arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย · เอกนิบาต

ปสาทกรธัมมาทิบาลี เล่ม ๒๐

Text layerBuddha’s wordsItems ๒๐๗–๒๔๖ (Royal Thai)6/6 in เอกนิบาต4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

(ชมฺพุทีปเปยฺยาโล นิฏฺฐิโต.)

๑๗. ปสาทกรธมฺมวคฺค

๑๗. ปสาทกรธัมมวรรค

หมวดว่าด้วยธรรมที่ทำให้เกิดความเลื่อมใส

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต ปสาทกรธัมมาทิบาลี (Royal Thai Volume 20 · Mahachula Volume 20 · Mahamakut Volume 33 · Chaloem Phrakiat Volume 20)

บาลี (มหาจุฬาฯ), vol. 20, pp. 40–47 · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒), vol. 20, pp. 46–56

บาลี (มหาจุฬาฯ)

[๓๖๖-๓๘๑] อทฺธมิทํ ภิกฺขเว ลาภานํ ยทิทํ อารญฺญกตฺตํ (๑) . ปิณฺฑปาติกตฺตํ. ปํสุกูลิกตฺตํ. เตจีวริกตฺตํ. ธมฺมกถิกตฺตํ. วินยธรตฺตํ (๒) . พาหุสจฺจํ. ถาวเรยฺยํ. อากปฺปสมฺปทา. ปริวารสมฺปทา. มหาปริวารตา. โกลปุตฺติ. วณฺณโปกฺขรตา. กลฺยาณวากฺกรณตา. อปฺปิจฺฉตา. อปฺปาพาธตาติ. (๑-๑๖)

Footnotes (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. 1ฉ.ม. อารญฺญิกตฺตํ
  2. 2ก. วินยธรกตฺตํ
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

[๓๖๖-๓๘๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้อยู่ป่าเป็น วัตร ความเป็นผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ความเป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ความเป็นผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตร ความเป็นธรรมกถึก ความเป็นวินัยธร ความเป็น พหูสูต ความเป็นผู้มั่นคง ความถึงพร้อมด้วยอากัปกิริยา ความถึงพร้อมด้วย บริวารที่ดี ความเป็นผู้มีบริวารมาก ความเป็นกุลบุตร ความเป็นผู้มีรูปผิวพรรณ งาม ความเป็นผู้เจรจาไพเราะ ความเป็นผู้มักน้อย ความเป็นผู้มีอาพาธน้อย ทั้งหมดนี้ เป็นชื่อเรียกลาภนั่นเอง (๑-๑๖)

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1อากัปกิริยา ในที่นี้หมายถึงมารยาทในการรับปัจจัย ๔ มีจีวรเป็นต้น (องฺ.เอกถ.อ. ๑/๓๖๖/๔๓๗)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

(โสฬส ปสาทกรธมฺมา นิฏฺฐิตา) ๑๘. อปรอจฺฉราสงฺฆาตวคฺค อจฺฉราสงฺฆาตมตฺตํปิ เจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปฐมํ ฌานํ ภาเวติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขุ อริตฺตชฺฌาโน วิหรติ สตฺถุสาสนกโร โอวาทปติกโร อโมฆํ รฏฺฐปิณฺฑํ ภุญฺชติ, โก ปน วาโท, เย นํ พหุลีกโรนฺตีติ. (๑)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

(ปสาทกรธรรมวรรคที่ ๑๗ จบ)

๑๘. อปรอัจฉราสังฆาตวรรค

หมวดว่าด้วยผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว อีกหมวดหนึ่ง

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเจริญปฐมฌานแม้ชั่ว ลัดนิ้วมือเดียว ภิกษุนี้เราเรียกว่า ผู้อยู่ไม่ห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ฉันบิณฑบาตของชาวบ้านอย่างไม่สูญเปล่า ไม่จำเป็นต้องพูดถึง ภิกษุผู้ทำให้มากซึ่งปฐมฌานนั้น (๑)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

[๓๘๓-๓๘๙] อจฺฉราสงฺฆาตมตฺตมฺปิ เจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ทุติยํ ฌานํ ภาเวติ ... ตติยํ ฌานํ ภาเวติ ... จตุตฺถํ ฌานํ ภาเวติ ... เมตฺตํ เจโตวิมุตฺตึ ภาเวติ ... กรุณํ เจโตวิมุตฺตึ ภาเวติ ... มุทิตํ เจโตวิมุตฺตึ ภาเวติ ... อุเปกฺขํ เจโตวิมุตฺตึ ภาเวติ ฯเปฯ (๒-๘)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

[๓๘๓-๓๘๙] ถ้าภิกษุเจริญทุติยฌานแม้ชั่วลัดนิ้วมือเดียว ... เจริญตติยฌาน ... เจริญจตุตถฌาน ... เจริญเมตตาเจโตวิมุตติ ... เจริญกรุณาเจโตวิมุตติ ... เจริญ มุทิตาเจโตวิมุตติ ... เจริญอุเปกขาเจโตวิมุตติ ฯลฯ (๒-๘)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

[๓๙๐-๓๙๓] กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ … เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ ... จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ ... ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ. (๙-๑๒)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

[๓๙๐-๓๙๓] ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ ... พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่... พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ... พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่ มีความ เพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ (๙-๑๒)

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1ธรรมทั้งหลาย ในที่นี้หมายถึงนิวรณ์ ๕ อุปาทานขันธ์ ๕ อายตนะภายใน ๖ และอายตนะภายนอก ๖ โพชฌงค์ ๗ อริยสัจ ๔ (องฺ.เอกก.อ. ๑/๓๙๐/๔๔๐)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

[๓๙๔-๓๙๗] อนุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ อนุปฺปาทาย ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ, วีริยํ อารภติ, จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ. อุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ, วีริยํ อารภติ, จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ. อนุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ อุปฺปาทาย ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ, วีริยํ อารภติ, จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ. อุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ ฐิติยา อสมฺโมสาย ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ, วีริยํ อารภติ, จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ. (๑๓-๑๖)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

[๓๙๔-๓๙๗] ภิกษุสร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่ง มั่น เพื่อป้องกันบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น ภิกษุสร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่นเพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ภิกษุ สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่นเพื่อทำกุศลธรรมที่ยัง ไม่เกิดให้เกิดขึ้น ภิกษุสร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่น เพื่อความดำรงอยู่ ไม่เลือนหาย ภิญโญภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่แห่งกุศลธรรมที่ เกิดขึ้นแล้ว (๑๓-๑๖)

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1สร้างฉันทะ หมายถึงสร้างความพอใจใคร่จะทำกุศล พยายาม หมายถึงทำความเพียรบากบั่น ปรารภ ความเพียร หมายถึงบำเพ็ญเพียรทั้งทางกายและทางใจ ประคองจิต หมายถึงยกจิตขึ้นพร้อมๆ กับ ความเพียรทางกายและจิต มุ่งมั่น หมายถึงทำความเพียรเป็นหลักใหญ่ (องฺ.เอกก.อ. ๑/๓๙๔/๔๔๐) ได้แก่ สัมมัปปธาน ๔ ประการ ดู องฺ.จตุกฺก. ๒๑/๖๙/๘๔-๘๕
บาลี (มหาจุฬาฯ)

[๓๙๘-๔๐๑] ฉนฺทสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ... วีริยสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ ... จิตฺตสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ ... วีมํสาสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ. (๑๗-๒๐)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

[๓๙๘-๔๐๑] ภิกษุเจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร ... เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยวีริยสมาธิปธานสังขาร ... เจริญอิทธิบาทที่ประกอบ ด้วยจิตตสมาธิปธานสังขาร ... เจริญอิทธิบาทที่ประกอบด้วยวีมังสาสมาธิปธาน- สังขาร ... (๑๗-๒๐)

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1ฉันทสมาธิ หมายถึงสมาธิที่เกิดจากฉันทะ ปธานสังขาร หมายถึงความเพียรที่มุ่งมั่น (ปธาน) คำว่า ฉันทสมาธิปธานสังขาร หมายถึงสมาธิที่เกิดจากฉันทะและความเพียรที่มุ่งมั่น วีริยสมาธิ จิตตสมาธิ และ วีมังสาสมาธิ ก็มีอรรถาธิบายเช่นเดียวกัน ในสูตรนี้ เป็นทั้งโลกิยะและโลกุตตระ (องฺ.เอกก.อ. ๑/ ๓๙๘/๔๔๕)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

[๔๐๒-๔๐๖] สทฺธินฺทฺริยํ ภาเวติ ... วีริยินฺทฺริยํ ภาเวติ ... สตินฺทฺริยํ ภาเวติ ... สมาธินฺทฺริยํ ภาเวติ ... ปญฺญินฺทฺริยํ ภาเวติ. (๒๑-๒๕)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

[๔๐๒-๔๐๖] ภิกษุเจริญสัทธินทรีย์ ... เจริญวีริยินทรีย์ ... เจริญสตินทรีย์ ... เจริญสมาธินทรีย์ ... เจริญปัญญินทรีย์ ... (๒๑-๒๕)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

[๔๐๗-๔๑๑] สทฺธาพลํ ภาเวติ ... วีริยพลํ ภาเวติ ... สติพลํ ภาเวติ ... สมาธิพลํ ภาเวติ ... ปญฺญาพลํ ภาเวติ. (๒๖-๓๐)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

[๔๐๗-๔๑๑] ภิกษุเจริญสัทธาพละ ... เจริญวีริยพละ ... เจริญสติพละ ... เจริญสมาธิพละ ... เจริญปัญญาพละ ... (๒๖-๓๐)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

[๔๑๒-๔๑๘] สติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ... ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ... วีริยสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ... ปีติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ... ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ... สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ... อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ. (๓๑-๓๗)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

[๔๑๒-๔๑๘] ภิกษุเจริญสติสัมโพชฌงค์ ... เจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ... เจริญวีริยสัมโพชฌงค์ ... เจริญปีติสัมโพชฌงค์ ... เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ... เจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ ... เจริญอุเปกขาสัมโพชฌงค์ ... (๓๑-๓๗)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

[๔๑๙-๔๒๖] สมฺมาทิฏฺฐึ ภาเวติ ... สมฺมาสงฺกปฺปํ ภาเวติ ... สมฺมาวาจํ ภาเวติ ... สมฺมากมฺมนฺตํ ภาเวติ ... สมฺมาอาชีวํ ภาเวติ ... สมฺมาวายามํ ภาเวติ ... สมฺมาสตึ ภาเวติ ... สมฺมาสมาธึ ภาเวติ. (๓๘-๔๕)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

[๔๑๙-๔๒๖] ภิกษุเจริญสัมมาทิฏฐิ ... เจริญสัมมาสังกัปปะ ... เจริญสัมมา วาจา ... เจริญสัมมากัมมันตะ ... เจริญสัมมาอาชีวะ ... เจริญสัมมาวายามะ ... เจริญสัมมาสติ ... เจริญสัมมาสมาธิ... (๓๘-๔๕)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อชฺฌตฺตํ รูปสญฺญี พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ ปริตฺตานิ สุวณฺณทุพฺพณฺณานิ, ตานิ อภิภุยฺย “ชานามิ ปสฺสามี”ติ เอวํ สญฺญี โหติ (๔๖)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ภิกษุผู้มีความจำได้หมายรู้รูปภายใน เห็นรูปภายนอกขนาดเล็ก มี สีสันดีหรือไม่ดี เธอครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีความจำได้หมายรู้อย่างนี้ว่า “เรารู้ เราเห็น” (๔๖)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อชฺฌตฺตํ รูปสญฺญี พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ อปฺปมาณานิ สุวณฺณทุพฺพณฺณานิ, ตานิ อภิภุยฺย “ชานามิ ปสฺสามี”ติ เอวํ สญฺญี โหติ (๔๗)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ภิกษุผู้มีความจำได้หมายรู้รูปภายใน เห็นรูปภายนอกขนาดใหญ่ มี สีสันดีหรือไม่ดี เธอครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีความจำได้หมายรู้อย่างนี้ว่า “เรารู้ เราเห็น” (๔๗)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ ปริตฺตานิ สุวณฺณทุพฺพณฺณานิ, ตานิ อภิภุยฺย “ชานามิ ปสฺสามี”ติ เอวํ สญฺญี โหติ (๔๘)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ภิกษุผู้มีความจำได้หมายรู้อรูปภายใน เห็นรูปภายนอกขนาดเล็ก มี สีสันดีหรือไม่ดี เธอครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีความจำได้หมายรู้อย่างนี้ว่า “เรารู้ เราเห็น” (๔๘)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ อปฺปมาณานิ สุวณฺณทุพฺพณฺณานิ, ตานิ อภิภุยฺย “ชานามิ ปสฺสามี”ติ เอวํ สญฺญี โหติ (๔๙)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ภิกษุผู้มีความจำได้หมายรู้อรูปภายใน เห็นรูปภายนอกขนาดใหญ่ มี สีสันดีหรือไม่ดี เธอครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีความจำได้หมายรู้อย่างนี้ว่า “เรารู้ เราเห็น” (๔๙)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ นีลานิ นีลวณฺณานิ นีลนิทสฺสนานิ นีลนิภาสานิ, ตานิ อภิภุยฺย “ชานามิ ปสฺสามี”ติ เอวํ สญฺญี โหติ (๕๐)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ภิกษุผู้มีความจำได้หมายรู้อรูปภายใน เห็นรูปภายนอกเขียว มีสีเขียว เปรียบด้วยของเขียว มีสีเขียวเข้ม เธอครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีความจำได้หมายรู้ อย่างนี้ว่า “เรารู้ เราเห็น” (๕๐)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ ปีตานิ ปีตวณฺณานิ ปีตนิทสฺสนานิ ปีตนิภาสานิ, ตานิ อภิภุยฺย “ชานามิ ปสฺสามี”ติ เอวํ สญฺญี โหติ (๕๑)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ภิกษุผู้มีความจำได้หมายรู้อรูปภายใน เห็นรูปภายนอกเหลือง มีสี เหลือง เปรียบด้วยของเหลือง มีสีเหลืองเข้ม เธอครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีความ จำได้หมายรู้อย่างนี้ว่า “เรารู้ เราเห็น” (๕๑)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ โลหิตกานิ โลหิตกวณฺณานิ โลหิตกนิทสฺสนานิ โลหิตกนิภาสานิ, ตานิ อภิภุยฺย “ชานามิ ปสฺสามี”ติ เอวํ สญฺญี โหติ. (๕๒)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ภิกษุผู้มีความจำได้หมายรู้อรูปภายใน เห็นรูปภายนอกแดง มีสีแดง เปรียบด้วยของแดง มีสีแดงเข้ม เธอครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีความจำได้หมายรู้ อย่างนี้ว่า “เรารู้ เราเห็น” (๕๒)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ โอทาตานิ โอทาตวณฺณานิ โอทาตนิทสฺสนานิ โอทาตนิภาสานิ, ตานิ อภิภุยฺย “ชานามิ ปสฺสามี”ติ เอวํ สญฺญี โหติ. (๕๓)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ภิกษุผู้มีความจำได้หมายรู้อรูปภายใน เห็นรูปภายนอกขาว มีสีขาว เปรียบด้วยของขาว มีสีขาวเข้ม เธอครอบงำรูปเหล่านั้นได้ มีความจำได้หมายรู้ อย่างนี้ว่า “เรารู้ เราเห็น” (๕๓)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

รูปี รูปานิ ปสฺสติ. (๕๔)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ภิกษุผู้มีรูปฌานเป็นอารมณ์ย่อมเห็นรูปภายนอกทั้งหลายได้ (๕๔)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ. (๕๕)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ภิกษุผู้มีความจำได้หมายรู้อรูปภายในย่อมเห็นรูปภายนอกทั้งหลาย ได้ (๕๕)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

สุภนฺเตว อธิมุตฺโต โหติ. (๕๖)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ภิกษุเป็นผู้น้อมใจไปว่า “งาม” เท่านั้น (๕๖)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

สพฺพโส รูปสญฺญานํ สมติกฺกมา ปฏิฆสญฺญานํ อตฺถงฺคมา นานตฺตสญฺญานํ อมนสิการา “อนนฺโต อากาโส”ติ อากาสานญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ. (๕๗)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ภิกษุบรรลุอากาสานัญจายตนฌาน อยู่โดยกำหนดว่า “อากาศหา ที่สุดมิได้” เพราะล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา ไม่กำหนดถึงนานัตตสัญญาโดย ประการทั้งปวง (๕๗)

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1อากาสานัญจายตนฌาน หมายถึงฌานที่กำหนดอากาศคือช่องว่างอันหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ เป็นขั้น ที่ ๑ ของอรูปฌาน ๔ (ที.สี.อ. ๔๑๔/๓๐๘)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

สพฺพโส อากาสานญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม “อนนฺตํ วิญฺญาณนฺ”ติ วิญฺญาณญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ (๕๘)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ภิกษุล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุ วิญญาณัญจายตนฌาน อยู่โดยกำหนดว่า “วิญญาณหาที่สุดมิได้” (๕๘)

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1วิญญาณัญจายตนฌาน หมายถึงฌานที่กำหนดวิญญาณอันหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ เป็นขั้นที่ ๒ ของ อรูปฌาน ๔ (ที.สี.อ. ๔๑๔/๓๐๘)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

สพฺพโส วิญฺญาณญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม “นตฺถิ กิญฺจี”ติ อากิญฺจญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ. (๕๙)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ภิกษุล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุ อากิญจัญญายตนฌาน อยู่โดยกำหนดว่า “ไม่มีอะไร” (๕๙)

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1อากิญจัญญายตนฌาน หมายถึงฌานที่กำหนดภาวะอันไม่มีอะไร(ความว่าง)เป็นอารมณ์ ฌานนี้เรียกอีก อย่างหนึ่งว่า สัญญัคคะ(ที่สุดแห่งสัญญา)เพราะเป็นภาวะสุดท้ายของการมีสัญญากล่าวคือผู้บรรลุ อากิญจัญญายตนฌานแล้ว ขั้นต่อไปจะเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานบ้าง เข้าถึงสัญญานิโรธบ้าง (ที.สี.อ. ๔๑๔/๓๐๘)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

สพฺพโส อากิญฺจญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ. (๖๐)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ภิกษุล่วงอากิญจัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุเนวสัญญา นาสัญญายตนฌานอยู่ (๖๐)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

สพฺพโส เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม สญฺญาเวทยิตนิโรธํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ. (๖๑)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ภิกษุล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุ สัญญาเวทยิตนิโรธ(สมาบัติที่ดับสัญญาและเวทนา)อยู่ (๖๑)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

[๔๔๓-๔๕๒] ปฐวีกสิณํ ภาเวติ ... อาโปกสิณํ ภาเวติ ... เตโชกสิณํ ภาเวติ ... วาโยกสิณํ ภาเวติ ... นีลกสิณํ ภาเวติ ... ปีตกสิณํ ภาเวติ ... โลหิตกสิณํ ภาเวติ ... โอทาตกสิณํ ภาเวติ ... อากาสกสิณํ ภาเวติ ... วิญฺญาณกสิณํ ภาเวติ. (๖๒-๗๑)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

[๔๔๓-๔๕๒] ภิกษุเจริญปฐวีกสิณ ... เจริญอาโปกสิณ ... เจริญเตโชกสิณ ... เจริญวาโยกสิณ ... เจริญนีลกสิณ ... เจริญปีตกสิณ ... เจริญโลหิตกสิณ ... เจริญ โอทาตกสิณ ... เจริญอากาสกสิณ ... เจริญวิญญาณกสิณ ... (๖๒-๗๑)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

[๔๕๓-๔๖๒] อสุภสญฺญํ ภาเวติ ... มรณสญฺญํ ภาเวติ ... อาหาเร ปฏิกูลสญฺญํ ภาเวติ ... สพฺพโลเก อนภิรติสญฺญํ (๑) ภาเวติ ... อนิจฺจสญฺญํ ภาเวติ ... อนิจฺเจ ทุกฺขสญฺญํ ภาเวติ ... ทุกฺเข อนตฺตสญฺญํ ภาเวติ ... ปหานสญฺญํ ภาเวติ ... วิราคสญฺญํ ภาเวติ ... นิโรธสญฺญํ ภาเวติ. (๗๒-๘๑)

Footnotes (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. 1ฉ. อนภิรติสญฺญํ
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

[๔๕๓-๔๖๒] ภิกษุเจริญอสุภสัญญา ... เจริญมรณสัญญา ... เจริญอาหาเร ปฏิกูลสัญญา ... เจริญสัพพโลเกอนภิรตสัญญา ... เจริญอนิจจสัญญา ... เจริญ อนิจเจทุกขสัญญา ... เจริญทุกเขอนัตตสัญญา ... เจริญปหานสัญญา ... เจริญวิราคสัญญา ... เจริญนิโรธสัญญา... (๗๒-๘๑)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

[๔๖๓-๔๗๒] อนิจฺจสญฺญํ ภาเวติ ... อนตฺตสญฺญํ ภาเวติ ... มรณสญฺญํ ภาเวติ ... อาหาเร ปฏิกูลสญฺญํ ภาเวติ ... สพฺพโลเก อนภิรติสญฺญํ ภาเวติ ... อฏฺฐิกสญฺญํ ภาเวติ ... ปุฬวกสญฺญํ (๑) ภาเวติ ... วินีลกสญฺญํ ภาเวติ ... วิจฺฉิทฺทกสญฺญํ ภาเวติ ... อุทฺธุมาตกสญฺญํ ภาเวติ. (๘๒-๙๑)

Footnotes (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. 1ก. ปุฬุวกสญฺญํ
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

[๔๖๓-๔๗๒] ภิกษุเจริญอนิจจสัญญา ... เจริญอนัตตสัญญา ... เจริญมรณ- สัญญา ... เจริญอาหาเรปฏิกูลสัญญา ... เจริญสัพพโลเกอนภิรตสัญญา ... เจริญ อัฏฐิกสัญญา ... เจริญปุฬวกสัญญา ... เจริญวินีลกสัญญา ... เจริญวิจฉิททกสัญญา ... เจริญอุทธุมาตกสัญญา ... ( ๘๒-๙๑)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

[๔๗๓-๔๘๒] พุทฺธานุสฺสตึ ภาเวติ ... ธมฺมานุสฺสตึ ภาเวติ ... สํฆานุสฺสตึ ภาเวติ ... สีลานุสฺสตึ ภาเวติ ... จาคานุสฺสตึ ภาเวติ ... เทวตานุสฺสตึ ภาเวติ ... อานาปานสตึ ภาเวติ ... มรณสตึ ภาเวติ ... กายคตาสตึ ภาเวติ ... อุปสมานุสฺสตึ ภาเวติ. (๙๒-๑๐๑)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

[๔๗๓-๔๘๒] ภิกษุเจริญพุทธานุสสติ ... เจริญธัมมานุสสติ ...เจริญสังฆานุสสติ ... เจริญสีลานุสสติ ... เจริญจาคานุสสติ ... เจริญเทวตานุสสติ ... เจริญอานาปานสติ ... เจริญมรณัสสติ ... เจริญกายคตาสติ ... เจริญอุปสมานุสสติ ... (๙๒-๑๐๑)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

[๔๘๓-๔๙๒] ปฐมชฺฌานสหคตํ สทฺธินฺทฺริยํ ภาเวติ ... วีริยินฺทฺริยํ ภาเวติ ... สตินฺทฺริยํ ภาเวติ ... สมาธินฺทฺริยํ ภาเวติ ... ปญฺญินฺทฺริยํ ภาเวติ ... สทฺธาพลํ ภาเวติ ... วีริยพลํ ภาเวติ ... สติพลํ ภาเวติ ... สมาธิพลํ ภาเวติ ... ปญฺญาพลํ ภาเวติ. (๑๐๒-๑๑๑)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

[๔๘๓-๔๙๒] ภิกษุเจริญสัทธินทรีย์ที่ประกอบด้วยปฐมฌาน ... เจริญ วีริยินทรีย์ ... เจริญสตินทรีย์ ... เจริญสมาธินทรีย์ ... เจริญปัญญินทรีย์ ... เจริญ สัทธาพละ ... เจริญวีริยพละ ... เจริญสติพละ ... เจริญสมาธิพละ ... เจริญปัญญาพละ ... (๑๐๒-๑๑๑)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

[๔๙๓-๕๖๒] ทุติยชฺฌานสหคตํ ฯเปฯ ตติยชฺฌานสหคตํ ฯเปฯ จตุตฺถชฺฌานสหคตํ ฯเปฯ เมตฺตาสหคตํ ฯเปฯ กรุณาสหคตํ ฯเปฯ มุทิตาสหคตํ ฯเปฯ อุเปกฺขาสหคตํ สทฺธินฺทฺริยํ ภาเวติ... วีริยินฺทฺริยํ ภาเวติ... สตินฺทฺริยํ ภาเวติ... สมาธินฺทฺริยํ ภาเวติ... ปญฺญินฺทฺริยํ ภาเวติ... สทฺธาพลํ ภาเวติ... วีริยพลํ ภาเวติ... สติพลํ ภาเวติ... สมาธิพลํ ภาเวติ... ปญฺญาพลํ ภาเวติ. อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อริตฺตชฺฌาโน วิหรติ สตฺถุสาสนกโร โอวาทปฏิกโร อโมฆํ รฏฺฐปิณฺฑํ ภุญฺชติ. โก ปน วาโท, เย นํ พหุลีกโรนฺตีติ. (๑๑๒-๑๘๑)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

[๔๙๓-๕๖๒] ภิกษุเจริญสัทธินทรีย์ที่ประกอบด้วยทุติยฌาน ฯลฯ ที่ประกอบ ด้วยตติยฌาน ฯลฯ ที่ประกอบด้วยจตุตถฌาน ฯลฯ ที่ประกอบด้วยเมตตา ฯลฯ ที่ประกอบด้วยกรุณา ฯลฯ ที่ประกอบด้วยมุทิตา ฯลฯ ที่ประกอบด้วยอุเบกขา ... เจริญวีริยินทรีย์ ... เจริญสตินทรีย์ ... เจริญสมาธินทรีย์ ... เจริญปัญญินทรีย์ ...

เจริญสัทธาพละ ... เจริญวีริยพละ ... เจริญสติพละ ... เจริญสมาธิพละ ... เจริญ ปัญญาพละ ... ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เราเรียกว่า ผู้อยู่ไม่ห่างจากฌาน ทำตามคำสอน ของศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ฉันบิณฑบาตของชาวบ้านอย่างไม่สูญเปล่า ไม่จำเป็น ต้องพูดถึงภิกษุผู้ทำให้มากซึ่งปัญญาพละที่ประกอบด้วยอุเบกขา (๑๑๒-๑๘๑)

อปรอัจฉราสังฆาตวรรคที่ ๑๘ จบ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

(อปรอจฺฉราสงฺฆาตวคฺโค) ๑๙. กายคตาสติวคฺค ยสฺส กสฺสจิ ภิกฺขเว มหาสมุทฺโท เจตสา ผุโฏ, อนฺโตคธา ตสฺส กุนฺนทิโย ยา กาจิ สมุทฺทงฺคมา. เอวเมว โข ภิกฺขเว ยสฺส กสฺสจิ กายคตา สติ ภาวิตา พหุลีกตา, อนฺโตคธา ตสฺส กุสลา ธมฺมา เย เกจิ วิชฺชาภาคิยาติ. (๑)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๑๙. กายคตาสติวรรค

หมวดว่าด้วยผลแห่งการเจริญกายคตาสติ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันภิกษุรูปใดรูป หนึ่งได้เจริญทำให้มากแล้ว กุศลธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นส่วนแห่งวิชชา ย่อม เป็นภาวนาที่หยั่งลงในจิตของภิกษุนั้น เปรียบเหมือนมหาสมุทรอันผู้ใดผู้หนึ่งสัมผัส ด้วยใจแล้ว แม่น้ำน้อยสายใดสายหนึ่งที่ไหลไปสู่สมุทรย่อมปรากฏภายในจิตของ ผู้นั้น (๑)

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1วิชชา มี ๘ ประการ คือ (๑) วิปัสสนาญาณ (๒) มโนมยิทธิ (๓) อิทธิวิธา (๔) ทิพพโสตะ (๕) เจโตปริยญาณ (๖) ปุพเพนิวาสานุสสติ (๗) ทิพพจักขุ (๘) อาสวักขยญาณ (องฺ.เอกก.อ. ๑/๕๖๓/๔๗๒)
  2. 2หมายถึงการเจริญอาโปกสิณ (องฺ.เอกก.อ. ๑/๕๖๓/๔๗๒)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

[๕๖๔-๕๗๐] เอกธมฺโม ภิกฺขเว ภาวิโต พหุลีกโต มหโต สํเวคาย สํวตฺตติ. มหโต อตฺถาย สํวตฺตติ. มหโต โยคกฺเขมาย สํวตฺตติ. สติสมฺปชญฺญาย สํวตฺตติ. ญาณทสฺสนปฏิลาภาย สํวตฺตติ. ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหาราย สํวตฺตติ. วิชฺชาวิมุตฺติผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตติ. กตโม เอกธมฺโม ? กายคตา สติ. อยํ โข ภิกฺขเว เอกธมฺโม ภาวิโต พหุลีกโต มหโต สํเวคาย สํวตฺตติ. มหโต อตฺถาย สํวตฺตติ. มหโต โยคกฺเขมาย สํวตฺตติ. สติสมฺปชญฺญาย สํวตฺตติ. ญาณทสฺสนปฏิลาภาย สํวตฺตติ. ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหาราย สํวตฺตติ. วิชฺชาวิมุตฺติผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตตีติ. (๒-๘)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

[๕๖๔-๕๗๐] ธรรมอันเป็นเอกที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้วย่อมเป็นไป เพื่อสังเวชใหญ่ เพื่อประโยชน์ใหญ่ เพื่อธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะใหญ่ เพื่อ สติและสัมปชัญญะ เพื่อได้ญาณทัสสนะ เพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เพื่อทำให้แจ้งซึ่ง ผลแห่งวิชชาและวิมุตติ ธรรมอันเป็นเอกคืออะไร คือ กายคตาสติ ธรรมอันเป็นเอก นี้แลที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อสังเวชใหญ่ เพื่อประโยชน์ใหญ่ เพื่อธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะใหญ่ เพื่อสติและสัมปชัญญะ เพื่อได้ญาณทัสสนะ เพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เพื่อทำให้แจ้งซึ่งผลแห่งวิชชาและวิมุตติ (๒-๘)

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1สังเวชใหญ่ ในที่นี้หมายถึงวิปัสสนาหรืออีกนัยหนึ่งหมายถึงมรรคแห่งวิปัสสนา
  2. 2ประโยชน์ใหญ่ ในที่นี้หมายถึงมรรค ๔ อีกนัยหนึ่งหมายถึงสามัญญผล ๔
  3. 3ธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะใหญ่ หมายถึงสามัญญผล ๔ อีกนัยหนี่งหมายถึงนิพพาน
  4. 4ญาณทัสสนะ หมายถึงทิพพจักขุญาณ
  5. 5ผลแห่งวิชชาและวิมุตติ หมายถึงอรหัตตผล (องฺ.เอกก.อ. ๑/๕๖๔-๕๗๐/๔๗๒)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

เอกธมฺเม ภิกฺขเว ภาวิเต พหุลีกเต กาโยปิ ปสฺสมฺภติ, จิตฺตมฺปิ ปสฺสมฺภติ, วิตกฺกวิจาราปิ วูปสมฺมนฺติ, เกวลาปิ วิชฺชาภาคิยา ธมฺมา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ. กตมสฺมึ เอกธมฺเม ? กายคตาย สติยา. อิมสฺมึ โข ภิกฺขเว เอกธมฺเม ภาวิเต พหุลีกเต กาโยปิ ปสฺสมฺภติ, จิตฺตมฺปิ ปสฺสมฺภติ, วิตกฺกวิจาราปิ วูปสมฺมนฺติ, เกวลาปิ วิชฺชาภาคิยา ธมฺมา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺตีติ. (๙)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เมื่อธรรมอันเป็นเอกที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้ว แม้กายก็สงบ แม้ จิตก็สงบ แม้วิตกและวิจารก็สงบ ธรรมที่เป็นส่วนแห่งวิชชาแม้ทั้งสิ้นก็ถึงความเจริญ เต็มที่ ธรรมอันเป็นเอกคืออะไร คือ กายคตาสติ เมื่อธรรมอันเป็นเอกนี้แลที่บุคคล ได้เจริญทำให้มากแล้ว แม้กายก็สงบ แม้จิตก็สงบ แม้วิตกและวิจารก็สงบ ธรรมที่ เป็นส่วนแห่งวิชชาแม้ทั้งสิ้นก็ถึงความเจริญเต็มที่ (๙)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เอกธมฺเม ภิกฺขเว ภาวิเต พหุลีกเต อนุปฺปนฺนา เจว อกุสลา ธมฺมา นุปฺปชฺชนฺติ, อุปฺปนฺนา จ อกุสลา ธมฺมา ปหียนฺติ. กตมสฺมึ เอกธมฺเม ? กายคตาย สติยา. อิมสฺมึ โข ภิกฺขเว เอกธมฺเม ภาวิเต พหุลีกเต อนุปฺปนฺนา เจว อกุสลา ธมฺมา นุปฺปชฺชนฺติ, อุปฺปนฺนา จ อกุสลา ธมฺมา ปหียนฺตีติ. (๑๐)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เมื่อธรรมอันเป็นเอกที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้ว อกุศลธรรมที่ยัง ไม่เกิดขึ้นก็ไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วก็ละได้ ธรรมอันเป็นเอกคืออะไร คือ กายคตาสติ เมื่อธรรมอันเป็นเอกนี้แลที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้ว อกุศลธรรมที่ ยังไม่เกิดขึ้นก็ไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วก็ละได้ (๑๐)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เอกธมฺเม ภิกฺขเว ภาวิเต พหุลีกเต อนุปฺปนฺนา เจว กุสลา ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ, อุปฺปนฺนา จ กุสลา ธมฺมา ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย สํวตฺตนฺติ. กตมสฺมึ เอกธมฺเม ? กายคตาย สติยา. อิมสฺมึ โข ภิกฺขเว เอกธมฺเม ภาวิเต พหุลีกเต อนุปฺปนฺนา เจว กุสลา ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ, อุปฺปนฺนา จ กุสลา ธมฺมา ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย สํวตฺตนฺตีติ. (๑๑)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เมื่อธรรมอันเป็นเอกที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้ว กุศลธรรมที่ยังไม่ เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วก็เป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น ธรรมอันเป็น เอกคืออะไร คือ กายคตาสติ เมื่อธรรมอันเป็นเอกนี้แลที่บุคคลได้เจริญทำให้มาก แล้ว กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วก็เป็นไปเพื่อความเจริญ ไพบูลย์ยิ่งขึ้น (๑๑)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เอกธมฺเม ภิกฺขเว ภาวิเต พหุลีกเต อวิชฺชา ปหียติ, วิชฺชา อุปฺปชฺชติ, อสฺมิมาโน ปหียติ, อนุสยา สมุคฺฆาตํ คจฺฉนฺติ, สญฺโญชนา ปหียนฺติ. กตมสฺมึ เอกธมฺเม ? กายคตาย สติยา. อิมสฺมึ โข ภิกฺขเว เอกธมฺเม ภาวิเต พหุลีกเต อวิชฺชา ปหียติ, วิชฺชา อุปฺปชฺชติ, อสฺมิมาโน ปหียติ, อนุสยา สมุคฺฆาตํ คจฺฉนฺติ, สญฺโญชนา ปหียนฺตีติ. (๑๒)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เมื่อธรรมอันเป็นเอกที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้วย่อมละอวิชชาได้ วิชชาเกิดขึ้นย่อมละอัสมิมานะได้ อนุสัย ย่อมถึงความถอนขึ้น ย่อมละสังโยชน์ได้ ธรรมอันเป็นเอกคืออะไร คือ กายคตาสติ เมื่อธรรมอันเป็นเอกนี้แล ที่บุคคลได้ เจริญทำให้มากแล้วย่อมละอวิชชาได้ วิชชาเกิดขึ้นย่อมละอัสมิมานะ ได้ อนุสัยถึง ความถอนขึ้นย่อมละสังโยชน์ได้ (๑๒)

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1อนุสัยหรือสังโยชน์ มี ๗ คือ กามราคะ(ความกำหนัดในกาม) ปฏิฆะ(ความขัดใจ) ทิฏฐิ(ความเห็นผิด) วิจิกิจฉา(ความลังเลใจ) มานะ(ความถือตัว) ภวราคะ(ความกำหนัดในภพ) อวิชชา(ความไม่รู้จริง) (ที.ปา ๑๑/๓๓๒/๒๒๓, อง.สตฺตก. ๒๓/๑๑/๘)
  2. 2อัสมิมานะ หมายถึงความสำคัญตนเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มี ๙ ประการ คือ (๑) เป็นผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตัวว่าเลิศกว่าเขา (๒) เป็นผู้เลิศกว่าเขาสำคัญตัวว่าเสมอเขา (๓) เป็นผู้เลิศกว่าเขาสำคัญตัวว่าเลว กว่าเขา (๔) เป็นผู้เสมอเขาสำคัญตัวว่าเลิศกว่าเขา (๕) เป็นผู้เสมอเขาสำคัญตัวว่าเสมอเขา (๖) เป็นผู้ เสมอเขาสำคัญตัวว่าเลวกว่าเขา (๗) เป็นผู้เลวกว่าเขาสำคัญตัวว่าเลิศกว่าเขา (๘) เป็นผู้เลวกว่าเขา สำคัญตัวว่าเสมอเขา (๙) เป็นผู้เลวกว่าเขาสำคัญตัวว่าเลวกว่าเขา (องฺ.เอกก.อ. ๑/๕๗๔/๔๗๓)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

[๕๗๕-๕๗๖] เอกธมฺโม ภิกฺขเว ภาวิโต พหุลีกโต ปญฺญาปฺปเภทาย สํวตฺตติ. อนุปาทาปรินิพฺพานาย สํวตฺตติ. กตโม เอกธมฺโม ? กายคตา สติ. อยํ โข ภิกฺขเว เอกธมฺโม ภาวิโต พหุลีกโต ปญฺญาปฺปเภทาย สํวตฺตติ. อนุปาทาปรินิพฺพานาย สํวตฺตตีติ. (๑๓-๑๔)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

[๕๗๕-๕๗๖] ธรรมอันเป็นเอกที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้วย่อมเป็นไป เพื่อความแตกฉานแห่งปัญญา เพื่ออนุปาทาปรินิพพาน ธรรมอันเป็นเอกคืออะไร คือ กายคตาสติ ธรรมอันเป็นเอกนี้แลที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อ ความแตกฉานแห่งปัญญา เพื่ออนุปาทาปรินิพพาน (๑๓-๑๔)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

[๕๗๗-๕๗๙] เอกธมฺเม ภิกฺขเว ภาวิเต พหุลีกเต อเนกธาตุปฏิเวโธ โหติ. นานาธาตุปฏิเวโธ โหติ. อเนกธาตุปฏิสมฺภิทา โหติ. กตมสฺมึ เอกธมฺเม ? กายคตาย สติยา. อิมสฺมึ โข ภิกฺขเว เอกธมฺเม ภาวิเต พหุลีกเต อเนกธาตุปฏิเวโธ โหติ. นานาธาตุปฏิเวโธ โหติ. อเนกธาตุปฏิสมฺภิทา โหตีติ. (๑๕-๑๗)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

[๕๗๗-๕๗๙] เมื่อธรรมอันเป็นเอกที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้วย่อมมี ความเข้าใจแจ่มแจ้งธาตุหลายชนิด มีความเข้าใจแจ่มแจ้งธาตุที่แตกต่างกัน มีความ แตกฉานในธาตุหลายชนิด ธรรมอันเป็นเอกคืออะไร คือ กายคตาสติ เมื่อธรรมอัน เป็นเอกนี้แลที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้วย่อมมีความเข้าใจแจ่มแจ้งธาตุหลายชนิด มีความเข้าใจแจ่มแจ้งธาตุที่แตกต่างกัน มีความแตกฉานในธาตุหลายชนิด (๑๕-๑๗)

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1ธาตุหลายชนิด หมายถึงธาตุ ๑๘ มีจักขุธาตุเป็นต้น (องฺ.เอกก.อ. ๑/๕๗๗/๔๗๓, อภิ.วิ. ๓๕/๑๘๕/๑๐๕)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

[๕๘๐-๕๘๓] เอกธมฺโม ภิกฺขเว ภาวิโต พหุลีกโต โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตติ. สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตติ. อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตติ. อรหตฺตผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตติ. กตโม เอกธมฺโม ? กายคตา สติ. อยํ โข ภิกฺขเว เอกธมฺโม ภาวิโต พหุลีกโต โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตติ. สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตติ. อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตติ. อรหตฺตผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตตีติ. (๑๘-๒๑)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

[๕๘๐-๕๘๓] ธรรมอันเป็นเอกที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อ ทำให้แจ้งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตตผล ธรรมอันเป็นเอก คืออะไร คือ กายคตาสติ ธรรมอันเป็นเอกนี้แลที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้วย่อมเป็น ไปเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตตผล (๑๘-๒๑)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

[๕๘๔-๕๙๙] เอกธมฺโม ภิกฺขเว ภาวิโต พหุลีกโต ปญฺญาปฏิลาภาย สํวตฺตติ. ปญฺญาวุฑฺฒิยา สํวตฺตติ. ปญฺญาเวปุลฺลาย สํวตฺตติ. มหาปญฺญตาย สํวตฺตติ. ปุถุปญฺญตาย สํวตฺตติ. วิปุลปญฺญตาย สํวตฺตติ. คมฺภีรปญฺญตาย สํวตฺตติ. อสมนฺตปญฺญตาย (๑) สํวตฺตติ. ภูริปญฺญตาย สํวตฺตติ. ปญฺญาพาหุลฺลาย สํวตฺตติ. สีฆปญฺญตาย สํวตฺตติ. ลหุปญฺญตาย สํวตฺตติ. หาสปญฺญตาย (๒) สํวตฺตติ. ชวนปญฺญตาย สํวตฺตติ. ติกฺขปญฺญตาย สํวตฺตติ. นิพฺเพธิกปญฺญตาย สํวตฺตติ. กตโม เอกธมฺโม ? กายคตา สติ. อยํ โข ภิกฺขเว เอกธมฺโม ภาวิโต พหุลีกโต ปญฺญาปฏิลาภาย สํวตฺตติ. ปญฺญาวุฑฺฒิยา สํวตฺตติ. ปญฺญาเวปุลฺลาย สํวตฺตติ. มหาปญฺญตาย สํวตฺตติ. ปุถุปญฺญตาย สํวตฺตติ. วิปุลปญฺญตาย สํวตฺตติ. คมฺภีรปญฺญตาย สํวตฺตติ. อสามนฺตปญฺญตาย สํวตฺตติ. ภูริปญฺญตาย สํวตฺตติ. ปญฺญาพาหุลฺลาย สํวตฺตติ. สีฆปญฺญตาย สํวตฺตติ. ลหุปญฺญตาย สํวตฺตติ. หาสปญฺญตาย สํวตฺตติ. ชวนปญฺญตาย สํวตฺตติ. ติกฺขปญฺญตาย สํวตฺตติ. นิพฺเพธิกปญฺญตาย สํวตฺตตีติ. (๒๒-๓๙)

Footnotes (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. 1ก. อสมตฺถปญฺญาย
  2. 2สี.อิ. หาสุปญฺญตาย
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

[๕๘๔-๕๙๙] ธรรมอันเป็นเอกที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อ ได้ปัญญา เพื่อความเจริญแห่งปัญญา เพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญา เพื่อความ เป็นผู้มีปัญญามาก เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาแน่นหนา เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไพบูลย์ เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาลุ่มลึก เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาสามารถยิ่ง เพื่อ ความเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง เพื่อความเป็นผู้มากด้วยปัญญา เพื่อความเป็นผู้มี ปัญญาว่องไว เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเร็ว เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาร่าเริง เพื่อความ เป็นผู้มีปัญญาคล่องแคล่ว เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม >๔> และเพื่อความเป็น ผู้มีปัญญาชำแรกกิเลส

ธรรมอันเป็นเอกคืออะไร คือ กายคตาสติ ธรรมอันเป็นเอก นี้แลที่บุคคลได้เจริญทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา เพื่อความเจริญแห่ง ปัญญา เพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญา เพื่อความเป็นผู้มีปัญญามาก เพื่อความเป็นผู้ มีปัญญาแน่นหนา เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไพบูลย์ เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาลุ่มลึก เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาสามารถยิ่ง เพื่อความเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง เพื่อความ เป็นผู้มากด้วยปัญญา เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาว่องไว เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเร็ว เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาร่าเริง เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาคล่องแคล่ว เพื่อความเป็นผู้ มีปัญญาเฉียบแหลม และเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาชำแรกกิเลส (๒๒-๓๗)

กายคตาสติวรรคที่ ๑๙ จบ

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1ปัญญา ในที่นี้หมายถึงมัคคญาณ ๔ ผลญาณ ๔ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ อภิญญาญาณ ๖ ญาณ ๗๓ และญาณ ๗๗ (องฺ.เอกก.อ. ๑/๕๘๔/๔๗๔)
  2. 2ปัญญา ในที่นี้หมายถึงปัญญาของพระอริยเสขบุคคล ๗ จำพวก กัลยาณปุถุชน และปัญญาของพระ อรหันต์ (องฺ.เอกก.อ. ๑/๕๘๔/๔๗๔)
  3. 3มีปัญญามาก ในที่นี้หมายถึงมีปัญญาที่ให้ได้รับประโยชน์อย่างยิ่งคือพระนิพพาน ได้แก่ ธาตุ ๑๘ อายตนะ ๑๒ ปฏิจจสมุปปาทธรรม นิรุตติ ปฏิภาณ สีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ ฐานาฏฐานขันธ์ ฐานะ อัฏฐานะ วิหารสมาบัติ ๘ อริยสัจ ๔ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ สามัญญผล ๔ อภิญญา ๖ (องฺ.เอกก.อ. ๑/๕๘๔/๔๗๔)
  4. 4มีปัญญาแน่นหนา ในที่นี้หมายถึงมีญาณ(ความรู้)ในธาตุ ๑๘ อายตนะ ๑๒ ฯลฯ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ (องฺ.เอกก.อ. ๑/๕๘๔/๔๗๔)
  5. 5มีปัญญาไพบูลย์และมีปัญญาลุ่มลึก ในที่นี้หมายถึงมีปัญญาที่ให้ได้รับประโยชน์อย่างยิ่งคือพระนิพพาน (องฺ.เอกก.อ. ๑/๕๘๔/๔๗๕)
  6. 6มีปัญญาสามารถยิ่ง ในที่นี้หมายถึงได้บรรลุอัตถปฏิสัมภิทา ธัมมปฏิสัมภิทา นิรุตติปฏิสัมภิทา ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (องฺ.เอกก.อ. ๑/๕๘๔/๔๗๕)
  7. 7มีปัญญากว้างขวาง ในที่นี้หมายถึงมีปัญญาที่หนักหน่วงดุจแผ่นดินสามารถข่มกิเลสทั้งปวงมีราคะเป็นต้น ได้ (องฺ.เอกก.อ. ๑/๕๘๔/๔๗๖)
  8. 8มีปัญญาเฉียบแหลม ในที่นี้หมายถึงมีปัญญาที่ละ บรรเทา ดับกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก และบาปอกุศลธรรม ทำให้ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ ฯลฯ กรรมที่นำสัตว์ไปสู่ภพ และหมายถึงปัญญาที่รู้ แจ้งอริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ (องฺ.เอกก.อ. ๑/๕๘๔/๔๗๘)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

กายคตาสติวคฺโค.) ๒๐. อมตวคฺค อมตนฺเต ภิกฺขเว น ปริภุญฺชนฺติ, เย กายคตาสตึ น ปริภุญฺชนฺติ. อมตนฺเต ภิกฺขเว ปริภุญฺชนฺติ, เย กายคตาสตึ ปริภุญฺชนฺตีติ. (๑)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๒๐. อมตวรรค

หมวดว่าด้วยอมตธรรม

ชนเหล่าใดไม่เจริญกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่บรรลุอมตธรรม ชนเหล่าใดเจริญกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าบรรลุอมตธรรม (๑)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว อปริภุตฺตํ, เยสํ กายคตา สติ อปริภุตฺตา. อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว ปริภุตฺตํ, เยสํ กายคตา สติ ปริภุตฺตาติ. (๒)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ชนเหล่าใดไม่ได้เจริญกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่ได้บรรลุอมต ธรรม ชนเหล่าใดได้เจริญกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าได้บรรลุอมตธรรม (๒)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว ปริหีนํ, เยสํ กายคตา สติ ปริหีนา. อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว อปริหีนํ, เยสํ กายคตา สติ อปริหีนาติ. (๓)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ชนเหล่าใดมีกายคตาสติเสื่อม ชนเหล่านั้นชื่อว่ามีอมตธรรมเสื่อม ชนเหล่าใดมีกายคตาสติไม่เสื่อม ชนเหล่านั้นชื่อว่ามีอมตธรรมไม่เสื่อม (๓)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อมตนฺเตสํ, ภิกฺขเว วิรทฺธํ, เยสํ กายคตา สติ วิรทฺธา. อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว อารทฺธํ, (๑) เยสํ กายคตา สติ อารทฺธาติ. (๔)

Footnotes (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. 1ก. อวิรทฺธํ
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ชนเหล่าใดเบื่อกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าเบื่ออมตธรรม ชน เหล่าใดชอบใจกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าชอบใจอมตธรรม (๔)

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1เบื่อกายคตาสติ หมายถึงไม่ให้กายคตาสติสำเร็จ (องฺ.เอกก.อ. ๑/๖๐๐-๖๑๑/๔๘๐)
  2. 2ชอบใจกายคตาสติ หมายถึงบำเพ็ญกายคตาสติให้บริบูรณ์ (องฺ.เอกก.อ. ๑/๖๐๐-๖๑๑/๔๘๐)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

อมตนฺเต ภิกฺขเว ปมาทึสุ, เย กายคตาสตึ ปมาทึสุ. อมตนฺเต ภิกฺขเว น ปมาทึสุ. เย กายคตาสตึ น ปมาทึสูติ. (๕)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ชนเหล่าใดประมาทกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าประมาทอมตธรรม ชนเหล่าใดไม่ประมาทกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่ประมาทอมตธรรม (๕)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว ปมุฏฺฐํ, เยสํ กายคตา สติ ปมุฏฺฐา. อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว อปฺปมุฏฺฐํ, เยสํ กายคตา สติ อปฺปมุฏฺฐาติ. (๖)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ชนเหล่าใดหลงลืมกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าหลงลืมอมตธรรม ชนเหล่าใดไม่หลงลืมกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่หลงลืมอมตธรรม (๖)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว อนาเสวิตํ, เยสํ กายคตา สติ อนาเสวิตา. อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว อาเสวิตํ, เยสํ กายคตา สติ อาเสวิตาติ. (๗)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ชนเหล่าใดไม่ได้เสพกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่ได้เสพอมตธรรม ชนเหล่าใดได้เสพกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าได้เสพอมตธรรม (๗)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว อภาวิตํ, เยสํ กายคตา สติ อภาวิตา. อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว ภาวิตํ, เยสํ กายคตา สติ ภาวิตาติ. (๘)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ชนเหล่าใดไม่ได้เจริญกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่ได้เจริญอมต ธรรม ชนเหล่าใดได้เจริญกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าได้เจริญอมตธรรม (๘)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว อพหุลีกตํ, เยสํ กายคตา สติ อพหุลีกตา. อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว พหุลีกตํ, เยสํ กายคตา สติ พหุลีกตาติ. (๙)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ชนเหล่าใดไม่ได้ทำกายคตาสติให้มาก ชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่ได้ทำ อมตธรรมให้มาก ชนเหล่าใดได้ทำกายคตาสติให้มาก ชนเหล่านั้นชื่อว่าได้ทำ อมตธรรมให้มาก (๙)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว อนภิญฺญาตํ, เยสํ กายคตา สติ อนภิญฺญาตา. อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว อภิญฺญาตํ, เยสํ กายคตา สติ อภิญฺญาตาติ. (๑๐)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ชนเหล่าใดไม่ได้รู้ยิ่งกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่ได้รู้ยิ่งอมตธรรม ชนเหล่าใดได้รู้ยิ่งกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าได้รู้ยิ่งอมตธรรม (๑๐)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว อปริญฺญาตํ, เยสํ กายคตา สติ อปริญฺญาตา. อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว ปริญฺญาตํ, เยสํ กายคตา สติ ปริญฺญาตาติ. (๑๑)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ชนเหล่าใดไม่ได้กำหนดรู้กายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่ได้กำหนดรู้ อมตธรรม ชนเหล่าใดได้กำหนดรู้กายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าได้กำหนดรู้ อมตธรรม (๑๑)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว อสจฺฉิกตํ, เยสํ กายคตา สติ อสจฺฉิกตา. อมตนฺเตสํ ภิกฺขเว สจฺฉิกตํ, เยสํ กายคตา สติ สจฺฉิกตาติ. (๑๒)

(อิทมโวจ ภควา. อตฺตมนา เต ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ.) (อมตวคฺโค.) เอกกนิปาโต นิฏฺฐิโต

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ชนเหล่าใดไม่ได้ทำกายคตาสติให้แจ้ง ชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่ได้ทำ อมตธรรมให้แจ้ง ชนเหล่าใดได้ทำกายคตาสติให้แจ้ง ชนเหล่านั้นชื่อว่าได้ทำ อมตธรรมให้แจ้ง (๑๒)(เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ ภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดี ต่างชื่นชมภาษิตของ พระผู้มีพระภาค)

อมตวรรคที่ ๒๐ จบ

เอกกนิบาต จบ

End of ปสาทกรธัมมาทิบาลี