arnon.worldSign in

พระวินัยปิฎก จุลวรรค · ปาติโมกขฐปนะขันธกะ

เรื่องพระอานนทเถระ เล่ม ๗

Text layerBuddha’s wordsItems ๔๔๗–๔๔๘ (Royal Thai)1/7 in ปาติโมกขฐปนะขันธกะ4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระวินัยปิฎก จุลวรรค ปาติโมกขฐปนะขันธกะ เรื่องพระอานนทเถระ (Royal Thai Volume 7 · Mahachula Volume 7 · Mahamakut Volume 9 · Chaloem Phrakiat Volume 7)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 7, pp. 309–312

Page 309

๙. ปาติโมกขัฏฐปนขันธกะ

๑. ปาติโมกขุทเทสยาจนะ

ว่าด้วยพระอานนท์ทูลขอให้ทรงแสดงพระปาติโมกข์

{๔๔๗} [๓๘๓] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ปุพพาราม ปราสาทของมิคารมารดา ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นเป็นวันอุโบสถ ๑๕ คํ่า พระผู้มีพระภาคเจ้ามีภิกษุสงฆ์แวดล้อมประทับนั่งอยู่ เมื่อล่วงเข้า ราตรีแล้ว ปฐมยามผ่านไปแล้ว ท่านพระอานนท์ลุกจากอาสนะ ห่มผ้า อุตตราสงค์เฉวียงบ่า ประนมมือหันไปทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ล่วงเข้า ราตรีแล้ว ปฐมยามผ่านไปแล้ว ภิกษุสงฆ์นั่งอยู่นานแล้ว ขอพระผู้มี พระภาคเจ้าทรงพระกรุณาโปรดแสดงพระปาติโมกข์แก่ภิกษุทั้งหลายเถิด พระพุทธเจ้าข้า”เมื่อพระอานนท์กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนิ่งอยู่

เมื่อมัชฌิมยามแห่งราตรีผ่านไป ท่านพระอานนท์ลุกจากอาสนะ ห่ม ผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า ประนมมือหันไปทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นครั้งที่ ๒ ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ล่วงเข้าราตรีแล้ว มัชฌิมยามผ่านไปแล้ว ภิกษุสงฆ์นั่งอยู่นานแล้ว ขอ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระกรุณาโปรดแสดงพระปาติโมกข์แก่ภิกษุทั้งหลาย เถิด พระพุทธเจ้าข้า”

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปาติโมกขัฏฐปนขันธกะ ตอนว่าด้วยการงดพระปาติโมกข์ เกี่ยวกับเรื่องการสวดพระปาติโมกข์ มีแสดงไว้โดยพิสดารแล้วในอุโปสถขันธกะ แห่งมหาวรรค (ปฐมภาค) พระบาลีวินัยปิฎก เล่ม ๔ เนื้อหาส่วนใหญ่ในขันธกะนี้เน้นเรื่องการงดปาติโมกข์ที่ไม่เป็นธรรมและเป็นธรรม มี ๑๐ หัวข้อ
  2. ๒คำว่า มิคารมารดา หมายถึงนางวิสาขา มหาอุบาสิกา
Page 310

แม้ครั้งที่ ๒ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงนิ่งอยู่

เมื่อปัจฉิมยามแห่งราตรีผ่านไป แสงเงินแสงทองขึ้นแล้ว ราตรีสว่าง แล้ว ท่านพระอานนท์ลุกจากอาสนะ ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า ประนมมือ หันไปทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นครั้งที่ ๓ ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ล่วงเข้าราตรีแล้ว ปัจฉิมยาม ผ่านไปแล้ว แสงเงินแสงทองขึ้นแล้ว ราตรีสว่างแล้ว ภิกษุสงฆ์นั่งอยู่ นานแล้ว ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระกรุณาโปรดแสดงพระปาติโมกข์ แก่ภิกษุทั้งหลายเถิด พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ บริษัทไม่บริสุทธิ์”

{๔๔๘} ลำดับนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะดำริดังนี้ว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงหมายถึงผู้ใดหนอ จึงตรัสอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนอานนท์ บริษัทไม่บริสุทธิ์’ จึงกำหนดใจด้วยใจ กระทำภิกษุสงฆ์ทั้งหมดไว้ในใจแล้ว

ลำดับนั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้เห็นผู้นั้นซึ่งเป็นผู้ทุศีล มี บาปธรรม มีความประพฤติไม่สะอาด น่ารังเกียจ ปิดบังการกระทำไว้ มิใช่สมณะแต่ปฏิญญาว่าตนเป็นสมณะมิใช่พรหมจารีแต่ปฏิญญาตนว่า เป็นพรหมจารี เป็นผู้เน่าภายใน เปียกชุ่มด้วยกิเลส เป็นเหมือนขยะ

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑มีบาปธรรม หมายถึงมีสภาพเป็นคนชั่วช้าเพราะมีอัธยาศัยเลวทรามอันเนื่องมาจากความเป็น ผู้ทุศีล มิใช่สมณะแต่ปฏิญญาว่าตนเป็นสมณะ หมายถึงไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเพราะทรงเพศ สมณะที่เลวทราม แต่ในเวลาสงฆ์นับจำนวนภิกษุเพื่อให้จับสลากเป็นต้น กลับปฏิญญาตนว่า เป็นหนึ่งในสมณะ มิใช่พรหมจารีแต่ปฏิญญาตนว่าเป็นพรหมจารี หมายถึงไม่ชื่อว่าเป็น พรหมจารีเพราะมีความประพฤติไม่สะอาด แต่เห็นท่านผู้เป็นพรหมจารีอื่น ๆ นุ่งห่มเรียบร้อย ทรงบาตรงามสง่าเที่ยวบิณฑบาตเลี้ยงชีพ ก็ทำตามอย่าง เป็นผู้เน่าภายใน หมายถึงเน่า เพราะกิเลสที่อยู่ภายในจิตสันดานของตน เพราะมีศีลวิบัติอันเนื่องจากพฤติกรรมที่เน่าเสีย ไหลซึมเข้าภายในจิตใจเนือง ๆ เปียกชุ่มด้วยกิเลส หมายถึงมีพฤติกรรมที่แสดงออกเต็มไปด้วย กิเลสมีราคะเป็นต้น เป็นเหมือนขยะ หมายถึงเป็นผู้เศร้าหมองสกปรกเพราะมีแต่โทษเน่าเสีย เป็นผู้ที่เหล่าท่านผู้มีศีลพึงกำจัดทิ้งเพราะเป็นผู้มีขยะคือกิเลสมีราคะเป็นต้นเกิดขึ้นแล้ว (วิ.อ. ๓/๔๐๑, ขุ.อุ.อ. ๓๑๗-๓๑๘)
Page 311

นั่งอยู่ในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ด้วย ครั้นเห็นแล้วจึงเข้าไปหาบุคคลนั้นแล้ว บอกว่า “ลุกขึ้นเถอะ คุณ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นคุณแล้ว คุณไม่มีสิทธิ อยู่ร่วมกับภิกษุทั้งหลายอีกต่อไป”

แม้ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวอย่างนี้แล้ว บุคคลนั้นก็นั่งเฉย เสีย

ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้พูดกะบุคคลนั้นเป็นครั้งที่ ๒ ว่า “ลุกขึ้น เถอะ คุณ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นคุณแล้ว คุณไม่มีสิทธิอยู่ร่วมกับ ภิกษุทั้งหลายอีกต่อไป”

แม้ครั้งที่ ๒ บุคคลนั้นก็ยังนั่งเฉยอยู่

ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้พูดกะบุคคลนั้นเป็นครั้งที่ ๓ ว่า “ลุกขึ้น เถอะ คุณ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นคุณแล้ว คุณไม่มีสิทธิอยู่ร่วมกับ ภิกษุทั้งหลายอีกต่อไป”

แม้ครั้งที่ ๓ บุคคลนั้นก็ยังนั่งเฉยอยู่

ลำดับนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะจับแขนบุคคลนั้นฉุดให้ออกไป นอกซุ้มประตู ใส่กลอนแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ แล้ว กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ให้บุคคลนั้นออกไปแล้ว บริษัทบริสุทธิ์ แล้ว ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระกรุณาโปรดแสดงพระ ปาติโมกข์แก่ภิกษุทั้งหลายเถิด พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนโมคคัลลานะ น่าอัศจรรย์นัก ไม่เคยมี ที่โมฆบุรุษนั้นจักมาร่วมจนถึงต้องฉุดแขนออกไป”

Page 312

๒. มหาสมุทเทอัฏฐัจฉริยะ

ว่าด้วยความอัศจรรย์ของมหาสมุทร ๘ ประการ

{๔๔๙} [๓๘๔] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในมหาสมุทรมีความอัศจรรย์ไม่เคยมีอยู่ ๘ ประการ ที่พวกอสูรพบเห็นแล้วพากันชื่นชมยินดีอยู่ในมหาสมุทรกัน ความอัศจรรย์ ๘ ประการคืออะไรบ้าง คือ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาสมุทรลาดลุ่มลึกลงไปโดยลำดับ หาได้โกรก ชันเหมือนเหวมาแต่เดิมไม่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่มหาสมุทรลาดลุ่มลึก ลงไปโดยลำดับ หาได้โกรกชันเหมือนเหวมาแต่เดิมไม่ นี้เป็นความ อัศจรรย์ไม่เคยมีในมหาสมุทร ที่พวกอสูรพบเห็นแล้วจึงชื่นชมยินดีใน มหาสมุทรกัน ประการที่ ๑{๔๕๐} อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย มหาสมุทรเต็มเปี่ยมอยู่เสมอ ไม่ล้น ฝั่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่มหาสมุทรเต็มเปี่ยมอยู่เสมอ ไม่ล้นฝั่ง นี้เป็น ความอัศจรรย์ไม่เคยมีในมหาสมุทร ที่พวกอสูรพบเห็นแล้วจึงชื่นชมยินดีใน มหาสมุทรกัน ประการที่ ๒

{๔๕๑} อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย มหาสมุทรไม่ระคนปนอยู่กับซากศพ ซากศพที่มีอยู่ในมหาสมุทร ย่อมถูกคลื่นซัดลอยเข้าหาฝั่งขึ้นบนบก ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ซากศพที่มีอยู่ในมหาสมุทรถูกคลื่นซัดลอยเข้าหาฝั่งขึ้น บนบกโดยพลัน นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมีในมหาสมุทร ที่พวกอสูร พบเห็นแล้วจึงชื่นชมยินดีในมหาสมุทรกัน ประการที่ ๓

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พวกอสูร ในที่นี้หมายถึงเทพชั้นต่ำพวกหนึ่งซึ่งมีท้าวเวปจิตติและท้าวปหาราทะเป็นต้น เป็น หัวหน้าปกครอง มีภพอยู่ภายใต้เขาพระสุเมรุ ที่ชื่อว่า อสูร เพราะหมายถึงว่าเป็นผู้ไม่มี ความอาจหาญ ไม่เป็นอิสระ และไม่รุ่งเรืองเฉกเช่นพวกเทพทั่วไป กล่าวคือเป็นผู้ที่มีภาวะตรง กันข้ามกับพวกเทวดาปกติ (ขุ.อุ.อ. ๓๒๐) เป็นคู่สงครามกับพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์

End of เรื่องพระอานนทเถระ