พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย โพชฌงคสังยุต อานาปานาทิเปยยาล · คังคาเปยยาล · อัปปมาทวรรค · พลกรณียวรรค · เอสนาวรรค · โอฆวรรค · วรรค ที่ ๑๔ · วรรค ที่ ๑๕ · วรรค ที่ ๑๖ · เอสนาวรรค · วรรค ที่ ๑๘
โอฆวรรคที่ ๑๓ ถึงวรรคที่ ๑๘ เล่ม ๑๙
Text layerBuddha’s wordsItems ๖๗๖–๖๗๗ (Royal Thai)5/5 in คังคาเปยยาล · อัปปมาทวรรค · พลกรณียวรรค · เอสนาวรรค · โอฆวรรค · วรรค ที่ ๑๔ · วรรค ที่ ๑๕ · วรรค ที่ ๑๖ · เอสนาวรรค · วรรค ที่ ๑๘4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค โพชฌงคสังยุต อานาปานาทิเปยยาล คังคาเปยยาล · อัปปมาทวรรค · พลกรณียวรรค · เอสนาวรรค · โอฆวรรค · วรรค ที่ ๑๔ · วรรค ที่ ๑๕ · วรรค ที่ ๑๖ · เอสนาวรรค · วรรค ที่ ๑๘ โอฆวรรคที่ ๑๓ ถึงวรรคที่ ๑๘ (Royal Thai Volume 19 · Mahachula Volume 19 · Mahamakut Volume 30 · Chaloem Phrakiat Volume 19)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 19, pp. 217–225
๑๓. โอฆวรรค
๑ - ๙. โอฆาทิสูตร
ว่าด้วยโอฆะ ๔ เป็นต้น
{๖๗๖} [๓๐๒-๓๑๐] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โอฆะมี ๔ ประการนี้ ๔ ประการคือ อะไรบ้าง คือ
(๑) โอฆะคือกาม (๒) โอฆะคือภพ
(๓) โอฆะคือทิฏฐิ (๔) โอฆะคืออวิชชา ...
(พึงขยายเนื้อความอย่างที่กล่าวนี้เป็นตัวอย่าง)
๑๐. อุทธัมภาคิยสูตร
ว่าด้วยสังโยชน์เบื้องสูง ๕
{๖๗๗} [๓๑๑] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี ...
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุทธัมภาคิยสังโยชน์มี ๕ ประการนี้ ๕ ประการ คืออะไรบ้าง คือ
(๑) รูปราคะ (๒) อรูปราคะ (๓) มานะ
(๔) อุทธัจจะ (๕) อวิชชา
อุทธัมภาคิยสังโยชน์มี ๕ ประการนี้แล
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ อันภิกษุควรเจริญ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละซึ่งอุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการนี้แล
- ๑พึงเทียบดูความพิสดารกับโอฆวรรคที่ ๑๓ ในมัคคสังยุต ข้อ ๑๗๒-๑๘๑ หน้า ๑๑๐-๑๑๘ ในเล่มนี้
โพชฌงค์ ๗ คืออะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อการสลัดทิ้ง ... ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อการสลัดทิ้งย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์อันมีการกำจัดราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด ... ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันมีการกำจัดราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุดย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์อันหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด ... ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์อันหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุดย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์อันน้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ... ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์อันน้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพานดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้แลอันภิกษุควรเจริญ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละซึ่งอุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการเหล่านี้แล”
จบ โอฆวรรคที่ ๑๓
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. โอฆสูตร ๒. โยคสูตร
๓. อุปาทานสูตร ๔. คันถสูตร
๕. อนุสยสูตร ๖. กามคุณสูตร
๗. นิวรณสูตร ๘. ขันธสูตร
๙. โอรัมภาคิยสูตร ๑๐. อุทธัมภาคิยสูตร
๑๔. ปุนคังคาเปยยาลวรรค
ว่าด้วยผู้เจริญโพชฌงค์เหมือนแม่น้ำคงคาไหลไปสู่ทิศปราจีนเป็นต้น
[๓๑๒-๓๒๓] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม่นํ้าคงคาไหลไปสู่ทิศปราจีน หลั่งไปสู่ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปราจีน แม้ฉันใด ภิกษุผู้เจริญโพชฌงค์ ๗ ทำโพชฌงค์ ๗ให้มากอยู่ ก็ย่อมเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ฉันนั้นเหมือนกัน ก็ภิกษุผู้เจริญโพชฌงค์ ๗ ทำโพชฌงค์ ๗ ให้มากอยู่อย่างไร จึงเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์อันมีการกำจัดราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด ... ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันมีการกำจัดราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจริญโพชฌงค์ ๗ ทำโพชฌงค์ ๗ ให้มากอยู่อย่างนี้แลย่อมเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน(พึงขยายความบาลี ตั้งแต่การกำจัดราคะเป็นที่สุดเช่นนี้ไปจนถึงการแสวงหา)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุทธัมภาคิยสังโยชน์มี ๕ ประการนี้ ๕ ประการ คืออะไรบ้าง คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา อุทธัมภาคิยสังโยชน์มี ๕ ประการนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ อันภิกษุควรเจริญเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละซึ่งอุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการนี้แล โพชฌงค์ ๗ คืออะไรบ้าง คือ ภิกษุ
- ๑พึงเทียบดูความพิสดารในข้อ ๑๐๓-๑๓๘ (ทุติยเปยยาลวรรค มัคคสังยุต) หน้า ๖๓-๗๙ ในเล่มนี้
ในธรรมวินัยนี้ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์อันมีการกำจัดราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด ... ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์อันมีการกำจัดราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้อันภิกษุควรเจริญเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละอุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการนี้แล”
(พึงขยายความโพชฌังคสังยุตเหมือนมัคคสังยุต)
จบ วรรคที่ ๑๔
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
หมวดที่ ๒ ว่าด้วยการน้อมไปสู่นิพพาน ๖ สูตรแรก อุปมาด้วยแม่น้ำไหลไปสู่ทิศปราจีน ๖ สูตรหลังอุปมาด้วยแม่น้ำไหลไปสู่สมุทร รวมเป็น ๑๒ สูตรแล
(คังคาเปยยาลแห่งโพชฌังคสังยุตพึงขยายความด้วยสามารถแห่งราคะ)
๑๕. ปุนอัปปมาทวรรค
๑ - ๑๐. ตถาคตาทิสูตร
ว่าด้วยพระตถาคตเลิศกว่าสัตว์โลกทั้งปวงเป็นต้น
[๓๒๔-๓๓๓] ... จบ ตถาคตาทิสูตรที่ ๑-๑๐
จบ ปุนอัปปมาทวรรค ที่ ๑๕
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ตถาคตสูตร ๒. ปทสูตร
๓. กูฏสูตร ๔. มูลสูตร
๕. สารสูตร ๖. วัสสิกสูตร
๗. ราชาสูตร ๘. จันทิมสูตร
๙. สุริยสูตร ๑๐. วัตตสูตร
(อัปปมาทวรรคพึงขยายเนื้อความให้พิสดารด้วยสามารถแห่งราคะ)
- ๑พึงเทียบดูความพิสดารในข้อ ๑๓๙-๑๑๔๘ (อัปปมาทวรรค มัคคสังยุต) หน้า ๘๐-๘๖ ในเล่มนี้
๑๖. ปุนพลกรณียวรรค
ว่าด้วยเปรียบเทียบด้วยงานที่ใช้กำลัง
[๓๓๔-๓๔๕] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุทธัมภาคิยสังโยชน์มี ๕ ประการนี้ ๕ ประการคืออะไรบ้าง คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุทธัมภาคิยสังโยชน์มี ๕ประการนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ อันภิกษุควรเจริญเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละอุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการนี้แล โพชฌงค์ ๗ คืออะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อการสลัดทิ้ง ... ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อการสลัดทิ้ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้อันภิกษุควรเจริญเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละอุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการนี้แล”
จบ ปุนพลกรณียวรรคที่ ๑๖
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. พลสูตร ๒. พีชสูตร
๓. นาคสูตร ๔. รุกขสูตร
๕. กุมภสูตร ๖. สูกสูตร
๗. อากาสสูตร ๘. ปฐมเมฆสูตร
๙. ทุติยเมฆสูตร ๑๐. นาวาสูตร
๑๑. อาคันตุกสูตร ๑๒. นทีสูตร
(พึงขยายความพลกรณียวรรคแห่งโพชฌังคสังยุตด้วยสามารถแห่งราคะ)
- ๑พึงเทียบดูความพิสดารในข้อ ๑๔๙-๑๖๐ (พลกรณียวรรค มัคคสังยุต) หน้า ๘๗-๙๙ ในเล่มนี้
๑๗. ปุนเอสนาวรรค
๑ - ๑๒. ปุนเอสนาทิสูตร
ว่าด้วยการแสวงหา ๓ เป็นต้น
[๓๔๖-๓๕๗] ... จบ ปุนเอสนาทิสูตรที่ ๑-๑๒
จบ ปุนเอสนาวรรคแห่งโพชฌังคสังยุตที่ ๑๗
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. เอสนาสูตร ๒. วิธาสูตร
๓. อาสวสูตร ๔. ภวสูตร
๕. ปฐมทุกขตาสูตร ๖.ทุติยทุกขตาสูตร
๗. ตติยทุกขตาสูตร ๘. ขีลสูตร
๙. มลสูตร ๑๐. นีฆสูตร
๑๑. เวทนาสูตร ๑๒. ตัณหาสูตร
- ๑พึงเทียบดูความพิสดารในข้อ ๑๖๑-๑๗๑ (เอสนาวรคต มัคคสังยุต) หน้า ๑๐๐-๑๐๙ ในเล่มนี้
๑๘. ปุนโอฆวรรค
๑ - ๙. ปุนโอฆาทิสูตร
ว่าด้วยโอฆะ ๔ เป็นต้น
[๓๕๘-๓๖๖] ... จบ ปุนโอฆาทิสูตรที่ ๑ - ๙
จบ ปุนโอฆวรรคแห่งโพชฌังคสังยุตที่ ๑๘
รวมพระสตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. โอฆสูตร ๒. โยคสูตร
๓. อุปาทานสูตร ๔. คันถสูตร
๕. อนุสยสูตร ๖. กามคุณสูตร
๗. นิวรณสูตร ๘. ขันธสูตร
๙. อุทธัมภาคิยสูตร
(พึงขยายความโอฆวรรคด้วยสามารถมีการกำจัดราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด และมีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด)(แม้โพชฌังคสังยุต บัณฑิตก็พึงขยายเนื้อความให้พิสดารเหมือนอย่างมัคคสังยุตที่ท่านขยายไว้แล้ว)
จบ โพชฌังคสังยุตที่ ๒
- ๑พึงเทียบดูความพิสดารในข้อ ๑๗๒-๑๘๑ (โอฆวรรค มัคคสังยุต) หน้า ๑๑๐-๑๑๘ ในเล่มนี้
๓. สติปัฏฐานสังยุต
๑. อัมพปาลิวรรค
๑. อัมพปาลิสูตร
ว่าด้วยสติปัฏฐาน ๔
{๖๗๘} [๓๖๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ อัมพปาลิวัน ใกล้พระนครเวสาลี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า{๖๗๙} “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางเดียว เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความโศกและความร่ำไร เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำนิพพานให้แจ้ง ทางนี้คือสติปัฏฐาน ๔ สติปัฏฐาน ๔ คืออะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
- ๑ทางนี้เป็นทางเดียว คำว่า ทางนี้ หมายถึงทางคำเนินไปสู่พระนิพพานและทางที่ผู้ต้องการนิพพานควรดำเนินไป (ที.ม.อ. ๓๖๑) คำว่า ทางเดียว (เอกายนมรรค) หมายถึงเป็นทางตรงไปสายเดียวไม่เป็นทางสองแพร่ง อีกประการหนึ๋ง ท่านกล่าวอธิบายความหมายไว้ ๔ ประการ คือ (๑) เป็นทางที่บุคคลต้องไปผู้เดียว กล่าวคือต้องละการเกี่ยวข้องกับหมู่คณะออกไปดำเนินคือปฏิบัติแต่ลำพังผู้เดียว (๒)เป็นทางดำเนินไปของบุคคลผู้ประเสริฐหนึ่งเดียว(เอกบุคคล)คือพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะทรงทำให้เกิดขึ้นก่อนที่ผู้อื่นจะดำเนินตาม (๓) เป็นทางปฏิบัติที่มีอยู่ในศาสนาเดียวคือพระพุทธศาสนา (๔) เป็นทางดำเนินไปสู่จุดหมายเดียวคือพระนิพพาน ในทีนี้มุ่งประสงค์ทางคือ สติปัฏฐานอันเป็นส่วนเบื้องต้นซึ่งเป็นไปในอารมณ์คือหัวข้อกำหนดพิจารณา ๔ ประการมีการพิจารณาเห็นกายในกายเป็นต้น (ที.ม.อ. ๓๕๙-๓๖๐, ม.มู.อ. ๑/๒๔๔-๒๔๕)
- ๒ญายธรรม ในที่นี้หมายถึงอริยมรรคมีองค์ ๘ (ที.ม.อ. ๓๖๕, ม.มู.อ.๑/๒๕๑, สํ.ม.อ. ๒๔๗)
- ๓คำว่า สติปัฏฐาน แปลว่า ธรรมเป็นที่ตั้งมั้นแห่งสติ ฐานที่ตั้ง <*> อันเป็นหลักแห่งสติ ฐานหลักที่สติควรดำเนินอยู่ หรือสติอันปรากฏชัด (ที.ม.อ. ๓๖๗-๓๖๘, ม.มู.อ. ๑/๒๕๓, สํ.ม.อ. ๒๔๙)
- ตั้ง - ผู้รวบรวม
End of โอฆวรรคที่ ๑๓ ถึงวรรคที่ ๑๘