arnon.worldSign in

พระวินัยปิฎก จุลวรรค · ภิกขุนีขันธกะ

พุทธานุญาตให้ทำกรรม เล่ม ๗

Text layerBuddha’s wordsItems ๕๒๘–๕๓๓ (Royal Thai)5/20 in ภิกขุนีขันธกะ4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

ทรงอนุญาตให้ทำกรรมเป็นต้น

พระวินัยปิฎก จุลวรรค ภิกขุนีขันธกะ พุทธานุญาตให้ทำกรรม (Royal Thai Volume 7 · Mahachula Volume 7 · Mahamakut Volume 9 · Chaloem Phrakiat Volume 7)

บาลี (มหาจุฬาฯ), vol. 7, pp. 241–243 · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒), vol. 7, pp. 326–329

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขูหิ ภิกฺขุนีนํ กมฺมํ น กริยติ. เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. อนุชานามิ ภิกฺขเว ภิกฺขุนีนํ กมฺมํ กาตุนฺติ. อถ โข ภิกฺขูนํ เอตทโหสิ “เกน นุ โข ภิกฺขุนีนํ กมฺมํ กาตพฺพนฺ”ติ. เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. อนุชานามิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ภิกฺขุนีนํ กมฺมํ กาตุนฺติ.

เตน โข ปน สมเยน กตกมฺมา ภิกฺขุนิโย รถิกายปิ วิยูเหปิ สิงฺฆาฏเกปิ ภิกฺขุํ ปสฺสิตฺวา ปตฺตํ ภูมิยํ นิกฺขิปิตฺวา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา อุกฺกุฏิกํ นิสีทิตฺวา อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวา ขมาเปนฺติ “เอวํ ปุน น กาตพฺพนฺ”ติ.(๑) มญฺญมานา. มนุสฺสา ตเถว อุชฺฌายนฺติ ขิยฺยนฺติ วิปาเจนฺติ “ชายาโย อิมา อิเมสํ, ชาริโย อิมา อิเมสํ, รตฺตึ วิมาเนตฺวา อิทานิ ขมาเปนฺตี”ติ. เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. น ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ภิกฺขุนีนํ กมฺมํ กาตพฺพํ, โย กเรยฺย, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส. อนุชานามิ ภิกฺขเว ภิกฺขุนีหิ ภิกฺขุนีนํ กมฺมํ กาตุนฺติ. ภิกฺขุนิโย น ชานนฺติ “เอวํ กมฺมํ กาตพฺพนฺ”ติ. เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. อนุชานามิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ภิกฺขุนีนํ อาจิกฺขิตุํ “เอวํ กมฺมํ กเรยฺยาถา”ติ.

Footnotes (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. 1ฉ.ม. เอวํ นูน กาตพฺพนฺติ
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายไม่ทำกรรม แก่ภิกษุณีทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลาย จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีภาคให้ทรงทราบพระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ทำกรรมแก่ภิกษุณี ทั้งหลาย”

สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายได้ปรึกษากันดังนี้ว่า “ใครหนอพึงทำกรรมแก่ภิกษุณี ทั้งหลาย” จึงไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายทำกรรม แก่ภิกษุณีทั้งหลาย”

สมัยนั้น ภิกษุณีทั้งหลายที่ถูกทำกรรมแล้ว พบภิกษุที่ถนนบ้าง ตรอกบ้าง ทางสามแพร่งบ้าง ได้วางบาตรไว้บนพื้น ห่มอุตตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง นั่งกระโหย่ง ประนมมือ ขอขมาว่า “จะไม่ทำอย่างนี้อีก”คนทั้งหลายตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ภิกษุณีเหล่านี้เป็นภรรยาของภิกษุ เหล่านี้ ภิกษุณีเหล่านี้เป็นชู้ของภิกษุเหล่านี้ ภิกษุและภิกษุณีเหล่านี้ล่วงเกินกันตอน กลางคืน เวลานี้กำลังขอขมา”ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายไม่พึงทำกรรมแก่ภิกษุณี ทั้งหลาย รูปใดทำ ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุณีทั้งหลาย ทำกรรมแก่ภิกษุณีทั้งหลาย”ภิกษุณีทั้งหลายไม่รู้ว่า “จะพึงทำกรรมอย่างนี้” ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไป กราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายบอกภิกษุณี ทั้งหลายว่า พวกเธอพึงทำกรรมอย่างนี้”

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1กรรม ในที่นี้ หมายถึงการลงโทษทางพระวินัย เช่นตัชชนียกรรมเป็นต้น (วิ.อ.๓/๔๐๙/๔๐๗)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขุนิโย สํฆมชฺเฌ ภณฺฑนชาตา กลหชาตา วิวาทาปนฺนา อญฺญมญฺญํ มุขสตฺตีหิ วิตุทนฺตา วิหรนฺติ, น สกฺโกนฺติ ตํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ. เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. อนุชานามิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ภิกฺขุนีนํ อธิกรณํ วูปสเมตุนฺติ.

เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู ภิกฺขุนีนํ อธิกรณํ วูปสเมนฺติ, ตสฺมึ โข ปน อธิกรเณ วินิจฺฉิยมาเน ทิสฺสนฺติ ภิกฺขุนิโย กมฺมปฺปตฺตาโยปิ อาปตฺติคามินิโยปิ, ภิกฺขุนิโย เอวมาหํสุ “สาธุ ภนฺเต อยฺยา ว ภิกฺขุนีนํ กมฺมํ กโรนฺตุ, อยฺยา ว ภิกฺขุนีนํ อาปตฺตึ ปฏิคฺคณฺหนฺตุ, เอวํ หิ ภควตา ปญฺญตฺตํ ภิกฺขูหิ ภิกฺขุนีนํ อธิกรณํ วูปสเมตพฺพนฺ”ติ. เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. อนุชานามิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ภิกฺขุนีนํ กมฺมํ อาโรเปตฺวา ภิกฺขุนีนํ นิยฺยาเทตุํ, ภิกฺขุนีหิ ภิกฺขุนีนํ กมฺมํ กาตุํ, ภิกฺขูหิ ภิกฺขุนีนํ อาปตฺตึ อาโรเปตฺวา ภิกฺขุนีนํ นิยฺยาเทตุํ, ภิกฺขุนีหิ ภิกฺขุนีนํ อาปตฺตึ ปฏิคฺคเหตุนฺติ.

เตน โข ปน สมเยน อุปฺปลวณฺณาย ภิกฺขุนิยา อนฺเตวาสินี ภิกฺขุนี สตฺต วสฺสานิ ภควนฺตํ อนุพนฺธา โหติ วินยํ ปริยาปุณนฺตี, ตสฺสา มุฏฺฐสฺสตินิยา คหิโต คหิโต มุสฺสติ. อสฺโสสิ โข สา ภิกฺขุนี “ภควา กิร สาวตฺถึ คนฺตุกาโม”ติ. อถ โข ตสฺสา ภิกฺขุนิยา เอตทโหสิ “อหํ โข สตฺต วสฺสานิ ภควนฺตํ อนุพนฺธึ(๑) วินยํ ปริยาปุณนฺตี, ตสฺสา เม มุฏฺฐสฺสตินิยา คหิโต คหิโต มุสฺสติ, ทุกฺกรํ โข ปน มาตุคาเมน ยาวชีวํ สตฺถารํ อนุพนฺธิตุํ, กถํ นุ โข มยา ปฏิปชฺชิตพฺพนฺ”ติ. อถ โข สา ภิกฺขุนี ภิกฺขุนีนํ เอตมตฺถํ อาโรเจสิ. ภิกฺขุนิโย ภิกฺขูนํ เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. อนุชานามิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ภิกฺขุนีนํ วินยํ วาเจตุนฺติ. ปฐมภาณวาโร นิฏฺฐิโต.

Footnotes (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. 1อิ. อนุพทฺธา
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สมัยนั้น ภิกษุณีทั้งหลายบาดหมาง ทะเลาะวิวาทกัน ใช้หอกคือปาก ทิ่มแทงกัน ท่ามกลางสงฆ์ ไม่อาจจะระงับอธิกรณ์นั้นได้

ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายระงับอธิกรณ์ ของภิกษุณีทั้งหลาย”

สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายกำลังระงับอธิกรณ์ของภิกษุณีทั้งหลาย เมื่อภิกษุทั้งหลาย กำลังวินิจฉัยอธิกรณ์อยู่ ปรากฏมีภิกษุณีทั้งหลายที่เข้ากรรม บ้าง ต้องอาบัติบ้าง ภิกษุณีทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ว่า “ดีแล้วท่านผู้เจริญ ขอพระคุณเจ้าทั้งหลายจงทำกรรม แก่ภิกษุณีทั้งหลาย ขอพระคุณเจ้าทั้งหลายจงรับอาบัติของภิกษุณีทั้งหลาย เพราะ พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า ภิกษุทั้งหลายพึงระงับอธิกรณ์ของภิกษุณีทั้งหลาย”ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายมอบการ ลงโทษภิกษุณีทั้งหลายให้แก่ภิกษุณีทั้งหลาย เพื่อให้ภิกษุณีทั้งหลายลงโทษภิกษุณี ทั้งหลายกันเอง ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายมอบการปลงอาบัติของ ภิกษุณีทั้งหลายให้แก่ภิกษุณีทั้งหลาย เพื่อให้ภิกษุณีทั้งหลายรับอาบัติกับภิกษุณี ทั้งหลายด้วยกัน”

สมัยนั้น ภิกษุณีอันเตวาสินีของภิกษุณีอุบลวรรณา ติดตามพระผู้มีพระภาค เรียนพระวินัยอยู่ ๗ ปี นางกลับมีสติฟั่นเฟือน พระวินัยที่เรียนไว้ก็เลอะเลือน นาง ทราบว่า “พระผู้มีพระภาคประสงค์จะเสด็จไปกรุงสาวัตถี จึงคิดว่า “เราติดตาม พระผู้มีพระภาค เรียนพระวินัยอยู่ ๗ ปี จนสติฟั่นเฟือน พระวินัยที่เคยเรียนไว้ ก็ เลอะเลือน การที่มาตุคามจะติดตามพระผู้มีพระภาคไปจนตลอดชีวิตเป็นเรื่องยาก เรา จะพึงปฏิบัติอย่างไรเล่า” จึงบอกเรื่องนั้นให้ภิกษุณีทั้งหลายทราบภิกษุณีทั้งหลายจึงบอกความนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายสอนวินัย แก่ภิกษุณีทั้งหลายได้” ปฐมภาณวาร จบ

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1ผู้เข้ากรรม ในที่นี้ หมายถึงผู้ควรแก่กรรมคือควรถูกลงโทษ (กมฺมปฺปตฺตาโยปีติ กมฺมารหาปิ-สารตฺถ ๓/ ๕๓๐
บาลี (มหาจุฬาฯ)

__________________ ๒. ทุติยภาณวาร อถ โข ภควา เวสาลิยํ ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา, เยน สาวตฺถี, เตน จาริกํ ปกฺกามิ, อนุปุพฺเพน จาริกํ จรมาโน, เยน สาวตฺถี, ตทวสริ. ตตฺร สุทํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม. เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู ภิกฺขุนิโย กทฺทโมทเกน โอสิญฺจนฺติ “อปฺเปวนาม อเมฺหสุ สารชฺเชยฺยุนฺ”ติ. ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. น ภิกฺขเว ภิกฺขุนา ภิกฺขุนิโย กทฺทโมทเกน โอสิญฺจิตพฺพา, โย โอสิญฺเจยฺย, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส. อนุชานามิ ภิกฺขเว ตสฺส ภิกฺขุโน ทณฺฑกมฺมํ กาตุนฺติ. อถ โข ภิกฺขูนํ เอตทโหสิ “กินฺนุ โข ทณฺฑกมฺมํ กาตพฺพนฺ”ติ. เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. อวนฺทิโย โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ ภิกฺขุนีสํเฆน กาตพฺโพติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๒. ทุติยภาณวาร

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กรุงเวสาลีตามพระอัธยาศัย แล้วเสด็จจาริกไปทางกรุงสาวัตถี เสด็จจาริกไปโดยลำดับ จนถึงกรุงสาวัตถี ทราบว่า พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถปิณฑิกคหบดี ในกรุง สาวัตถีนั้น

สมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ใช้น้ำโคลนรดภิกษุณีทั้งหลาย ด้วยคิดว่า “บางที ภิกษุณีทั้งหลายจะรักพวกเราบ้าง”

ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้น้ำโคลนรดภิกษุณี ทั้งหลาย รูปใดรด ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ลงทัณฑกรรม ภิกษุผู้ประพฤติเช่นนั้น”

สมัยนั้น ภิกษุเหล่านั้นได้ปรึกษากันดังนี้ว่า “พวกเราจะพึงลงทัณฑกรรมอย่างไร”

ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีสงฆ์พึงประกาศให้ทราบว่า ภิกษุ นั้นไม่ควรไหว้”

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1ภิกษุณีสงฆ์พึงประชุมกันในสำนักภิกษุณี ประกาศว่า “พระคุณเจ้ารูปโน้น แสดงอาการที่ไม่น่าเลื่อมใสต่อ ภิกษุณีทั้งหลาย ภิกษุณีสงฆ์พอใจที่จะไม่กราบไหว้พระคุณเจ้ารูปนั้น” ๓ ครั้ง (วิ.อ. ๓/๔๑๑/๔๐๘)

End of พุทธานุญาตให้ทำกรรม