arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ปัญจมปัณณาสก์ · ทุจริตวรรค

๑๐. ปุคคลปสาทสูตร เล่ม ๒๒

Text layerBuddha’s wordsItems ๒๕๐ (Royal Thai)10/10 in ทุจริตวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ปัญจมปัณณาสก์ ทุจริตวรรค ปุคคลปสาทสูตร (Royal Thai Volume 22 · Mahachula Volume 22 · Mahamakut Volume 36 · Chaloem Phrakiat Volume 22)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 22, pp. 385–388

Page 385

(๔) เขาประกอบด้วยกายกรรมอันไม่สะอาด วจีกรรมอันไม่สะอาด มโนกรรมอันไม่สะอาด ย่อมอยู่ร่วมกับบุคคลผู้เสมอกัน เรากล่าวข้อนี้เพราะความที่เขาเป็นที่อยู่ของสัตว์ร้าย ป่าช้าเป็นที่อยู่ของอมนุษย์ร้ายแม้ฉันใด เราก็ กล่าวบุคคลนี้ว่ามีอุปมาฉันนั้น

(๕) เพื่อนร่วมพรหมจรรย์ผู้มีศีลเป็นที่รักเห็นเขาประกอบด้วยกายกรรมอันไม่สะอาด วจีกรรมอันไม่สะอาด มโนกรรมอันไม่สะอาดเข้าแล้วย่อมรำพันทุกข์ว่า ‘โอหนอ เป็นทุกข์ของพวกเราแท้ที่อยู่ร่วมกับบุคคลเห็นปานนี้’ เรากล่าวข้อนี้ เพราะความที่เขาเป็นที่รำพันทุกข์ ป่าช้าเป็นที่รำพันทุกข์ ของคนหมู่มากแม้ฉันใด เราก็กล่าวบุคคลนี้ว่ามีอุปมาฉันนั้นดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษในบุคคลผู้เปรียบด้วยป่าช้ามี ๕ ประการนี้แล”

๑๐. ปุคคลปสาทสูตร

ว่าด้วยโทษของความเลื่อมใสที่เกิดขึ้น

{๒๕๐} [๒๕๐] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษในความเลื่อมใสที่เกิดขึ้นในบุคคล มี ๕ ประการนี้ ๕ ประการคืออะไรบ้าง คือ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลย่อมเลื่อมใสในบุคคลใด บุคคลนั้นต้องอาบัติอันเป็นเหตุให้สงฆ์ยกวัตร เขาจึงมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘บุคคลผู้เป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของเรานี้ถูกสงฆ์ยกวัตร เสียแล้ว’ เขาจึงมากไปด้วยความไม่

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สงฆ์ยกวัตร หมายถึงถูกสงฆ์ทำอุกเขปนียกรรมซึ่งเป็นวิธีลงโทษที่สงฆ์ทำแก่ภิกษุที่ดื้อรั้นไม่ยอม ทำคืนอาบัติหรือไม่ยอ <*> สละทิฏฐิอันเลวทราม โดยประกาศยกภิกษุนั้นเสียจากการสมโภคกับสงฆ์ คือ ไม่ให้ฉันร่วม ไม่ให้อยู่ร่วม ไม่ให้สิทธิเสมอกับภิกษุทั้งหลาย {พึงดูเรื่องอุกเขปนียกรรม ในกัมมขันธกะ พระบาลีวินัยปิฎก จุลลวรรค (แปล) เล่ม ๖ ข้อ ๔๖-๗๔ หน้า ๘๘-๑๕๖}
  2. ยอม - ผู้รวบรวม
Page 386

เลื่อมใสในพวกภิกษุ เมื่อมากไปด้วยความไม่เลื่อมใสในพวกภิกษุ จึงไม่คบหา ภิกษุเหล่าอื่น เมื่อไม่คบหาภิกษุเหล่าอื่น จึงไม่ฟังสัทธรรม เมื่อไม่ฟังสัทธรรม จึงเสื่อมจากสัทธรรม นี้เป็นโทษในความเลื่อมใสที่เกิดขึ้นในบุคคลประการที่ ๑

อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย บุคคลย่อมเลื่อมใสในบุคคลใด บุคคล นั้นต้องอาบัติอันเป็นเหตุให้สงฆ์บังคับให้นั่งที่สุดสงฆ์ เขาจึงมีความคิดอย่างนี้ ว่า ‘บุคคลผู้เป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของเรานี้ถูกสงฆ์บังคับให้นั่งในที่สุดสงฆ์เสีย แล้ว’ เขาจึงมากไปด้วยความไม่เลื่อมใสในพวกภิกษุ ... จึงเสื่อมจากสัทธรรม นี้เป็นโทษในความเลื่อมใสที่เกิดขึ้นในบุคคลประการที่ ๒อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย บุคคลย่อมเลื่อมใสในบุคคลใด บุคคล นั้นหลีกไปสู่ทิศเสีย เขาจึงมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของ เรานี้หลีกไปสู่ทิศเสียแล้ว’ เขาจึงมากไปด้วยความไม่เลื่อมใสในพวกภิกษุ ...

จึง เสื่อมจากสัทธรรม นี้เป็นโทษในความเลื่อมใสที่เกิดขึ้นในบุคคลประการที่ ๓อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย บุคคลย่อมเลื่อมใสในบุคคลใด บุคคลนั้นสึกออกไป เขาจึงคิดอย่างนี้ว่า ‘บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรานี้สึกออก ไปเสียแล้ว’ เขาจึงไม่คบหาภิกษุเหล่าอื่น ... จึงเสื่อมจากสัทธรรม นี้เป็น โทษในความเลื่อมใสที่เกิดขึ้นในบุคคลประการที่ ๔อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย บุคคลย่อมเลื่อมใสในบุคคลใด บุคคล นั้นทำกาละเสีย เขาจึงมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา นี้ทำกาละเสียแล้ว’ เขาจึงไม่คบหาภิกษุเหล่าอื่น เมื่อไม่คบหาภิกษุเหล่าอื่น จึงไม่ฟังสัทธรรม เมื่อไม่ฟังสัทธรรม จึงเสื่อมจากสัทธรรม นี้เป็นโทษใน ความเลื่อมใสที่เกิดขึ้นในบุคคลประการที่ ๕ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษในความเลื่อมใสที่เกิดขึ้นในบุคคลมี ๕ ประการ นี้แล”

จบ ทุจริตวรรคที่ ๕

Page 387

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. ปฐมทุจริตสูตร ๒. ปฐมกายทุจริตสูตร ๓. ปฐมวจีทุจริตสูตร

๔. ปฐมมโนทุจริตสูตร ๕. ทุติยทุจริตสูตร ๖. ทุติยกายทุจริตสูตร

๗. ทุติยวจีทุจริตสูตร ๘. ทุติยมโนทุจริตสูตร ๙. สีวถิกาสูตร

๑๐. ปุคคลปสาทสูตร

จบ ปัญจมปัณณาสก์

Page 388

(๒๖) ๖. อุปสัมปทาวรรค

๑. อุปสัมปาเทตัพพสูตร

ว่าด้วยคุณสมบัติของภิกษุที่พึงให้อุปสมบทกุลบุตร

{๒๕๑} [๒๕๑] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ พึงอุปสมบทให้กุลบุตรได้ ธรรม ๕ ประการคืออะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้(๑) ประกอบด้วยศีลขันธ์อันเป็นของพระอเสขะ

(๒) ประกอบด้วยสมาธิขันธ์อันเป็นของพระอเสขะ

(๓) ประกอบด้วยปัญญาขันธ์อันเป็นของพระอเสขะ

(๔) ประกอบด้วยวิมุตติขันธ์อันเป็นของพระอเสขะ

(๕) ประกอบด้วยวิมุตติญาณทัสสนขันธ์อันเป็นของพระอเสขะ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล พึงอุปสมบทให้กุลบุตรได้”

๒. นิสสยสูตร

ว่าด้วยคุณสมบัติของภิกษุผู้ควรให้นิสสัย

{๒๕๒} [๒๕๒] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ พึงให้นิสสัย ได้ ธรรม ๕ ประการคืออะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คำว่า ให้นิสสัย ในทางพระวินัยหมายถึงการการที่ภิกษุผู้เป็นอุปัชฌาย์หรืออาจารย์ให้ที่พึ่งอาศัย แก่กุลบุตรผู้บวชใหม่หรือให้อยู่ในปกครองโดยทำตนให้เป็นที่พึ่งของกุลบุตรผู้นั้นในการศึกษาไตรสิกขา เพื่อประพฤติพรหมจรรย์ยิ่งขึ้นต่อไป เป็นกิจเบื้องต้นในพิธีอุปสมบทโดยกุลบุตรผู้อุปสมบทต้องเปล่งวาจาขอนิสสัยกับพระอุปัชฌาย์ {ดูความพิสดารใน วิ.มหา. (แปล) ๔/๗๓/๑๑๕-๑๑๖,๘๒/๑๓๘- ๑๓๙,๑๐๓-๑๐๔/๑๘๐-๑๘๙}

End of ๑๐. ปุคคลปสาทสูตร