arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต · ปฐมปัณณาสก์

อธิกรณวรรค เล่ม ๒๐

Text layerBuddha’s wordsItems ๒๕๗–๒๖๖ (Royal Thai)2/5 in ปฐมปัณณาสก์4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อธิกรณวรรค (Royal Thai Volume 20 · Mahachula Volume 20 · Mahamakut Volume 33 · Chaloem Phrakiat Volume 20)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 20, pp. 89–99

Page 89

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. วัชชสูตร ๒. ปธานสูตร

๓. ตปนียสูตร ๔. อตปนียสูตร

๕. อุปัญญาตสูตร ๖. สัญโญชนสูตร

๗. กัณหสูตร ๘. สุกกสูตร

๙. จริยสูตร ๑๐. วัสสูปนายิกสูตร

๒. อธิกรณวรรค

ว่าด้วยพละ ๒ รวม ๓ นัย

{๒๕๗} [๖๒๒] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พละมี ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างคืออะไรบ้าง คือ

(๑) ปฏิสังขานพละ กำลังการพิจารณา

(๒) ภาวนาพละ กำลังการเจริญ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิสังขานพละเป็นไฉน คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมพิจารณาดังนี้ว่า ‘วิบากของกายทุจริตแลเลวทรามทั้งในชาตินี้และในภพหน้า วิบากของวจีทุจริตเลวทรามทั้งในชาตินี้และในภพหน้า วิบากของมโนทุจริตเลวทรามทั้งในชาตินี้และในภพหน้า’ ครั้นเขาพิจารณาดังนี้แล้ว ย่อมละกายทุจริต เจริญกายสุจริต ย่อมละวจีทุจริต เจริญวจีสุจริต ย่อมละมโนทุจริต เจริญมโนสุจริต บริหารตนให้สะอาดอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าปฏิสังขานพละดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภาวนาพละเป็นไฉน คือ ในพละ ๒ อย่างนั้นภาวนาพละเป็นพละของพระเสขะ ก็บุคคลนั้นอาคัยพละที่เป็นของพระเสขะย่อมละราคะ ละโทสะ ละโมหะได้เด็ดขาด ครั้นละราคะ ละโทสะ ละ

Page 90

โมหะได้เด็ดขาดแล้ว ย่อมไม่ทำกรรมที่เป็นอกุศล ย่อมไม่ซ่องเสพกรรมที่เป็นบาป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าภาวนาพละ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พละมี ๒ อย่างนี้แล” (๑)

{๒๕๘} [๖๒๓] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พละมี ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างคืออะไรบ้าง คือ (๑) ปฏิสังขานพละ (๒) ภาวนาพละ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิสังขานพละเป็นไฉน คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมพิจารณาดังนี้ว่า ‘วิบากของกายทุจริตแลเลวทรามทั้งในชาตินี้และในภพหน้า วิบากของวจีทุจริตเลวทรามทั้งในชาตินี้และในภพหน้า วิบากของมโนทุจริตเลวทรามทั้งในชาตินี้และในภพหน้า’ ครั้นเขาพิจารณาดังนี้แล้ว ย่อมละกายทุจริต เจริญกายสุจริต ย่อมละวจีทุจริต เจริญวจีสุจริต ย่อมละมโนทุจริต เจริญมโนสุจริต บริหารตนให้สะอาดอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าปฏิสังขานพละดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภาวนาพละเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสลัดทิ้ง ย่อมเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์... ย่อมเจริญวิริยสัมโพชฌงค์... ย่อมเจริญปีติสัมโพชฌงค์... ย่อมเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์... ย่อมเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์... ย่อมเจริญอุเปกขาสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสลัดทิ้ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าภาวนาพละดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พละมี ๒ อย่างนี้แล” (๒)

{๒๕๙} [๖๒๔] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พละมี ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ (๑) ปฏิสังขานพละ (๒) ภาวนาพละ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิสังขานพละเป็นไฉน คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมพิจารณาดังนี้ว่า ‘วิบากของกายทุจริตแลเลวทรามทั้งในชาตินี้และใน

Page 91

ภพหน้า วิบากของวจีทุจริตเลวทรามทั้งในชาตินี้และในภพหน้า วิบากของมโนทุจริตเลวทรามทั้งในชาตินี้และในภพหน้า’ ครั้นเขาพิจารณาดังนี้แล้วย่อมละกายทุจริต เจริญกายสุจริต ย่อมละวจีทุจริต เจริญวจีสุจริต ย่อมละมโนทุจริต เจริญมโนสุจริต บริหารตนให้สะอาดอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าปฏิสังขานพละ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภาวนาพละเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌานที่มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ เข้าทุติยฌานที่มีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจารเพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติ และสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ มีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป เข้าตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ‘ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข’ ดังนี้อยู่ เข้าจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา เพราะละสุขละทุกข์ได้และเพราะโสมนัสโทมนัสดับไปก่อนแล้วอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าภาวนาพละดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พละมี ๒ อย่างนี้แล” (๓)

ว่าด้วยการแสดงธรรมของพระตถาคต ๒ อย่าง

{๒๖๐} [๖๒๕] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การแสดงธรรมของตถาคตมี ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างคืออะไรบ้าง คือ โดยย่อ ๑ โดยพิสดาร ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การแสดงธรรมของตถาคตมี ๒ อย่างนี้แล” (๔)

ว่าด้วยเหตุให้อธิกรณ์ยืดเยื้อและไม่ยืดเยื้อ

{๒๖๑} [๖๒๖] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอธิกรณ์ใดภิกษุผู้ต้องอาบัติและภิกษุผู้เป็นโจทก์ยังมิได้พิจารณาตนด้วยตนเองให้ดี ในอธิกรณ์นั้นพึงหวังได้ว่า จักเป็นไปเพื่อความยืดเยื้อ เพื่อความหยาบคาย เพื่อความร้ายกาจ และภิกษุ

Page 92

ทั้งหลายจักอยู่ไม่ผาสุก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนในอธิกรณใดภิกษุผู้ต้องอาบัติและภิกษุผู้เป็นโจทก์ต่างพิจารณาตนด้วยตนเองให้ดี ในอธิกรณ์นั้นพึงหวังได้ว่า จักไม่เป็นไปเพื่อความยืดเยื้อ จักไม่เป็นไปเพื่อความหยาบคาย จักไม่เป็นไปเพื่อความร้ายกาจ และภิกษุทั้งหลายจักอยู่ผาสุก

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้ต้องอาบัติย่อมพิจารณาตนด้วยตนเองให้ดีอย่างไร คือ ภิกษุผู้ต้องอาบัติในธรรมวินัยนี้ย่อมพิจารณาดังนี้ว่า ‘เราแลต้องอาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกายแล้ว ฉะนั้นภิกษุนั้นจึงได้เห็นเราผู้ต้องอาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกาย ถ้าเราไม่ต้องอาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกาย ภิกษุนั้นก็จะไม่เห็นเราผู้ต้องอาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกาย ก็เพราะเหตุที่เราต้องอาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกาย ภิกษุนั้นจึงได้เห็นเราผู้ต้องอาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกาย ก็แลภิกษุนั้นครั้นเห็นเราผู้ต้องอาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกายแล้วจึงเป็นผู้ไม่ชอบใจ

ภิกษุนั้นเป็นผู้ไม่ชอบใจอยู่จึงได้ว่ากล่าวเราผู้มีวาจาไม่ชอบใจ เราผู้มีวาจาไม่ชอบใจถูกภิกษุนั้นว่ากล่าวแล้วย่อมไม่ชอบใจ เมื่อไม่ชอบใจจึงได้บอกแก่ผู้อื่น ด้วยเหตุนี้ในเรื่องนี้ความผิดจึงได้มาถึงเฉพาะเราคนเดียวเท่านั้น เหมือนกับในเรื่องสินค้าที่ความผิดมาถึงเฉพาะผู้จำต้องเสียภาษีฉะนั้น’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ต้องอาบัติย่อมพิจารณาตนด้วยตนเองให้ดีด้วยอาการอย่างนี้แลดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้เป็นโจทก์ย่อมพิจารณาตนด้วยตนเองให้ดีอย่างไร คือ ภิกษุผู้เป็นโจทก์ในธรรมวินัยนี้ย่อมพิจารณาดังนี้ว่า ‘ภิกษุนี้แล

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อธิกรณ์ ในที่นี้หมายถึงเรื่องที่สงฆ์ต้องดำเนินการ มี ๔ เรื่อง คือ (๑) วิวาทาธิกรณ์ การเถียงกันเกี่ยวกับพระธรรมวินัย (๒) อนุวาทาธิกรณ์ การโจทหรือกล่าวหากันด้วยอาบัติ (๓) อาปัตตาธิกรณ์ การต้องอาบัติ การปรับอาบัติ และการแก้ไขให้พ้นจากอาบัติ (๔) กิจจาธิกรณ์ สังฆกิจต่าง ๆ ที่สงฆ์จะต้องทำ เช่น ให้อุปสมบท เป็นต้น ในที่นี้หมายถึงอนุวาทาธิกรณ์ (นัยวิ.อ.๒/๙๓, ม.มู.อ. ๒/๒, องฺ.ทุก.อ. ๑๒)
Page 93

ต้องอาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกายแล้ว ฉะนั้นเราจึงได้เห็นภิกษุนี้ต้องอาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกาย ถ้าภิกษุนี้จะไม่ต้องอาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกาย เราก็จะไม่เห็นภิกษุนี้ต้องอาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกาย แต่เพราะเหตุที่ภิกษุนี้ต้องอาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกาย เราจึงได้เห็นภิกษุนี้ต้องอาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกาย ก็แลครั้นได้เห็นภิกษุนี้ต้องอาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกายแล้ว

เราเป็นผู้ไม่ชอบใจ เมื่อเป็นผู้ไม่ชอบใจ เราจึงได้ว่ากล่าวภิกษุนี้ผู้มีวาจาไม่ชอบใจ ภิกษุนี้ผู้มีวาจาไม่ชอบใจ เมื่อถูกเราว่ากล่าวอยู่ เป็นผู้ไม่ชอบใจ เมื่อเป็นผู้ไม่ชอบใจ จึงได้บอกแก่ผู้อื่นด้วย เหตุนี้ ในเรื่องนี้ความผิดจึงได้มาถึงเฉพาะเราคนเดียวเท่านั้น เหมือนกับในเรื่องสินค้าที่ความผิดมาถึงเฉพาะผู้จำต้องเสียภาษีฉะนั้น’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เป็นโจทก์ย่อมพิจารณาตนด้วยตนเองให้ดีด้วยอาการอย่างนี้แลดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอธิกรณ์ใดภิกษุผู้ต้องอาบัติและภิกษุผู้เป็นโจทก์ยังไม่ได้พิจารณาตนด้วยตนเองให้ดี ในอธิกรณ์นั้นพึงหวังได้ว่า จักเป็นไปเพื่อความยืดเยื้อ เพื่อความหยาบคาย เพื่อความร้ายกาจ และภิกษุทั้งหลายจักอยู่ไม่ผาสุก ส่วนในอธิกรณ์ใดภิกษุผู้ต้องอาบัติและภิกษุผู้เป็นโจทก์พิจารณาตนด้วยตนเองให้ดี ในอธิกรณ์นั้นพึงหวังได้ว่าจักไม่เป็นไปเพื่อความยืดเยื้อ จักไม่เป็นไปเพื่อความหยาบคาย จักไม่เป็นไปเพื่อความร้ายกาจ และภิกษุทั้งหลายจักอยู่ผาสุก” (๕)

ว่าด้วยเหตุปัจจัยพาไปสู่นรกและสวรรค์

{๒๖๒} [๖๒๗] ครั้งนั้นแล พราหมณ์คนหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้ทูลถามพระผู้มี

Page 94

พระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้สัตว์บางพวกในโลกนี้หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนพราหมณ์ เพราะเหตุแห่งการประพฤติไม่สมาเสมอ (ประพฤติไม่สมควร) กล่าวคือประพฤติเป็นอธรรม สัตว์บางพวกในโลกนี้หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก”

“พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สัตว์บางพวกในโลกนี้ หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์”

“ดูก่อนพราหมณ์ เพราะเหตุแห่งการประพฤติสมํ่าเสมอกล่าวคือ ประพฤติเป็นธรรม สัตว์บางพวกในโลกนี้หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์”

“พระโคดมผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก พระพุทธเจ้าข้า ท่านพระโคดมทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนผู้หลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็น รูปได้’ ดังนี้ ข้าพระองค์นี้ขอถึงท่านพระโคดม พร้อมทั้งพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอท่านพระโคดมได้โปรดทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป” (๖){๒๖๓} [๖๒๘] ครั้งนั้นแล พราหมณ์ชานุสโสณีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สัตว์บางพวกในโลกนี้หลังจากตายไปย่อมเข้าถึง อบายทุคติ วินิบาต นรก”

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑การประพฤติไม่สมํ่าเสมอกล่าวคือประพฤติเป็นอธรรม หมายถึงอกุศลกรรมบถ ๑๐ การประพฤติสมํ่าเสมอกล่าวคือประพฤติเป็นธรรม หมายถึงกุศลกรรมบถ ๑๐ (องฺ.ทุก.อ. ๑๖
Page 95

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนพราหมณ์ ทั้งเพราะทำ ทั้งเพราะไม่ทำ สัตว์บางพวกในโลกนี้หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก”

“พระโคดมผู้เจริญ ก็อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สัตว์บางพวกในโลกนี้หลังจากตายไปย่อมเขาถึงสุคติโลกสวรรค์”

“ดูก่อนพราหมณ์ ทั้งเพราะทำ ทั้งเพราะไม่ทำ สัตว์บางพวกในโลกนี้หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์”

“ข้าพระองค์ย่อมไม่รู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งพระภาษิตที่ท่านพระโคดมตรัสแล้วโดยย่อได้โดยพิสดาร ขอประทานพระวโรกาส ขอท่านพระโคดมได้โปรดทรงแสดงธรรมโดยที่ข้าพระองค์จะพึงรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งพระภาษิตที่ท่านพระโคดมตรัสแล้วโดยย่อได้โดยพิสดารด้วยเถิด”

“ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าเช่นนั้น ท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง”

พราหมณ์ชานุสโสณีได้ทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า

“ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมทำแต่กายทุจริต มิได้ทำกายสุจริต ย่อมทำแต่วจีทุจริต มิได้ทำวจีสุจริต ย่อมทำแต่มโนทุจริต มิได้ทำมโนสุจริต ดูก่อนพราหมณ์ ทั้งเพราะทำ ทั้งเพราะไม่ทำ สัตว์บางพวกในโลกนี้หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ดูก่อนพราหมณ์ ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมทำแต่กายสุจริต มิได้ทำกายทุจริต ย่อมทำแต่วจีสุจริต มิได้ทำวจีทุจริต ย่อมทำแต่มโนสุจริต มิได้ทำมโนทุจริต ดูก่อนพราหมณ์ ทั้งเพราะทำ ทั้งเพราะไม่ทำ สัตว์บางพวกในโลกนี้หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์”

Page 96

“พระโคดมผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ... ขอท่านพระโคดมได้โปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป” (๗)

ว่าด้วยโทษแห่งทุจริต ๕ อย่าง

{๒๖๔} [๖๒๙] ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า “ดูก่อนอานนท์ เรากล่าวกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตว่าเป็นกิจไม่ควรทำโดยส่วนเดียว”ท่านพระอานนท์ทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลทำกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นกิจไม่ควรทำโดยส่วนเดียว โทษอะไรที่ผู้นั้นพึงหวังได้”“ดูก่อนอานนท์ เมื่อบุคคลทำกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตที่เรากล่าวว่าเป็นกิจไม่ควรทำโดยส่วนเดียว โทษอย่างนี้ที่ผู้นั้นพึงหวังได้ คือ

๑. แม้ตนก็ติเตียนตนเองได้

๒. ผู้รู้ใคร่ครวญแล้วย่อมติเตียนได้

๓. ชื่อเสียงชั่วย่อมกระฉ่อนไป

๔. เป็นคนหลงทำกาละ

๕. หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

ว่าด้วยอานิสงส์แห่งสุจริต ๕ อย่าง

ดูก่อนอานนท์ เมื่อบุคคลทำกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตที่เรากล่าวว่าเป็นกิจไม่ควรทำโดยส่วนเดียว โทษอย่างนี้อันผู้นั้นพึงหวังได้ ดูก่อนอานนท์ เรากล่าวกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริตว่าเป็นกิจที่ควรทำโดยส่วนเดียว”

Page 97

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลทำกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริตที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นกิจที่ควรทำโดยส่วนเดียว อานิสงส์อะไรที่ผู้นั้นพึงหวังได้”

“ดูก่อนอานนท์เมื่อบุคคลทำกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริตที่เรากล่าวว่าเป็นกิจที่ควรทำโดยส่วนเดียว อานิสงส์อย่างนี้ที่ผู้นั้นพึงหวังได้ คือ

๑. แม้ตนก็ติเตียนตนเองไม่ได้

๒. ผู้รู้ใคร่ครวญแล้วย่อมสรรเสริญ

๓. ชื่อเสียงดีย่อมกระฉ่อนไป

๔. ไม่เป็นคนหลงทำกาละ

๕. หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

ดูก่อนอานนท์ เมื่อบุคคลทำกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริตที่เรากล่าวว่าเป็นกิจควรทำโดยส่วนเดียว อานิสงส์อย่างนี้ที่ผู้นั้นพึงหวังได้” (๘)

ว่าด้วยการละอกุศลและการสร้างกุศล

{๒๖๕} [๖๓๐] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละอกุศลเสีย อกุศลอันบุคคลสามารถจะละได้ ถ้าบุคคลไม่สามารถจะละอกุศลได้ เราก็จะไม่กล่าวอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละอกุศลเสีย’ ดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะอกุศลอันบุคคลสามารถที่จะละได้ ฉะนั้นเราจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละอกุศลเสีย’ ดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าอกุศลนี้อันบุคคลละได้แล้วจะพึงเป็นไปเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์ไซร้ เราก็จะไม่กล่าวอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละอกุศลเสีย’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แต่พราะอกุศลอันบุคคลละได้แล้วย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ฉะนั้นเราจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละอกุศลเสีย’

Page 98

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงยังกุศลให้เกิด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุศลอันบุคคลสามารถที่จะให้เกิดได้ ถ้าบุคคลไม่สามารถที่จะให้เกิดได้ เราก็จะไม่กล่าวอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงยังกุศลให้เกิด’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แต่เพราะกุศลอันบุคคลสามารถที่จะให้เกิดได้ ฉะนั้นเราจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงยังกุศลให้เกิด’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้ากุศลนี้อันบุคคลให้เกิดได้แล้วจะพึงเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์ไซร้ เราก็จะไม่กล่าวอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงยังกุศลให้เกิด’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แต่เพราะกุศลอันบุคคลให้เกิดได้แล้วย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ฉะนั้นเราจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงยังกุศลให้เกิด” (๙)

ว่าด้วยธรรมที่ทำให้ศาสนาเสื่อมและเจริญ

{๒๖๖} [๖๓๑] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความลบเลือน เพื่อความอันตรธานไปแห่งสัทธรรม ธรรม ๒ อย่างคืออะไรบ้าง คือ บทพยัญชนะที่วางไว้ไม่ดี ๑ อรรถที่นำมาไม่ดี ๑ แม้เนื้อความแห่งบทพยัญชนะที่วางไว้ไม่ดีก็ย่อมเป็นอันนำมาไม่ดี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แลย่อมเป็นไปเพื่อความลบเลือน เพื่อความอันตรธานไปแห่งสัทธรรม” (๑๐)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แลย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงมั่น เพื่อความไม่ลบเลือน เพื่อความไม่อันตรธานไปแห่งสัทธรรม ธรรม ๒ อย่าง คืออะไรบ้าง คือ บทพยัญชนะที่วางไว้ดีแล้ว ๑ อรรถที่นำมาดีแล้ว ๑ แม้เนื้อความแห่งบทพยัญชนะที่วางไว้ดีแล้วก็ย่อมเป็นอันนำมาดีแล้ว ดูก่อน

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑บทพยัญชนะที่วางไว้ไม่ดี หมายถึงบทพระบาลี (พระพุทธพจน์หรือพระไตรปิฎก) ที่เล่าเรียนสืบทอดกันมาโดยสับสน อรรถที่นำมาไม่ดี หมายถึงอรรถกถา (คำอธิบายพระบาลี) ที่เล่าเรียนสืบทอดกันมาโดยตีความสับสน (องฺ.ทุก.อ. ๒๘)
Page 99

ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แลย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงมั่น เพื่อความไม่ลบเลือน เพื่อความไม่อันตรธานไปแห่งสัทธรรม” (๑๑)

จบ อธิกรณวรรคที่ ๒

๓. พาลวรรค

ว่าด้วยคนพาลหลายประเภท

{๒๖๗} [๖๓๒] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนพาลมี ๒ ประเภทนี้ ๒ ประเภทคืออะไรบ้าง คือ คนทีไม่เห็นโทษโดยความเป็นโทษ ๑ คนที่ไม่ยอมรับตามธรรม เมื่อผู้อื่นมาแสดงโทษ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนพาลมี ๒ ประเภทนี้แล

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัณฑิตมี ๒ ประเภทนี้ ๒ ประเภทคืออะไรบ้าง คือ คนที่เห็นโทษโดยความเป็นโทษ ๑ คนที่ยอมรับตามธรรมเมื่อผู้อื่นมาแสดงโทษ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัณฑิตมี ๒ ประเภทนี้แล (๑)

{๒๖๘} [๖๓๓] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คน ๒ ประเภทนี้ย่อมกล่าวตู่ตถาคต ๒ ประเภทคืออะไรบ้าง คือ คนเจ้าโทสะมีโทสะอยู่ในภายใน ๑ คนที่เชื่อโดยถือผิด ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คน ๒ ประเภทนี้แลย่อมกล่าวตู่ตถาคต” (๒)

{๒๖๙} [๖๓๔] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คน ๒ ประเภทนี้ย่อมกล่าวตู่ตถาคต ๒ ประเภทคืออะไรบ้าง คือ คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตมิได้ภาษิตไว้ มิได้กล่าวไว้ว่า ‘พระตถาคตได้ทรงภาษิตไว้ ได้ตรัสไว้’ ๑ คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตภาษิตไว้กล่าวไว้ว่า ‘พระตถาคตมิได้ทรงภาษิตไว้ มิได้ตรัสไว้’ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คน ๒ ประเภทนี้แลย่อมกล่าวตู่ตถาคต

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ไม่ยอมรับตามธรรม หมายถึงไม่ยอมรับสภาพความเป็นจริง (องฺ.ทุก.อ. ๒๘)

End of อธิกรณวรรค