พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ · ลสุณวรรค
สิกขาบทที่ ๑ เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา เล่ม ๓
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๔๗–๑๕๓ (Royal Thai)1/10 in ลสุณวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ ลสุณวรรค สิกขาบทที่ ๑ เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา (Royal Thai Volume 3 · Mahachula Volume 3 · Mahamakut Volume 5 · Chaloem Phrakiat Volume 3)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 3, pp. 132–136
แม่เจ้าทั้งหลาย ธรรมคือปาจิตตีย์ สิกขาบทนี้แลมาสู่อุทเทส
๑.ลสุณวรรค
สิกขาบทที่ ๑
เรื่องภิกษุณีฉันกระเทียม
{๑๔๗} [๗๙๓] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล อุบาสกคนหนึ่งได้ปวารณากระเทียมไว้แก่ภิกษุณีสงฆ์ว่า“แม่เจ้าเหล่าใด ต้องการกระเทียม กระผมขอปวารณาถวายกระเทียมแม่เจ้าเหล่านั้น” และ ยังได้สั่งคนเฝ้าไร่ไว้ด้วยว่า “ถ้าภิกษุณีทั้งหลายมาขอ จงถวายท่านไปรูปละ ๒ - ๓ จุก” ก็สมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถีกำลังมีงานมหรสพ กระเทียม
- ๑ปาจิตติยกัณฑ์ ตอนหรือส่วนว่าด้วยอาบัติปาจิตตีย์ของฝ่ายภิกษุณีสงฆ์ ซึ่งเป็นปาจิตตีย์ล้วน ๆ เรียกว่าสุทธิกปาจิตตีย์ มี ๑๖๖ สิกขาบท แบ่งเป็น ๑๖ วรรค โดยแยกเป็น อสาธารณบัญญัติ ๙ วรรค ๙๖ สิกขาบท คือ (๑) ลสุณวรรค (๒) อันธการวรรค (๓) นัคควรรค (๔) ตุวัฏฏวรรค (๕) จิตตาคารวรรค (๖) อารามวรรค (๗) คัพภินีวรรค (๘) กุมารีภูตวรรค (๙) ฉัตตุปาหนวรรค และ สาธารณบัญญัติ ๗ วรรค ๗๐ สิกขาบท คือ (๑๐) มุสาวาทวรรค (๑๑) ภูตคามวรรค (๑๒) โภชนวรรค (๑๓) จาริตตวรรค (๑๔) โชติวรรค (๑๕) ทิฏฐิวรรค (๑๖) ธัมมิกวรรค แต่ละ วรรคมี ๑๐ สิกขาบท ยกเว้นวรรคที่ ๘ และที่ ๙ มีวรรคละ ๑๓ สิกขาบท ในภิกขุนีวิภังค์นี้ แสดงไว้เฉพาะปาจิตตีย์ที่เป็นอสาธารณบัญญัติ ๙๖ สิกขาบท
- ๒คำว่า ปาจิตตีย์ แปลว่า การล่วงละเมิดที่ทำกุศลจิตกล่าวคือกุศลธรรมของผู้จงใจล่วงละเมิดให้ ตกไป หมายถึงสิ่งที่ทำให้จิตตกต่ำ เมื่อจิตตกตํ่าก็ทำให้ดำเนินทางผิดต่ออริยมรรค และเป็น เหตุให้เกิดความลุ่มหลงในทางผิด (นัย วิ.อ. ๓/๔๘๕) จัดเป็นลหุกาบัติ คืออาบัติเบา และ เป็นสเตกิจฉา คือยังพอแก้ไขได้ เมื่อภิกษุณีต้องเข้าแล้ว สามารถพ้นได้ด้วยเทสนาวิธี คือ แสดงความผิดต่อหน้าสงฆ์ คณะ หรือภิกษุณีด้วยกัน
- ๓หมวดว่าด้วยกระเทียม ตั้งชื่อวรรคตามความแห่งสิกขาบทที่ ๑ นี้
เท่าที่เขานำมาส่งได้หมดไปภิกษุณีทั้งหลายพากันเข้าไปหาอุบาสกคนนั้น แล้วได้กล่าวว่า “คุณ พวกเราต้องการกระเทียม”
อุบาสกกล่าวว่า “กระเทียมไม่มี แม่เจ้าทั้งหลาย กระเทียมเท่าที่ เขานำมาส่งหมดไปแล้ว ขอท่านทั้งหลายได้โปรดไปที่ไร่”
ภิกษุณีถุลลนันทาได้ไปที่ไร่ ให้ขนกระเทียมไปมากมายไม่รู้จัก ประมาณ คนเฝ้าไร่จึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย ไปถึงไร่แล้วจึงได้ไม่รู้จักประมาณ ให้ขนกระเทียมไปตั้งมากมายเล่า”
ภิกษุณีทั้งหลายได้ยินคนเฝ้าไร่เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดา ภิกษุณีผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนแม่เจ้า ถุลลนันทาจึงได้ไม่รู้จักประมาณ ให้ขนกระเทียมไปตั้งมากมายเล่า”...
ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท
{๑๔๘}พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุณีถุลลนันทาไม่รู้จักประมาณ ให้ขนกระเทียมไป ตั้งมากมาย จริงหรือ”
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉน ภิกษุณีถุลลนันทาจึงได้ไม่รู้จักประมาณให้ขนกระเทียมเขาไปตั้งมากมาย เล่า การกระทำของถุลลนันทาภิกษุณีนั้นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวง ชนที่ยังไม่เลื่อมใสหรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของถุลลนันทาภิกษุณีนั้นเป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใส ของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสและเพื่อความกลายเป็นอื่นไปของคนบางพวกที่ เลื่อมใสแล้ว”
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงตำหนิภิกษุณีถุลลนันทาโดยอเนกปริยาย ดังนี้แล้วทรงทำธรรมีกถาอันสมควรแก่เรื่องนั้นอันเหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า
เรื่องหงส์ทอง
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ภิกษุณีถุลลนันทาได้เคยเกิด เป็นภรรยาของพราหมณ์คนหนึ่ง มีธิดา ๓ คน ชื่อนันทา ๑ นันทวดี ๑ สุนทรีนันทา ๑ ครั้นพราหมณ์สามีถึงแก่กรรมแล้วไปบังเกิดในกำเนิดหงส์ ตระกูลหนึ่งมีขนเป็นทองทั้งตัวหงส์นั้นสลัดขนให้แก่สตรีเหล่านั้นคน ละขนแต่ถุลลนันทาภิกษุณีคิดว่า“หงส์สลัดขนให้แก่พวกเราคนละขน เท่านั้น”จึงได้จับพญาหงส์นั้นถอนขนจนเกลี้ยงขนพญาหงส์นั้นที่งอก ใหม่ได้กลายเป็นสีขาวไปดูก่อนภิกษุทั้งหลายครั้งนั้น ภิกษุณีถุลลนันทาได้เสื่อมจากทอง เพราะความโลภจัด มาบัดนี้ก็เสื่อมจากกระเทียม
{๑๔๙}ได้สิ่งใดแล้ว ควรยินดีสิ่งนั้น เพราะความโลภ จัดเป็นความชั่วร้ายเหมือนถุลลนันทาจับพญาหงส์ ถอนขนแล้วเสื่อมจากทองฉะนั้น
{๑๕๐}ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิภิกษุณีถุลลนันทาโดยอเนกปริยายดังนี้ แล้ว ...
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง อย่างนี้ว่า
พระพุทธบัญญัติ
[๗๙๔] อนึ่ง ภิกษุณีใดฉันกระเทียม เป็นปาจิตตีย์
สิกขาบทวิภังค์
{๑๕๑} [๗๙๕] คำว่า อนึ่ง...ใด ความว่า ภิกษุณีใด คือ ผู้เช่นใด...
คำว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุณี เพราะว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ทรง ประสงค์ว่า ‘ภิกษุณี’ ในข้อความตอนนี้
ที่ชื่อว่า กระเทียม ตรัสหมายถึงกระเทียมที่เกิดในแคว้นมคธ ภิกษุณีรับประเคนด้วยหมายใจว่าจักฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ ฉัน ต้อง อาบัติปาจิตตีย์ทุก ๆ คำกลืน
บทภาชนีย์
ติกปาจิตตีย์
{๑๕๒} [๗๙๖] กระเทียม ภิกษุณีสำคัญว่าเป็นกระเทียม ฉัน ต้องอาบัติ ปาจิตตีย์
กระเทียม ภิกษุณีสงสัย ฉัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์
กระเทียม ภิกษุณีสำคัญว่ามิใช่กระเทียม ฉัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์
ทุกทุกกฏ
มิใช่กระเทียม ภิกษุณีสำคัญว่าเป็นกระเทียม ฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ มิใช่กร ะเทียม ภิกษุณีสงสัย ฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ
ไม่ต้องอาบัติ
มิใช่กระเทียม ภิกษุณีสำคัญว่ามิใช่กระเทียม ฉัน ไม่ต้องอาบัติ
อนาปัตติวาร
{๑๕๓} [๗๙๗] ภิกษุณีฉันกระเทียมเหลือง ๑ฉันกระเทียมแดง ๑ ฉัน กระเทียมเขียว ๑ ฉันกระเทียมต้นไม่มีเยื่อ ๑ ฉันกระเทียมที่ปรุงลงในแกง ๑
ฉันกระเทียมที่ปรุงลงในเนื้อ ๑ ฉันกระเทียมเจียวนํ้ามัน ๑ ฉันกระเทียม ที่ปรุงลงในนํ้าพุทรา ๑ฉันกระเทียมที่ปรุงลงในแกงอ่อม ๑ ภิกษุณีผู้ วิกลจริต ๑ ภิกษุณีผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุณีเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ สิกขาบทที่ ๑
สิกขาบทที่ ๒
เรื่องภิกษุณีถอนขนในที่แคบ
{๑๕๔} [๗๙๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุณีฉัพพัคคีย์ให้ถอนขนในที่แคบแล้วเปลือยกายอาบนํ้าท่าเดียวกันกับ พวกหญิงแพศยาในแม่นํ้าอจิรวดี พวกหญิงแพศยาพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า“ไฉนภิกษุณีทั้งหลายจึงได้ให้ถอนขนในที่แคบเหมือนพวก หญิงคฤหัสถ์ผู้บริโภคกามเล่า”ภิกษุณีทั้งหลายได้ยินหญิงแพศยาเหล่านั้นพากันเพ่งโทษติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์จึงได้ให้ถอนขนในที่แคบ ...
ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ทราบมาว่าพวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์ได้ให้ถอนขนในที่แคบ จริงหรือ”
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉนพวก ภิกษุณีฉัพพัคคีย์จึงได้ให้ถอนขนในที่แคบเล่าการกระทำของพวกภิกษุณี ฉัพพัคคีย์นั้นนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...
End of สิกขาบทที่ ๑ เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา