจเฉททิฏฐิ (นัย ที.ปา.อ. ๑๘๒, ที.ม.อ. ๙๘, สํ.ข.อ. ๒๙๐, ขุ.อิติ.อ. ๒๒๖-๒๒๗, ขุ.ม.อ. ๓๙, อภิ.วิ.อ. ๑๑๙)
Page 27

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขนิโรธอริยสัจนี้แล คือ ความคลายกำหนัด และความดับโดยไม่เหลือ ความสละ ความสลัดทิ้ง ความปล่อยวาง ความไม่อาลัยตัณหานั้นนั่นแหละ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้แล คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ คือ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ๑ สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ ๑ สัมมาวาจา การเจรจาชอบ ๑ สัมมากัมมันตะ การงานชอบ ๑ สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีวิตชอบ ๑ สัมมาวายามะ ความพยายามชอบ ๑ สัมมาสติ ความระลึกชอบ ๑ สัมมาสมาธิ ความตั้งใจมั่นชอบ ๑{๑๕} [๑๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ‘นี้คือ ทุกขอริยสัจ’

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ‘ทุกขอริยสัจนี้ นั้นแลควรกำหนดรู้’

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ‘ทุกขอริยสัจนี้ นั้นแลเราได้กำหนดรู้แล้ว’

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ‘นี้คือทุกขสมุทัยอริยสัจ’

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ‘ทุกขสมุทัยอริยสัจ นี้นั้นแลควรละ’

Page 28

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ‘ทุกขสมุทัยอริยสัจ นี้นั้นแลเราละได้แล้ว’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ‘นี้คือทุกขนิโรธ อริยสัจ’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ‘ทุกขนิโรธอริยสัจนี้ นั้นแลควรทำให้แจ้ง’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ‘ทุกขนิโรธอริยสัจนี้ นั้นแล

เราได้ทำให้แจ้งแล้ว’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ‘นี้คือทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ‘ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแลควรให้เจริญ’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ‘ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแลเราได้ให้เจริญแล้ว’

Page 29

{๑๖} [๑๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเราในอริยสัจ ๔ นี้ ซึ่งมีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ยังไม่หมดจดดีแล้วเพียงใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราก็ยังไม่ปฏิญาณตนว่าเป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลก ตลอดทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์เพียงนั้นดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเรา ในอริยสัจ ๔ นี้ ซึ่งมีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้หมดจดดีแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อนั้น เราจึงปฏิญาณตนว่าเป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลก ตลอดทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์อนึ่ง ปัญญาอันรู้เห็นได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า ‘ความพ้นวิเศษของเรา ไม่กลับกำเริบอีก ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ภพใหม่ไม่มีต่อไป’

ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไวยากรณภาษิต นี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านโกณฑัญญะว่า

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ หมายถึงญาณทัสสนะทั้ง ๓ คือ สัจจญาณ (หยั่งรู้สัจจะ) กิจจญาณ (หยั่งรู้กิจอันควรทำ) และกตญาณ (หยั่งรู้กิจอันทำแล้ว) วนรอบไปในอริยสัจ ๔ แต่ละข้อ ๆ ดังนี้ (๑) สัจจญาณ ความรู้เห็นอริยสัจ ๔ ตามเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (๒) กิจจญาณ ความรู้เห็นกิจอันควรทำในอริยสัจ ๔ ว่า ทุกข์นี้ควรกำหนดรู้ ทุกขสมุทัยนี้ควรละ ทุกขนิโรธนี้ควรทำให้แจ้ง ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทานี้ควรเจริญ (๓) กตญาณ ความรู้เห็นกิจอันทำในอริยสัจ ๔ แล้วว่า ทุกข์นี้กำหนดรู้แล้ว ทุกขสมุทัยนี้ละแล้ว ทุกขนิโรธนี้ทำให้แจ้งแล้ว ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทานี้เจริญแล้ว ญาณ ๓ × อริยสัจ ๔ รวมเป็นญาณทัสสนะ ๑๒ จึงชื่อว่ามีอาการ ๑๒ (นัย สัง.ม.อ. ๓/๓๘๐)
  2. ๒ไวยากรณภาษิต คือพระพุทธพจน์ที่ตรัสเป็นความร้อยแก้วล้วนๆ กล่าวคือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรนี้ไม่มีคาถาหรือลักษณะของนวังคสัตถุศาสน์อื่นๆ เจือปน จึงชื่อว่า เวยยากรณะ หรือ ไวยากรณ์ ซึ่งเป็นองค์หนี่งในบรรดานวังคสัตถุศาสน์ หรือองค์แห่งคำสอนของพระศาสดา ๙ (นัย วิ.อ. ๑/๒๖, ที.สี.อ. ๑๒๐, สารตฺถ. ๓/๒๒๐, ที.สี.ฏี. ๒๗๘)
Page 30

“สิ่งใดสิ่งหนี่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา”

{๑๗} [๑๗] ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศพระธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว เหล่าภุมมเทพ ได้บันลือเสียงว่า “นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้พระนครพาราณสี ซึ่งสมณะ พราหมณ์ เทพ มาร พรหม หรือใคร ๆ ใน โลกยังประกาศให้เป็นไปไม่ได้ปวงเทพชั้นจาตุมหาราชได้ยินเสียงของปวงภุมมเทพแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป

ปวงเทพชั้นดาวดึงส์ได้ยินเสียงของปวงเทพชั้นจาตุมหาราชแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป

ปวงเทพชั้นยามา ...

ปวงเทพชั้นดุสิต ...

ปวงเทพชั้นนิมมานรดี ...

ปวงเทพชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ...

ปวงเทพที่นับเนื่องในหมู่พรหมได้ยินเสียงของปวงเทพชั้นปรนิมมิตวสวัตดีแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไปว่า “นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้พระนครพาราณสี ซึ่งสมณะ พราหมณ์ เทพ มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลกยังประกาศให้เป็นไปไม่ได้”ชั่วขณะกาลครู่หนึ่งนั้น เสียงฟูฟุ้งขึ้นไปจนถึงพรหมโลกด้วยประการฉะนี้แล

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ภุมมเทพ หมายถึงเทวดาพวกหนึ่งที่สิงสถิตอยู่บนภาคพื้น
Page 31

ทั้งหมื่นโลกธาตุ นี้ได้หวั่นไหวสะเทือนสะท้านแล้ว ทั้งแสงสว่างอันยิ่ง ใหญ่หาประมาณมิได้ได้ปรากฏแล้วในโลกล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งพระอุทานว่า “ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ” เพราะเหตุนั้น คำว่า “อัญญาโกณฑัญญะ” นี้จึงได้เป็นชื่อของท่านพระโกณฑัญญะ ด้วยประการฉะนี้

ปัญจวัคคีย์ทูลขอบรรพชาอุปสมบท

{๑๘} [๑๘] ครั้งนั้นแล ท่านอัญญาโกณฑัญญะผู้ได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ ว่า “ขอข้าพระองค์พึงได้บรรพชาพึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด”ดังนี้แล้วได้ตรัสต่อไปว่า “ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด”

พระวาจานั้นแลได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุนั้นแล้ว

{๑๙} [๑๙] ครั้นต่อมา พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงประทานโอวาทสั่งสอนภิกษุ ทั้งหลายที่เหลือจากนั้นด้วยธรรมีกถา เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทาน โอวาทสั่งสอนด้วยธรรมีกถาอยู่ ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านวัปปะและท่านภัททิยะว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา”

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑โลกธาตุ สถานที่อยู่ของหมู่สัตว์ที่กำหนดเป็นขอบเขตหรือจักรวาลหนึ่งๆ (ที.สี.ฏี. ๒๒๗)
  2. ๒ธรรมีกถา หมายถึงถ้อยคำ การพูด หรือข้อสนทนาที่ประกอบด้วยกถาวัตถุ ๑๐ (ม.มู.อ. ๒/๗)

End of ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร