พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ตติยปัณณาสก์ · ราชวรรค
๙. อักขมสูตร เล่ม ๒๒
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๓๙ (Royal Thai)9/10 in ราชวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
๙. อักขมสูตร
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ราชวรรค อักขมสูตร (Royal Thai Volume 22 · Mahachula Volume 22 · Mahamakut Volume 36 · Chaloem Phrakiat Volume 22)
ปญฺจหิ ภิกฺขเว องฺเคหิ สมนฺนาคโต รญฺโญ นาโค น ราชารโห โหติ น ราชโภคฺโค น รญฺโญ องฺคนฺเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ กตเมหิ ปญฺจหิ อิธ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค อกฺขโม โหติ รูปานํ อกฺขโม สทฺทานํ อกฺขโม คนฺธานํ อกฺขโม รสานํ อกฺขโม โผฏฺฐพฺพานํ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค อกฺขโม โหติ รูปานํ อิธ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค สงฺคามคโต หตฺถิกายํ วา ทิสฺวา อสฺสกายํ วา ทิสฺวา รถกายํ วา ทิสฺวา ปตฺติกายํ วา ทิสฺวา สํสีทติ วิสีทติ น สนฺถมฺภติ น สกฺโกติ สงฺคามํ โอตริตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค อกฺขโม โหติ รูปานํ ฯ
กถญฺจ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค อกฺขโม โหติ สทฺทานํ อิธ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค สงฺคามคโต หตฺถิสทฺทํ วา สุตฺวา อสฺสสทฺทํ วา สุตฺวา รถสทฺทํ วา สุตฺวา ปตฺติสทฺทํ วา สุตฺวา เภริปณวสงฺขติณวนินฺนาทสทฺทํ วา สุตฺวา สํสีทติ วิสีทติ น สนฺถมฺภติ น สกฺโกติ สงฺคามํ โอตริตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค อกฺขโม โหติ สทฺทานํ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค อกฺขโม โหติ คนฺธานํ อิธ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค สงฺคามคโต เย เต รญฺโญ นาคา อภิชาตา สงฺคามาวจรา เตสํ มุตฺตกรีสสฺส คนฺธํ ฆายิตฺวา สํสีทติ วิสีทติ น สนฺถมฺภติ น สกฺโกติ สงฺคามํ โอตริตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค อกฺขโม โหติ คนฺธานํ ฯ
กถญฺจ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค อกฺขโม โหติ รสานํ อิธ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค สงฺคามคโต เอกิสฺสา วา ติโณทกทตฺติยา วิหนีโต ๑ ทฺวีหิ วา ตีหิ วา จตูหิ วา ปญฺจหิ วา ติโณทกทตฺตีหิ วิหนีโต สํสีทติ วิสีทติ น สนฺถมฺภติ น สกฺโกติ สงฺคามํ โอตริตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค อกฺขโม โหติ รสานํ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค อกฺขโม โหติ โผฏฺฐพฺพานํ อิธ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค สงฺคามคโต เอเกน วา สรเวเคน วิทฺโธ ทฺวีหิ วา ตีหิ วา จตูหิ วา ปญฺจหิ วา สรเวเคหิ วิทฺโธ สํสีทติ วิสีทติ น สนฺถมฺภติ น สกฺโกติ สงฺคามํ โอตริตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค อกฺขโม โหติ โผฏฺฐพฺพานํ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ปญฺจหิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต รญฺโญ นาโค น ราชารโห โหติ น ราชโภคฺโค น รญฺโญ องฺคนฺเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ
เอวเมว โข ภิกฺขเว ปญฺจหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ น อาหุเนยฺโย โหติ น ปาหุเนยฺโย น ทกฺขิเณยฺโย น อญฺชลิกรณีโย น อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส กตเมหิ ปญฺจหิ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อกฺขโม โหติ รูปานํ อกฺขโม สทฺทานํ อกฺขโม คนฺธานํ อกฺขโม รสานํ อกฺขโม โผฏฺฐพฺพานํ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อกฺขโม โหติ รูปานํ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา รชนีเย รูเป สารชฺชติ น สกฺโกติ จิตฺตํ สมาทหิตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ อกฺขโม โหติ รูปานํ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อกฺขโม โหติ สทฺทานํ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา รชนีเย สทฺเท สารชฺชติ น สกฺโกติ จิตฺตํ สมาทหิตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ อกฺขโม โหติ สทฺทานํ ฯ
กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อกฺขโม โหติ คนฺธานํ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา รชนีเย คนฺเธ สารชฺชติ น สกฺโกติ จิตฺตํ สมาทหิตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ อกฺขโม โหติ คนฺธานํ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อกฺขโม โหติ รสานํ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา รชนีเย รเส สารชฺชติ น สกฺโกติ จิตฺตํ สมาทหิตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ อกฺขโม โหติ รสานํ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อกฺขโม โหติ โผฏฺฐพฺพานํ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา รชนีเย โผฏฺฐพฺเพ สารชฺชติ น สกฺโกติ จิตฺตํ สมาทหิตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ อกฺขโม โหติ โผฏฺฐพฺพานํ ฯ
อิเมหิ โข ภิกฺขเว ปญฺจหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ น อาหุเนยฺโย โหติ น ปาหุเนยฺโย น ทกฺขิเณยฺโย น อญฺชลิกรณีโย น อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส ๑ ฯ ปญฺจหิ ภิกฺขเว องฺเคหิ สมนฺนาคโต รญฺโญ นาโค ราชารโห โหติ ราชโภคฺโค รญฺโญ องฺคนฺเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ กตเมหิ ปญฺจหิ อิธ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค ขโม โหติ รูปานํ ขโม สทฺทานํ ขโม คนฺธานํ ขโม รสานํ ขโม โผฏฺฐพฺพานํ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค ขโม โหติ รูปานํ อิธ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค สงฺคามคโต หตฺถิกายํ วา ทิสฺวา อสฺสกายํ วา ทิสฺวา รถกายํ วา ทิสฺวา ปตฺติกายํ วา ทิสฺวา น สํสีทติ น วิสีทติ สนฺถมฺภติ สกฺโกติ สงฺคามํ โอตริตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค ขโม โหติ รูปานํ ฯ
กถญฺจ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค ขโม โหติ สทฺทานํ อิธ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค สงฺคามคโต หตฺถิสทฺทํ วา สุตฺวา อสฺสสทฺทํ วา สุตฺวา รถสทฺทํ วา สุตฺวา ปตฺติสทฺทํ วา สุตฺวา เภริปณวสงฺขติณวนินฺนาทสทฺทํ วา สุตฺวา น สํสีทติ น วิสีทติ สนฺถมฺภติ สกฺโกติ สงฺคามํ โอตริตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค ขโม โหติ สทฺทานํ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค ขโม โหติ คนฺธานํ อิธ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค สงฺคามคโต เย เต รญฺโญ นาคา อภิชาตา สงฺคามาวจรา เตสํ มุตฺตกรีสสฺส คนฺธํ ฆายิตฺวา น สํสีทติ น วิสีทติ สนฺถมฺภติ สกฺโกติ สงฺคามํ โอตริตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค ขโม โหติ คนฺธานํ ฯ
กถญฺจ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค ขโม โหติ รสานํ อิธ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค สงฺคามคโต เอกิสฺสา วา ติโณทกทตฺติยา วิหนีโต ทฺวีหิ วา ตีหิ วา จตูหิ วา ปญฺจหิ วา ติโณทกทตฺตีหิ วิหนีโต น สํสีทติ น วิสีทติ สนฺถมฺภติ สกฺโกติ สงฺคามํ โอตริตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค ขโม โหติ รสานํ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค ขโม โหติ โผฏฺฐพฺพานํ อิธ ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค สงฺคามคโต เอเกน วา สรเวเคน วิทฺโธ ทฺวีหิ วา ตีหิ วา จตูหิ วา ปญฺจหิ วา สรเวเคหิ วิทฺโธ น สํสีทติ น วิสีทติ สนฺถมฺภติ สกฺโกติ สงฺคามํ โอตริตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว รญฺโญ นาโค ขโม โหติ โผฏฺฐพฺพานํ ฯ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ปญฺจหิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต รญฺโญ นาโค ราชารโห โหติ ราชโภคฺโค รญฺโญ องฺคนฺเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ
เอวเมว โข ภิกฺขเว ปญฺจหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อาหุเนยฺโย โหติ ปาหุเนยฺโย ทกฺขิเณยฺโย อญฺชลิกรณีโย อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส กตเมหิ ปญฺจหิ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ขโม โหติ รูปานํ ขโม สทฺทานํ ขโม คนฺธานํ ขโม รสานํ ขโม โผฏฺฐพฺพานํ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ขโม โหติ รูปานํ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา รชนีเย รูเป น สารชฺชติ สกฺโกติ จิตฺตํ สมาทหิตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ขโม โหติ รูปานํ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ขโม โหติ สทฺทานํ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา รชนีเย สทฺเท น สารชฺชติ สกฺโกติ จิตฺตํ สมาทหิตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ขโม โหติ สทฺทานํ ฯ
กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ขโม โหติ คนฺธานํ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา รชนีเย คนฺเธ น สารชฺชติ สกฺโกติ จิตฺตํ สมาทหิตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ขโม โหติ คนฺธานํ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ขโม โหติ รสานํ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา รชนีเย รเส น สารชฺชติ สกฺโกติ จิตฺตํ สมาทหิตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ขโม โหติ รสานํ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ขโม โหติ โผฏฺฐพฺพานํ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา รชนีเย โผฏฺฐพฺเพ น สารชฺชติ สกฺโกติ จิตฺตํ สมาทหิตุํ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ขโม โหติ โผฏฺฐพฺพานํ ฯ อิเมหิ โข ภิกฺขเว ปญฺจหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อาหุเนยฺโย โหติ ปาหุเนยฺโย ทกฺขิเณยฺโย อญฺชลิกรณีโย อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺสาติ ฯ
๑ ม. มญฺจปีฐมทฺทโน ฯ
๑ ม. ยุ. วีมานิโต ฯ
๑ ยุ. โลกสฺสาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ช้างของพระราชาประกอบด้วยองค์ ๕ ประการ ไม่ควรแก่พระราชา ไม่ควรเป็นช้างทรง ไม่ถึงการนับว่าเป็นพระราชพาหนะ องค์ ๕ ประการเป็นไฉนคือ ช้างของพระราชาเป็นสัตว์ไม่อดทนต่อรูป ๑ ไม่อดทนต่อเสียง ๑ ไม่อดทนต่อกลิ่น ๑ ไม่อดทนต่อรส ๑ ไม่อดทนต่อโผฏฐัพพะ ๑ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ช้างของพระราชาเป็นสัตว์ไม่อดทนต่อรูปอย่างไร คือ ช้างของพระราชาเข้าสู่สงครามแล้ว เห็นกองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถหรือกองพลเดินเท้า ย่อมหยุดนิ่งสะทกสะท้าน ไม่สามารถเข้าสนามรบ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ช้างของพระราชาเป็นสัตว์ไม่อดทนต่อรูปอย่างนี้แล ก็ช้างของพระราชาเป็นสัตว์ไม่อดทนต่อเสียงอย่างไร คือ
ช้างของพระราชาเข้าสู่สงครามแล้ว ได้ยินเสียงกองพลช้าง เสียงกองพลม้า เสียงกอง
พลรถ เสียงกองพลเดินเท้า หรือเสียงกลอง บัณเฑาะว์ สังข์ มโหระทึก ย่อมหยุดนิ่ง
สะทกสะท้าน ไม่สามารถเข้าสนามรบ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ช้างของพระราชาเป็นสัตว์ไม่อดทนต่อเสียงอย่างนี้แล ก็ช้างของพระราชาเป็นสัตว์ไม่อดทนต่อกลิ่นอย่างไรคือ ช้างของพระราชาเข้าสู่สงครามแล้ว ได้กลิ่นมูตรและคูถแห่งช้างของพระราชา(ฝ่ายข้าศึก) ที่ใหญ่กว่าซึ่งเข้าสนามรบทั้งหลาย ย่อมหยุดนิ่ง สะทกสะท้านไม่สามารถเข้าสนามรบ ดูกรภิกษุทั้งหลายช้างของพระราชาเป็นสัตว์ไม่อดทนต่อกลิ่นอย่างนี้แล ก็ช้างของพระราชาเป็นสัตว์ไม่อดทนต่อรสอย่างไร คือ ช้างของพระราชาเข้าสู่สงครามแล้ว ไม่ได้กินอาหารเพียงคืนหนึ่ง ๒คืน ๓ คืน ๔ คืนหรือ ๕ คืน ย่อมหยุดนิ่ง สะทกสะท้าน ไม่สามารถเข้าสนามรบ ดูกรภิกษุทั้งหลายช้างของพระราชาเป็นสัตว์ไม่อดทนต่อรสอย่างนี้แล ก็ช้างของพระราชาเป็นสัตว์ไม่อดทนต่อโผฏฐัพพะอย่างไร คือ ช้างของพระราชาเข้าสงครามแล้ว ถูกเขายิงด้วยลูกศรครั้งหนึ่ง ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ๔ ครั้ง หรือ ๕ ครั้งเข้าแล้ว ย่อมหยุดนิ่งสะทกสะท้าน ไม่สามารถเข้าสนามรบ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ช้างของพระราชาเป็นสัตว์ไม่อดทนต่อโผฏฐัพพะอย่างนี้แล ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเป็นผู้ไม่ควรแก่ของคำนับ ไม่ควรแก่ของต้อนรับ ไม่ควรแก่ของทำบุญ ไม่ควรแก่การกระทำอัญชลี ไม่เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่อดทนต่อรูป ๑ ไม่อดทนต่อเสียง ๑ ไม่อดทนต่อกลิ่น ๑ ไม่อดทนต่อรส ๑ ไม่อดทนต่อโผฏฐัพพะ ๑ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้ไม่อดทนต่อรูปอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ย่อมกำหนัดในรูปที่ชวนให้กำหนัด ไม่สามารถตั้งจิตไว้โดยชอบ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ไม่อดทนต่อรูปอย่างนี้แล ก็ภิกษุเป็นผู้ไม่อดทนต่อเสียงอย่างไร คือภิกษุในธรรมวินัยนี้ ฟังเสียงด้วยหูแล้วย่อมกำหนัดในเสียงที่ชวนให้กำหนัด ไม่สามารถตั้งจิตไว้โดยชอบ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ไม่อดทนต่อเสียงอย่างนี้แล ก็ภิกษุเป็นผู้ไม่อดทนต่อกลิ่นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สูดกลิ่นด้วยจมูกแล้ว ย่อมกำหนัดในกลิ่นที่ชวนให้กำหนัด ไม่สามารถตั้งจิตไว้โดยชอบ
ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุเป็นผู้ไม่อดทนต่อกลิ่นอย่างนี้แล ก็ภิกษุเป็นผู้ไม่อดทนต่อรสอย่างไร คือภิกษุในธรรมวินัยนี้ ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว ย่อมกำหนัดในรสที่ชวนให้กำหนัดไม่สามารถตั้งจิตไว้โดยชอบ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ไม่อดทนต่อรสอย่างนี้แล ก็ภิกษุเป็นผู้ไม่อดทนต่อโผฏฐัพพะอย่างไร คือภิกษุในธรรมวินัยนี้ถูกโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว ย่อมกำหนัดในโผฏฐัพพะที่ชวนให้กำหนัด ไม่สามารถตั้งจิตไว้โดยชอบ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ไม่อดทนต่อโผฏฐัพพะอย่างนี้แลดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ไม่ควรแก่ของคำนับ ไม่ควรแก่ของต้อนรับ ไม่ควรแก่ของทำบุญ ไม่ควรแก่การกระทำอัญชลี ไม่เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ช้างของพระราชา ประกอบด้วยองค์ ๕ ประการ เป็นช้างควรแก่พระราชา ควรเป็นช้างทรง ถึงการนับว่าเป็นราชพาหนะองค์ ๕ ประการเป็นไฉน คือ ช้างของพระราชาเป็นสัตว์อดทนต่อรูป ๑ อดทนต่อเสียง ๑ อดทนต่อกลิ่น ๑ อดทนต่อรส ๑อดทนต่อโผฏฐัพพะ ๑ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ช้างของพระราชาเป็นสัตว์อดทนต่อรูปอย่างไร คือ ช้างของพระราชาเข้าสู่สงครามแล้ว เห็นกองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ หรือ กองพลเดินเท้า ย่อมไม่หยุดนิ่ง ไม่สะทกสะท้าน สามารถเข้าสนามรบได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ช้างของพระราชาเป็นสัตว์อดทนต่อรูปอย่างนี้แล ก็ช้างของพระราชาเป็นสัตว์อดทนต่อเสียงอย่างไร
คือ ช้างของพระราชาเข้าสู่สงครามแล้ว ได้ยินเสียงกองพลช้าง เสียงกองพลม้าเสียงกองพลรถ เสียงกองพลเดินเท้า หรือเสียงกลอง บัณเฑาะว์ สังข์ มโหระทึกที่กระหึ่ม
ย่อมไม่หยุดนิ่ง ไม่สะทกสะท้าน สามารถเข้าสนามรบได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ช้างของพระราชาอดทนต่อเสียงอย่างนี้แล ก็ช้างของพระราชาเป็นสัตว์อดทนต่อกลิ่นอย่างไร คือ ช้างของพระราชาเข้าสงครามแล้ว ได้กลิ่นมูตรและคูถแห่งช้างของพระราชา (ฝ่ายข้าศึก)ที่ใหญ่กว่า ซึ่งเข้าสนามรบทั้งหลาย ย่อมไม่หยุดนิ่ง ไม่สะทกสะท้าน สามารถเข้าสนามรบได้ดูกรภิกษุทั้งหลาย ช้างพระราชาเป็นสัตว์อดทนต่อกลิ่นอย่างนี้แลก็ช้างของพระราชาเป็นสัตว์อดทนต่อรสอย่างไร คือ ช้างของพระราชาเข้าสู่สงครามแล้ว ไม่ได้กินอาหารแม้เพียงคืนหนึ่ง ๒ คืน ๓ คืน ๔ คืน หรือ ๕ คืนย่อมไม่หยุดนิ่ง ไม่สะทกสะท้าน สามารถเข้าสนามรบได้ ดูกรภิกษุทั้งหลายช้างของพระราชาอดทนต่อรสอย่างนี้แล ก็ช้างของพระราชาเป็นสัตว์อดทนต่อโผฏฐัพพะอย่างไร คือ ช้างของพระราชาเข้าสงครามแล้ว ถูกเขายิงด้วยลูกศรครั้งหนึ่ง ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ๔ ครั้ง หรือ ๕ ครั้ง ย่อมไม่หยุดนิ่ง ไม่สะทกสะท้าน สามารถเข้าสนามรบได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ช้างของพระราชาเป็นสัตว์อดทนต่อโผฏฐัพพะอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ช้างของพระราชาประกอบด้วยองค์ ๕ ประการนี้แล
เป็นช้างควรแก่พระราชา ควรเป็นช้างทรง ถึงการนับว่าเป็นพระราชพาหนะ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้ควรแก่ของคำนับ ควรแก่ของต้อนรับ ควรแก่ของทำบุญ ควรแก่การกระทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้อดทนต่อรูป ๑ อดทนต่อเสียง ๑ อดทนต่อกลิ่น ๑ อดทนต่อรส ๑ อดทนต่อโผฏฐัพพะ ๑ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อรูปอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ย่อมไม่กำหนัดในรูปที่ชวนให้กำหนัด สามารถตั้งจิตไว้โดยชอบ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อรูปอย่างนี้แล ก็ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อเสียงอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ฟังเสียงด้วยหูแล้ว ย่อมไม่กำหนัดในเสียงที่ชวนให้กำหนัด สามารถตั้งจิตไว้โดยชอบ ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุเป็นผู้อดทนต่อเสียงอย่างนี้แล ก็ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อกลิ่นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สูดกลิ่นด้วยจมูกแล้ว ย่อมไม่กำหนัดในกลิ่นที่ชวนให้กำหนัดสามารถตั้งจิตไว้โดยชอบ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อกลิ่นอย่างนี้แลภิกษุย่อมเป็นผู้อดทนต่อรสอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้วย่อมไม่กำหนัดในรสที่ชวนให้กำหนัด สามารถตั้งจิตไว้โดยชอบ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อรสอย่างนี้แล ก็ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อโผฏฐัพพะอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว ย่อมไม่กำหนัดในโผฏฐัพพะที่ชวนให้กำหนัด สามารถตั้งจิตไว้โดยชอบดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อโผฏฐัพพะอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล เป็นผู้ควรแก่ของคำนับ ควรแก่ของต้อนรับควรแก่ของทำบุญควรแก่การกระทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ฯ
จบสูตรที่ ๘
End of ๙. อักขมสูตร