พระสุตตันตปิฎก · สังยุตตนิกาย
ฌานสังยุตต์ เล่ม ๑๙
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๓๐๐–๑๓๐๔ (Royal Thai)4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค ฌานสังยุตต์ (Royal Thai Volume 19 · Mahachula Volume 19 · Mahamakut Volume 31 · Chaloem Phrakiat Volume 19)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 19, pp. 465–470
๙. ฌานสังยุต
๑. คังคาเปยยาลวรรค
๑ - ๑๒. ฌานาทิสูตร
ว่าด้วยฌาน ๔
{๑๓๐๐} [๙๒๓-๙๓๔] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี ... ....
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฌาน มี ๔ เหล่านี้ ฌาน ๔ คืออะไรบ้าง คือ
(๑) ภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌานที่มีวิตกมีวิจารมีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่(๒) เธอเข้าทุติยฌานที่มีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจารเพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่
- ๑คำว่า ฌาน หมายถึงภาวะจิตที่เพ่งอารมณ์จนแน่วแน่และสามารถข่มกิเลสคือนิวรณ์ ๕ ได้ แยกตามการเพ่งเป็น ๒ ประเภท คือ อารัมมณูปนิชฌาน การเพ่งอารมณ์เช่นกสิณเป็นต้น ได้แก่ สมาบัติ ๘ คือ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ และลักขณูปนิชฌาน การเพ่งลักษณะ ได้แก่ วิปัสสนามรรค และผล ในที่นี้หมายถึงอารัมมณูปนิชฌาน เฉพาะ รูปฌาน ๔ (วิ.อ. ๑/๑๔๑) คือ (๑) ปฐมฌาน ฌานขั้นที่ ๑ มีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา (๒) ทุติยฌาน ฌานขั้นที่ ๒ มีองค์ ๓ คือ ปีติ สุข และเอกัคคตา (๓) ตติยฌาน ฌานขั้นที่ ๓ มีองค์ ๒ คือ สุข และเอกัคคตา (๔) จตุตถฌาน ฌานขั้นที่ ๔ มีองค์ ๒ คือ สุข และอุเบกขา องค์ฌาน ๕ มีลักษณะหรือความหมายดังนี้ วิตก หมายถึงความกำหนดจิตปักลงในอารมณ์ วิจาร หมายถึง ความตรองตามจิตให้มั่นอยู่ในอารมณ์ ปีติ หมายถึงภาวะที่จิตซาบซ่านเอิบอาบแผ่ทั่วในอารมณ์ สุข หมายถึง ภาวะที่จิตแช่มชื่นในอารมณ์ เอกัคคตา หมายถึงภาวะที่จิตไม่ชัดส่าย ฟุ้งซ่าน ในอารมณ์ (นัย ม.มู.อ. ๒/๒๕๖ อนึ๋ง พึงดูความพิสดารในคัมภีร์วิสุทธิมมรรค)
(๓) เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป เข้าตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ‘ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข’ ดังนี้อยู่
(๔) เธอเข้าจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา เพราะละสุขละทุกข์ได้และเพราะโสมนัสโทมนัสดับไปก่อนแล้วอยู่
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฌานมี ๔ เหล่านี้แล
{๑๓๐๑} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนแม่นํ้าคงคาไหลไปสู่ทิศปราจีน หลั่งไปสู่ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีน ฉันใด ภิกษุเจริญทำให้มากอยู่ซึ่งฌาน ๔ ย่อมเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ฉันนั้นเหมือนกัน
{๑๓๐๒} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเจริญทำให้มากอยู่ซึ่งฌาน ๔ อย่างไร จึงเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌาน ... ทุติยฌาน... ตติยฌาน... จตุตถฌาน... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจริญทำให้มาก อยู่ซึ่งฌาน ๔ อย่างนี้แลย่อมเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน”
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
วรรคนี้ว่าด้วยการน้อมไปสู่นิพพาน ๖ สูตรแรกอุปมาด้วยแม่น้ำไหลไปสู่ทิศปราจีน ๖ สูตรหลังอุปมาด้วยแม่น้ำไหลไปสู่สมุทร รวมเป็น ๑๒ สูตรแล
- ๑พึงเทียบดูความพิสดารในข้อ ๙๑-๑๐๒ (คังคาเปยยาลวรรค มัคคสังยุต) หน้า ๕๘-๖๓ ในเล่มนี้
พึงขยายอัปปมาทวรรคที่ ๒ ให้พิสดาร
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ตถาคตสูตร ๒. ปทสูตร
๓. กูฏสูตร ๔. มูลคันธสูตร
๕. สารคันธสูตร ๖. ปุปผคันธสูตร
๗. กุฏฐราชาสูตร ๘.จันทิมสูตร
๙. สุริยสูตร ๑๐. วัตถสูตร
พึงขยายพลกรณียวรรคที่ ๓ ให้พิสดาร
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. พลสูตร ๒. พีชสูตร
๓. นาคสูตร ๔. รุกขสูตร
๕. กุมภสูตร ๖. สุกสูตร
๗. อากาสสูตร ๘. ปฐมเมฆสูตร
๙. ทุติยเมฆสูตร ๑๐. นาวาสูตร
๑๑. อาคันตุกสูตร ๑๒. นทีสูตร
- ๑พึงเทียบดูความพิสดารในข้อ ๑๓๙-๑๔๘ (อัปปมาทวรรค มัคคสังยุต) หน้า ๘๐-๘๖ ในเล่มนี้
- ๒พึงเทียบดูความพิสดารในข้อ ๑๔๙-๑๖๐ (พลกรณียวรรค มัคคสังยุต) หน้า ๘๗-๙๙ ในเล่มนี้
พึงขยายเอสนาวรรคที่ ๔ ให้พิสดาร
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. เอสนาสูตร ๒. วิธาสูตร
๓. อาสวสูตร ๔. ภวสูตร
๕. ทุกขตาสูตร ๖. ขีลสูตร
๗. มลสูตร ๘. นีฆสูตร
๙. เวทนาสูตร ๑๐. ตัณหาสูตร
๑๑. ตสินาสูตร
๑ - ๑๐. โอฆาทิสูตร
ว่าด้วยโอฆะเป็นต้น
{๑๓๐๓} [๙๓๕-๙๗๖] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุทธัมภาคิยสังโยชน์มี ๕ ประการ ๕ ประการคืออะไรบ้าง คือ รูปราคะ ๑ อรูปราคะ ๑ มานะ ๑ อุทธัจจะ ๑ อวิชชา ๑ อุทธัมภาคิยสังโยชน์มี ๕ ประการเหล่านี้แล
- ๑พึงเทียบดูความพิสดารในข้อ ๑๖๑-๑๗๑ (เอสนาวรคค มัคคสังยุต) หน้า ๑๐๐-๑๐๙ ในเล่มนี้
- ๒พึงเทียบดูความพิสดารในข้อ ๑๗๒-๑๘๑ (โอฆวรรค มัคคสังยุต) หน้า ๑๑๐-๑๑๘ ในเล่มนี้
{๑๓๐๔} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฌาน ๔ อันภิกษุพึงเจริญเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละอุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เหล่านี้ ฌาน ๔ คืออะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌาน ... ทุติยฌาน... ตติยฌาน... จตุตถฌาน... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฌาน ๔ อันภิกษุพึงเจริญเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละอุทธัมภาคิยสังโยชน์มี ๕ ประการเหล่านี้แล(คังคาเปยยาล พึงขยายเนื้อความฌานสังยุต ตลอดถึงบาลีไปจนกระทั่งถึงความแสวงหา เหมือนมรรคสังยุต)
จบ โอฆวรรคที่ ๕
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. โอฆสูตร ๒. โยคสูตร
๓. อุปาทานสูตร ๔. คันถสูตร
๕. อนุสยสูตร ๖. กามคุณสูตร
๗. นีวรณสูตร ๘. ขันธสูตร
๙. โอรัมภาคิยสูตร ๑๐. อุทธัมภาคิยสูตร
จบ ฌานสังยุตที่ ๙
๑๐. อานาปานสังยุต
๑. เอกธัมมวรรค
๑. เอกธัมมสูตร
ว่าด้วยอานาปานสติ
{๑๓๐๕} [๙๗๗] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี ...
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมอย่างหนึ่งอันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก ธรรมอย่างหนึ่งคืออะไร คือ อานาปานสติ
{๑๓๐๖} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติอันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างไร ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ที่เรือนว่าง ก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอมีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออกเมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว
- ๑อานาปานสติ สติกำหนดลมหายใจเข้า-ออก จัดเข้าในสติปัฏฐาน ๔ ข้อแรก คือ กายานุปัสสนา สติปัฏฐาน {เทียบดู กายานุปัสสนา อานาปานบรรพ ในมหาสติปัฏฐานสูตร ที.ม. (แปล) ๑๐/๓๗๔/๓๔๓-๓๔๔}
- ๒เรือนว่าง ในที่นี้หมายถึงเสนาสนะที่สงัดอีก ๗ แห่ง (ยกเว้นป่าและโคนไม้) คือ ภูเขา ซอกเขา ถํ้า ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง {ดู ที.ม. (แปล) ๑๐/๓๒๐/๒๙๐}
- ๓นั่งคู้บัลลังก์ นั่งพับขาเข้าหากันทั้งสองข้างหรือนั่งขัดสมาธิ (วิ.อ. ๑/๔๔๕, วิสุทฺธิ. ๑/๒๑๘/๒๙๕)
- ๔ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า หมายถึงตั้งสติมุ่งตรงต่อกัมมัฏฐานหรือกำหนดอารมณ์กัมมัฏฐาน (วิ.อ. ๑/๔๔๕, วิสุทฺธิ. ๑/๒๑๘/๒๙๕)
End of ฌานสังยุตต์