พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน อนุโลมติกปัฏฐาน กุสลัตติกะ · ปัญหาวาร
ข้อ ๕๐๕–๕๑๑ เล่ม ๔๐
Text layerBuddha’s words4/24 in ปัญหาวาร4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑ อนุโลมติกปัฏฐาน กุสลัตติกะ ปัญหาวาร ข้อ ๕๐๕–๕๑๑ (Royal Thai Volume 40 · Mahachula Volume 40 · Mahamakut Volume 85 · Chaloem Phrakiat Volume 40)
The Mahamakut edition prints the commentary in the same volumes as the canon, so this text includes commentary.
ไทย (มหามกุฏฯ), vol. 85, pp. 424–436
อรรถกถาอธิปติปัจจัย
ใน อารัมมณาธิปตินิทเทส พระองค์ทรงแสดงกุศลที่นับเนื่องในภูมิ ๕ ด้วยอำนาจพระเสขะและปุถุชน. ใน สหชาตาธิปตินิทเทสก็เหมือนกัน. พระอรหันต์ย่อมไม่มีการทำให้หนักในโลกิยกุศลทั้งหลายเพราะได้บรรลุธรรมชั้นสูงสุดแล้ว เพราะฉะนั้น จึงทรงแสดงไว้เฉพาะอรหัตมรรคเท่านั้น.
อรรถกถาอธิปติปัจจัย จบ
๔. อนันตรปัจจัย
[๕๐๕] ๑. กุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรม ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
คือ ๑. กุศลขันธ์ทั้งหลายเกิดขึ้นก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่กุศลขันธ์ทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
๒. อนุโลม เป็นปัจจัยแก่โคตรภู.
๓. อนุโลม เป็นปัจจัยแก่โวทาน.
๔. โคตรภู เป็นปัจจัยแก่มรรค.
๕. โวทาน เป็นปัจจัยแก่มรรค ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
[๕๐๖] ๒. กุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อัพยากตธรรม ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
คือ ๑. กุศลเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ.
๒. มรรค เป็นปัจจัยแก่ผล.
๓. อนุโลมของพระเสขะ เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ.
๔. เนวสัญญานาสัญญายตนกุศล ของพระอริยบุคคลผู้ออก
จากนิโรธ เป็นปัจจัยแก่ผลสมบัติ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
[๕๐๗] ๓. อกุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรม ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
คือ ๑. อกุศลขันธ์ทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่อกุศลขันธ์ทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
[๕๐๘] ๔. อกุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อัพยากตธรรม ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
คือ ๑. อกุศล เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ ด้วยอำนาจของอนันตร-ปัจจัย.
[๕๐๙] ๕. อัพยากตธรรม เป็นปัจจัยแก่อัพยากตธรรม ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
คือ ๑. ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัพยากตวิบากและอัพยากตกิริยา ที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัพยากตวิบากและอัพยากตกิริยาที่เกิดหลัง ๆ.
๒. ภวังคจิต เป็นปัจจัยแก่อาวัชชนะ.
๓. กิริยา เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ.
๔. อนุโลมของพระอรหันต์ เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ.
๕. เนวสัญญานาสัญญายตนกิริยา ของพระอรหันต์ผู้ออกจากนิโรธ เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
[๕๑๐] ๖. อัพยากตธรรม เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรม ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย
คือ ๑. อัพยากตธรรม เป็นปัจจัยแก่กุศลขันธ์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
[๕๑๑] ๗. อัพยากตธรรม เป็นปัจจัยแก่อกุศลธรรม ด้วยอำนราจของอนันตรปัจจัย
คือ ๑. อาวัชชนะ เป็นปัจจัยแก่อกุศลขันธ์ทั้งหลาย ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย.
อรรถกถาอนันตรปัจจัย
ใน อนันตรปัจจัย สองบทว่า ปุริมา ปุริมา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรวมกุศลที่เกิดในภูมิเดียวกัน และต่างภูมิกัน . คำว่า อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โคตรภู อนุโลนเป็นปัจจัยแก่โวทาน ตรัสด้วยอำนาจอารมณ์ที่แตกต่างกัน. คำว่า โคตรภูเป็นปัจจัยแก่มรรค โวทานเป็นปัจจัยแก่
มรรค ตรัสด้วยอำนาจภูมิที่ต่างกัน. ก็คำว่า กุศล ในคำว่า กุสลํวฏฺฐานสฺส นี้ ได้แก่กุศลอันเป็นไปในภูมิ ๓. บทว่า วุฏฺฐานํ คือวิบากอันเป็นไปในภูมิ ๓. พระโยคาวจรทั้งหลาย ย่อมออกจากกุศลชวน-วิถีด้วยวิบากเหล่านั้น ฉะนั้น วิบากนั้นท่านจึงเรียกว่า วุฏฐานะ วุฏฐานะนั้นมี ๒ อย่าง คือตทารัมมณะ ๑ ภวังค์ ๑. บรรดาวุฏฐานะเหล่านั้นแม้ทั้งสองอย่างเป็นวุฏฐานะของกามาวจรกุศล ภวังค์อย่างเดียวเป็นวุฏ-ฐานะแห่งมหัคคตกุศล. คำว่า มคฺโค ผลสฺส นี้ พระองค์ตรัสแยกไว้ เพราะโลกุตตรวิบากเป็นวุฏฐานะไม่ได้ เหตุที่นับเนื่องในชวนวิถี.
สองบทว่า เสกฺขานํ อนุโลนํ ความว่า กุศลย่อมไม่เป็นอนันตร-ปัจจัยแก่เสขธรรม เพราะฉะนั้น จึงทรงทำการแยกไว้. บทว่า ผลสมา-ปตฺติยา คือ ผลสมาบัติของโสดาปัตติผล สกทาคามิผล และอนาคามิผล.
บทว่า ผลสนาปตฺติยา คือ อนาคามิผลสมาบัติ. ในอกุศลจิตย่อมได้วุฏฐานวิบากทั้งสอง.
ในคำว่า วิปากาพฺยากตา กิริยาพฺยากตา นี้ ผู้ศึกษาพึงทราบวิปากาพยากเฉพาะแก่วิปากาพยากตะด้วยกันเท่านั้น และกิริยาพยากตะเฉพาะแก่กิริยาพยากตะด้วยกันเท่านั้นเหมือนกัน. คำว่า ภวงฺคํ อาวขฺช-นาย เป็นต้น ตรัสด้วยอำนาจธรรมที่เจือกัน. ในคำว่า กิริยา นั้นกามาวจรกิริยา เป็น อนันตรปัจจัย แก่วุฏฐานวิบากทั้งสอง มหัคคต-กิริยา เป็น อนันตรปัจจัย แก่ภวังค์เท่านั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่มคำว่า กุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรมที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของอนันตรปัจจัย แล้วแสดงวาระ ๗ วาระเหล่าใดไว้ในปัจจัยวิภังค์ในหนหลังว่า กุศลเป็นปัจจัยแก่กุศล กุศลเป็นปัจจัยแก่
อัพยากตะ อกุศลเป็นปัจจัยแก่อกุศล อกุศลเป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ อัพ-ยากตะเป็นปัจจัยแก่อัพยากตะ อัพยากตะเป็นปัจจัยแก่กุศล อัพยากตะเป็นปัจจัยแก่อกุศล (เพราะอำนาจของอนันตรปัจจัย). ในอธิการนี้ท่านจำแนกอนันตรปัจจัยไว้โดยสังเขปด้วยอำนาจแห่งวาระเหล่านั้น แต่ว่าโดยพิสดารในอธิการนี้ บัณฑิตพึงกำหนดนิทเทส ๑๐-๑๗-๖๐ ถ้วนและมากกว่านั้นให้ดีแล.
จริงอยู่ อนันตรปัจจัยนี้หาได้นิทเทส ๗ อย่างเดียวเท่านั้นไม่ แต่ย่อมได้นิทเทส ๑๐ อย่างนี้ คือ กุศลเป็นปัจจัยแก่กุศล ๑ แก่วิบาก๑.
อกุศลเป็นปัจจัยแก่อกุศล ๑ แก่วิบาก ๑.
วิบากเป็นปัจจัยแก่วิบาก ๑ แก่กิริยา ๑.
กิริยาเป็นปัจจัยแก่กุศล ๑ แก่อกุศล ๑ แก่วิบาก ๑ แก่กิริยา ๑.
ก็อนันตรปัจจัยนี้จะได้นิทเทสเฉพาะ ๑. อย่างเท่านั้นก็หามิได้ แต่ยังได้นิทเทส ๑๗ อย่าง อย่างนี้อีก คือ กุศลเป็นปัจจัยแก่กุศล ๑กุศลวิบาก ๑ อกุศลวิบาก ๑.
อกุศลเป็นปัจจัยแก่อกุศล ๑ อกุศลวิบาก ๑ กุศลวิบาก ๑.
กุศลวิบากเป็นปัจจัยแก่กุศลวิบาก ๑ อกุศลวิบาก ๑ กิริยา ๑.
อกุศลวิบากเป็นปัจจัยแก่อกุศลวิบาก ๑ แก่กุศลวิบาก ๑ แก่กิริยา ๑.
กิริยาเป็นปัจจัยแก่กิริยา ๑ กุศล ๑ อกุศล ๑ กุศลวิบาก ๑อกุศลวิบาก ๑.
ก็อนันตรปัจจัยนี้จะได้นิทเทสเฉพาะ ๑๗ อย่างเท่านั้นหามิได้ ยังได้นิทเทส ๖๐ ถ้วน อีก คือ
กุศลเป็นอนันตรปัจจัยแก่กุศล ๖ อย่าง ได้แก่ กามาวจรกุศลเป็นอนันตรปัจจัยแก่กุศลทั้ง ๔ อย่าง ตามความต่างกันแห่งภูมิ, รูปาวจร-กุศล และอรูปาวจรกุศล, เป็นอนันตรปัจจัยแก่กุศลที่เกิดในภูมิของตน ๆ.
ส่วนกุศลเป็นอนันตรปัจจัยแก่วิบาก ๑๒ อย่าง คือ กามาวจร-กุศล เป็นปัจจัยแก่กามาวจรกุศลวิบาก, อกุศลวิบาก, รูปาวจรวิบาก,อรูปาวจรวิบาก, โลกุตตรวิบาก, รูปาวจรกุศลเป็นปัจจัยแก่รูปาวจรวิบากกามาวจรวิบาก, อรูปาวจรกุศลเป็นปัจจัยแก่กามาวจรกุศลวิบาก, รูปาว-จรวิบาก, อรูปาวจรวิบาก, โลกุตตรวิบาก, โลกุตตรกุศล เป็นปัจจัยแก่โลกุตตรวิบาก.
อกุศลเป็นอนันตรปัจจัย ๕ อย่าง คือ แก่อกุศล, อกุศลวิบาก,วิบากอันเป็นไปในภูมิ ๓.
กามาวจรกุศลวิบากเป็นอนันตรปัจจัยแก่วิบาก ๔ อย่าง คือ แก่กามาวจรกุศลวิบาก, อกุศลวิบาก, รูปาวจรวิบาก, อรูปาวจรวิบาก.
รูปาวจรวิบากเป็นอนันตรปัจจัย ๓ อย่าง คือ แก่กุศลวิบากที่เป็นไปในภูมิทั้ง ๓.
อรูปาวจรวิบากเป็นอนันตรปัจจัย ๒ อย่าง คือ แก่อรูปาวจร-วิบาก และกามาวจรกุศลวิบาก. โลกุตตรวิบากเป็นอนันตรปัจจัย ๔อย่าง คือ แก่กุศลวิบากที่เป็นไปในภูมิ ๔. กุศลวิบากเป็นอนันตรปัจจัย๑๓ อย่าง แก่วิบาก ด้วยประการฉะนี้.
อกุศลวิบากเป็นอนันตรปัจจัย ๒ อย่าง คือ แก่อกุศลวิบากและ
กามาวจรกุศลวิบาก. วิบากแม้ในที่ทั้งปวงเป็นอนันตรปัจจัย ๑๕ อย่างแก่วิบาก โดยประการฉะนี้.
วิบากเป็นอนันตรปัจจัย ๔ อย่าง แม้แก่กิริยา คือ กามาวจรกุศล-วิบากเป็นปัจจัยแก่กามาวจรกิริยา อกุศลวิบาก รูปาวจรวิบาก และอรูปาวจรวิบากก็เป็นปัจจัยแก่กามาวจรกิริยาได้เหมือนกัน .
กิริยาเป็นอนันตรปัจจัยแก่กิริยา ๕ อย่าง คือ กามาวจรกิริยาเป็นปัจจัยแก่กิริยาที่เป็นไปในภูมิ ๓. รูปาวจรกิริยา อรูปาวจรกิริยา เป็นปัจจัยเฉพาะแก่กิริยาในภูมิของคน ๆ.
กิริยาเป็นอนันตรปัจจัยแก่วิบาก ๑๑ อย่าง คือ กามาวจรกิริยาเป็นปัจจัยแก่อกุศลวิบากและกุศลวิบากที่เป็นไปในภูมิทั้ง ๔, รูปาวจร-กิริยาเป็นปัจจัยแก่กามาวจรกุศลวิบาก และรูปาวจรวิบาก, อรูปาวจร-กิริยาเป็นปัจจัยแก่กุศลวิบากที่เป็นไปในภูมิ ๔.
ส่วนกามาวจรกิริยาเป็นอนันตรปัจจัย ๒ อย่าง แก่กุศลและอกุศล คือ แก่กามาวจรกุศล และอกุศล.
อนันตรปัจจัยย่อมได้นิทเทส ๖. ถ้วน ด้วยประการฉะนี้.
อนันตรปัจจัยนี้จะได้นิทเทส ๖. ถ้วนเท่านี้ก็หาไม่ ยังได้นิทเทสแม้อีกมากอย่าง คือ
กามาวจรมหากุศลจิตดวงที่ ๑ เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๕๓ ดวงคือ แก่ตนเอง แก่รูปาวจรกุศล ๔ ดวง โลกุตตรกุศลโสมนัส ๑๖ ดวงเพราะประกอบโดยเป็นบาท รวมความว่า เป็นปัจจัยแก่กุศลจิต ๒๑ ดวงเป็นปัจจัยแก่วิบากอีก ๓๒ ดวง คือ แก่กามาวจรวิบาก ๑๑ ดวง ที่เกิดด้วยอำนาจตทารัมมณะ และแก่ภวังค์ในที่สุดแห่งชวนะ แก่รูปาวจรวิบาก
และอรูปาวจรวิบากที่เป็นไปด้วยอำนาจภวังค์อย่างเดียว แก่โลกกุตตรวิบาก๑๒ ที่เป็นไปด้วยอำนาจผลสมาบัติ.
กุศลจิตดวงที่ ๒ ก็เหมือนกัน. ส่วนดวงที่ ๓ และที่ ๔ ย่อมเป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๒๑ ดวงที่เหลือ เว้นกุศลที่เกิดในภูมิสูง ๆ ขึ้นไปและโลกุตตรวิบาก.
มหากุศลจิตดวงที่ ๕ และที่ ๖ เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๓๓ ดวงคือแก่ตนเอง แก่กุศลจิตที่สหรคตด้วยอุเบกขาซึ่งเกิดในภูมิสูง ๆ ขึ้นไป ๙ดวง และแก่วิบากจิต ๒๓ ดวง.
มหากุศลจิตดวงที่ ๗ และที่ ๘ เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๒๑ ดวงเท่านั้น.
รูปาวจรกุศลจิต ๕ เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๑๐ ดวง คือ แก่รูปาวจรกุศลที่เกิดภายหลังตน ๑ แก่มหาวิบากญาณสัมปยุต ๔ ดวง และแก่รูปาวจรวิบาก ๕ ดวง.
โดยนัยนี้แหละ บรรดา อรูปาวจรกุศล ทั้งหลาย ดวงที่ ๑ เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๑๑ ดวง พร้อมกับวิบากของตน.
อรูปาวจรกุศลดวงที่ ๒ เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๑๒ ดวง.
อรูปาวจรกุศลดวงที่ ๓ เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๑๓ ดวง.
อรูปาวจรกุศลดวงที่ ๔ เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๑๕ ดวง คือจิต ๑๔ ดวง และผลสมาบัติ ๑ ดวง.
โลกุตตรกุศล เป็นอนันตรปัจจัยเฉพาะแก่วิบากของ ๆ ตน เท่า-นั้น.
บรรดาจิตที่สหรคตด้วยโลภะ ๘ ดวง อกุศลจิตดวงหนึ่ง ๆ เป็นปัจจัยแก่จิต ๒๑ ดวง คือ กามาวจรวิบากมโนวิญญาณธาตุ ๑๑ ดวงมหัคคตวิบาก ๙ ดวง และแก่ตนเองที่เกิดภายหลัง ๑.
จิตที่สหรคตด้วยโทสะ ๒ ดวง เป็นอนันตรปัจจัย แก่จิต ๗ ดวงคือกามาวจรวิบากมโนวิญญาณธาตุ ๖ ดวง ซึ่งสหรคตด้วยอุเบกขาและแก่คนเองที่เกิดภายหลัง ๑.
จิตที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและอุทธัจจะ เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต๒๑ ดวง คือกามาวจรวิบากมโนวิญญาณธาตุ ๑ ดวง พร้อมกับอเหตุก-วิบากที่สหรคตด้วยโสมนัสมหัคคตวิบาก ๙ และแก่ตนเองที่เกิดภายหลัง ๑.
ปัญจวิญญาณฝ่ายกุศลวิบาก เป็นอนันตรปัจจัยแก่มโนธาตุฝ่ายกุศลวิบาก.
มโนธาตุ เป็นอนันตรปัจจัย แก่มโนวิญญาณธาตุฝ่ายวิบาก ๒ ดวง.
บรรดามโนวิญญาณธาตุฝ่ายวิบาก ๒ ดวงนั้น ดวงที่สหรคตด้วยโสมนัสเป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๑๒ ดวง คือ มโนวิญญาณธาตุฝ่ายวิบาก ๑๐ ดวงที่ทำหน้าที่เป็นภวังค์ แก่ตนเองที่เกิดภายหลังตนในเวลาเป็นตทารัมมณะและแก่โวฏฐัพพนกิริยา.
ส่วน อเหตุกมโนวิยญาณธาตุที่สหรคตด้วยอุเบกขา เป็นอนันตร-ปัจจัยแก่จิต ๑๒ ดวง เหมือนกัน คือ แก่อาวัชชนมโนธาตุ อาวัชชน-มโนวิญญาณธาตุที่มีฐาน ๒ และวิบากมโนวิญญาณธาตุ ๑๐.
มหาวิบากที่เป็นติเหตุกะ เป็นปัจจัยแก่จิต ๒๑ ดวง คือ แก่มโนวิญญาณธาตุฝ่ายวิบากที่เป็นกามาวจร ๑๐. เว้นโสมนัสสันตีรณะรูปาวจรวิบาก อรุปาวจรวิบาก และอาวัชชนจิตทั้งสอง.
ทุเหตุวิบาก เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๑๒ ดวง ที่เหลือเว้นมหัคคตวิบาก.
รูปาวจรวิบาก ๕ เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๑๙ ดวง คือ แก่สาเหตุกกุศลวิบากปฏิสนธิจิต อันเป็นไปในภูมิทั้งสาม ๑๗ ดวง และอาวัชชนจิต ๒.
ใน บรรดาอรูปาวจรวิบาก อรูปาวจรวิบากจิตดวงที่ ๑ เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๙ ดวง คือ ติเหตุกปฏิสนธิฝ่ายกุศลวิบากชั้นกามา-วจร ๔ อรูปาวจรวิบาก ๔ และมโนทวาราวัชชนจิต ๑.
อรูปวจรวิบากจิตดวงที่ ๒ เป็นอนันตรปัจจัย ๘ ดวง เว้นวิบากชั้นต่ำกว่าเสียหนึ่งดวง.
อรูปวจรวิบากจิตดวงที่ ๓ เป็นอนันตรปัจจัยยแก่จิต ๗ ดวง เว้นวิบากที่ต่ำกว่า ๒ ดวง.
อรูปาวจรวิบากจิตดวงที่ ๔ เป็นปัจจัยแก่จิต ๖ ดวง เว้นวิบากเบื้องต่ำ ๓ ดวง.
โลกุตตรวิบาก ๔ ดวง เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๑๔ ดวง คือติเหตุกวิบาก ๑๓ ดวง และแก่ตนเองที่เกิดภายหลัง ๑. ปัญจวิญญาณฝ่ายอกุศลวิบาก เป็นอนันตรปัจจัยแก่อกุศลวิบากมโนธาตุ. มโนธาตุเป็นอนันตรปัจจัยแก่อเหตุกมโนวิญญาณธาตุฝ่ายอกุศลวิบาก. อเหตุกมโน-วิญญาณธาตุฝ่ายอกุศลวิบากนั้น เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๑๒ ดวง คือแก่ตนเองที่เกิดภายหลัง ในเวลาเป็นตทารัมมณะ กามาวจรวิบาก ๙ที่เป็นไปด้วยอำนาจปฏิสนธิและภวังค์ในจุติกาล และกามาวจรกิริยา ๒ดวง ที่สหรคตด้วยอุเบกขา.
กิริยามโนธาตุ เป็นปัจจัยแก่ทวิปัญจวิญญาณจิต ๑๐.ิ
หสิตุปปาทกิริยา เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๑๓ ดวง โดยไม่นับที่ซ้ำ คือ แก่ติเหตุกวิบาก ๙ ที่เป็นไปด้วยอำนาจภวังค์ในปัญจโวการภพและแก่วิบากที่สหรคตด้วยโสมนัส ๕ ที่เป็นไปด้วยอำนาจตทารัมมณะ และแก่ตนเองที่เกิดภายหลัง.
โวฏฐัพพนกิริยา เป็นปัจจัยแก่จิต ๔๕ ดวง คือ กามาวจรกิริยา๑๐ เว้นกิริยามโนธาตุ กามาวจรกุศล ๘ อกุศล ๑๒ และวิบากจิต ๑๕ที่เป็นไปด้วยอำนาจภวังค์ในปัญจโวการภพ.
กามาวจรติเหตุกิริยา ที่สหรคตด้วยโสมนัส ๒ ดวง เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๒๕ ดวง ที่นับแล้วไม่นับซ้ำอีก คือ แก่ติเหตุก-วิบาก ๑๓ ที่เป็นไปด้วยอำนาจภวังค์ โสมนัสสหรคตวิบาก ๕ ด้วยอำนาจตทารัมมณะ รูปาวจรกิริยา ๔ ที่เป็นไปด้วยอำนาจบริกรรม อรหัตตผล-สมาบัติที่สหรคตด้วยโสมนัส ๔ ด้วยอำนาจแห่งอรหัตตผลสมาบัติ และแก่คนเองที่เกิดภายหลัง ๑.
ทุเหตุกโสมนัสสหรคตกิริยา ๒ ดวง เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๑๗ดวง โดยไม่นับที่ซ้ำกัน คือ แก่ภวังคจิต ๑๓ ตามที่กล่าวแล้ว ตทา-รัมมณะ ๕ และแก่ตนเองที่เกิดภายหลัง ๑.
กามาวจรติเหตุอุเบกขาสหรคตกิริยา ๒ ดวง เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๒๔ ดวง โดยไม่นับที่ซ้ำกัน คือ แก่ภังคจิต ๑๓ ดวง เหล่านั้นนั้นแหละ อุเบกขาสหรคตวิบาก ๖ ที่เป็นไปด้วยอำนาจตทารัมมณะรูปาวจรกิริยา ๑ ที่เป็นไปด้วยอำนาจบริกรรม อรูปาวจรกิริยา ๔ อรหัตต-ผลสมาบัติ ๑ และแก่ตนเองที่เกิดภายหลัง ๑.
ทุเหตุกอุเบกขาสหรคตกิริยา ๒ เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๑๘ ดวงโดยไม่นับที่ซ้ำ คือ แก่ภวังคจิต ๑๓ เหล่านั้นด้วย แก่ตทารัมมณจิต ๖และแก่ตนเองที่เกิดภายหลัง ๑.
บรรดา รูปวจรกิริยาดวงหนึ่ง ๆ เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๑๐ดวง คือ ติเหตุกภวังค์ในปัญจโวการภพ ๙ ดวง และแก่ตนเองที่เกิดภายหลัง ๑ ดวง.
บรรดา อรูปาวจรกิริยาจิตทั้งหลาย
อรูปาวจรกิริยาจิตดวงที่ ๑ เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๑๑ ดวง คือภวังค์จิต ๙ ดวงในปัญจโวการภพ อีก ๑ ดวงในจตุโวการภพ และแก่ตนเองที่เกิดภายหลัง ๑ ดวง.
อรูปาวจรกิริยาจิตดวงที่ ๒ ย่อมได้ภวังคจิต ๒ ดวง ในจตุโว-การภพ.
อรูปาวจรกิริยาจิตดวงที่ ๓ ได้ ๓ ดวง.
อรูปาวจรกิริยาจิตดวงที่ ๔ ย่อมได้ภวังคจิต ๔ ดวง และผล-สมาบัติอีก ๑ ดวง. บรรดาอรูปาวจรกิริยาเหล่านั้น ดวงหนึ่ง ๆ เป็นอนันตรปัจจัยแก่จิต ๑๑-๑๒-๑๓ และ ๑๕ ดวง ตามลำดับดังนี้แล.
อนันตรปัจจัยย่อมได้นิทเทสแม้หลายอย่างด้วยประการฉะนี้ . เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า บัณฑิตควรกำหนดนิทเทส ๑๐-๑๗-๖๐ และแม้มากหลาย (ของอนันตรปัจจัย) ให้ดี.
สมนันตรปัจจัย เป็นต้น มีเนื้อความกระจ่างแล้ว.
อรรถกถาอนันตรปัจจัย จบ
๕. สมนันตรปัจจัย
[๕๑๒] ๑. กุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่กุศลธรรม ด้วยอำนาจของสมนันตรปัจจัย
คือ ๑. กุศลขันธ์ทั้งหลายที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่กุศลขันธ์ทั้งหลายที่เกิดหลัง ๆ ด้วยอำนาจของสมนันตรปัจจัย.
๒. อนุโลม เป็นปัจจัยแก่โคตรภู ด้วยอำนาจของสมนันตร-ปัจจัย.
๓. อนุโลม เป็นปัจจัยแก่โวทาน ด้วยอำนาจของสมนันตร-ปัจจัย
๔. โคตรภู เป็นปัจจัยแก่มรรค ด้วยอำนาจของสมนันตร-ปัจจัย
๕. โวทาน เป็นปัจจัยแก่มรรค ด้วยอำนาจของสมนันตร-ปัจจัย
[๕๑๓] ๒. กุศลธรรม เป็นปัจจัยแก่อัพยากตธรรม ด้วยอำนาจของสมนันตรปัจจัย
คือ ๑. กุศล เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ ด้วยอำนาจของสมนันตรปัจจัย
๒. มรรค เป็นปัจจัย แก่ผลด้วยอำนาจของสมนันตรปัจจัย.
๓. อนุโลมของพระเสขะทั้งหลาย เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติด้วยอำนาจของสมนันตรปัจจัย.
End of ข้อ ๕๐๕–๕๑๑