พระวินัยปิฎก จุลวรรค · วัตตขันธกะ
มูลเหตุสัทธิวิหาริกวัตร เล่ม ๗
Text layerBuddha’s wordsItems ๔๔๐–๔๔๑ (Royal Thai)12/15 in วัตตขันธกะ4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระวินัยปิฎก จุลวรรค วัตตขันธกะ มูลเหตุสัทธิวิหาริกวัตร (Royal Thai Volume 7 · Mahachula Volume 7 · Mahamakut Volume 9 · Chaloem Phrakiat Volume 7)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 7, pp. 278–284
สัทธิวิหาริกไม่บอกอุปัชฌาย์ก่อน ไม่พึงให้บาตรแก่ภิกษุบางรูป ไม่ พึงรับบาตรของภิกษุบางรูป ไม่พึงให้จีวรแก่ภิกษุบางรูป ไม่พึงรับจีวรของ ภิกษุบางรูป ไม่พึงให้บริขารแก่ภิกษุบางรูป ไม่พึงรับบริขารของภิกษุบางรูป ไม่พึงปลงผมให้ภิกษุบางรูป ไม่พึงให้ภิกษุบางรูปปลงผมให้ ไม่พึงทำ บริกรรมให้ภิกษุบางรูป ไม่พึงให้ภิกษุบางรูปทำบริกรรมให้ ไม่พึงทำความ ขวนขวายแก่ภิกษุบางรูป ไม่พึงสั่งให้ภิกษุบางรูปทำความขวนขวาย ไม่พึง เป็นปัจฉาสมณะของภิกษุบางรูป ไม่พึงพาภิกษุบางรูปไป เป็นปัจฉาสมณะ ไม่พึงนำบิณฑบาตไปให้ภิกษุบางรูป ไม่พึงให้ภิกษุบางรูปนำบิณฑบาตมาให้ไม่บอกลาอุปัชฌาย์ก่อน ไม่พึงเข้าบ้าน ไม่พึงไปป่าช้า ไม่พึงหลีก ไปสู่ทิศ
ถ้าอุปัชฌาย์อาพาธ พึงพยาบาลจนตลอดชีวิต พึงรอจนกว่าท่าน จะหาย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นอุปัชฌาย์วัตรของสัทธิวิหาริกทั้งหลาย ซึ่งสัทธิวิหาริกพึงประพฤติโดยชอบในอุปัชฌาย์”
ว่าด้วยเรื่องสัทธิวิหาริกวัตร
{๔๔๐} [๓๗๗] ก็โดยสมัยนั้นแล พระอุปัชฌาย์ทั้งหลายไม่ประพฤติโดย ชอบในสัทธิวิหาริก บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระอุปัชฌาย์ทั้งหลายจึงได้ไม่ประพฤติโดยชอบใน สัทธิวิหาริกเล่า” แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบ มาว่าอุปัชฌาย์ทั้งหลายไม่ประพฤติโดยชอบในสัทธิวิหาริก จริงหรือ”
- ๑พึงดูเทียบ สัทธิวิหาริกวัตตกถา ในมหาขันธกะ วิ.มหา. (แปล) ๔/๖๗/๑๐๕-๑๐๙
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิ ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสัทธิวิหาริกวัตร โดยประการที่อุปัชฌาย์จะพึงประพฤติโดยชอบในสัทธิวิหาริก
ธรรมเนียมปฏิบัติในสัทธิวิหาริก
{๔๔๑} [๓๗๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุปัชฌาย์พึงประพฤติโดยชอบใน สัทธิวิหาริก วิธีประพฤติโดยชอบในสัทธิวิหาริกนั้น ดังต่อไปนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุปัชฌาย์พึงสงเคราะห์อนุเคราะห์สัทธิวิหาริก ด้วยสอนบาลี ด้วยสอนอรรถกถา ด้วยตักเตือน ด้วยพร่ำสอน
ถ้าอุปัชฌาย์มีบาตร สัทธิวิหาริกไม่มีบาตร อุปัชฌาย์พึงให้บาตรแก่ สัทธิวิหาริก หรือพึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ บาตร จึงจะเกิดขึ้นแก่สัทธิวิหาริก’
ถ้าอุปัชฌาย์มีจีวร สัทธิวิหาริกไม่มีจีวร อุปัชฌาย์พึงให้จีวรแก่ สัทธิวิหาริก หรือพึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ จีวรจึง จะเกิดขึ้นแก่สัทธิวิหาริก’
ถ้าอุปัชฌาย์มีบริขาร สัทธิวิหาริกไม่มีบริขาร อุปัชฌาย์พึงให้บริขาร แก่สัทธิวิหาริก หรือพึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ บริขารจึงจะเกิดขึ้นแก่สัทธิวิหาริก’
ถ้าสัทธิวิหาริกอาพาธ อุปัชฌาย์พึงลุกแต่เข้าตรู่แล้วให้ไม้ชำระฟัน ให้นํ้าล้างหน้า ปูอาสนะไว้ ถ้าข้าวยาคูมี พึงล้างภาชนะแล้วนำข้าวยาคู เข้าไปให้ เมื่อสัทธิวิหาริกดื่มข้าวยาคูแล้ว พึงให้น้ำ รับภาชนะมา ถือต่ำ ๆ อย่าให้กระทบ ล้างให้สะอาดแล้วเก็บไว้ เมื่อสัทธิวิหาริกหายแล้ว พึงเก็บ อาสนะ ถ้าที่ตรงนั้นเปรอะเปื้อน พึงเก็บกวาดที่นั้นเสีย
ถ้าสัทธิวิหาริกประสงค์จะเข้าบ้าน พึงให้ผ้านุ่ง พึงรับผ้านุ่งผลัดมา พึงให้ประคดเอว พึงพับสังฆาฏิเป็นชั้นให้ พึงล้างบาตรแล้วให้พร้อมทั้ง นํ้าด้วย พึงปูอาสนะที่นั่งฉันไว้ด้วยกำหนดในใจว่า ‘เพียงเวลาเท่านี้ สัทธิวิหาริกจักกลับมา’ พึงเตรียมตั้งนํ้าล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า ไว้ พึงลุกขึ้นรับบาตรและจีวร พึงให้ผ้านุ่งผลัด พึงรับผ้านุ่งมาถ้าจีวรชุ่มเหงื่อ พึงผึ่งแดดไว้ครู่หนึ่ง แต่ไม่พึงผึ่งทิ้งไว้ที่แดด
พึงพับจีวร เมื่อพับจีวร พึงพับให้เหลื่อมมุมกัน ๔ นิ้ว ด้วยตั้งใจว่า จะได้ไม่มีรอยหักตรงกลาง พึงสอดประคดเอวไว้ในขนดอันตรวาสก
ถ้าบิณฑบาตมี และสัทธิวิหาริกประสงค์จะฉัน พึงให้นํ้าแล้วนำ บิณฑบาตเข้าไปให้ พึงถามสัทธิวิหาริกด้วยนํ้าฉัน เมื่อสัทธิวิหาริกฉันแล้ว พึงให้นํ้า รับบาตรมา ถือต่ำ ๆ อย่าให้กระทบ ล้างให้สะอาด เช็ดให้แห้ง แล้วผึ่งไว้ที่แดดครู่หนึ่ง แต่ไม่พึงผึ่งทิ้งไว้ที่แดด
พึงเก็บบาตรจีวร เมื่อเก็บบาตร พึงใช้มือข้างหนึ่งจับบาตร ใช้มือ ข้างหนึ่งคลำใต้เตียงหรือใต้ตั่งแล้วจึงเก็บบาตร แต่ไม่พึงเก็บบาตรไว้บน พื้นที่ไม่มีสิ่งใดรอง
เมื่อเก็บจีวร พึงใช้มือข้างหนึ่งจับจีวรไว้ ใช้มือข้างหนึ่งลูบราวจีวร หรือสายระเดียงแล้วจึงเก็บจีวรเอาชายไว้ด้านนอก ขนดไว้ด้านใน
เมื่อสัทธิวิหาริกลุกขึ้นแล้ว พึงเก็บอาสนะ เก็บนํ้าล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า ถ้าที่ตรงนั้นเปรอะเปื้อน พึงเก็บกวาดที่นั้นเสีย
ถ้าสัทธิวิหาริกประสงค์จะสรงนํ้า พึงจัดนํ้าสรงให้ ถ้าต้องการนํ้าเย็น พึงจัดนํ้าเย็นให้ ถ้าต้องการนํ้าร้อน พึงจัดน้ำร้อนให้
ถ้าสัทธิวิหาริกประสงค์จะเข้าเรือนไฟ พึงบดจุรณแช่ดินไว้ ถือตั่ง สำหรับเรือนไฟ ให้ตั้งสำหรับเรือนไฟแล้วรับจีวรมาวางไว้ ณ ที่สมควร ข้างหนึ่ง พึงให้จุรณ ให้ดิน
ถ้าอุตสาหะอยู่ ก็พึงเข้าเรือนไฟ เมื่อเข้าเรือนไฟ พึงเอาดินทาหน้า ปิดทั้งข้างหน้าทั้งข้างหลังแล้วจึงเข้าเรือนไฟ ไม่พึงนั่งเบียดภิกษุผู้เถระ ไม่ พึงห้ามกันอาสนะภิกษุใหม่ พึงทำบริกรรมแก่สัทธิวิหาริกในเรือนไฟ
เมื่อออกจากเรือนไฟ พึงถือตั่งสำหรับเรือนไฟ แล้วปิดทั้งข้างหน้า ทั้งข้างหลังออกจากเรือนไฟ
พึงทำบริกรรมแก่สัทธิวิหาริกแม้ในนํ้า อาบเสร็จแล้วพึงขึ้นมาก่อน ทำตัวของตนให้แห้ง นุ่งผ้าแล้วพึงเช็ดนํ้าจากตัวของสัทธิวิหาริก พึงให้ ผ้านุ่ง พึงให้ผ้าสังฆาฏิ พึงถือตั่งสำหรับเรือนไฟมาก่อนแล้วปูอาสนะไว้ เตรียมนํ้าล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้าไว้ พึงถามสัทธิวิหาริกด้วย น้ำฉันสัทธิวิหาริกอยู่ในวิหารแห่งใด ถ้าวิหารแห่งนั้นรก ถ้าอุตสาหะอยู่ พึงปัดกวาดเสีย เมื่อปัดกวาดวิหาร พึงขนบาตรจีวรออกก่อนแล้ววางไว้ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พึงขนผ้าปูนั่งและผ้าปูนอน ขนฟูก หมอน ออกวางไว้ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง
เตียงตั่ง อุปัชฌาย์พึงยกต่ำ ๆ ขนออกให้เรียบร้อย อย่าให้ครูดสี อย่าให้กระทบกระแทกบานและกรอบประตู แล้วตั้งไว้ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง เขียงรองเท้าเตียง กระโถน พนักอิง พึงขนออกวางไว้ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง เครื่องปูพื้น พึงสังเกตตามที่ปูไว้เดิมแล้วขนออกวางไว้ ณ ที่สมควรข้างหนึ่งถ้าในวิหารมีหยากไย่ พึงกวาดจากเพดานลงมาก่อน กรอบหน้าต่าง และมุมห้องพึงเช็ดเสีย ถ้าฝาที่เขาทำบริกรรมไว้ด้วยยางไม้หรือพื้นที่เขาทำ ทาสีดำไว้ขึ้นรา พึงเอาผ้าชุบน้ำบิดแล้วเช็ดเสีย ถ้าพื้นที่เขามิได้แต่งไว้ พึงเอาน้ำประพรมแล้วเช็ดเสียด้วยตั้งใจว่า ‘วิหารอย่าได้ฟุ้งไปด้วยฝุ่นละออง’ พึงเก็บกวาดหยากเยื่อทิ้งเสีย ณ ที่สมควรข้างหนึ่งเครื่องลาดพื้นพึงผึ่งแดด ชำระ สลัดเสีย แล้วขนกลับปูไว้ตามเดิม เขียงรองเท้าเตียงพึงผึ่งแดด ขัดเช็ดเสียแล้วขนกลับตั้งไว้ในที่เดิม เตียงตั่ง
พึงผึ่งแดด ขัดถู เคาะเสีย ยกต่ำ ๆ ขนกลับไปให้ดี ๆ อย่าให้ครูดสี อย่าให้กระทบกระแทกบานและกรอบประตูแล้วตั้งไว้ตามเดิม
ฟูก หมอน ผ้าปูนั่ง และผ้าปูนอนพึงผึ่งแดด ทำให้สะอาด ตบเสีย แล้วนำกลับวางปูไว้ตามเดิม กระโถน พนักอิงพึงผึ่งแดด เช็ด ถูเสีย แล้วขนกลับไปตั้งไว้ตามเดิม
พึงเก็บบาตรจีวร เมื่อเก็บบาตร พึงใช้มือข้างหนึ่งจับบาตร ใช้มือ ข้างหนึ่งคลำใต้เตียงหรือใต้ตั่งแล้วจึงเก็บบาตร แต่ไม่พึงวางบาตรบนพื้นที่ ไม่มีสิ่งใดรอง
เมื่อเก็บจีวร พึงใช้มือข้างหนึ่งจับจีวรไว้ ใช้มือข้างหนึ่งลูบราวจีวร หรือสายระเดียงแล้วเก็บจีวรเอาชายไว้ด้านนอก ขนดไว้ด้านใน
ถ้ามีลมที่มีฝุ่นผงพัดมาแต่ทิศตะวันออก พึงปิดหน้าต่างด้านตะวันออก ถ้าพัดมาแต่ทิศตะวันตก พึงปิดหน้าต่างด้านตะวันตก ถ้าพัดมาแต่ทิศเหนือ พึงปิดหน้าต่างด้านเหนือ ถ้าพัดมาแต่ทิศใต้ พึงปิดหน้าต่างด้านใต้ ถ้า เป็นฤดูหนาว พึงเปิดหน้าต่างกลางวัน พึงปิดกลางดิน ถ้าเป็นฤดูร้อน พึงปิดหน้าต่างกลางวัน พึงเปิดกลางดินถ้าบริเวณ ซุ้มนํ้า โรงฉัน โรงไฟ วัจกุฎีรกรุงรัง พึงปิดกวาดเสีย ถ้านํ้าฉันนํ้าใช้ไม่มี พึงจัดตั้งไว้ ถ้านํ้าในหม้อชำระไม่มี พึงตักนํ้ามาใส่ไว้ ในหม้อชำระ
ถ้าความกระสันเกิดขึ้นแก่สัทธิวิหาริก อุปัชฌาย์พึงช่วยระงับหรือพึง วานภิกษุอื่นให้ช่วยระงับ หรือพึงแสดงธรรมกถาแก่สัทธิวิหาริกนั้น ถ้า ความรำคาญเกิดขึ้นแก่สัทธิวิหาริก อุปัชฌาย์พึงช่วยบรรเทาหรือพึงวาน ภิกษุอื่นให้ช่วยบรรเทา หรือพึงแสดงธรรมกถาแก่สัทธิวิหาริกนั้น ถ้าความ เห็นผิดเกิดขึ้นแก่สัทธิวิหาริก อุปัชฌาย์พึงบอกให้สละเสีย หรือพึงวาน ภิกษุอื่นให้ช่วยบอกให้สละเสีย หรือพึงแสดงธรรมกถาแก่สัทธิวิหาริกนั้น
ถ้าสัทธิวิหาริกต้องอาบัติหนัก ควรอยู่ปริวาส อุปัชฌาย์พึงทำความ ขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์พึงให้ปริวาสแก่สัทธิวิหาริก’ ถ้าสัทธิวิหาริกควรชักเข้าหาอาบัติเดิม อุปัชฌาย์พึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์พึงชักสัทธิวิหาริกเข้าหาอาบัติเดิม’ ถ้า สัทธิวิหาริกควรประพฤติมานัต อุปัชฌาย์พึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วย อุบายอย่างไรหนอ สงฆ์พึงให้มานัตแก่สัทธิวิหาริก’ ถ้าสัทธิวิหาริกควร อัพภาน อุปัชฌาย์พึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์ พึงอัพภานสัทธิวิหาริก’ถ้าสงฆ์ปรารถนาจะทำกรรมแก่สัทธิวิหาริก คือ ตัชชะนียกรรม นิยส กรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม
หรืออุกเขปนียกรรม อุปัชฌาย์ พึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์จึงจะไม่ทำกรรมแก่ สัทธิวิหาริก หรือสงฆ์พึงน้อมไปเพื่อกรรมสถานเบา’ หรือสัทธิวิหาริกนั้น ถูกสงฆ์ลงตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม หรือ อุกเขปนียกรรมแล้ว อุปัชฌาย์พึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไร หนอ สัทธิวิหาริกพึงประพฤติชอบ พึงหายเย่อหยิ่ง พึงประพฤติแก้ตัวได้ สงฆ์พึงระงับกรรมนั้นเสีย’ถ้าสัทธิวิหาริกมีจีวรที่จะต้องซัก อุปัชฌาย์พึงบอกว่า ‘เธอพึงซักอย่าง นี้ หรือพึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ใคร ๆ พึงซัก จีวรของสัทธิวิหาริก’ ถ้าสัทธิวิหาริกมีจีวรที่จะต้องทำ อุปัชฌาย์พึงบอกว่า ‘เธอพึงทำอย่างนี้’ หรือพึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ใคร ๆ พึงทำจีวรของสัทธิวิหาริก’ ถ้าสัทธิวิหาริกมีน้ำย้อมที่จะต้องต้ม อุปัชฌาย์พึงบอกว่า ‘เธอพึงต้มอย่างนี้’ หรือพึงทำความขวนขวายว่า ‘ด้วย อุบายอย่างไรหนอ ใคร ๆ พึงต้มนํ้าย้อมของสัทธิวิหาริก’ ถ้าสัทธิวิหาริกมี จีวรที่จะต้องย้อม อุปัชฌาย์พึงบอกว่า ‘เธอพึงย้อมอย่างนี้’ หรือพึงทำ ความขวนขวายว่า ‘ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ใคร ๆ พึงย้อมจีวรของสัทธิวิหาริก’
เมื่อย้อมจีวร พึงย้อมพลิกกลับไปกลับมาให้ดี ๆ เมื่อหยดนํ้าย้อมยังไม่ สะเด็ด ไม่พึงหลีกไปเสีย
ถ้าสัทธิวิหาริกอาพาธ พึงพยาบาลจนตลอดชีวิต พึงรอจนกว่าจะหาย
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นสัทธิวิหาริกวัตรของอุปัชฌาย์ทั้งหลาย ซึ่งอุปัชฌาย์ทั้งหลายพึงประพฤติโดยชอบในสัทธิวิหาริก”
จบ ทุติยภาณวาร
ว่าด้วยเรื่องอาจริยวัตร
{๔๔๒} [๓๗๙] ก็โดยสมัยนั้นแล อันเตวาสิกทั้งหลายไม่ประพฤติโดยชอบใน อาจารย์ บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนอันเตวาสิกทั้งหลายจึงได้ไม่ประพฤติโดยชอบในอาจารย์เล่า’, แล้ว กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบ มาว่าอันเตวาสิกทั้งหลายไม่ประพฤติโดยชอบในอาจารย์ จริงหรือ"ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า"
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิ ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะ ภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติอาจริยวัตรแก่ ภิกษุอันเตวาสิกทั้งหลาย โดยประการที่ภิกษุอันเตวาสิกทั้งหลายพึง ประพฤติโดยชอบในอาจารย์
- ๑พึงดูเทียบ อาจริยวัตตกถา ในมหาขันธกะ วิ.มหา. (แปล) ๔/๗๘/๑๒๘-๑๓๓
End of มูลเหตุสัทธิวิหาริกวัตร