พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ · เสขพลวรรค
๗. กามสูตร เล่ม ๒๒
Text layerBuddha’s wordsItems ๗ (Royal Thai)7/10 in เสขพลวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
๗. กามสูตร
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เสขพลวรรค กามสูตร (Royal Thai Volume 22 · Mahachula Volume 22 · Mahamakut Volume 36 · Chaloem Phrakiat Volume 22)
เยภุยฺเยน ภิกฺขเว สตฺตา กาเมสุ ลฬิตา ๑ อสิตพฺยาภงฺคึ ภิกฺขเว กุลปุตฺโต โอหาย อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต โหติ สทฺโธ ปพฺพชิโต ๒ กุลปุตฺโตติ อลํ วจนาย ตํ กิสฺส เหตุ ลพฺภา หิ ๓ ภิกฺขเว โยพฺพเนน กามา เต จ โข ยาทิสา วา ตาทิสา วา เย จ ภิกฺขเว หีนา กามา เย จ มชฺฌิมา กามา เย จ ปณีตา กามา สพฺเพ กามาเตฺวว สงฺขํ คจฺฉนฺติ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว กุมาโร มนฺโท อุตฺตานเสยฺยโก ธาติยา ปมาทมนฺวาย กฏฺฐํ วา กถลํ ๔ วา มุเข อาหเรยฺย ตเมนํ ธาตี ๕ สีฆํ สีฆํ มนสิกเรยฺย สีฆํ สีฆํ มนสิกริตฺวา สีฆํ สีฆํ อาหเรยฺย โน เจ สกฺกุเณยฺย สีฆํ สีฆํ อาหริตุํ วาเมน หตฺเถน สีฆํ ๖ ปริคฺคเหตฺวา ทกฺขิเณน
หตฺเถน วงฺกงฺคุลํ ๗ กริตฺวา สโลหิตํปิ อาหเรยฺย ตํ กิสฺส เหตุ อตฺเถสา ภิกฺขเว กุมารสฺส วิเหสา เนสา นตฺถีติ วทามิ กรณียญฺจ โข เอวํ ๘ ภิกฺขเว ธาติยา อตฺถกามาย หิเตสินิยา อนุกมฺปิกาย อนุกมฺปํ อุปาทาย ฯ ยโต จ โข ภิกฺขเว โส กุมาโร วุฑฺโฒ ๑ โหติ อลํปญฺโญ อนเปกฺขา ปน ๒ ภิกฺขเว ธาตี ตสฺมึ กุมารสฺมึ โหติ อตฺตคุตฺโตทานิ กุมาโร นาลํ ปมาทายาติ เอวเมว โข ภิกฺขเว ยาวกีวญฺจ ภิกฺขุโน สทฺธาย อกตํ โหติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ หิริยา อกตํ โหติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ โอตฺตปฺเปน อกตํ โหติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ วิริเยน อกตํ โหติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ ปญฺญายฝ อกตํ โหติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ อนุรกฺขิตพฺโพ ตาว เม โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ โหติ ยโต จ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ โน สทฺธาย กตํ โหติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ หิริยา กตํ โหติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ โอตฺตปฺเปน กตํ โหติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ วิริเยน กตํ โหติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ ปญฺญาย กตํ โหติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ อนเปกฺโข ปนาหํ ๓ ภิกฺขเว ตสฺมึ ภิกฺขุสฺมึ โหมิ อตฺตคุตฺโตทานิ ภิกฺขเว ๔ ภิกฺขุ นาลํ ปมาทายาติ ฯ
๑ โป. จฬิตา ฯ ยุ. ปลาลิตา ฯ ๒ ม. สทฺธาปพฺพชิโต ฯ ๓ โป. ม. ยุ.
หิสทฺโท นตฺถิ ฯ ๔ ม. กฐลํ ฯ ๕ ม. ยุ. ธาติ ฯ ๖ ม. ยุ. สีสํ ฯ
๗ ม. วงฺกงฺคุลึ ฯ ๘ ม. เอตํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย โดยมากสัตว์ทั้งหลาย หมกมุ่นอยู่ในกาม กุลบุตรผู้ละเคียวและคานหาบหญ้าออกบวชเป็นบรรพชิต ควรเรียกว่าเป็นกุลบุตรผู้มีศรัทธาออกบวช ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเขาควรได้กามด้วยความเป็นหนุ่มและกามเหล่านั้นก็มีอยู่ตามสภาพ คือเลว ปานกลางและประณีต กามทั้งหมดก็ถึงการนับได้ว่าเป็นกามทั้งนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลายเปรียบเหมือนเด็กอ่อนนอนหงาย พึงเอาชิ้นไม้หรือชิ้นกระเบื้องใส่เข้าไปในปาก เพราะความพลั้งเผลอของพี่เลี้ยง พี่เลี้ยงพึงสนใจในเด็กนั้นทันที แล้วรีบนำเอาชิ้นไม้หรือชิ้นกระเบื้องออกโดยเร็ว ถ้าไม่สามารถนำออกโดยเร็วได้ ก็พึงเอามือซ้ายจับ งอนิ้วมือข้างขวาแล้วแยงเข้าไปนำออกมาทั้งที่มีโลหิต
ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าจะมีความลำบากแก่เด็ก เราไม่กล่าวว่า ไม่มีความลำบาก และพี่เลี้ยงผู้หวังประโยชน์ มุ่งความสุขอนุเคราะห์ พึงกระทำอย่างนั้นด้วยความอนุเคราะห์ แต่เมื่อใด เด็กนั้นเจริญวัย มีปัญญาสามารถ เมื่อนั้น พี่เลี้ยงก็วางใจในเด็กนั้นได้ว่า บัดนี้ เด็กมีความสามารถรักษาตนเองได้แล้ว ไม่ควรพลั้งพลาด ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเป็นผู้ที่เราต้องรักษาเธอ ตลอดเวลาที่เธอยังไม่กระทำด้วยศรัทธาในกุศลธรรม ไม่กระทำด้วยหิริในกุศลธรรม ไม่กระทำด้วยโอตตัปปะในกุศลธรรม ไม่กระทำด้วยวิริยะในกุศลธรรม ไม่กระทำด้วยปัญญาในกุศลธรรม แต่เมื่อใด ภิกษุกระทำด้วยศรัทธาในกุศลธรรม กระทำด้วยหิริในกุศลธรรม กระทำด้วยโอตตัปปะในกุศลธรรมกระทำด้วยวิริยะในกุศลธรรม กระทำด้วยปัญญาในกุศลธรรม เมื่อนั้น เราก็ย่อมวางใจในเธอได้ว่า บัดนี้ ภิกษุมีความสามารถรักษาตนเองได้แล้ว ไม่ควรประมาท ฯ
จบสูตรที่ ๗
End of ๗. กามสูตร