arnon.worldSign in

พระวินัยปิฎก จุลวรรค · เสนาสนะขันธกะ

เรื่องพระอุปนนท์หวงกันเสนาสนะไว้ ๒ แห่ง เล่ม ๗

Text layerBuddha’s wordsItems ๒๘๓ (Royal Thai)11/19 in เสนาสนะขันธกะ4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

๓. ตติยภาณวาร

๓. ตติยภาณวาร

เรื่องพระอุปนันทศากยบุตรจองเสนาสนะ

พระวินัยปิฎก จุลวรรค เสนาสนะขันธกะ เรื่องพระอุปนนท์หวงกันเสนาสนะไว้ ๒ แห่ง (Royal Thai Volume 7 · Mahachula Volume 7 · Mahamakut Volume 9 · Chaloem Phrakiat Volume 7)

บาลี (มหาจุฬาฯ), vol. 7, pp. 90–91 · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒), vol. 7, pp. 137–138

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา อุปนนฺโท สกฺยปุตฺโต สาวตฺถิยํ เสนาสนํ คเหตฺวา อญฺญตรํ คามกาวาสํ อคมาสิ, ตตฺรปิ(๑) เสนาสนํ อคฺคเหสิ. อถ โข เตสํ ภิกฺขูนํ เอตทโหสิ “อยํ โข(๒) อาวุโส อายสฺมา อุปนนฺโท สกฺยปุตฺโต ภณฺฑนการโก กลหการโก วิวาทการโก ภสฺสการโก สํเฆ อธิกรณการโก, สจายํ อิธ วสฺสํ วสิสฺสติ, สพฺเพ ว มยํ น ผาสุ วสิสฺสาม,(๓) หนฺท นํ ปุจฺฉามา”ติ. อถ โข เต ภิกฺขู อายสฺมนฺตํ อุปนนฺทํ สกฺยปุตฺตํ เอตทโวจุํ “นนุ ตยา อาวุโส อุปนนฺท สาวตฺถิยํ เสนาสนํ คหิตนฺ”ติ. เอวมาวุโสติ. กึ ปน ตฺวํ อาวุโส อุปนนฺท เอโก เทฺว ปฏิพาหสีติ. อิทานาหํ อาวุโส มุญฺจามิ, ตตฺถ คณฺหามีติ. เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา สนฺตุฏฺฐา ฯเปฯ

เต อุชฺฌายนฺติ ขิยฺยนฺติ วิปาเจนฺติ “กถํ หิ นาม อายสฺมา อุปนนฺโท สกฺยปุตฺโต เอโก เทฺว ปฏิพาเหสฺสตี”ติ. ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯเปฯ สจฺจํ กิร ตฺวํ อุปนนฺท เอโก เทฺว ปฏิพาหสีติ. สจฺจํ ภควาติ. วิครหิ พุทฺโธ ภควา “กถํ หิ นาม ตฺวํ โมฆปุริส เอโก เทฺว ปฏิพาเหสฺสสิ,(๔) ตตฺถ ตยา โมฆปุริส คหิตํ อิธ มุกฺกํ,(๕) อิธ ตยา คหิตํ(๖) ตตฺร มุกฺกํ.๒ เอวํ โข ตฺวํ โมฆปุริส อุภยตฺถ ปริพาหิโร. เนตํ โมฆปุริส อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ วิครหิตฺวา ฯเปฯ ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ “น ภิกฺขเว เอเกน เทฺว ปฏิพาเหตพฺพา; โย ปฏิพาเหยฺย, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสา”ติ.

Footnotes (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. 1อิ.ฉ.ม. ตตฺถปิ
  2. 2ฉ.ม. โปตฺถเก โขสทฺโท น ทิสฺสติ
  3. 3ฉ.ม. ภวิสฺสาม
  4. 4ฉ.ม. ปฏิพาหิสฺสติ,
  5. 5ฉ.ม. มุตฺตํ
  6. 6ฉ.ม. อิธ ตยา คหิตํ
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สมัยนั้น ท่านพระอุปนันทศากยบุตรถือเสนาสนะในกรุงสาวัตถี แล้ว เดินทางไปอาวาสใกล้หมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง ได้ถือเสนาสนะในที่นั้นอีก

ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายได้ปรึกษากันดังนี้ว่า “ท่านอุปนันทศากยบุตรนี้เป็นผู้ ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ก่อความวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ ในสงฆ์ ถ้าท่านอุปนันทศากยบุตรจะจำพรรษาในอาวาสนี้ พวกเราทั้งหมดจะอยู่ ไม่ผาสุก อย่ากระนั้นเลย พวกเราจะถามท่านอุปนันทศากยบุตร” ลำดับนั้น ภิกษุ เหล่านั้นจึงถามท่านพระอุปนันทศากยบุตรดังนี้ว่า “ท่านอุปนันทะ ท่านถือเสนาสนะ ในกรุงสาวัตถีแล้วมิใช่หรือ”ท่านพระอุปนันทศากยบุตรตอบว่า “ใช่แล้ว ท่านทั้งหลาย”

ภิกษุทั้งหลายถามว่า “ท่านรูปเดียว เหตุใดจึงหวงเสนาสนะไว้ถึง ๒ แห่งเล่า”

ท่านพระอุปนันทศากยบุตรตอบว่า “กระผมจะสละเสนาสนะที่นี่ไปเดี๋ยวนี้แล้ว จะถือเสนาสนะในกรุงสาวัตถีนั้น”

บรรดาภิกษุมักน้อยสันโดษ ฯลฯ ตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนท่าน อุปนันทศากยบุตรจึงหวงเสนาสนะไว้ถึง ๒ แห่งเล่า”

ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ

พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามท่านพระอุปนันทะว่า “อุปนันทะ ทราบว่า เธอ เพียงรูปเดียวหวงเสนาสนะไว้ ๒ แห่งจริงหรือ”

พระอุปนันทะทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “โมฆะบุรุษ ไฉนเธอผู้เดียวจึงหวงเสนาสนะ ไว้ถึง ๒ แห่งเล่า โมฆบุรุษ เธอถือในที่นั้นแล้วสละในที่นี้ ถือในที่นี้แล้วสละในที่นั้น โมฆบุรุษ เมื่อเป็นเช่นนี้เธอก็จะคลาดจากเสนาสนะทั้ง ๒ แห่ง โมฆบุรุษ การ กระทำอย่างนี้มิได้ทำคนที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส ฯลฯ” ครั้นทรงตำหนิแล้ว ฯลฯ ทรงแสดงธรรมีกถารับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรูปเดียวไม่พึงหวง เสนาสนะไว้ ๒ แห่ง รูปใดหวงไว้ ต้องอาบัติทุกกฏ”

End of เรื่องพระอุปนนท์หวงกันเสนาสนะไว้ ๒ แห่ง