พระวินัยปิฎก จุลวรรค · ภิกขุนีขันธกะ
พุทธานุญาตให้ทำกรรม เล่ม ๗
Text layerBuddha’s wordsItems ๕๒๘–๕๓๓ (Royal Thai)5/20 in ภิกขุนีขันธกะ4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระวินัยปิฎก จุลวรรค ภิกขุนีขันธกะ พุทธานุญาตให้ทำกรรม (Royal Thai Volume 7 · Mahachula Volume 7 · Mahamakut Volume 9 · Chaloem Phrakiat Volume 7)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 7, pp. 361–364
พระพุทธานุญาตให้ภิกษุณีรับอาบัติกันเอง
{๕๒๗} สมัยนั้น ภิกษุณีทั้งหลายพบภิกษุที่ถนนก็ดี ที่ตรอกก็ดี ที่ทาง สามแยกก็ดี ก็วางบาตรไว้ที่พี้น ห่มผ้าเฉวียงบ่า นั่งกระหย่งประคองอัญชลี ทำคืนอาบัติ ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ภิกษุณี เหล่านี้เป็นเมียของภิกษุพวกนี้ ภิกษุณีเหล่านี้เป็นหญิงชู้ของภิกษุพวกนี้ ภิกษุณีเหล่านี้ล่วงเกินกันในราตรีแล้วมาขอขมาตอนนี้” ภิกษุเหล่านั้นจึง กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงรับอาบัติของภิกษุณีทั้งหลาย รูปใด รับ ต้องอาบัติทุกกฏ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุณีรับอาบัติของภิกษุณีด้วย กัน”
ภิกษุณีทั้งหลายไม่รู้ว่าจะรับอาบัติอย่างไร ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุบอกภิกษุณีทั้งหลายว่า ‘ท่านทั้งหลายพึงรับอาบัติอย่างนี้”
พระพุทธานุญาตให้ภิกษุณีทำกรรมต่าง ๆ กันเอง
{๕๒๘} [๔๐๙] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายไม่ยอมทำกรรมแก่ภิกษุณี ทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ทำกรรมแก่ภิกษุณีทั้งหลาย”
- ๑กรรม ในที่นี้หมายถึงสังฆกรรมหรือการลงโทษทางพระวินัย เช่น ตัชชนียกรรม กรรมอันสงฆ์ พึงทำแก่ภิกษุหรือภิกษุณีผู้ควรขู่ เป็นต้น (วิ.อ. ๓/๔๐๗)
ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายคิดว่า “ใครหนอพึงทำกรรมแก่ภิกษุณีทั้งหลาย” แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทำกรรมแก่ภิกษุณีทั้งหลาย”
{๕๒๙} สมัยนั้น ภิกษุณีทั้งหลายที่ถูกทำกรรมแล้วพบภิกษุที่ถนนก็ดี ที่ตรอก ก็ดี ที่ทางสามแยกก็ดี ก็วางบาตรไว้ที่พื้น ห่มผ้าเฉวียงบ่า นั่งกระหย่ง ประคองอัญชลี ขอขมาภิกษุด้วยตั้งใจว่าจะไม่ทำอย่างนั้นอีก ชาวบ้านพา กันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ภิกษุณีเหล่านี้เป็นเมียของภิกษุพวกนี้ ภิกษุณีเหล่านี้เป็นหญิงชู้ของภิกษุพวกนี้ ภิกษุณีเหล่านี้ล่วงเกินกันในราตรี แล้วมาขอขมาตอนนี้” ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงทำกรรมแก่ภิกษุณีทั้งหลาย รูปใดทำ ต้องอาบัติทุกกฏ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุณีทำกรรมแก่ภิกษุณีด้วยกัน”
ภิกษุณีทั้งหลายไม่รู้ว่าจะทำกรรมอย่างไร ภิกษุเหล่านั้นจึงกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุบอกภิกษุณีทั้งหลายว่า ‘พวกเธอพึงทำกรรมอย่างนี้”
{๕๓๐} [๔๑๐] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุณีทั้งหลายเกิดบาดหมาง เกิดทะเลาะ ถึงวิวาทกัน พูดจาทิ่มแทงกันในท่ามกลางสงฆ์อยู่ ภิกษุณีเหล่านั้นไม่ อาจระงับอธิกรณ์นั้นได้ ... ภิกษุเหล่านั้นจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระ ภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุระงับอธิกรณ์ของภิกษุณี ทั้งหลาย”
{๕๓๑} สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายระงับอธิกรณ์ของภิกษุณีทั้งหลาย ก็เมื่อภิกษุ วินิจฉัยอธิกรณ์นั้นอยู่ ปรากฏว่าภิกษุณีทั้งหลายเข้ากรรมบ้าง ต้องอาบัติ บ้าง ภิกษุณีทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ว่า “ดีแล้ว ท่านเจ้าข้า ขอพระคุณเจ้า จงทำกรรมแก่ภิกษุณีทั้งหลาย ขอพระคุณเจ้าจงรับอาบัติของภิกษุณี ทั้งหลาย เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้อย่างนี้ว่า ‘ภิกษุพึง ระงับอธิกรณ์ของภิกษุณีทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเราอนุญาตให้ภิกษุยกกรรมของพวกภิกษุณี มอบให้แก่พวกภิกษุณีเพื่อให้พวกภิกษุณีทำกรรมแก่พวกภิกษุณีเอง อนุญาต ให้ภิกษุยกอาบัติของพวกภิกษุณีมอบให้แก่พวกภิกษุณี เพื่อให้พวกภิกษุณี รับอาบัติของพวกภิกษุณีเอง”
เรื่องภิกษุณีอันเตวาสินีของภิกษุณีอุบลวรรณาเถรี
{๕๓๒} สมัยนั้น ภิกษุณีอันเตวาสินีของภิกษุณีอุบลวรรณาติดตามพระผู้มี พระภาคเจ้าเรียนวินัยอยู่ ๗ ปี นางมีสติหลงลืม วินัยที่เรียน ๆ ไว้ก็ เลอะเลือนไป นางได้ทราบข่าวว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าประสงค์จะเสด็จไป ยังพระนครสาวัตถี จึงคิดว่า “เราติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้าเรียนวินัยอยู่ ๗ ปี เรานั้นมีสติหลงลืม วินัยที่เรียนๆ ไว้ก็เลอะเลือนไป ก็การที่สตรีจะ ติดตามพระศาสดาไปตลอดชีวิต ทำได้ยาก เราจะพึงปฏิบัติอย่างไรหนอ” จึงแจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุณีทั้งหลาย ภิกษุณีเหล่านั้นจึงแจ้งเรื่องนั้นแด่ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุสอนวินัยแก่พวกภิกษุณี”
จบ ปฐมภาณวาร
๒. ทุติยภาณวาร
พระพุทธานุญาตให้ภิกษุณีสงฆ์ลงทัณฑกรรมแก่ภิกษุ
{๕๓๓} [๔๑๑] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระนครเวสาลี ตามพระพุทธาภิรมย์แล้วเสด็จจาริกไปทางพระนครสาวัตถี เสด็จจาริกไป โดยลำดับ ได้ถึงพระนครสาวัตถีแล้ว นัยว่าพระองค์ประทับอยู่ที่พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถีนั้นครั้งนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ใช้นํ้าโคลนรดภิกษุณีด้วยคิดว่า “ถ้า กระไร ภิกษุณีพึงรักใคร่ในพวกเรา” ... ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้นํ้าโคลนรดภิกษุณี รูปใดรด ต้อง อาบัติทุกกฏ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ลงทัณฑกรรมแก่ภิกษุนั้น”
ภิกษุทั้งหลายคิดว่า “พวกเราจะพึงลงทัณฑกรรมอย่างไร” จึงกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีสงฆ์พึงทำภิกษุนั้นให้เป็นผู้ไม่ควรไหว้”
พระพุทธบัญญติห้ามภิกษุอวดอวัยวะแก่ภิกษุณี
{๕๓๔} สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์เปิดกายอวดภิกษุณี เปิดขาอ่อนอวด ภิกษุณี เปิดองคชาตอวดภิกษุณี พูดเกี้ยวภิกษุณี ชักจูงบุรุษให้สมสู่กับ ภิกษุณีด้วยหวังว่า “ถ้ากระไร ภิกษุณีพึงรักใคร่ในพวกเรา” ... ภิกษุทั้งหลาย จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
- ๑ทัณฑกรรม การลงโทษ ในที่นี้ คือ การที่ภิกษุณีสงฆ์ประกาศลงโทษไม่ไหว้ภิกษุ โดยเมื่อเห็น ภิกษุนั้นก็เหมือนกับเห็นสามเณร จนกว่าภิกษุนั้นจะขอขมาโทษต่อภิกษุสงฆ์หรือภิกษุด้วยกัน แล้วภิกษุผู้แทนสงฆ์นั้นนำคำขอขมาไปแจ้งให้ภิกษุณีสงฆ์ทราบ (นัย วิ.อ. ๓/๔๐๘)
End of พุทธานุญาตให้ทำกรรม