arnon.world

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย · สารีปุตตสังยุต

๑๐. สูจิมุขีสูตร เล่ม ๑๗

Text layerBuddha’s wordsItems ๕๑๘ (Royal Thai)10/10 in สารีปุตตสังยุต4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สารีปุตตสังยุต สูจิมุขีสูตร (Royal Thai Volume 17 · Mahachula Volume 17 · Mahamakut Volume 27 · Chaloem Phrakiat Volume 17)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 17, pp. 351–354

Page 351

ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “อาวุโส ดังเราจะบอก เพราะก้าวล่วง

เนวสัญญานาสัญญายตนฌานแล้ว เราเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ อยู่ อาวุโสเราไม่ได้คิดอย่างนี้ว่า ‘เราเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ หรือว่าเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธแล้ว หรือว่าออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธแล้ว’ ดังนี้”

แท้จริง ท่านพระสารีบุตรถอนอหังการ มมังการ และอนุสัยออกได้มา

นานแล้ว ฉะนั้น ท่านพระสารีบุตรจึงไม่ได้คิดอย่างนี้ว่า ‘เราเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ หรือว่าเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธแล้ว หรือว่าออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธแล้ว’ ดังนี้

๑๐. สูจิมุขีสูตร

ว่าด้วยความแตกต่างการเลี้ยงชีวิตของสมณพราหมณ์

{๕๑๘} [๓๔๑] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรอยู่ที่พระวิหารเวพุวันอันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้าท่านพระสารีบุตรครองอันตรวาสกแล้วถือบาตรจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครราชคฤห์ เที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกในพระนครราชคฤห์แล้วอาศัยเชิงฝาแห่งหนึ่งฉันบิณฑบาตนั้น

ครั้งนั้น นางปริพาชิกาชื่อสูจิมุขีเข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่านพระสารีบุตรว่า “ดูก่อนสมณะ ท่านก้มหน้าฉันหรือ”

ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “น้องหญิง เรามิได้ก้มหน้าฉัน”

“ถ้าอย่างนั้น ท่านแหงนหน้าฉันหรือ สมณะ”

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สัญญาเวทยิตนิโรธ การดับสัญญาและเวทนา หรือนิโรธสมาบัติ ซึ่งเป็นสมาบัติที่สูงเยี่ยมเพราะนามขันธ์ ๔ บริสุทธิ์คือพรากพ้นออกจากปัจจนีกธรรม (ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์) อย่างเต็มที่ (ที.ม.อ.๑๑๓. ม.มู.อ. ๒/๒๕๙, ม.อุ.อ. ๑๘๕)
Page 352

“เรามิได้แหงนหน้าฉันดอก น้องหญิง”

“ถ้าอย่างนั้น ท่านมองดูทิศใหญ่ฉันหรือ สมณะ”

“เรามิได้มองดูทิศใหญ่ฉันดอก น้องหญิง”

“ถ้าอย่างนั้น ท่านมองดูทิศน้อยฉันหรือ สมณะ”

“เรามิได้มองดูทิศน้อยฉันดอก น้องหญิง”

“ดิฉันถามว่า ‘สมณะ ท่านก้มหน้าฉันหรือ’ ท่านก็ตอบว่า ‘เรามิได้

ก้มหน้าฉันดอก น้องหญิง, ดิฉันถามว่า ‘ถ้าอย่างนั้น ท่านแหงนหน้าฉันหรือสมณะ’ ท่านก็ตอบว่า ‘เรามิได้แหงนหน้าฉันดอก ‘น้องหญิง’ ดิฉันถามว่า‘ถ้าอย่างนั้น ท่านมองดูทิศใหญ่ฉันหรือ สมณะ’ ท่านก็ตอบว่า ‘เรามิได้มองดูทิศใหญ่ฉันดอก น้องหญิง’ ดิฉันถามว่า ‘ถ้าอย่างนั้น ท่านมองดูทิศน้อยฉันหรือ สมณะ’ ท่านก็ตอบว่า ‘เรามิได้มองดูทิศน้อยฉันดอก น้องหญิง’ก็บัดนี้ ท่านฉันอย่างไรเล่า สมณะ”

“ดูก่อนน้องหญิง ก็สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งเลี้ยงชีวิตด้วย

มิจฉาชีพในดิรัจฉานวิชา คือวิชาดูพื้นที่ สมณพราหมณ์เหล่านี้เรียกว่าก้มหน้าฉัน ดูก่อนน้องหญิง สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งเลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพในดิรัจฉานวิชาคือวิชาดูดาวนักษัตร สมณพราหมณ์เหล่านี้เรียกว่าแหงนหน้าฉัน ดูก่อนน้องหญิง สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งเลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพในการประกอบการรับส่งข่าวสาร สมณพราหมณ์เหล่านี้เรียกว่ามองดูทิศใหญ่ฉัน ดูก่อนน้องหญิง สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งเลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพในดิรัจฉานวิชาคือวิชาทายอวัยวะ สมณพราหมณ์เหล่านี้เรืยกว่ามองดูทิศน้อยฉัน

ดูก่อนน้องหญิง ส่วนเรานั้นมิได้เลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพในดิรัจฉานวิชา

คือวิชาดูพื้นที่ มิได้เลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพในดิรัจฉานวิชาคือวิชาดูดาว

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ดิรัจฉานวิชา วิชาที่ขวางทางไปสู่สวรรค์และนิพพาน (นัย ที.สี.อ. ๘๔, ม.ม.อ. ๑๖๔-๑๖๗)
Page 353

นักษัตร มิได้เลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพในการประกอบการรับส่งข่าวสาร มิได้เลี้ยงชีวิตด้วยมิจฉาชีพในดิรัจฉานวิชาคือวิชาทายอวัยวะ แต่เราแสวงหาภิกษาโดยชอบธรรม หาได้แล้วจึงฉัน”

ครั้งนั้น นางสูจิมุขีปริพาชิกาเข้าไปในพระนครราชคฤห์จากถนนหนึ่งไปอีกถนนหนึ่ง จากตรอกหนึ่งไปอีกตรอกหนึ่ง ประกาศอย่างนี้ว่า ‘ท่านสมณศากยบุตรทั้งหลายย่อมฉันอาหารอันประกอบด้วยธรรม ท่านสมณศากยบุตรทั้งหลายย่อมฉันอาหารอันหาโทษมิได้ ขอเชิญท่านทั้งหลายถวายบิณทบาตแก่สมณศากยบุตรทั้งหลายเถิด”

จบ สารีปุตตสังยุต

รวมพระสูตรที่มีในสังยุฅนี้ คือ

๑. วิเวกชสูตร ๒. อวิตักกสูตร

๓. ปีติสูตร ๔. อุเปกขาสูตร

๕. อากาสานัญจายตนสูตร ๖. วิญญาณัญจายตนสูตร

๗. อากิญจัญญายตนสูตร ๘. เนวสัญญานาสัญญายตนสูตร

๙. นิโรธสมาปัตติสูตร ๑๐. สูจิมขีสูตร

Page 354

๘. นาคสังยุต

๑. สุทธิกสูตร

ว่าด้วยกำเนิดนาค ๔ ประเภท

{๕๑๙} [๓๔๒] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี

ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำเนิด

ของนาคมี ๔ ประเภทนี้ ๕ ประเภทคืออะไรบ้าง คือ

(๑) นาคที่เป็นอัณฑชะ เกิดในไข่

(๒) นาคที่เป็นชลาพุชะ เกิดในครรภ์

(๓) นาคที่เป็นสังเสทชะ เกิดในเถ้าไคล

(๔) นาคที่เป็นโอปปาติกะ เกิดผุดขี้น

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำเนิดของนาคมี ๔ ประเภทนี้แล

๒. ปณีตตรสูตร

ว่าด้วยความประณีตของกำเนิดนาค

{๕๒๐} [๓๔๓] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำเนิดของนาคมี ๔ ประเภทนี้ ๔ ประเภทคือ

อะไรบ้าง คือ นาคที่เป็นอัณฑชะ ๑ นาคที่เป็นชลาทุชะ ๑ นาคที่เป็น

ลังเสทชะ ๑ นาคที่เป็นโอปปาติกะ ๑

ในนาค ๔ ประเภทนั้น นาคที่เป็นชลาพุชะ สังเสทชะ และโอปปาติกะประณีตกว่านาคที่เป็นอัณฑชะ นาคที่เป็นสังเสทชะและโอปปาติกะประณีตกว่านาคที่เป็นอัณฑชะและชลาพุชะ นาคที่เป็นโอปปาติกะประณีตกว่านาคที่เป็นอัณฑชะ ชลาพุชะ และสังเสทชะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กำเนิดของนาคมี ๔ ประเภทนี้แล”

End of ๑๐. สูจิมุขีสูตร