arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · อนุปทวรรค

๓. สัปปุริสสูตร เล่ม ๑๔

Text layerBuddha’s wordsItems ๑๗๘–๑๙๗ (Royal Thai)3/10 in อนุปทวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ อนุปทวรรค สัปปุริสสูตร (Royal Thai Volume 14 · Mahachula Volume 14 · Mahamakut Volume 22 · Chaloem Phrakiat Volume 14)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 14, pp. 139–150

Page 139

{๑๗๗} ข้าพเจ้านั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ได้น้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ ข้าพเจ้านั้นได้รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา’ เมื่อข้าพเจ้ารู้เห็นอย่างนี้ จิตได้หลุดพ้นแม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก’ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เมื่อข้าพเจ้ารู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้แล ก็เป็นอันถอนได้ด้วยดีซึ่งอนุสัยคือความถือตัวว่าเป็นเราเป็นของเราในกายที่มีวิญญาณนี้และในนิมิตทั้งหมดในภายนอก

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำกล่าวของภิกษุรูปนั้นเธอทั้งหลายควรชื่นชม อนุโมทนาว่าสาธุ ครั้นแล้วพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เป็นลาภของข้าพเจ้าทั้งหลาย ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ดีแล้ว ที่มาพิจารณาเห็นท่านผู้มีอายุเช่นท่านเป็นเพื่อนร่วมพรหมจรรย์

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้วภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชม พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล

จบ ฉวิโสธนสูตรที่ ๒

๓. สัปปุริสสูตร

ว่าด้วยสัปปุริสธรรมและอสัปปุริสธรรม

{๑๗๘} [๑๐๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า

Page 140

ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัปปุริสธรรมและอสัปปุริสธรรมแก่พวกเธอเธอทั้งหลายจงฟังธรรมนั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวให้ฟัง” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า

อสัปปุริสธรรมและสัปปุริสธรรม คู่ที่ ๑

{๑๗๙} “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อสัปปุริสธรรมเป็นไฉน คือ อสัตบุรุษในโลกนี้ที่เป็นผู้ออกบวชจากตระกูลสูงเธอย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า‘เราเป็นผู้ ออกบวชจากตระกูลสูง ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้มิใช่เป็นผู้ออกบวชจากตระกูลสูง’ อสัตบุรุษนั้นจึงยกตนข่มผู้อื่นด้วยถือว่าเป็นผู้มีตระกูลสูง นี้คือ อสัปปุริสธรรม

ส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า‘ธรรมคือความโลภ ธรรมคือความโกรธ ธรรมคือความหลงจะถึงความหมดสิ้นไปเพราะความเป็นผู้มีตระกูลสูงก็หาไม่ ถึงแม้ภิกษุจะมิใช่เป็นผู้ออกบวชจากตระกูลสูง แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร เธอก็เป็นผู้ควรแก่การบูชาน่าสรรเสริญในหมู่ภิกษุเหล่านั้น’ สัตบุรุษนั้นถือการปฏิบัติเท่านั้นเป็นสำคัญ ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่นด้วยถือว่าเป็นผู้มีตระกูลสูงนั้น นี้คือสัปปุริสธรรม

อสัปปุริสธรรมและสัปปุริสธรรม คู่ที่ ๒

{๑๘๐} ยังมีอีก ภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษที่เป็นผู้ออกบวชจากตระกูลใหญ่ ออกบวชจากตระกูลมีโภคะมาก ออกบวชจากตระกูลมีโภคะโอฬาร ย่อมพิจารณา

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สัปปุริสธรรม ธรรมของสัตบุรุษคือคนดี อสัปปุริสธรรม ธรรมของอสัตบุรุษคือคนชั่ว (ม.อุ.อ. ๖๗)
  2. ๒ตระกูลสูง ในที่นี้หมายถึงตระกูลกษัตริย์หรือตระกูลพราหมณ์ (ม.อุ.อ. ๖๘)
  3. ๓ตระกูลใหญ่ ในที่นี้หมายถึงตระกูลกษัตริย์ ตระกูลพราหมณ์ หรือตระกูลแพศย์ (ม.อุ.อ. ๖๘)
Page 141

เห็นดังนี้ว่า ‘เราเป็นผู้ออกบวชจากตระกูลใหญ่ จากตระกูลมีโภคะมาก จากตระกูลมีโภคะโอฬาร ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้มิใช่เป็นผู้ออกบวชจากตระกูลใหญ่ จากตระกูลมีโภคะมาก จากตระกูลมีโภคะโอฬาร’ อสัตบุรุษนั้นจึงยกตนข่มผู้อื่นด้วยถือว่าเป็นผู้มีตระกูลใหญ่ มีโภคะมาก มีโภคะโอฬารนั้น ๆ แม้นี้ก็คือ อสัปปุริสธรรม

ส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘ธรรมคือความโลภ ธรรมคือความโกรธ ธรรมคือความหลงจะถึงความหมดสิ้นไปเพราะความเป็นผู้มีตระกูลใหญ่ มีตระกูลที่มีโภคะมาก มีตระกูลที่มีโภคะโอฬารก็หาไม่ ถึงแม้ภิกษุจะมิใช่เป็นผู้ออกบวชจากตระกูลใหญ่ ตระกูลมีโภคะมาก ตระกูลมีโภคะโอฬาร แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร เธอก็เป็นผู้ควรแก่การบูชาน่าสรรเสริญในหมู่ภิกษุเหล่านั้น’ สัตบุรุษนั้นถือการปฏิบัติเท่านั้นเป็นสำคัญ ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่นด้วยถือว่าเป็นผู้มีตระกูลใหญ่ มีโภคะมาก มีโภคะโอฬารนั้น แม้นี้ก็คือสัปปุริสธรรม

อสัปปุริสธรรมและสัปปุริสธรรม คู่ที่ ๓

{๑๘๑} [๑๐๖] ยังมีอีก ภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษที่เป็นคนมีชื่อเสียง มียศศักดิ์ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเป็นคนมีชื่อเสียง มียศศักดิ์ ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ มิใช่เป็นผู้มีชื่อเสียง ต่ำศักดิ์’ อสัตบุรุษนั้นจึงยกตนข่มผู้อื่นด้วยถือว่าเป็นผู้มีชื่อเลียงนั้น แม้นี้ก็คืออสัปปุริสธรรม

ส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘ธรรมคือความโลภ ธรรมคือความโกรธ ธรรมคือความหลงจะถึงความหมดสิ้นไปเพราะความเป็นผู้มีชื่อเสียงก็หาไม่ ถึงแม้ภิกษุจะมิใช่เป็นผู้มีชื่อเสียง มียศศักดิ์ แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร เธอก็เป็นผู้ควร

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑มียศศักดิ์ ในที่นี้หมายถึงเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยบริวาร (ม.อุ.อ. ๖๘)
Page 142

แก่การบูชาน่าสรรเสริญในหมู่ภิกษุเหล่านั้น’ สัตบุรุษนั้นถือการปฏิบัติเท่านั้นเป็นสำคัญ ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่นด้วยถือว่าเป็นผู้มีชื่อเสียงนั้น แม้นี้ก็คือสัปปุริสธรรม

อสัปปุริสธรรมและสัปปุริสธรรม คู่ที่ ๔

{๑๘๒} ยังมีอีก ภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษที่เป็นผู้ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเป็นผู้ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้มิใช่เป็นผู้ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร’ อสัตบุรุษนั้นจึงยกตนข่มผู้อื่นด้วยการได้นั้น แม้นี้ก็คืออสัปปุริสธรรมส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘ธรรมคือความโลภ ธรรมคือความโกรธ ธรรมคือความหลงจะถึงความหมดสิ้นไปเพราะลาภก็หาไม่ ถึงแม้ภิกษุจะมิใช่เป็นผู้ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร เธอก็เป็นผู้ควรแก่การบูชาน่าสรรเสริญในหมู่ภิกษุเหล่านั้น’ สัตบุรุษนั้นถือการปฏิบัติเท่านั้นเป็นสำคัญ ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่นด้วยลาภนั้น แม้นี้ก็คือสัปปุริสธรรม

อสัปปุริสธรรมและสัปปุริสธรรม คู่ที่ ๕

{๑๘๓} ยังมีอีก ภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษที่เป็นพหูสูตย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเป็นพหูสูต ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้มิใช่เป็นพหูสูต’ อสัตบุรุษนั้นจึงยกตนข่มผู้อื่นด้วยถือว่าเป็นพหูสูตนั้น แม้นี้ก็คืออสัปปุริสธรรม

ส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ ‘ธรรมคือความโลภ ธรรมคือความโกรธ ธรรมคือความหลงจะถึงความหมดสิ้นไปเพราะความเป็นพหูสูตก็หาไม่ ถึงแม้ภิกษุจะมิใช่เป็นพหูสูต แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม

Page 143

ปฏิบัติชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร เธอก็เป็นผู้ควรแก่การบูชา น่าสรรเสริญในหมู่ภิกษุเหล่านั้น’ สัตบุรุษนั้นถือการปฏิบัติเท่านั้นเป็นสำคัญ ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่นด้วยถือว่าเป็นพหูสูตนั้น แม้นี้ก็คือสัปปุริสธรรม

อสัปปุริสธรรมและสัปปุริสธรรม คู่ที่ ๖

{๑๘๔} ยังมีอีก ภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษที่เป็นผู้ทรงจำพระวินัยย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเป็นผู้ทรงจำพระวินัย ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้มิใช่เป็นผู้ทรงจำพระวินัย’ อสัตบุรุษนั้นจึงยกตนข่มผู้อื่นด้วยถือว่าเป็นผู้ทรงจำพระวินัยนั้น แม้นี้ก็คืออสัปปุริสธรรม

ส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘ธรรมคือความโลภ ธรรมคือความโกรธ ธรรมคือความหลงจะถึงความหมดสิ้นไปเพราะความเป็นผู้ทรงจำพระวินัยก็หาไม่ ถึงแม้ภิกษุจะมิใช่เป็นผู้ทรงจำพระวินัย แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร เธอก็เป็นผู้ควรแก่การบูชาน่าสรรเสริญในหมู่ภิกษุเหล่านั้น’ สัตบุรุษนั้นถือการปฏิบัติเท่านั้นเป็นสำคัญ ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่นด้วยถือว่าเป็นผู้ทรงจำพระวินัยนั้น แม้นี้ก็คือสัปปุริสธรรม

อสัปปุริสธรรมและสัปปุริสธรรม คู่ที่ ๗

{๑๘๕} ยังมีอีก ภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษที่เป็นพระธรรมกถึกย่อมพิจารณา เห็นดังนี้ว่า ‘เราเป็นพระธรรมกถึก ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้มิใช่พระธรรมกถึก’ อสัตบุรุษนั้นจึงยกตนข่มผู้อื่นด้วยถือว่าเป็นพระธรรมกถึกนั้น แม้นี้ก็คืออสัปปุริสธรรม

ส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘ธรรมคือความโลภ ธรรมคือความโกรธ ธรรมคือความหลงจะถึงความหมดสิ้นไปเพราะความเป็นพระธรรมกถึกก็หาไม่ ถึงแม้ภิกษุจะมิใช่เป็นพระธรรมกถึก แต่เป็นผู้ปฏิบัติ

Page 144

ธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร เธอก็เป็นผู้ควรแก่การบูชาน่าสรรเสริญในหมู่ภิกษุเหล่านั้น’ สัตบุรุษนั้นถือการปฏิบัติเท่านั้นเป็นสำคัญ ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่นด้วยถือว่าเป็นพระธรรมกถึกนั้น แม้นี้ก็คือสัปปุริสธรรม

อสัปปุริสธรรมและสัปปุริสธรรม คู่ที่ ๘

{๑๘๖} [๑๐๗] ยังมีอีก ภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษที่เป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้มิใช่เป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร’ อสัตบุรุษนั้นจึงยกตนข่มผู้อื่นด้วยถือว่าเป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรนั้น แม้นี้ก็คืออสัปปุริสธรรม

ส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘ธรรมคือความโลภ ธรรมคือความโกรธ ธรรมคือความหลงจะถึงความหมดสิ้นไปเพราะความเป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรก็หาไม่ ถึงแม้ภิกษุจะมิใช่เป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร เธอก็เป็นผู้ควรแก่การบูชาน่าสรรเสริญในหมู่ภิกษุเหล่านั้น’ สัตบุรุษนั้นถือการปฏิบัติเท่านั้นเป็นสำคัญ ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่นด้วยถือว่าเป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรนั้น แม้นี้ก็คือสัปปุริสธรรม

อสัปปุริสธรรมและสัปปุริสธรรม คู่ที่ ๙

{๑๘๗} ยังมีอีก ภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษที่เป็นผู้ถือการครองผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเป็นผู้ถือการครองผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้มิใช่เป็นผู้ถือการครองผ้าบังสุกุลเป็นวัตร’ อสัตบุรุษนั้นจึงยกตนข่มผู้อื่นด้วยถือว่าเป็นผู้ถือการครองผ้าบังสุกุลเป็นวัตรนั้น แม้นี้ก็คืออสัปปุริสธรรม

ส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘ธรรมคือความโลภ ธรรมคือความโกรธ ธรรมคือความหลงจะถึงความหมดสิ้นไปเพราะความเป็นผู้ถือการ

Page 145

ครองผ้าบังสุกุลเป็นวัตรก็หาไม่ ถึงแม้ภิกษุจะมิใช่เป็นผู้ถือการครองผ้าบังสุกุลเป็นวัตร แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร เธอก็เป็นผู้ควรแก่การบูชาน่าสรรเสริญในหมู่ภิกษุเหล่านั้น’ สัตบุรุษนั้นถือการปฏิบัติเท่านั้นเป็นสำคัญ ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่นด้วยถือว่าเป็นผู้ถือ การครองผ้าบังสุกุลเป็นวัตรนั้น แม้นี้ก็คือสัปปุริสธรรม

อสัปปุริสธรรมและสัปปุริสธรรม คู่ที่ ๑๐

{๑๘๘} ยังมีอีก ภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษที่เป็นผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเป็นผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้มิใช่เป็นผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร’ อสัตบุรุษนั้นจึงยกตนข่มผู้อื่นด้วยถือว่าเป็นผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรนั้น แม้นี้ก็คืออสัปปุริสธรรม

ส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘ธรรมคือความโลภ ธรรมคือความโกรธ ธรรมคือความหลงจะถึงความหมดสิ้นไปเพราะความเป็นผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรก็หาไม่ ถึงแม้ภิกษุจะมิใช่เป็นผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร เธอก็เป็นผู้ควรแก่การบูชาน่าสรรเสริญในหมู่ภิกษุเหล่านั้น’ สัตบุรุษนั้นถือการปฏิบัติเท่านั้นเป็นสำคัญ ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่นด้วยถือว่าเป็นผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรนั้น แม้นี้ก็คือสัปปุริสธรรม

อสัปปุริสธรรมและสัปปุริสธรรม คู่ที่ ๑๑

{๑๘๙} ยังมีอีก ภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษที่เป็นผู้ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตรย่อม พิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเป็นผู้ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตร ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้มิใช่เป็นผู้ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตร’ อสัตบุรุษนั้นจึงยกตนข่มผู้อื่นด้วยถือว่า เป็นผู้ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตรนั้น แม้นี้ก็คืออสัปปุริสธรรม

Page 146

ส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘ธรรมคือความโลภ ธรรมคือความโกรธ ธรรมคือความหลงจะถึงความหมดสิ้นไปเพราะความเป็นผู้ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตรก็หาไม่ ถึงแม้ภิกษุจะมิใช่เป็นผู้ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตร แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร เธอก็เป็นผู้ควรแก่การบูชาน่าสรรเสริญในหมู่ภิกษุเหล่านั้น’ สัตบุรุษนั้นถือการปฏิบัติเท่านั้นเป็นสำคัญ ไม่ยกตนไม่ข่มผู้อื่น ด้วยถือว่าเป็นผู้ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตรนั้น แม้นี้ก็คือสัปปุริสธรรม

อสัปปุริสธรรมและสัปปุริสธรรม คู่ที่ ๑๒

{๑๙๐} ยังมีอีก ภิกษุทั้งหลาย ‘อสัตบุรุษที่เป็นผู้ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตรย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเป็นผู้ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้มิใช่เป็นผู้ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร’ อสัตบุรุษนั้นจึงยกตนข่มผู้อื่นด้วยถือว่า เป็นผู้ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตรนั้น แม้นี้ก็คืออสัปปุริสธรรม

ส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘ธรรมคือความโลภ ธรรมคือความโกรธ ธรรมคือความหลงจะถึงความหมดสิ้นไปเพราะความเป็นผู้ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตรก็หาไม่ ถึงแม้ภิกษุจะมิใช่เป็นผู้ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร เธอก็เป็นผู้ควรแก่การบูชาน่าสรรเสริญในหมู่ภิกษุเหล่านั้น’ สัตบุรุษนั้นถือการปฏิบัติเท่านั้นเป็นสำคัญ ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่นด้วยถือว่าเป็นผู้ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตรนั้น แม้นี้ก็คือสัปปุริสธรรม

อสัปปุริสธรรมและสัปปุริสธรรม คู่ที่ ๑๓

ยังมีอีก ภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษที่เป็นผู้ถือการอยู่กลางแจ้งเป็นวัตร ... ที่เป็นผู้ถือการนั่งเป็นวัตร ... ที่เป็นผู้ถือการนั่งตามลำดับอาสนะเป็นวัตร ... ที่เป็นผู้ถือการฉันในอาสนะเดียวเป็นวัตรย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเป็นผู้ถือการฉันในอาสนะเดียวเป็นวัตร ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้มิใช่เป็นผู้ถือการฉันใน

Page 147

อาสนะเดียวเป็นวัตร’ อสัตบุรุษนั้นจึงยกตนข่มผู้อื่นด้วยถือว่าเป็นผู้ถือการฉันในอาสนะเดียวเป็นวัตรนั้น แม้นี้ก็คืออสัปปุริสธรรม

ส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘ธรรมคือความโลภ ธรรมคือความโกรธ ธรรมคือความหลงจะถึงความหมดสิ้นไปเพราะความเป็นผู้ถือการฉันในอาสนะเดียวเป็นวัตรก็หาไม่ ถึงแม้ภิกษุจะมิใช่เป็นผู้ถือการฉันในอาสนะเดียวเป็นวัตร แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร เธอก็เป็นผู้ควรแก่การบูชาน่าสรรเสริญในหมู่ภิกษุเหล่านั้น’ สัตบุรุษนั้นถือการปฏิบัติเท่านั้นเป็นสำคัญ ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ด้วยถือว่าเป็นผู้ถือการฉันในอาสนะเดียวเป็นวัตรนั้น แม้นี้ก็คือสัปปุริสธรรม

อสัปปุริสธรรมและสัปปุริสธรรม คู่ที่ ๑๔

{๑๙๑} [๑๐๘] ยังมีอีก ภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษที่สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเป็นผู้ได้ปฐมฌานสมาบัติ ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้มิใช่เป็นผู้ได้ปฐมฌานสมาบัติ’ อสัตบุรุษนั้นจึงยกตนข่มผู้อื่นด้วยปฐมฌานสมาบัตินั้น แม้นี้ก็คืออสัปปุริสธรรม

ส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘แม้ปฐมฌานสมาบัติพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสว่ายังไม่ปราศจากตัณหา เพราะคนทั้งหลายสำคัญกันด้วยเหตุใด ๆ เหตุนั้น ๆ ย่อมเป็นอย่างอื่นจากที่สำคัญนั้น’ สัตบุรุษนั้นถือความที่ปราศจากตัณหาเท่านั้นเป็นสำคัญ ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่นด้วยปฐมฌานสมาบัตินั้น แม้นี้ก็คือสัปปุริสธรรม

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ถือความที่ปราศจากตัณหาเท่านั้นเป็นสำคัญ หมายถึงกระทำภาวะที่ปราศจากตัณหา (อตัมมยตาในที่นี้ ตัณหา ความทะยานอยาก เรียกอีกอย่างว่าตัมมยตา อตัมมยตาจึงหมายถึงภาวะที่ปราศจากตัณหา) ให้เป็นเหตุหรือไว้ภายใน คือยังจิตให้เกิดขึ้นในอตัมมยตานั้น (ม.อุ.อ. ๖๘)
Page 148

อสัปปุริสธรรมและสัปปุริสธรรม คู่ที่ ๑๕

ยังมีอีก ภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษที่บรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจารเพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ ... บรรลุตติยฌาน... บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา เพราะละสุขละทุกข์ได้ และเพราะโสมนัสโทมนัสดับไปก่อนแล้วอยู่ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเป็นผู้ได้จตุตถฌานสมาบัติ ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้มิใช่เป็นผู้ได้จตุตถฌานสมาบัติ’ อสัตบุรุษนั้นจึงยกตนข่มผู้อื่นด้วยจตุตถฌานสมาบัตินั้น แม้นี้ก็คืออสัปปุริสธรรมส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘แม้จตุตถฌานสมาบัติพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสว่ายังไม่ปราศจากตัณหา เพราะคนทั้งหลายสำคัญกันด้วยเหตุใด ๆ เหตุนั้น ๆ ย่อมเป็นอย่างอื่นจากที่สำคัญนั้น’ สัตบุรุษนั้นถือความที่ปราศจากตัณหาเท่านั้นเป็นสำคัญ ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่นด้วยจตุตถฌานสมาบัตินั้น แม้นี้ก็คือสัปปุริสธรรม

อสัปปุริสธรรมและสัปปุริสธรรม คู่ที่ ๑๖

{๑๙๓} ยังมีอีก ภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษที่เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะปฏิฆสัญญาดับไป เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา เข้าถึงอากาสานัญจายตนะโดยมนสิการว่า ‘อนนฺโต อากาโส อากาศไม่มีที่สุด’ ดังนี้อยู่ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเป็นผู้ได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้มิใช่เป็นผู้ได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ’ อสัตบุรุษนั้นจึง ยกตนข่มผู้อื่นด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัตินั้น แม้นี้ก็คืออสัปปุริสธรรมส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘แม้อากาสานัญจายตนสมาบัติ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสว่ายังไม่ปราศจากตัณหา เพราะคนทั้งหลายสำคัญกันด้วยเหตุใด ๆ เหตุนั้น ๆ ย่อมเป็นอย่างอื่นจากที่สำคัญนั้น’ สัตบุรุษนั้น ถือความที่ปราศจากตัณหาเท่านั้นเป็นสำคัญ ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่นด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัตินั้น แม้นี้ก็คือสัปปุริสธรรม

Page 149

อสัปปุริสธรรมและสัปปุริสธรรม คู่ที่ ๑๗

{๑๙๔} ยังมีอีก ภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษที่เพราะล่วงอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง เข้าถึงวิญญาณัญจายตนะโดยมนสิการว่า ‘อนนฺตํ วิญฺญาณํ วิญญาณไม่มีที่สุด’ ดังนี้อยู่ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเป็นผู้ได้วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้มิใช่เป็นผู้ได้วิญญาณัญจายตนสมาบัติ’ อสัตบุรุษนั้นจึงยกตนข่มผู้อื่นด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัตินั้น แม้นี้ก็คืออสัปปุริสธรรมส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘แม้วิญญาณัญจายตนสมาบัติ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสว่ายังไม่ปราศจากตัณหา เพราะคนทั้งหลายสำคัญกันด้วยเหตุใด ๆ เหตุนั้น ๆ ย่อมเป็นอย่างอื่นจากที่สำคัญนั้น’ สัตบุรุษนั้นถือความที่ปราศจากตัณหาเท่านั้นเป็นสำคัญ ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่นด้วย วิญญาณัญจายตนสมาบัตินั้น แม้นี้ก็คือสัปปุริสธรรม

อสัปปุริสธรรมและสัปปุริสธรรม คู่ที่ ๑๘

{๑๙๕} ยังมีอีก ภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษที่เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง เข้าถึงอากิญจัญญายตนะโดยมนสิการว่า ‘นตฺถิ กิญฺจิ ไม่มี อะไร’ ดังนี้อยู่ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเป็นผู้ได้อากิญจัญญายตนสมาบัติ ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้มิใช่เป็นผู้ได้อากิญจัญญายตนสมาบัติ’ อสัตบุรุษนั้นจึงยกตนข่มผู้อื่นด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัตินั้น แม้นี้ก็คืออสัปปุริสธรรมส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘แม้อากิญจัญญายตนสมาบัติ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสว่ายังไม่ปราศจากตัณหา เพราะคนทั้งหลายสำคัญกันด้วยเหตุใด ๆ เหตุนั้น ๆ ย่อมเป็นอย่างอื่นจากที่สำคัญนั้น’ สัตบุรุษถือความที่ปราศจากตัณหาเท่านั้นเป็นสำคัญ ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่นด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัตินั้น แม้นี้ก็คือสัปปุริสธรรม

Page 150

อสัปปุริสธรรมและสัปปุริสธรรม คู่ที่ ๑๙

{๑๙๖} ยังมีอีก ภิกษุทั้งหลาย อสัตบุรุษที่เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะอยู่ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เราเป็นผู้ได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้มิใช่เป็นผู้ได้เนวสัญญานาสัญญายตนฌานสมาบัติ’ อสัตบุรุษนั้นจึงยกตนข่มผู้อื่นด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัตินั้น แม้นี้ก็คืออสัปปุริสธรรมส่วนสัตบุรุษย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘แม้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสว่ายังไม่ปราศจากตัณหา เพราะคนทั้งหลายสำคัญกันด้วยเหตุใด ๆ เหตุนั้น ๆ ย่อมเป็นอย่างอื่นจากที่สำคัญนั้น’ สัตบุรุษนั้นถือความที่ปราศจากตัณหาเท่านั้นเป็นสำคัญ ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่นด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัตินั้น แม้นี้ก็คือสัปปุริสธรรม

สัปปุริสธรรม

{๑๙๗} ยังมีอีก ภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษเพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ เพราะเห็นด้วยปัญญา อาสวะทั้งหลายของเธอจึงสิ้นไป ภิกษุนี้แลย่อมไม่สำคัญอะไร ๆ ย่อมไม่สำคัญที่ไหน ๆ และไม่สำคัญด้วยเหตุไร ๆ

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชม พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล

จบ สัปปุริสสูตรที่ ๓

๔. เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร

ว่าด้วยธรรมที่ควรเสพและไม่ควรเสพ

{๑๙๘} [๑๐๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

End of ๓. สัปปุริสสูตร