arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ · คหปติวรรค

อักขณสูตร เล่ม ๒๓

Text layerBuddha’s wordsItems ๑๑๙ (Royal Thai)9/10 in คหปติวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

อักขณสูตร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ คหปติวรรค อักขณสูตร (Royal Thai Volume 23 · Mahachula Volume 23 · Mahamakut Volume 37 · Chaloem Phrakiat Volume 23)

Pali (Siam Rath)

๒๙ ขณกิจฺโจ โลโก ขณกิจฺโจ โลโกติ ภิกฺขเว อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน ภาสติ โน จ โข โส ชานาติ ขณํ วา อกฺขณํ วา อฏฺฐิเม ภิกฺขเว อกฺขณา อสมยา พฺรหฺมจริยวาสาย กตเม อฏฺฐ อิธ ภิกฺขเว ตถาคโต จ โลเก อุปฺปนฺโน โหติ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชา จรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควา ธมฺโม จ เทสิยติ อุปสมิโก ๑ ปรินิพฺพานิโก สมฺโพธคามี สุคตปฺปเวทิโต อยญฺจ ปุคฺคโล นิรยํ อุปปนฺโน โหติ อยํ ภิกฺขเว ปฐโม อกฺขโณ อสมโย พฺรหฺมจริยวาสาย ฯ ปุน จปรํ ภิกฺขเว ตถาคโต จ โลเก อุปฺปนฺโน โหติ ฯเปฯ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควา ธมฺโม จ เทสิยติ อุปสมิโก ปรินิพฺพานิโก สมฺโพธคามี สุคตปฺปเวทิโต อยญฺจ ปุคฺคโล ติรจฺฉานโยนึ อุปปนฺโน โหติ ฯเปฯ

อยญฺจ ปุคฺคโล ปิตฺติวิสยํ อุปปนฺโน โหติ ฯเปฯ อยญฺจ ปุคฺคโล อญฺญตรํ ทีฆายุกํ เทวนิกายํ อุปปนฺโน โหติ ฯเปฯ อยญฺจ ปุคฺคโล ปจฺจนฺติเมสุ ชนปเทสุ ปจฺจาชาโต โหติ โส จ โหติ อวิญฺญาตาเรสุ มิลกฺขูสุ ๒ ยตฺถ นตฺถิ คติ ภิกฺขูนํ ภิกฺขุนีนํ อุปาสกานํ อุปาสิกานํ ฯเปฯ อยญฺจ ปุคฺคโล มชฺฌิเมสุ ชนปเทสุ ปจฺจาชาโต โหติ โส จ โหติ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก วิปรีตทสฺสโน นตฺถิ ทินฺนํ นตฺถิ ยิฏฺฐํ นตฺถิ หุตํ นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก นตฺถิ อยํ โลโก นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ มาตา นตฺถิ ปิตา นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ ฯเปฯ

อยญฺจ ปุคฺคโล มชฺฌิเมสุ ชนปเทสุ ปจฺจาชาโต โหติ โส จ โหติ ทุปฺปญฺโญ ชโฬ เอฬมูโค น ปฏิพโล สุภาสิตทุพฺภาสิตสฺส อตฺถมญฺญาตุํ อยํ ภิกฺขเว สตฺตโม อกฺขโณ อสมโย พฺรหฺมจริยวาสาย ฯ ปุน จปรํ ภิกฺขเว ตถาคโต จ โลเก อนุปฺปนฺโน โหติ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ฯเปฯ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควา ธมฺโม จ น เทสิยติ อุปสมิโก ปรินิพฺพานิโก สมฺโพธคามี สุคตปฺปเวทิโต อยญฺจ ปุคฺคโล มชฺฌิเมสุ ชนปเทสุ ปจฺจาชาโต โหติ โส จ โหติ ปญฺญวา อชโฬ อเนฬมูโค ปฏิพโล สุภาสิตทุพฺภาสิตสฺส อตฺถมญฺญาตุํ อยํ ภิกฺขเว อฏฺฐโม อกฺขโณ อสมโย พฺรหฺมจริยวาสาย ฯ อิเม โข ภิกฺขเว อฏฺฐ อกฺขณา อสมยา พฺรหฺมจริยวาสาย ฯ

เอโก ๑ จ โข ภิกฺขเว ขโณ จ สมโย จ พฺรหฺมจริยวาสาย กตโม เอโก อิธ ภิกฺขเว ตถาคโต โลเก อุปฺปนฺโน โหติ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควา ธมฺโม จ เทสิยติ อุปสมิโก ปรินิพฺพานิโก สมฺโพธคามี สุคตปฺปเวทิโต อยญฺจ ปุคฺคโล มชฺฌิเมสุ ชนปเทสุ ปจฺจาชาโต โหติ โส จ โหติ ปญฺญวา อชโฬ อเนฬมูโค ปฏิพโล สุภาสิตทุพฺภาสิตสฺส อตฺถมญฺญาตุํ อยํ ภิกฺขเว เอโก ๑ ขโณ จ สมโย จ พฺรหฺมจริยวาสายาติ ฯ

มนุสฺสโลกํ ๒ ลทฺธาน สทฺธมฺเม สุปฺปเวทิเต

เย ขณํ นาธิคจฺฉนฺติ อตินาเมนฺติ เต ขณํ

พหูหิ อกฺขณา วุตฺตา ปุคฺคลสฺสนฺตรายิกา ๓

กทาจิ กรหจิ โลเก อุปฺปชฺชนฺติ ตถาคตา

ตยิทํ สมฺมุขีภูตํ ยํ โลกสฺมึ สุทุลฺลภํ

มนุสฺสปฏิลาโภ จ สทฺธมฺมสฺส จ เทสนา

อลํ วายมิตุํ ตตฺถ อตฺถกาเมน ๔ ชนฺตุนา

กถํ วิชญฺญา สทฺธมฺมํ ขโณ โว ๕ มา อุปชฺฌคา

ขณาตีตา หิ โสจนฺติ นิรยมฺหิ สมปฺปิตา

อิธ เจ น วิราเธติ สทฺธมฺมสฺส นิยามตํ

วาณิโชว อตีตตฺโถ จิรตฺตนุตปิสฺสติ

อวิชฺชานิวุโต โปโส สทฺธมฺมํ อปราธิโก

ชาติมรณสํสารํ จิรํ ปจฺจานุโภสฺสติ

เย จ ลทฺธา มนุสฺสตฺตํ สทฺธมฺเม สุปฺปเวทิเต

อกํสุ สตฺถุ วจนํ กริสฺสนฺติ กโรนฺติ วา

ขณํ ปจฺจวิทุํ โลเก พฺรหฺมจริยํ อนุตฺตรํ

เย มคฺคํ ปฏิปชฺชึสุ ตถาคตปฺปเวทิตํ

เย สํวรา จกฺขุมตา เทสิตาทิจฺจพนฺธุนา

เตสุ คุตฺโต สทา สโต วิหเรถ ๑ อนวสฺสุโต

สพฺเพ อนุสเย เฉตฺวา มารเธยฺยสรานุเค ๒

เต เว ปารคตา ๓ โลเก เย ปตฺตา อาสวกฺขยนฺติ ฯ

๑ ม. โอปสมิโก ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ ม. มิลกฺเขสุ ฯ

๑ เอโกว ฯ

๑ ม. เอโกว ฯ ๒ ม. มนุสฺสลาภํ ฯ ๓ ม. มคฺคสฺส อนฺตรายิกา ฯ ๔ ม. อตฺตกาเมน ฯ

๕ ม. เว ฯ

Royal Thai

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมกล่าวว่า โลกได้ขณะจึงทำกิจๆแต่เขาไม่รู้ขณะหรือมิใช่ขณะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย กาลมิใช่ขณะมิใช่สมัยในการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ๘ ประการนี้ ๘ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลกเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้วเป็นผู้จำแนกธรรม และธรรมอันพระผู้มีพระภาคย่อมทรงแสดง นำความสงบมาให้เป็นไปเพื่อปรินิพพาน ให้ถึงการตรัสรู้ อันพระสุคตเจ้าประกาศแล้ว แต่บุคคลผู้นี้เข้าถึงนรกเสีย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้มิใช่ขณะ มิใช่สมัยในการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๑ ฯ

อีกประการหนึ่ง ตถาคตอุบัติขึ้นในโลก ฯลฯ เป็นผู้จำแนกธรรม และธรรมอันพระผู้มีพระภาคย่อมทรงแสดง ... แต่บุคคลผู้นี้เข้าถึงกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้มิใช่ขณะ มิใช่สมัยในการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๒ ฯ

อีกประการหนึ่ง ฯลฯ แต่บุคคลนี้เข้าถึงปิตติวิสัยเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้ มิใช่ขณะมิใช่สมัยในการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๓ ฯ

อีกประการหนึ่ง ฯลฯ แต่บุคคลนี้เข้าถึงเทพนิกายผู้มีอายุยืน ชั้นใดชั้นหนึ่งเสีย ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้มิใช่ขณะ มิใช่สมัยในการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๔ ฯ

อีกประการหนึ่ง ฯลฯ แต่บุคคลนี้กลับมาเกิดในปัจจันตชนบทและอยู่ในพวกมิลักขะไม่รู้ดีรู้ชอบ อันเป็นสถานที่ไม่มีภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาไปมา ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้มิใช่ขณะ มิใช่สมัยในการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๕ ฯ

อีกประการหนึ่ง ฯลฯ แต่บุคคลนี้กลับมาเกิดในมัชฌิมชนบท แต่เขาเป็นมิจฉาทิฐิมีความเห็นวิปริตว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผลการบวงสรวงไม่มีผล ผลวิบากแห่งกรรมดี กรรมชั่วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี สัตว์ทั้งหลายที่ผุดเกิดขึ้นไม่มี สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ กระทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสั่งสอนประชุมชนให้รู้ตาม ไม่มีในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้มิใช่ขณะ

มิใช่สมัยในการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๖ ฯ

อีกประการหนึ่ง ฯลฯ แต่บุคคลนี้กลับมาเกิดในมัชฌิมชนบท แต่เขามีปัญญาทรามบ้าใบ้ ไม่สามารถรู้อรรถแห่งสุภาษิตและทุพภาษิต ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้มิใช่ขณะ มิใช่สมัยในการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๗ ฯ

อีกประการหนึ่ง ตถาคตอุบัติแล้วในโลก เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม ธรรมอันนำความสงบมาให้ เป็นไปเพื่อปรินิพพาน ให้ถึงการตรัสรู้ อันพระสุคตเจ้าทรงประกาศแล้ว

แต่พระตถาคตมิได้แสดง ถึงบุคคลผู้นี้จะเกิดในมัชฌิมชนบทและมีปัญญา ไม่บ้าใบ้ ทั้งสามารถจะรู้อรรถแห่งสุภาษิตและทุพภาษิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้มิใช่ขณะ มิใช่สมัยในการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ข้อที่ ๘ ดูกรภิกษุทั้งหลาย กาลอันมิใช่ขณะ มิใช่สมัยในการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์๘ ประการนี้แล ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนขณะและสมัยในการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ มีประการเดียวประการเดียวเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งไปกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้วเป็นผู้จำแนกธรรมและธรรมอันตถาคตทรงแสดง เป็นธรรมนำความสงบมาให้ เป็นไปเพื่อปรินิพพานให้ถึงการตรัสรู้ พระสุคตเจ้าทรงประกาศแล้ว และบุคคลนี้เกิดในมัชฌิมชนบททั้งมีปัญญา ไม่บ้าใบ้ สามารถเพื่อจะรู้อรรถแห่งสุภาษิตและทุพภาษิตได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย

นี้เป็นขณะและสมัยในการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ประการเดียว ฯ

ชนเหล่าใด เกิดในมนุษยโลกแล้ว เมื่อพระตถาคตทรง

ประกาศสัทธรรม ไม่เข้าถึงขณะ ชนเหล่านั้นเชื่อว่าล่วงขณะ

ชนเป็นอันมาก กล่าวเวลาที่เสียไปว่า กระทำอันตรายแก่ตน

พระตถาคตเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ในกาลบางครั้งบางคราว

การที่พระตถาคตเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ๑ การได้กำเนิด

เป็นมนุษย์ ๑ การแสดงสัทธรรม ๑ ที่จะพร้อมกันเข้าได้

หาได้ยากในโลก ชนผู้ใคร่ต่อประโยชน์ จึงควรพยายามใน

กาลดังกล่าวมานั้น ที่ตนพอจะรู้จะเข้าใจสัทธรรมได้ ขณะ

อย่าล่วงเลยท่านทั้งหลายไปเสีย เพราะบุคคลที่ปล่อยเวลาให้

ล่วงไปพากันยัดเยียดในนรก ย่อมเศร้าโศกอยู่ หากเขา

จะไม่สำเร็จอริยมรรค อันเป็นธรรมตรงต่อสัทธรรมในโลก

นี้ได้ เขาผู้มีประโยชน์อันล่วงเสียแล้ว จักเดือดร้อนสิ้น

กาลนาน เหมือนพ่อค้าผู้ปล่อยให้ประโยชน์ล่วงไป เดือดร้อน

อยู่ ฉะนั้น คนผู้ถูกอวิชชาหุ้มห่อไว้ พรากจากสัทธรรม

จักเสวยแต่สงสาร คือ ชาติและมรณะสิ้นกาลนาน ส่วน

ชนเหล่าใดได้อัตภาพเป็นมนุษย์แล้ว เมื่อพระตถาคตประกาศ

สัทธรรม ได้กระทำแล้ว จักกระทำ หรือกระทำอยู่ ตาม

พระดำรัสของพระศาสดา ชนเหล่านั้นชื่อว่าได้ประสบขณะ

คือ การประพฤติพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยมในโลก ชนเหล่า

ใดดำเนินไปตามมรรคา ที่พระตถาคตเจ้าทรงประกาศแล้ว

สำรวมในศีลสังวรที่พระตถาคตเจ้าผู้มีจักษุเป็นเผ่าพันธุ์แห่ง

พระอาทิตย์ ทรงแสดงแล้ว คุ้มครองอินทรีย์ มีสติ

ทุกเมื่อ ไม่ชุ่มด้วยกิเลส ตัดอนุสัยทั้งปวงอันแล่นไปตาม

กระแสบ่วงมาร ชนเหล่านั้นแล บรรลุความสิ้นอาสวะ

ถึงฝั่ง คือ นิพพานในโลกแล้ว ฯ

จบสูตรที่ ๙

End of อักขณสูตร