พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · สีหนาทวรรค
๒. มหาสีหนาทสูตร เล่ม ๑๒
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๕๙–๑๙๓ (Royal Thai)2/10 in สีหนาทวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ สีหนาทวรรค มหาสีหนาทสูตร (Royal Thai Volume 12 · Mahachula Volume 12 · Mahamakut Volume 18 · Chaloem Phrakiat Volume 12)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 12, pp. 155–183
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้วภิกษุเหล่านั้นยินดี ชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล
จบ จูฬสีหนาทสูตรที่ ๑
๒. มหาสีหนาทสูตร
ว่าด้วยการบันลือสีหนาท สูตรใหญ่
เรื่องสุนักขัตตลิจฉวีบุตร
{๑๕๙} [๑๔๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ราวป่าด้านตะวันตก นอกพระนคร ใกล้พระนครเวสาลี ก็โดยสมัยนั้นแล โอรสเจ้าลิจฉวีนามว่า สุนักขัตตะเป็นผู้หลีกไปจากพระธรรมวินัยนี้ไม่นาน สุนักขัตตลิจฉวีบุตรนั้น ได้กล่าววาจาในท่ามกลางบริษัทที่พระนครเวสาลีอย่างนี้ว่า ‘อุตริมนุสธรรม อันเป็นความรู้ความเห็น พิเศษที่สามารถเพื่อความเป็นอริยะของพระสมณโคดมไม่มี พระสมณโคดมทรงแสดงธรรมที่ประมวลด้วยความตรึก ที่ไตร่ตรองด้วยการค้นคิดแจ่มแจ้งได้เอง ก็แลพระองค์ทรงแสดงธรรม เพื่อประโยชน์แก่บุคคลใด ธรรมนั้นย่อมนำดิ่งไปเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ แก่บุคคลผู้ทำตามธรรมนั้น”
- ๑อุตริมนุสธรรม ธรรมที่ข้ามพ้นพวกมนุษย์ ธรรมที่ล่วงเลยพวกมนุษย์แล้วทำให้ลุถึงความเป็น พรหมหรือภาวะนิพพาน หรืออีกความหมายหนึ่ง ธรรมของพวกมนุษย์ผู้ยิ่งยวด ธรรมของ พวกคนประเสริฐสุดคือผู้ได้ฌานและผู้เป็นพระอริยบุคคล (วิ.อ.๑/๕๒๐) ว่าโดยองค์ธรรมได้แก่ ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ มรรคผล ฯลฯ (ดูปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ พระ บาลีวินัยปิฎก (แปล) เล่ม ๑)
- ๒ความรู้เห็น (ญาณทัสสนะ) ในที่นี้หมายถึง โลกุตตรมรรค (ม.มู.อ. ๑/๓๔๓)
{๑๖๐} ครั้งนั้นแลเป็นเวลาเช้า ท่านพระสารีบุตรครองอันตรสาวก ถือบาตร จีวรเข้าไปในพระนครเวสาลีเพื่อบิณฑบาต ท่านได้สดับว่า “สุนักขัตตลิจฉวีบุตรได้กล่าววาจาในท่ามกลางบริษัทที่พระนครเวสาลีอย่างนี้ว่า ‘อุตตริมนุสส ธรรมอันเป็นความรู้ความเห็นพิเศษที่สามารถเพื่อความเป็นอริยะของพระสมณโคดมไม่มี พระสมณโคดมทรงแสดงธรรมที่ประมวลด้วยความตรึก ที่ไตร่ตรองด้วยการค้นคิด แจ่มแจ้งได้เอง ก็แลพระองค์ทรงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์แก่บุคคลใดธรรมนั้นย่อมนำดิ่งไปเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบแก่ บุคคลผู้ทำตามธรรมนั้น”
ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตรเที่ยวไปในพระนครเวสาลีเพื่อบิณฑบาต กลับจากบิณฑบาตในเวลาหลังฉันภัตตาหารแล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สุนักขัตตลิจฉวีบุตรเป็นผู้หลีกไปจากพระธรรมวินัยนี้ไม่นาน เธอได้กล่าววาจาในท่ามกลางบริษัทที่พระนครเวสาลีว่า ‘อุตตริมนุสสธรรมอันเป็นความรู้ความเห็นพิเศษที่สามารถเพื่อความเป็นอริยะของพระสมณโคดมไม่มี พระสมณโคดมทรงแสดงธรรมที่ประมวล ด้วยความตรึกที่ไตร่ตรองด้วยการค้นคิด แจ่มแจ้งได้เอง ก็แลพระองค์ ทรงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์แก่บุคคลใด ธรรมนั้นย่อมนำดิ่งไปเพื่อความ สิ้นทุกข์โดยชอบแก่บุคคลผู้ทำตามธรรมนั้น”{๑๖๑} [๑๔๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนสารีบุตร สุนักขัตตโมฆบุรุษ เป็นคนมักโกรธ และวาจานั้นเธอกล่าวก็เพราะโกรธ ดูก่อนสารีบุตร
- ๑โมฆบุรุษ บุรุษเปล่า คนเปล่าประโยชน์ คนที่ใช้การไม่ได้ เป็นคำที่พระพุทธเจ้าตรัสเรียก คนที่ไม่มีอุปนิสัยต่อการบรรลุมรรคผลในอัตภาพชาติปัจจุบัน หรือถึงแม้จะมีอุปนิสัย แต่ยัง ไม่มีการบรรลุมรรคผลในขณะนั้น กล่าวสำหรับสุนักขัตตะนี้ นับได้ว่าอุปนิสัยแห่งการบรรลุ มรรคผลขาดสิ้นเด็ดขาด เพราะฉะนั้นจึงทรงเรียกว่า สุนักขัตตโมฆบุรุษ (ม.มู.อ. ๑/๓๔๔)
สุนักขัตตโมฆบุรุษนั้นคิดว่า ‘จักพูดติเตียน, แต่กลับมากล่าวสรรเสริญคุณของตถาคตทีเดียว แท้จริง ข้อนี้เป็นคุณของพระตถาคต คือที่บุคคลกล่าว อย่างนี้ว่า ‘ก็แลพระองค์ทรงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์แก่บุคคลใด ธรรม นั้นย่อมนำดิ่งไปเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบแก่บุคคลผู้ทำตามธรรมนั้น,
{๑๖๒} ดูก่อนสารีบุตรสุนักขัตตโมฆบุรุษนั้นมิได้มีความรู้ถึงธรรมในตัวเรา ดังนี้เลยว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลกทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่าทรงเป็น ศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเป็นผู้เบิกบานแล้วเป็นผู้จำแนกธรรม ’
{๑๖๓} ดูก่อนสารีบุตรสุนักขัตตโมฆบุรุษนั้นมิได้มีความรู้ถึงธรรมในตัวเรา ดังนี้เลยว่า‘แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงบรรลุ อิทธิวิธีหลายประการ คือ คนเดียวทำให้เป็นหลายคนก็ได้ หลายคนทำให้ เป็นคนเดียวก็ได้ จะปรากฏตัวหรือหายตัว ทะลุฝา ทะลุกำแพง ทะลุ ภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนใน นํ้าก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ นั่งขัดสมาธิเหาะไป ในอากาศเหมือนสกุณปักษีก็ได้ ใช้ฝ่ามือลูบคลำดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมากก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดถึงพรหมโลกก็ได้,{๑๖๔} ดูก่อนสารีบุตรสุนักขัตตโมฆบุรุษนั้นมิได้มีความรู้ถึงธรรมในตัวเรา ดังนี้เลยว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ได้ด้วยทิพพโสต ธาตุอันบริสุทธิ์ล่วงโสตวิสัยของมนุษย์,
- ๑การที่สุนักขัตตลิจฉวีบุตรกล่าวอย่างนี้เพราะกลัวต่อคำตำหนิของพวกอุบาสกชาวพระนคร เวสาลีซึ่งเป็นโสดาบันบุคคล สกทาคามีบุคคล และอนาคามีบุคคลจำนวนมาก (ม.มู.อ.๑/๓๔๔)
- ๒ดูความหมายของพระพุทธคุณ ๙ นี้ ที่เชิงอรรถ ๑ ข้อ ๗๔ หน้า ๗๓-๗๖ ในเล่มนี้
{๑๖๕} ดูก่อนสารีบุตร สุนักขัตตโมฆบุรุษนั้นมิได้มีความรู้ถึงธรรมในตัวเราดังนี้ เลยว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงกำหนดรู้ใจของ สัตว์อื่นของบุคคลอื่นด้วยใจ คือ จิตมีราคะก็รู้ชัดว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศ จากราคะก็รู้ชัดว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะก็รู้ชัดว่าจิตมีโทสะ หรือ จิต ปราศจากโทสะก็รู้ชัดว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะก็รู้ชัดว่าจิตมีโมหะ หรือ จิตปราศจากโมหะก็รู้ชัดว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ก็รู้ชัดว่าจิตหดหู่ หรือ จิตฟุ้งซ่านก็รู้ชัดว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหัคคตะก็รู้ชัดว่าจิตเป็นมหัคคตะ หรือ จิตไม่เป็นมหัคคตะก็รู้ชัดว่าจิตไม่เป็นมหัคคตะ จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ชัดว่าจิตมี จิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ชัดว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็น สมาธิก็รู้ชัดว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิก็รู้ชัดว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิต หลุดพ้นก็รู้ชัดว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตยังไม่หลุดพ้นก็รู้ชัดว่าจิตยังไม่หลุดพ้น ’ทศพลญาณ ๑๐
{๑๖๖} [๑๔๘] ดูก่อนสารีบุตร กำลังของตถาคตมี ๑๐ ประการเหล่านี้ ซึ่ง ตถาคตมีพร้อมมูลแล้วจึงปฏิญญาฐานะอันองอาจ บันลือสีหนาทในหมู่บริษัท หมุนพรหมจักรให้เป็นไปได้ กำลังของตถาคต ๑๐ ประการมีอะไรบ้าง คือ
- ๑ดูความหมายของจิต ๘ คู่นี้ที่เชิงอรรถ ๑ ข้อ ๖๘ หน้า ๖๘-๖๙ ในเล่มนี้
- ๒ทศพลญาณ ญาณคือพระกำลังปัญญาของพระตถาคตเจ้า ๑๐ ประการ พระญาณทั้ง ๑๐ นี้มีเฉพาะพระพุทธเจ้าเท่านั้นไม่สาธารณ์แก่บุคคลอื่น ๆ (ม.มู.อ. ๑/๓๔๖)
- ๓ฐานะอันองอาจ หมายถึงตำแหน่งที่ดำรงอยู่อันประเสริฐ สูงสุด หรือฐานะของพระพุทธ เจ้าผู้ประเสริฐสุดในปางก่อนๆ อนึ่ง คำว่า องอาจ แปลจากบทบาลีว่า อาสภะ ซึ่งมีรากคำมา จากคำว่า อุสภะ และคำว่า วสภะ ที่หมายถึงโคจ่าฝูงของโคจำนวนมากตั้ง ๑๐๐ ตัว ๑,๐๐๐ ตัว และ ๑๐๐ คอก ๑,๐๐๐ คอก เป็นโคที่ประเสริฐกว่าโคทั้งหมด ครอบงำปกป้องอันตรายได้รอบด้าน มีสีขาว น่าดูมีกำลังสามารถนำภาระหนักยิ่งไปได้ โคอุสภะนั้นยืนหยัดเป็นสง่าอยู่ในตำแหน่ง ที่ตั้งด้วยเท้าทั้ง ๔ โดยไม่หวั่นไหวต่อเสียงฟ้าร้องแม้ตั้ง ๑๐๐ ครั้ง ฉันใด พระตถาคตเจ้า ทรงประกอบด้วยทศพลญาณ ๑๐ ก็ฉันนั้น ประทับอยู่เด่นเป็นสง่าเหนือบริษัท ๘ ได้อย่างมั่นคง ด้วยพระบาทคือเวสารัชชญาณ ๔ ประการไม่มีปัจจามิตรใด ๆ ในโลกหรือเทวโลกที่จะสามารถ ทำให้พระองค์ทรงหวั่นไหวได้ จึงชื่อว่า ปฏิญญาฐานะอันองอาจ (ม.มู.อ. ๑/๓๔๗)
๑. ดูก่อนสารีบุตร ตถาคตย่อมรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งฐานะ ในโลกนี้โดยเป็นฐานะ และรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริง ซึ่งเหตุมิใช่ฐานะ โดยเป็นเหตุมิใช่ฐานะ ข้อที่ตถาคตรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งฐานะโดยเป็นฐานะ และรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งเหตุมิใช่ฐานะ โดยเป็นเหตุมิใช่ฐานะ นี้เป็นกำลังของตถาคตประการหนึ่ง ซึ่งตถาคตอาศัยแล้วจึงปฏิญญาฐานะอันองอาจ บันลือสีหนาทในหมู่บริษัท หมุนพรหมจักร ให้เป็นไปได้
๒. ยังมีอีกข้อหนึ่ง สารีบุตร ตถาคตย่อมรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริง ซึ่งวิบากของกรรมสมาทาน ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันโดยฐานะ โดย
- ๑ฐานะ ในที่นี้หมายถึงเหตุปัจจัย ที่เรียกว่า ฐานะ เพราะเป็นแดนตั้งขึ้น เกิดขึ้น และเป็นไป แห่งผลที่เกี่ยวเนื่องกับตน (ม.มู.อ. ๑/๓๔๙)
- ๒บันลือสีหนาทในหมู่บริษัท ในที่นี้หมายถึงทรงเปล่งพระวาจาอย่างประเสริฐ อย่างไม่เกรง กลัวภัยใด ๆ หรือทรงเปล่งพระวาจาด้วยท่าทีองอาจดุจพญาราชสีห์ กล่าวคือสัตว์ที่ได้ชื่อว่าสีหะ (พญาราชสีห์) ก็เพราะสามารถข่มหรือทำลายสัตว์อื่น ๆ ได้ ฉันใด พระตถาคตเจ้าก็ฉันนั้น ทรงพระนามว่าพระสีหเจ้า เพราะทรงสามารถครอบงำโลกธรรม ๘ และทำลายหลักลัทธิของ ศาสดาอื่น (ปรัปวาท) ได้ พญาราชสีห์ประกอบด้วยกำลังของราชสีห์ มีความแกล้วกล้าในทุกที่ บันลือสีหนาทคือเปล่งเสียงของราชสีห์โดยปราศจากอาการขนลุกขนพองฉันใด แม้พระตถาคต สีหเจ้าก็ฉันนั้น ทรงประกอบด้วยทศพลญาณ ๑๐ ทรงแกล้วกล้าในท่ามกลางหมู่บริษัท ๘ คือ ขัตติยบริษัท (หมู่กษัตริย์) พราหมณบริษัท (หมู่พราหมณ์) คฤหบดีบริษัท (หมู่พ่อค้า ประชาชน) สมณบริษัท (หมู่สมณะ) จาตุมหาราชิกบริษัท (หมู่เทพชั้นต่ำ) ดาวดึงสบริษัท (หมู่เทพตั้ง แต่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์) มารบริษัท (หมู่เทพที่เป็นมารในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี) พรหมบริษัท (หมู่พรหมในพรหมโลก) ทรงบันลือสีหนาทคือเปล่งพระวาจาที่มีความวิจิตรสมบูรณ์ด้วยเทศนา หลากวิธีเป็นต้นว่า ‘รูปเป็นดังนี้’ โดยไม่ทรงมีพระอาการขนลุกขนพอง (นัย ม.มู.อ. ๑/๓๔๘)
- ๓พรหมจักร จักรอันประเสริฐ สูงสุด ยอดเยี่ยม หมายถึงธรรมจักร ซึ่งจำแนกเป็น ๒ ประการ คือ(๑)ปฏิเวธญาณ พระปัญญาที่ทำให้พระองค์ตรัสรู้แจ้งอริยผล เป็นพระญาณระดับโลกุตตระ ที่แสดงถึงพระปัญญาคุณ (๒) เทสนาญาณ พระปัญญาที่ทรงใช้วิธีแสดงธรรมให้พระสาวก ทั้งหลายสำเร็จอริยผล เป็นพระญาณระดับโลกิยะที่แสดงถึงพระกรุณาคุณ อนึ่ง ธรรมจักร คือพระญาณทั้ง ๒ นี้เรียกว่า โอรสญาณ คือเป็นพระญาณส่วนพระองค์ (ม.มู.อ. ๑/๓๔๙)
- ๔กรรมสมาทาน หมายถึงกุศลกรรมและอกุศลกรรมทั้งหลายที่เหล่าสัตว์สมาทานยึดถือกระทำ ลงไป หรือหมายถึงการทำกรรมนั่นเอง (ม.มู.อ. ๑/๓๔๙)
เหตุ ข้อที่ตถาคตรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งวิบากของกรรมสมาทานที่เป็น อดีต อนาคตและปัจจุบันโดยฐานะ โดยเหตุนี้เป็นกำลังของตถาคต ประการหนึ่ง ซึ่งตถาคตอาศัยแล้วจึงปฏิญญาฐานะอันองอาจ บันลือสีหนาท ในหมู่บริษัท หมุนพรหมจักรให้เป็นไปได้
๓. ยังมีอีกข้อหนึ่ง สารีบุตร ตถาคตย่อมรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริง ซึ่งปฏิปทาอันจะนำสัตว์ให้ไปในภูมิทั้งปวง ข้อที่ตถาคตรู้ประจักษ์ตามความ เป็นจริงซึ่งปฏิปทาอันจะนำสัตว์ให้ไปในภูมิทั้งปวงนี้เป็นกำลังของตถาคต ประการหนึ่ง ซึ่งตถาคตอาศัยแล้วจึงปฏิญญาฐานะอันองอาจ บันลือสีหนาท ในหมู่บริษัท หมุนพรหมจักรให้เป็นไปได้๔. ยังมีอีกข้อหนึ่ง สารีบุตร ตถาคตย่อมรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริง ซึ่งโลกที่มีธาตุหลายอย่างและมีธาตุแตกต่างกัน ข้อที่ตถาคตรู้ประจักษ์ตาม ความเป็นจริงซึ่งโลกที่มีธาตุหลายอย่างและมีธาตุแตกต่างกัน นี้เป็นกำลังของ ตถาคตประการหนึ่ง ซึ่งตถาคตอาศัยแล้วจึงปฏิญญาฐานะอันองอาจ
บันลือสีหนาทในหมู่บริษัท หมุนพรหมจักรให้เป็นไปได้๕. ยังมีอีกข้อหนึ่ง สารีบุตร ตถาคตย่อมรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริง ซึ่งความที่สัตว์มีอัธยาศัยแตกต่างกัน ข้อที่ตถาคตรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริง ซึ่งความที่สัตว์มีอัธยาศัยแตกต่างกัน นี้เป็นกำลังของตถาคตประการหนึ่ง ซึ่ง ตถาคตอาศัยแล้วจึงปฏิญญาฐานะอันองอาจ บันลือสีหนาทในหมู่บริษัท หมุน พรหมจักรให้เป็นไปได้๖. ยังมีอีกข้อหนึ่ง สารีบุตร ตถาคตย่อมรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริง ซึ่งความที่สัตว์อื่นและบุคคลอื่นมีอินทรีย์ ยิ่งและหย่อนกว่ากัน ข้อที่ตถาคตรู้
- ๑โลก ในที่นี้หมายถึงโลกคือขันธ์ อายตนะ และธาตุ มีธาตุหลายอย่าง หมายถึงมีจักขุธาตุ เป็นต้น หรือมีกามธาตุเป็นต้น มีธาตุแตกต่างกัน หมายถึงมีลักษณะของธาตุที่แตกต่างกัน ออกไปโดยประการต่าง ๆ (ม.มู.อ. ๑/๓๕๐)
- ๒อินทรีย์ ในที่นี้หมายถึงอินทรียธรรม ๕ มีสัทธา ความเชื่อ เป็นต้น (ม.มู.อ. ๑/๓๕๐)
ประจักษ์ตามความเป็นจริงซึ่งความที่สัตว์อื่นและบุคคลอื่นมีอินทรีย์ยิ่งและ หย่อนกว่ากัน นี้เป็นกำลังของตถาคตประการหนึ่ง ซี่งตถาคตอาศัยแล้วจึง ปฏิญญาฐานะอันองอาจ บันลือสีหนาทในหมู่บริษัท หมุนพรหมจักรให้เป็นไปได้
๗.ยังมีอีกข้อหนึ่ง สารีบุตร ตถาคตย่อมรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริง ซึ่งความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว และการออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติทั้งหลาย ดูก่อนสารีบุตร ข้อที่ตถาคตรู้ประจักษ์ตามความเป็นจริง ซึ่งความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว และการออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติทั้งหลาย นี้เป็นกำลังของตถาคตประการหนึ่ง ซึ่งตถาคตอาศัย แล้วจึงปฏิญญาฐานะอันองอาจ บันลือสีหนาทในหมู่บริษัท หมุนพรหมจักร ให้เป็นไปได้
๘.ยังมีอีกข้อหนึ่ง สารีบุตร ตถาคตย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกชาติได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้า ชาติบ้างสิบชาติบ้างยี่สิบชาติบ้างสามสิบชาติบ้างสี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็น อันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัป เป็นอัน มากบ้างว่า ‘ในภพโน้นเราได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพโน้นนั้นเราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพโน้นนั้นแล้ว จึงได้มาเกิดในภพนี้’ ตถาคตนั้นระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมากพร้อมทั้งอาการ (คือวรรณะเป็นต้น) พร้อมทั้งอุเทศ (คือชื่อและโคตร) ด้วยประการฉะนี้ ข้อที่ตถาคตระลึกชาติก่อน ได้เป็นอันมาก คือ ระลึกชาติได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ... ตถาคตนั้น
- ๑สังวัฎฏกัปวิวัฏฏกัป ดูความหมายที่เชิงอรรถ ๑ ข้อ ๕๒ หน้า ๔๕ ในเล่มนี้
ระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมากพร้อมทั้งอาการพร้อมทั้งอุเทศด้วยประการฉะนี้ นี้เป็นกำลังของตถาคตประการหนึ่ง ซึ่งตถาคตอาศัยแล้วจึงปฏิญญาฐานะอัน องอาจ บันลือสีหนาทในหมู่บริษัท หมุนพรหมจักรให้เป็นไปได้
๙. ยังมีอีกข้อหนึ่ง สารีบุตร ตถาคตย่อมเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลัง อุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วย ทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตาม กรรมได้ว่า ‘หมู่สัตว์เหล่านี้หนอประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ว่าร้ายพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ หมู่สัตว์เหล่านั้นหลังจากตายไปจึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ’ หรือว่า ‘หมู่สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ว่าร้ายพระ อริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ หมู่สัตว์
เหล่านั้นหลังจากตายไปจึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์’ ตถาคตนั้นเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลัง จุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ได้ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ข้อที่ตถาคตรู้ชัดซึ่งหมู่ สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ ... ได้ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของ มนุษย์ นี้เป็นกำลังของตถาคตประการหนึ่ง ซึ่งตถาคตอาศัยแล้วจึงปฏิญญา ฐานะอันองอาจ บันลือสีหนาทในหมู่บริษัท หมุนพรหมจักรให้เป็นไปได้๑๐. ยังมีอีกข้อหนึ่ง สารีบุตร ตถาคตทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน ข้อที่ตถาคตกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงอยู่ ในปัจจุบันนี้เป็นกำลังของตถาคตประการหนึ่ง ซึ่งตถาคตอาศัยแล้วจึง
- ๑อบาย ทุคติ วินิบาต นรก ดูความหมายทเชิงอรรถ ๑ ข้อ ๕๓ หน้า ๔๖ ในเล่มนี้
- ๒เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ ดูความหมายที่เชิงอรรถ ๑ ข้อ ๖๙ หน้า ๗๐ ในเล่มนี้
ปฏิญญาฐานะอันองอาจ บันลือสีหนาทในหมู่บริษัท หมุนพรหมจักรให้เป็นไปได้
ดูก่อนสารีบุตร กำลังของตถาคต ๑๐ ประการเหล่านี้แล ซึ่งตถาคต มีพร้อมมูลแล้วจึงปฏิญญาฐานะอันองอาจ บันลือสีหนาทในหมู่บริษัท หมุนพรหมจักรให้เป็นไปได้
[๑๔๙] ดูก่อนสารีบุตรผู้ใดแลพึงกล่าวถึงเราผู้รู้อยู่อย่างนี้เห็นอยู่ อย่างนี้ว่า ‘อุตริมนุสธรรมอันเป็นความรู้ความเห็นพิเศษที่สามารถเพื่อความ เป็นอริยะของพระสมณโคดมไม่มี พระสมณโคดมทรงแสดงธรรมที่ประมวล ด้วยความตรึก ที่ไตร่ตรองด้วยการค้นคิด แจ่มแจ้งได้เอง’ ผู้นั้นก็จะเหมือน กับถูกนำมาฝังไว้ในนรก เพราะไม่ละวาจานั้น ไม่ละความคิดนั้นเสีย ไม่สละคืนทิฏฐินั้น ดูก่อนสารีบุตร เปรียบเหมือนภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ถึง พร้อมด้วยสมาธิ ถึงพร้อมด้วยปัญญา พึงบรรลุอรหัตตผลได้ในปัจจุบันที เดียว แม้ฉันใด เรากล่าวข้ออุปไมยนี้ฉันนั้น ผู้นั้นก็จะเหมือนกับถูกนำมา ฝังไว้ในนรกเพราะไม่ละวาจานั้น ไม่ละความคิดนั้นเสีย ไม่สละคืนทิฏฐินั้นเวสารัชชญาณ ๔
{๑๖๗} [๑๕๐] ดูก่อนสารีบุตร เวสารัชชญาณ ๔ ประการของตถาคต ซึ่งตถาคตมีพร้อมมูลแล้วจึงปฏิญญาฐานะอันองอาจ บันลือสีหนาทในหมู่บริษัท หมุนพรหมจักรให้เป็นไปได้ เวสารัชชญาณ ๔ ประการคืออะไรบ้าง คือ
๑. ดูก่อนสารีบุตร เราไม่เห็นนิมิต นี้ว่า ‘สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลกจักทักท้วงเราด้วยคำที่มีเหตุผลในธรรมเหล่านี้
- ๑เหมือนถูกนำมาฝังไว้ในนรก เป็นคำอุปมาที่หมายถึงว่าในลำดับจุติจิต (จิตสุดท้ายขณะตาย) ของ บุคคลผู้กล่าวหาพระพุทธเจ้าเช่นนั้นย่อมมีปฏิสนธิจิต (จิตแรกขณะเกิด) ในนรกอย่างแน่นอน กล่าวกันว่าในพระพุทธพจน์ทั้งหมดข้ออุปมาที่พระองค์ตรัสเปรียบไว้อย่างหนักแน่นด้วยอุปมาเช่น นี้ย่อมไม่มี (ม.มู.อ. ๑/๓๕๓)
- ๒เวสารัชชญาณ ญาณอันเป็นเหตุให้แกล้วกล้า เป็นชื่อของพระญาณที่ประกอบด้วยความโสมนัส ซึ่งเกิดขึ้นแก่พุทธเจ้าผู้ทรงพิจารณาเห็นความไม่มีความครั่นคร้ามในฐานะ ๔ (ม.มู.อ. ๑/๓๕๓)
ได้ว่า ‘ท่านปฏิญญาอยู่ว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ ธรรมเหล่านี้ก็ยังไม่ได้ตรัสรู้ เลย’ เมื่อเราไม่เห็นนิมิตแม้นี้ จึงถึงความเกษม ถึงความไม่กลัว ถึงความแกล้วกล้าอยู่
๒. ดูก่อนสารีบุตร เราไม่เห็นนิมิตนี้ว่า ‘สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆในโลกจักทักท้วงเราด้วยคำมีเหตุผลในธรรมเหล่านี้ได้ว่า ‘ท่าน ปฏิญญาอยู่ว่าเป็นพระขีณาสพ อาสวะเหล่านี้ก็ยังไม่สิ้นไปเลย’ เมื่อเรา ไม่เห็นนิมิตแม้นี้ จึงถึงความเกษม ถึงความไม่กลัว ถึงความแกล้วกล้าอยู่๓. ดูก่อนสารีบุตร เราไม่เห็นนิมิตนี้ว่า ‘สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก จักทักท้วงเราโดยคำมีเหตุผลในธรรมเหล่านี้ได้ว่า ‘ธรรมเหล่าใดท่านกล่าวว่าเป็นธรรมที่ทำอันตราย แต่ธรรมเหล่านั้นไม่อาจที่ จะทำอันตรายแก่ผู้เสพได้จริง’ เมื่อเราไม่เห็นนิมิตแม้นี้ จึงถึงความเกษม ถึง ความไม่กลัว
ถึงความแกล้วกล้าอยู่๔. ดูก่อนสารีบุตร เราไม่เห็นนิมิตนี้ว่า ‘สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก จักทักท้วงเราด้วยคำที่มีเหตุผลในธรรมเหล่านี้ได้ว่า ‘ท่านแสดงธรรมเพื่อประโยชน์อย่างใด ประโยชน์อย่างนั้นหานำออกจากความ สิ้นทุกข์โดยชอบแก่บุคคลผู้ทำตามได้จริงไม่’ เมื่อเราไม่เห็นนิมิตแม้นี้ จึงถึง ความเกษม ถึงความไม่กลัว ถึงความแกล้วกล้าอยู่ดูก่อนสารีบุตร เวสารัชชญาณของตถาคต ๔ ประการนี้แลซึ่งตถาคต มีพร้อมมูลแล้วจึงปฏิญญาฐานะอันองอาจ บันลือสีหนาทในหมู่บริษัท หมุน
- ๑นิมิต เครื่องหมายแสดง ในที่นี้หมายถึงทั้งบุคคลและธรรมที่เป็นเหตุสนับสนุนการทักท้วง กล่าวคือพระองค์ไม่ทรงเห็นนิมิตคือบุคคลที่จักทักท้วงพระองค์ ไม่ทรงเห็นนิมิตคือธรรมที่ เป็นเหตุให้พระองค์ถูกทักท้วงว่ายังไม่ตรัสรู้ (ม.มู.อ. ๑/๓๕๔)
- ๒ธรรมที่ทำอันตราย (อันตรายิกธรรม) หมายถึงธรรมที่เป็นอุปสรรคต่อการบรรลุมรรคผล ได้แก่ อาบัติ ๗ กอง คือ ปาราชิก สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฎ และทุพภาสิต ที่ภิกษุจงใจล่วงละเมิด แต่ในที่นี้มุ่งเฉพาะเมถุนธรรม คืออาบัติปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ เพราะเมื่อภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเสพเมถุนธรรมเมถุนธรรมนั้น ย่อมชื่อว่าเป็นธรรมที่ทำอันตรายแก่การบรรลุมรรคผลอย่างแน่นอน (ม.มู.อ. ๑/๓๕๔)
พรหมจักรให้เป็นไปได้
ดูก่อนสารีบุตรผู้ใดแลพึงกล่าวถึงเราผู้รู้อยู่อย่างนี้เห็นอยู่อย่างนี้ว่า ‘อุตริมนุสธรรมอันเป็นความรู้ความเห็นพิเศษที่สามารถเพื่อความเป็นอริยะ ของพระสมณโคดมไม่มี พระสมณโคดมทรงแสดงธรรมที่ประมวลด้วยความตรึก ที่ไตร่ตรองด้วยการค้นคิด แจ่มแจ้งได้เอง, ผู้นั้นก็จะเหมือนกับถูกนำ มาฝังไว้ในนรกเพราะไม่ละวาจานั้น ไม่ละความคิดนั้นเสีย ไม่สละคืนทิฏฐินั้น ดูก่อนสารีบุตร เปรียบเหมือนภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ถึงพร้อมด้วยสมาธิ ถึง พร้อมด้วยปัญญา พึงบรรลุอรหัตตผลได้ในปัจจุบันทีเดียว แม้ฉันใด เรากล่าวข้ออุปไมยนี้ฉันนั้น ผู้นั้นก็จะเหมือนกับถูกนำมาฝังไว้ในนรกเพราะไม่ละ วาจานั้น ไม่ละความคิดนั้นเสีย ไม่สละคืนทิฏฐินั้นบริษัท๘
{๑๖๘} [๑๕๑] ดูก่อนสารีบุตร บริษัทมี ๘ประเภทเหล่านี้แล บริษัท ๘ ประเภท มีอะไรบ้าง คือ ขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คฤหบดีบริษัท สมณบริษัท จาตุมหาราชิกบริษัท ดาวดึงสบริษัท มารบริษัท พรหมบริษัท บริษัทมี ๘ ประเภทเหล่านี้แล ตถาคตประกอบด้วยเวสารัชชญาณ ๔ ประการเหล่านี้ แลเข้าหาไปมาหาสู่บริษัท ๘ เหล่านี้
ดูก่อนสารีบุตร เรายังจำได้ว่าได้เข้าไปยังขัตติยบริษัทหลายร้อยแห่ง ทั้งเราเคยนั่ง เคยปราศรัย เคยเข้าสนทนาในขัตติยบริษัทนั้น ดูก่อนสารีบุตร เราไม่เห็นนิมิตนี้ว่า ‘ความกลัวหรือความสะทกสะท้านจักกลํ้ากรายเราได้ ในขัตติยบริษัทนั้น, เมื่อเราไม่เห็นนิมิตแม้นี้ จึงถึงความเกษม ถึงความ ไม่มีภัย ถึงความแกล้วกล้าอยู่
ดูก่อนสารีบุตร เรายังจำได้ว่าได้เข้าไปยังพราหมณบริษัท... คฤหบดี บริษัท... สมณบริษัท... จาตุมหาราชิกบริษัท... ดาวดึงสบริษัท... มารบริษัท...
- ๑บริษัท ในที่นี้หมายถึงสถานที่นั่งประชุมของพวกกษัตริย์เป็นต้น (ม.มู.อ. ๑/๓๕๕)
พรหมบริษัทหลายร้อยแห่ง ทั้งเราเคยนั่ง เคยปราศรัย เคยเข้าสนทนาใน พรหมบริษัทนั้น ดูก่อนสารีบุตร เราไม่เห็นนิมิตนี้ว่า ‘ความกลัวหรือความ สะทกสะท้านจักกลํ้ากรายเราได้ในพรหมบริษัทนั้น, เมื่อเราไม่เห็นนิมิตแม้นี้ จึงถึงความเกษม ถึงความไม่มีภัย ถึงความแกล้วกล้าอยู่
ดูก่อนสารีบุตรผู้ใดแลพึงกล่าวถึงเราผู้รู้อยู่อย่างนี้เห็นอยู่อย่างนี้ว่า ‘อุตริมนุสธรรมอันเป็นความรู้ความเห็นพิเศษที่สามารถเพื่อความเป็นอริยะ ของ พระสมณโคดมไม่มี พระสมณโคดมทรงแสดงธรรมที่ประมวลด้วยความตรึก ที่ไตร่ตรองด้วยการค้นคิด แจ่มแจ้งได้เอง, ผู้นั้นก็จะเหมือนกับถูกนำมาฝังไว้ ในนรกเพราะไม่ละวาจานั้น ไม่ละความคิดนั้นเสีย ไม่สละคืนทิฏฐินั้น ดู ก่อนสารีบุตร เปรียบเหมือนภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ถึงพร้อมด้วยสมาธิ ถึง พร้อมด้วยปัญญา พึงบรรลุอรหัตตผลได้ในปัจจุบันทีเดียว แม้ฉันใด เรากล่าว ข้ออุปไมยนี้ฉันนั้น ผู้นั้นก็จะเหมือนกับถูกนำมาฝังไว้ในนรก เพราะไม่ละวาจา นั้น ไม่ละความคิดนั้นเสีย ไม่สละคืนทิฏฐินั้น
กำเนิด ๔
{๑๖๙} [๑๕๒] ดูก่อนสารีบุตร กำเนิดมี ๔ อย่างเหล่านี้แล กำเนิด ๔ อย่าง คืออะไรบ้าง คือ
๑.อัณฑชะกำเนิด กำเนิดของสัตว์ที่เกิดในไข่
๒.ชลาพุชะกำเนิด กำเนิดของสัตว์ที่เกิดในครรภ์
๓.สังเสทชะกำเนิด กำเนิดของสัตว์ที่เกิดในเถ้าไคล
๔.โอปปาติกะกำเนิด กำเนิดของสัตว์ที่เกิดผุดขึ้น
ดูก่อนสารีบุตร ก็อัณฑชะกำเนิดเป็นไฉน คือ สัตว์ทั้งหลายที่ชำแรก เปลือกฟองไข่เกิด นี้เรียกว่าอัณฑชะกำเนิด
ดูก่อนสารีบุตร ชลาพุชะกำเนิดเป็นไฉน คือ สัตว์ทั้งหลายที่ชำแรก หัวไส้เกิด นี้เรียกว่าชลาพุชะกำเนิด
ดูก่อนสารีบุตร สังเสทชะกำเนิดเป็นไฉน คือ สัตว์ทั้งหลายที่เกิดในปลาเน่า ในซากศพเน่า ในขนมบูด ในแอ่งน้ำครำ หรือในเถ้าไคล นี้เรียกว่าสังเสทชะกำเนิด
ดูก่อนสารีบุตร โอปปาติกะกำเนิดเป็นไฉน คือ เทวดา สัตว์นรก มนุษย์บางประเภท และเปรตบางประเภท นี้เรียกว่าโอปปาติกะกำเนิด
ดูก่อนสารีบุตร กำเนิดมี ๔ อย่างเหล่านี้แล
ดูก่อนสารีบุตรผู้ใดแลพึงกล่าวถึงเราผู้รู้อย่อย่างนี้เห็นอยู่อย่างนี้ว่า ‘อุตริมนุสสธรรมอันเป็นความรู้ความเห็นพิเศษที่สามารถเพื่อความเป็นอริยะ ของพระสมณโคดมไม่มี พระสมณโคดมทรงแสดงธรรมที่ประมวลด้วยความตรึก ที่ไตร่ตรองด้วยการค้นคิด แจ่มแจ้งได้เอง’ ผู้นั้นก็จะเหมือนกับถูกนำ มาฝังไว้ในนรกเพราะไม่ละวาจานั้น ไม่ละความคิดนั้นเสีย ไม่สละคืนทิฏฐินั้น ดูก่อนสารีบุตร เปรียบเหมือนภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ถึงพร้อมด้วยสมาธิ ถึงพร้อมด้วยปัญญา พึงบรรลุอรหัตตผลได้ในปัจจุบันทีเดียว แม้ฉันใด เรากล่าวข้ออุปไมยนี้ฉันนั้น ผู้นั้นก็จะเหมือนกับถูกนำมาฝังไว้ในนรก เพราะไม่ละวาจานั้น ไม่ละความคิดนั้นเสีย ไม่สละคืนทิฏฐินั้นคติ ๕
{๑๗๐} [๑๕๓] ดูก่อนสารีบุตร คติมี ๕ อย่างเหล่านี้แล คติ ๕ อย่างคืออะไร บ้าง คือ นรก ๑ กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ๑ ปิตติวิสัย ๑ มนุษย์ ๑ เทวดา ๑ ดูก่อนสารีบุตร เราย่อมรู้ประจักษ์ทั้งนรก ทั้งทางยังสัตว์ให้ถึงนรก ทั้งข้อปฏิบัติอันจะยังสัตว์ให้ถึงนรก อนึ่ง เราย่อมรู้ประจักษ์ถึงข้อปฏิบัติที่ สัตว์ปฏิบัติแล้ว หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
ดูก่อนสารีบุตร เราย่อมรู้ประจักษ์ทั้งกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ทั้งทางยัง สัตว์ให้ถึงกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานทั้งข้อปฏิบัติอันจะยังสัตว์ให้ถึงกำเนิดสัตว์
- ๑คติ ในที่นี้หมายถึงสถานที่ไปเกิดของเหล่าสัตว์ตามอำนาจกรรมดีกรรมชั่ว (ม.มู.อ. ๑/๓๕๗)
ดิรัจฉาน อนึ่ง เราย่อมรู้ประจักษ์ถึงข้อปฏิบัติที่สัตว์ปฏิบัติแล้ว หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน
ดูก่อนสารีบุตร เราย่อมรู้ประจักษ์ทั้งปิตติวิสัย ทั้งทางยังสัตว์ให้ถึง ปิตติวิสัย ทั้งข้อปฏิบัติอันจะยังสัตว์ให้ถึงปิตติวิสัย อนึ่ง เราย่อมรู้ประจักษ์ ถึงข้อปฏิบัติที่สัตว์ปฏิบัติแล้ว หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงปิตติวิสัย
ดูก่อนสารีบุตร เราย่อมรู้ประจักษ์ทั้งพวกมนุษย์ ทั้งทางยังสัตว์ให้ถึง มนุษยโลกทั้งข้อปฏิบัติอันจะยังสัตว์ให้ถึงมนุษยโลก อนึ่งเราย่อมรู้ ประจักษ์ ถึงข้อปฏิบัติที่สัตว์ปฏิบัติแล้ว หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงในหมู่ มนุษย์
ดูก่อนสารีบุตร เราย่อมรู้ประจักษ์ทั้งพวกเทพ ทั้งทางยังสัตว์ให้ถึง เทวโลก ทั้งข้อปฏิบัติอันจะยังสัตว์ให้ถึงเทวโลก อนึ่ง เราย่อมรู้ประจักษ์ถึง ข้อปฏิบัติที่สัตว์ปฏิบัติแล้ว หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
ดูก่อนสารีบุตร เราย่อมรู้ประจักษ์ถึงพระนิพพาน ทั้งทางยังสัตว์ให้ ถึงพระนิพพาน ทั้งข้อปฏิบัติอันจะยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพาน อนึ่ง เราย่อม รู้ประจักษ์ถึงข้อปฏิบัติที่สัตว์ปฏิบัติแล้ว ย่อมทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองใน ปัจจุบันเข้าถึงอยู่
อุปมาการเห็นคติของบุคคล
{๑๗๑} [๑๕๔] ดูก่อนสารีบุตร เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ได้ ด้วยใจอย่างนี้ว่า ‘บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่ทางนั้น อย่างที่หลังจากตายไป จักเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกได้’ สมัยต่อมา เราก็เห็นบุคคลนั้นผู้ซึ่งหลังจากตายไปได้เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
- ๑นิพพาน ภาวะดับกิเลสและทุกข์ได้สิ้นเชิง ไม่จัดอยู่ในคติ ๕ แต่เพื่อแสดงว่าพระองค์ทราบ ประจักษ์ถึงภาวะที่สลัดออกจากคติคือพระนิพพาน จึงทรงแสดงไว้ในที่นี้ (ม.มู.อ. ๑/๓๕๘)
เสวยทุกขเวทนาอันแรงกล้าเผ็ดร้อนโดยส่วนเดียวอยู่ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์
ดูก่อนสารีบุตร เปรียบเหมือนมีหลุมถ่านเพลิงซึ่งลึกกว่าชั่วคน เต็มไป ด้วยถ่านเพลิง ปราศจากเปลวปราศจากควัน ลำดับนั้น มีบุรุษผู้ถูกความ ร้อนแผดเผา ถูกความร้อนครอบงำ เหน็ดเหนื่อย อยากน้ำ หิวกระหาย ตั้งใจ มุ่งมายังหลุมถ่านเพลิงนั้นแหละโดยหนทางสายเดียว คนตาดีเห็นเขาแล้วพึง กล่าวอย่างนี้ว่า ‘บุรุษผู้เจริญนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่ทางนั้น อย่างที่จักมาถึงหลุมถ่านเพลิงนี้ทีเดียว’
สมัยต่อมา คนตาดีนั้น พึง ได้เห็นบุรุษนั้นตกลงไปในหลุมถ่านเพลิงนั้นเสวยทุกขเวทนาอันแรงกล้าเผ็ด ร้อนโดยส่วนเดียวอยู่ แม้ฉันใด ฉันนั้นเหมือนกัน สารีบุตร เราย่อมกำหนด รู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ได้ด้วยใจอย่างนี้ว่า ‘บุคคลผู้นี้ปฏิบัติ ดำเนินไป และ ขึ้นสู่ทางนั้น อย่างที่หลังจากตายไปจักเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก, สมัย ต่อมา เราก็เห็นบุคคลนั้นผู้ซึ่งหลังจากตายไปได้เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เสวยทุกขเวทนาอันแรงกล้าเผ็ดร้อนโดยส่วนเดียวอยู่ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ (๑){๑๗๒}ดูก่อนสารีบุตร เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ได้ด้วยใจอย่างนี้ว่า ‘บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่ทางนั้น อย่างที่ หลังจากตายไปจักเข้าถึงกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานได้’ สมัยต่อมา เราก็เห็นบุคคลนั้น ผู้ซึ่งหลังจากตายไปได้เข้าถึงกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานเสวยทุกขเวทนาอันแรงกล้า เผ็ดร้อนโดยส่วนเดียวอยู่ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์
ดูก่อนสารีบุตร เปรียบเหมือนมีหลุมคูถซึ่งลึกกว่าชั่วคน เต็มไปด้วยคูถ ลำดับนั้น มีบุรุษผู้ถูกความร้อนแผดเผา ถูกความร้อนครอบงำ เหน็ดเหนื่อย อยากน้ำ หิวกระหายตั้งใจมุ่งมายังหลุมถ่านเพลิงนั้นแหละโดยหนทางสายเดียว คนตาดีเห็นเขาแล้วพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘บุรุษผู้เจริญนี้ปฏิบัติอย่างนั้นดำเนิน
อย่างนั้นและขึ้นสู่ทางนั้น, อย่างที่จักมาถึงหลุมคูถนี้ทีเดียว’ สมัยต่อมา คนตาดีนั้นพึงได้เห็นบุรุษนั้นตกลงไปในหลุมคูถนั้น เสวยทุกขเวทนาอันแรงกล้าเผ็ดร้อนโดยส่วนเดียวอยู่ แม้ฉันใด ฉันนั้นเหมือนกัน สารีบุตร เราย่อมกำหนด รู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ได้ด้วยใจอย่างนี้ว่า ‘บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้นและขึ้นสู่ทางนั้น อย่างที่หลังจากตายไปจักเข้าถึงกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานได้’ สมัยต่อมา เราก็เห็นบุคคลนั้นผู้ซึ่งหลังจากตายไป ได้เข้าถึงกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน เสวยทุกขเวทนาอันแรงกล้าเผ็ดร้อนโดยส่วนเดียวอยู่ ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ (๒)
{๑๗๓} ดูก่อนสารีบุตรก็เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ได้ด้วยใจ อย่างนี้ว่า ‘บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่ทางนั้น อย่างที่หลังจากตายไป จักเข้าถึงปิตติวิสัยได้’ สมัยต่อมา เราก็เห็นบุคคลนั้นผู้ซึ่ง หลังจากตายไปได้เข้าถึงปิตติวิสัยเสวยทุกขเวทนาเป็นอันมากอยู่ด้วยทิพยจักษุ อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์
ดูก่อนสารีบุตร เปรียบเหมือนมีต้นไม้เกิดในพื้นที่ไม่เรียบ มีใบอ่อนและ ใบแก่เบาบาง มีเงาโปร่ง ลำดับนั้น มีบุรุษผู้ถูกความร้อนแผดเผา ถูกความ ร้อนครอบงำ เหน็ดเหนื่อย อยากนํ้า หิวกระหาย ตั้งใจมุ่งมายังต้นไม้นั้นแหละ โดยหนทางสายเดียว คนตาดีเห็นเขาแล้วพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘บุรุษผู้เจริญนี้ ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่ทางนั้น อย่างที่จักมาถึงต้นไม้นี้ทีเดียว’ สมัยต่อมา คนตาดีนั้นพึงได้เห็นบุรุษนั้น นั่งบ้าง นอนบ้าง ที่ร่มต้นไม้นั้น เสวยทุกขเวทนาเป็นอันมากอยู่ แม้ฉันใด ฉันนั้นเหมือนกัน สารีบุตร เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ได้ด้วยใจอย่างนี้ว่า ‘บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่ทางนั้น อย่างที่หลังจากตายไป จักเข้าถึงปิตติวิสัยได้’ สมัยต่อมา เราก็เห็นบุคคลนั้นผู้ซึ่งหลังจากตายไปได้ เข้าถึงปิตติวิสัยเสวย ทุกขเวทนาเป็นอันมากอยู่ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ (๓)
{๑๗๔}ดูก่อนสารีบุตรก็เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ได้ด้วยใจ อย่างนี้ว่า ‘บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่ทางนั้น อย่าง ที่หลังจากตายไปจักเข้าถึงในหมู่มนุษย์ได้, สมัยต่อมา เราก็เห็นบุคคลนั้นผู้ซึ่ง หลังจากตายไปได้เข้าถึงในหมู่มนุษย์เสวยสุขเวทนาเป็นอันมากอยู่ด้วยทิพยจักษุ อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์
ดูก่อนสารีบุตร เปรียบเหมือนมีต้นไม้เกิดในพื้นที่เรียบ มีใบอ่อนและ ใบแก่หนาแน่น มีเงาทึบ ลำดับนั้น มีบุรุษผู้ถูกความร้อนแผดเผา ถูกความ ร้อนครอบงำ เหน็ดเหนื่อย อยากนํ้า หิวกระหาย ตั้งใจมุ่งมายังต้นไม้นั้น แหละโดยหนทางสายเดียว คนตาดีเห็นเขาแล้วพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘บุรุษผู้เจริญนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่ทางนั้น อย่างที่จักมาถึง ต้นไม้นี้ทีเดียว’ สมัยต่อมา คนตาดีนั้นพึงได้เห็นบุรุษนั้นนั่งบ้างนอนบ้างที่ร่ม ต้นไม้นั้น เสวยสุขเวทนาเป็นอันมากอยู่ แม้ฉันใด ฉันนั้นเหมือนกัน สารีบุตร เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ได้ด้วยใจอย่างนี้ว่า ‘บุคคลนี้ปฏิบัติ อย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่ทางนั้น อย่างที่หลังจากตายไปจักเข้าถึง ในหมู่มนุษย์’
สมัยต่อมา เราก็เห็นบุคคลนั้นผู้ซึ่งหลังจากตายไปได้เข้าถึงใน หมู่มนุษย์เสวยสุขเวทนาเป็นอันมากอยู่ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัย ของมนุษย์ (๔)ดูก่อนสารีบุตร ก็เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ได้ด้วยใจ อย่างนี้ว่า ‘บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่ทางนั้น อย่าง ที่หลังจากตายไปจักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ได้’ สมัยต่อมา เราก็เห็นบุคคลนั้น ผู้ซึ่ง หลังจากตายไปได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เสวยสุขเวทนาโดยส่วนเดียวอยู่ ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์
ดูก่อนสารีบุตร เปรียบเหมือนมีปราสาทอยู่ ในปราสาทนั้นมีเรือนยอด ซึ่งโบกฉาบแล้วทั้งภายในทั้งภายนอก ลมเข้าไม่ได้ มีลิ่มสลักมิดชิด มีบานประตูหน้าต่างปิดได้สนิท ในเรือนยอดนั้น มีบัลลังก์อันลาดด้วยผ้าโกเชาว์
ขนยาว ลาดด้วยเครื่องลาดทำด้วยขนแกะสีขาว ลาดด้วยขนเจียม เป็นแผ่นทึบ มีเครื่องลาดอย่างดีทำด้วยหนังชะมด มีเพดานกั้นในเบื้องบน มีหมอนแดงวางทั้งสองข้าง ลำดับนั้น มีบุรุษผู้ถูกความร้อนแผดเผา ถูกความร้อนครอบงำ เหน็ดเหนื่อย อยากนํ้า หิวกระหาย ตั้งใจมุ่งมายังปราสาทนั้นแหละโดยหนทางสายเดียว คนตาดีเห็นเขาแล้วพึงกล่าวอย่างนี้ ว่า ‘บุรุษผู้เจริญนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่ทางนั้น อย่างที่จักมาถึงปราสาทนี้ทีเดียว’
สมัยต่อมา คนตาดีนั้นพึงได้เห็นบุรุษนั้นนั่ง บ้างนอนบ้างบนบัลลังก์ในเรือนยอดที่ปราสาทนั้น เสวยสุขเวทนาโดยส่วนเดียวอยู่ แม้ฉันใด ฉันนั้นเหมือนกัน สารีบุตร เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคล บางคนในโลกนี้ได้ด้วยใจอย่างนี้ว่า ‘บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น และ ขึ้นสู่ทางนั้น อย่างที่หลังจากตายไปจักเข้าถึงสุคติโลกสวรรคได้’ สมัย ต่อมา เราก็เห็นบุคคลนั้นผู้ซึ่งหลังจากตายไปได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เสวยสุขเวทนาโดยส่วนเดียวอยู่ ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ (๕){๑๗๖} ดูก่อนสารีบุตร ก็เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจ อย่างนี้ว่า ‘บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่ทางนั้น อย่างที่จักทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่’ สมัยต่อมา เราก็เห็นบุคคลนั้นกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ เสวยสุขเวทนาโดยส่วนเดียว
ดูก่อนสารีบุตร เปรียบเหมือนมีสระโบกขรณีซึ่งมีนํ้าใส สะอาด เย็นสนิท มีท่าอันดีน่ารื่นรมย์ และในที่ไม่ไกลสระโบกขรณีนั้นมีแนวป่าหนาทึบอยู่ ลำดับนั้น มีบุรุษผู้ถูกความร้อนแผดเผาถูกความร้อนครอบงำ เหน็ดเหนื่อย อยากน้ำ หิวกระหาย ตั้งใจมุ่งมายังสระโบกขรณีนั้นแหละ
โดยหนทางสายเดียว คนตาดีเห็นเขาแล้วพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘บุรุษผู้เจริญ นี้ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่ทางนั้น อย่างที่จักมาถึงสระ โบกขรณีนี้ทีเดียว, สมัยต่อมา ผู้มีตาดีนั้นพึงเห็นบุรุษนั้นลงสู่สระโบกขรณีนั้น อาบและดื่ม ระงับความกระวนกระวาย ความเหน็ดเหนื่อย และ ความร้อนหมดแล้ว ก็ขึ้นไปนั่งบ้างนอนบ้างในแนวป่านั้น เสวยสุขเวทนา โดยส่วนเดียว แม้ฉันใด ฉันนั้นเหมือนกัน สารีบุตร เราย่อมกำหนดรู้ใจ บุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจอย่างนี้ว่า ‘บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนิน อย่างนั้นและขึ้นสู่ทางนั้น อย่างที่จักทำให้แจ้งซี่งเจโตวิมุตติ ปัญญา วิมุตติอันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้า ถึงอยู่ในปัจจุบัน’ สมัยต่อมา เราก็เห็นบุคคลนั้นกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่ง เองเข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน เสวยสุขเวทนาโดยส่วนเดียวดูก่อนสารีบุตร คติมี ๕ ประการเหล่านี้แล
ดูก่อนสารีบุตร ผู้ใดแลพึงกล่าวถึงเราผู้รู้อยู่อย่างนี้เห็นอยู่อย่างนี้ว่า ‘อุตริมนุสธรรมอันเป็นความรู้ความเห็นพิเศษที่สามารถเพื่อความเป็นอริยะ ของพระสมณโคดมไม่มี พระสมณโคดมทรงแสดงธรรมที่ประมวลด้วยความตรึก ที่ไตร่ตรองด้วยการค้นคิด แจ่มแจ้งได้เอง, ผู้นั้นก็จะเหมือนกับถูกนำมาฝังไว้ในนรก เพราะไม่ละวาจานั้น ไม่ละความคิดนั้นเสีย ไม่สละคืนทิฏฐินั้น ดูก่อนสารีบุตร เปรียบเหมือนภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยศีลถึงพร้อมด้วยสมาธิ ถึงพร้อมด้วยปัญญา พึงบรรลุอรหัตตผลได้ในปัจจุบันทีเดียว แม้ฉันใด เรากล่าวข้ออุปไมยนี้ฉันนั้น ผู้นั้นก็จะเหมือนกับถูกนำมาฝังไว้ในนรกเพราะไม่ละวาจานั้น ไม่ละความคิดนั้นเสีย ไม่สละคืนทิฏฐินั้น
พรหมจรรย์ประกอบด้วยองค์ ๔
{๑๗๗} [๑๕๕] ดูก่อนสารีบุตร อนึ่ง เราจำได้ว่าเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ที่ประกอบด้วยองค์ ๔ คือ
๑. เราเป็นผู้บำเพ็ญตบะและเป็นผู้บำเพ็ญตบะที่ยอดเยี่ยม กว่าผู้บำเพ็ญตบะทั้งหลาย
๒. เราเป็นผู้ประพฤติเป็นคนปอนและเป็นผู้ประพฤติเป็นคนปอนที่ยอดเยี่ยมกว่าผู้ประพฤติเป็นคนปอนทั้งหลาย
๓. เราเป็นผู้รังเกียจบาปและเป็นผู้รังเกียจบาปที่ยอดเยี่ยม กว่าผู้รังเกียจบาปทั้งหลาย
๔. เราเป็นผู้สงัดและเป็นผู้สงัดที่ยอดเยี่ยมกว่าผู้สงัดทั้งหลาย
การบำเพ็ญตบะ
{๑๗๘} ดูก่อนสารีบุตร ในพรหมจรรย์มีองค์ ๔ นั้น ต่อไปนี้เป็นวัตรปฏิบัติในความเป็นผู้บำเพ็ญตบะของเรา คือ เราเคยเป็นอเจลกคนเปลือย ขาดมารยาท เลียมือ เขาเชิญให้มารับภิกษาก็ไม่มา เขาเชิญให้หยุดก็ไม่หยุด ไม่รับภิกษาที่เขาแบ่งไว้ก่อน ไม่รับภิกษาที่เขาทำเจาะจงให้ ไม่ยินดีภิกษาที่เขาเชิญ ไม่รับภิกษาจากปากหม้อ ไม่รับภิกษาจากหม้อข้าว ไม่รับภิกษาที่คร่อมธรณีประตู ไม่รับภิกษาที่คร่อมท่อนไม้ ไม่รับภิกษาที่คร่อมสาก ไม่ รับภิกษาของคนสองคนที่กำลังบริโภคอยู่ ไม่รับภิกษาของผู้หญิงมีครรภ์ ไม่รับภิกษาของผู้หญิงที่กำลังให้ลูกดื่มนม ไม่รับภิกษาของผู้หญิงที่คลอเคลียผู้ชาย ไม่รับภิกษาที่นัดแนะกันทำไว้ ไม่รับภิกษาในที่เลี้ยงดูสุนัข ไว้ ไม่รับภิกษาในที่มีแมลงวันไต่ตอมเป็นกลุ่ม ๆ ไม่กินปลา ไม่กินเนื้อ ไม่
- ๑คำว่า พรหมจรรย์ ความประพฤติประเสริฐ มีความหมาย ๑๒ ประการ คือ (๑) ทาน การให้ (๒) เวยยาวัจจะ การขวนขวายช่วยเหลือ (๓) ปัญจสีละ ศีล ๕ หรือปัญจสิกขาบท (สิกขาบท ๕) (๔) พรหมวิหาร การประพฤติพรหมวิหารธรรม (๕) ธัมมเทสนา การแสดงธรรม (๖) เมถุนวิรัติ การงดเว้นจากการเสพเมถุนธรรม (๗) สทารสันโดษ ความยินดีเฉพาะคู่ครอง ของตน (๘) อุโปสถังคะ องค์อุโบสถ (๙) อริยมรรค ทางอันประเสริฐ (๑๐) คาสนา คือไตรสิกขา (๑๑) อัชณาสยะ อัธยาศัย (๑๒) วิริยะ ความเพียร ในที่นี้หมายถึงวิริยะ (ม.มู.อ. ๑/๓๖๒-๓๖๔ เพิ่มจาก ที.สี.อ. ๑๖๐-๑๖๒ ๒ ประการ คือประการที่ ๕ และที่ ๑๑)
ดื่มสุรา ไม่ดื่มเมรัย ไม่ดื่มยาดอง รับภิกษาที่เรือนหลังเดียว ยังชีพด้วยข้าวคำเดียวบ้าง รับภิกษาที่เรือน ๒ หลัง ยังชีพด้วยข้าว ๒ คำบ้าง รับ ภิกษาที่เรือน ๗ หลัง ยังชีพด้วยข้าว ๗ คำบ้าง ยังชีพด้วยภิกษาในถาด น้อยใบเดียวบ้าง ๒ ใบบ้าง ... ๗ ใบบ้าง กินอาหารที่เก็บค้างไว้วันหนึ่งบ้าง ๒ วันบ้าง ... ๗ วันบ้าง เป็นผู้ขวนขวายบริโภคแต่อาหารที่เวียนมาเช่นนี้ แม้นานตั้งครึ่งเดือนบ้างอยู่
เรานั้นเป็นผู้มีผักดองเป็นอาหารบ้างมีข้าวฟ่างเป็นอาหารบ้าง มี ลูกเดือยเป็นอาหารบ้าง มีกากข้าวเป็นอาหารบ้าง มีสาหร่ายเป็นอาหารบ้าง มีรำเป็นอาหารบ้าง มีข้าวตังเป็นอาหารบ้าง มีกำยานเป็นอาหารบ้าง มี หญ้าเป็นอาหารบ้าง มีมูลโคเป็นอาหารบ้างมีเหง้าและผลไม้ในป่าเป็นอาหาร บริโภคผลไม้หล่นยังชีพ
เรานั้นนุ่งห่มผ้าป่านบ้าง นุ่งห่มผ้าแกมกันบ้าง นุ่งห่มผ้าห่อศพบ้าง นุ่งห่มผ้าบังสุกุลบ้าง นุ่งห่มผ้าเปลือกไม้บ้าง นุ่งห่มหนังเสือบ้าง นุ่งห่มหนังเสือทั้งเล็บบ้าง นุ่งห่มผ้าคากรองบ้าง นุ่งห่มผ้าเปลือกปอกรองบ้าง นุ่งห่มผ้าผลไม้กรองบ้าง นุ่งห่มผ้ากัมพลทำด้วยผมคนบ้าง นุ่งห่มผ้ากัมพลทำด้วยขนสัตว์บ้าง นุ่งห่มผ้าทำด้วยขนปีกนกเค้าบ้าง ถอนผมและหนวด คือขวนขวายแต่การถอนผมและหนวดบ้าง ยืนอย่างเดียวไม่ยอมนั่งบ้าง เดินกระหย่ง คือเดินกระหย่งเหยียบพื้นไม่เต็มเท้าบ้าง นอนบนหนาม คือ นอนบนที่นอนที่มีหนามบ้าง อาบน้ำวันละ ๓ ครั้ง คือ ขวนขวายแต่การลงแช่น้ำบ้าง เป็นผู้ประกอบการขวนขวายในการย่างและบ่มกายมีประการมิใช่น้อยเห็นปานนี้อยู่ ด้วยประการฉะนี้ ดูก่อนสารีบุตร นี้แหละเป็นวัตรปฏิบัติในความเป็นผู้บำเพ็ญตบะของเรา
การประพฤติเป็นคนปอน
{๑๗๙} [๑๕๖] ดูก่อนสารีบุตร ในพรหมจรรย์มีองค์ ๔ นั้น ต่อไปนี้เป็นวัตร
ปฏิบัติในการประพฤติเป็นคนปอนของเรา คือ ฝุ่นธุลีหมักหมมอยู่ในกาย ของเรานับด้วยปีมิใช่น้อยจนเกิดเป็นสะเก็ดตอตะโก มีฝุ่นธุลีจับอยู่นับด้วยปีมิใช่น้อยจนแตกเป็นสะเก็ด ฉันใด ฝ่นธุลีก็หมักหมมอยู่ในกายของเรา นับด้วยปีมิใช่น้อยจนเกิดเป็นสะเก็ดก็ฉันนั้นเหมือนกัน ดูก่อนสารีบุตร เรา นั้นมิได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ‘โอหนอ เราพึงใช้ฝ่ามือปัดฝุ่นธุลีนี้ออกไป หรือ คนเหล่าอื่นพึงใช้ฝ่ามือปัดฝุ่นธุลีนี้ออกไป’ ความคิดแม้อย่างนี้มิได้มีแก่เราเลย ดูก่อนสารีบุตร นี้แหละเป็นวัตรปฏิบัติในความประพฤติเป็นคนปอนของเรา
การรังเกียจบาป
{๑๘๐} ดูก่อนสารีบุตร ในพรหมจรรย์มีองค์ ๔ เหล่านั้น ต่อไปนี้เป็นวัตรปฏิบัติในความเป็นผู้รังเกียจบาปของเรา คือ เรานั้นมีสติก้าวไปข้างหน้า มีสติถอยกลับ ความเอ็นดูของเราปรากฏแม้กระทั่งในหยดนํ้าว่า ‘เราอย่า ได้ล้างผลาญสัตว์เล็กๆ ซึ่งอยู่ในที่อันไม่เสมอกันเลย, ดูก่อนสารีบุตร นี้แหละ เป็นวัตรปฏิบัติในความเป็นผู้รังเกียจบาปของเรา
ความเป็นผู้สงัด
{๑๘๑} ดูก่อนสารีบุตร ในพรหมจรรย์มีองค์ ๔ เหล่านั้น ต่อไปนี้เป็นวัตรในความเป็นผู้สงัดของเรา คือ เรานั้นอาศัยชายป่าแห่งใดแห่งหนึ่งอยู่ ในกาลใด เราได้พบคนเลี้ยงโค คนเลี้ยงปศุสัตว์ คนหาบหญ้า หรือคนหาบฟืน หรือคนเที่ยวหาผลไม้เป็นต้นในป่า ในกาลนั้น เราก็จะเดินหนีจากป่าหนึ่ง ไปยังอีกป่าหนึ่ง จากชัฏหนึ่งไปยังอีกชัฏหนึ่ง จากที่ลุ่มหนึ่งไปยังอีกที่ลุ่มหนึ่ง จากที่ดอนหนึ่งไปยังอีกที่ดอนหนึ่ง ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะเราคิดว่า ‘คนเหล่านั้นอย่าได้พบเราเลย และเราก็อย่าได้พบคนเหล่านั้นเลย’ ดูก่อน สารีบุตร สัตว์ป่าเห็นพวกมนุษย์แล้วย่อมวิ่งเตลิดหนีจากป่าหนึ่งไปยังอีกป่าหนึ่ง จากชัฏหนึ่งไปยังอีกชัฏหนึ่ง จากที่ลุ่มหนึ่งไปยังอีกที่ลุ่มหนึ่ง จากที่
ดอนหนึ่งไปยังอีกที่ดอนหนี่ง แม้ฉันใด เราก็ฉันนั้นเหมือนกัน ในกาลใด เราได้พบคนเลี้ยงโค คนเลี้ยงปศุสัตว์ คนหาบหญ้า หรือคนหาบฟืน หรือ คนเที่ยวหาผลไม้เป็นต้นในป่า ในกาลนั้น เราก็จะเดินหนีจากป่าหนึ่งไปยัง อีกป่าหนึ่ง จากชัฏหนึ่งไปยังอีกชัฏหนึ่ง จากที่ลุ่มหนึ่งไปยังอีกที่ลุ่มหนึ่ง จากที่ดอนหนึ่งไปยังอีกที่ดอนหนึ่ง ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะเราคิดว่า ‘คนเหล่านั้นอย่าได้พบเราเลย และเราก็อย่าได้พบคนเหล่านั้นเลย, ดูก่อนสารีบุตร นี้แหละเป็นวัตรปฏิบัติในความเป็นผู้สงัดของเรา
{๑๘๒} ดูก่อนสารีบุตร เรานั้นแลเคยคลานเข้าไปในคอกโคที่โคออกไปแล้ว และปราศจากคนเลี้ยงโค กินมูลโคของลูกโคอ่อนที่ยังดื่มนมอยู่ มูตรและกรีสของเรายังไม่หมดสิ้นไปเพียงไร เราก็กินมูตรและกรีสของตนเองเป็น อาหาร ดูก่อนสารีบุตร นี้แหละเป็นวัตรปฏิบัติในโภชนะมหาวิกัฏของเรา ปฏิปทาที่มิใช่ทางตรัสรู้
{๑๘๓} [๑๕๗] ดูก่อนสารีบุตร เรานั้นแลเคยเข้าไปอาศัยแนวป่าอันน่ากลัว แห่งใดแห่งหนึ่งอยู่ นี้เป็นความน่ากลัวแห่งแนวป่านั้น คือ บุคคลผู้ยังไม่ปราศจากราคะเข้าไปยังป่านั้นโดยมากก็ขนพอง ดูก่อนสารีบุตร ในราตรีที่หนาวเหน็บฤดูเหมันต์ซึ่งอยู่ระหว่างเดือน ๓ ต่อเดือน ๔ เป็นเวลามีหิมะตก เรานั้นแลอยู่ในที่แจ้งตลอดคืน กลางวันเราอยู่ในแนวป่า ในเดือนท้ายฤดูร้อน กลางวันเราอยู่ในที่แจ้ง กลางคืนเราอยู่ในแนวป่า ดูก่อนสารีบุตร เป็นความจริง คาถาอันน่าอัศจรรย์นี้ที่เราไม่ได้ยินมาก่อนปรากฏแก่เราว่ามุนีผู้เสาะแสวงหาความหมดจด อาบแดด อาบน้ำค้าง
เป็นคนเปลือย ทั้งมิได้ผิงไฟ อยู่คนเดียวในป่าอันน่ากลัว
- ๑โภชนะมหาวิกัฏ หมายถึงโภชนะที่ผิดแปลกอย่างมาก เป็นโภชนะที่ไม่ปกติ (ม.มู.อ. ๑/๓๖๘)
{๑๘๔} ดูก่อนสารีบุตร เรานั้นแลเคยนอนแอบอิงกระดูกศพในป่าช้า พวกเด็กเลี้ยงโคเข้ามาหาเราแล้วถ่มนํ้าลายรดบ้าง ถ่ายปัสสาวะรดบ้าง โปรยฝุ่นรดบ้าง เอาไม้ยอนที่ช่องหูบ้าง เราไม่รู้สึกว่าจะยังความคิดอันเป็นบาป ให้เกิดขึ้นในพวกเด็กเหล่านั้นเลย ดูก่อนสารีบุตร นี้แหละเป็นวัตรปฏิบัติ ในการอยู่ด้วยอุเบกขาของเรา
{๑๘๕} [๑๕๘] ดูก่อนสารีบุตรมีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘ความบริสุทธิ์ย่อมมีได้เพราะอาหาร, พวกเขากล่าวอย่างนี้ว่า ‘พวกเรายังอัตภาพให้เป็นไปด้วยผลพุทรา, พวกเขาเคี้ยวกินผลพุทราบ้าง ผลพุทราป่นบ้าง ดื่มนํ้าผลพุทราบ้าง บริโภคผลพุทราที่แปรรูปไปต่าง ๆ บ้าง ดูก่อนสารีบุตร ส่วนเราจำได้ว่ากินอาหารเท่าผลพุทราผลเดียวเท่านั้น ดูก่อนสารีบุตร เธออาจจะมีความเข้าใจว่าพุทราในสมัยนั้นคงจะผลใหญ่เป็นแน่ ข้อนี้เธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น แม้ในสมัยนั้นผลพุทราก็มีขนาดเหมือนในบัดนี้ดูก่อนสารีบุตร เมื่อเรากินอาหารเท่าผลพุทราผลเดียวเท่านั้น ร่างกายก็ถึงความซูบผอมยิ่งนัก
เพราะความที่มีอาหารน้อยนั่นเอง อวัยวะน้อยใหญ่ของเราจึงเป็นเหมือนเถาวัลย์ที่มีข้อมาก หรีอเถาวัลย์ที่มีข้อดำ ตะโพกของเราเป็นเหมือนเท้าอูฐ กระดูกสันหลังของเรานูนเป็นตะปุ่มตะป่ำเหมือนแกนพันด้ายที่วางเรียงกัน ซี่โครงสองข้างของเราขึ้นนูนสะพรั่ง เหมือนกลอนศาลาเก่าโผล่สะพรั่ง ดวงตาทั้งสองของเราผลุบลึกเข้าไปในเบ้าตา เหมือนเงาดวงดาวปรากฏในบ่อนํ้าลึก หนังศีรษะของเราถูกลมและแดด เข้าก็เหี่ยวแห้งเหมือนลูกนํ้าเต้าที่ตัดมาสด ๆ ถูกลมและแดดเข้าก็เหี่ยวแห้ง ไปฉะนั้นดูก่อนสารีบุตร เราคิดว่าจักลูบหนังท้อง ก็เจอแต่กระดูกสันหลัง คิดว่าจักลูบกระดูกสันหลังก็เจอแต่หนังท้อง หนังท้องของเราแนบติดถึงกระดูกสันหลัง เมื่อเราคิดว่าจักถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะก็เซซวนล้มลง ในที่นั้นเอง เมื่อจะให้กายนี้แลผ่อนคลายบ้าง จึงเอาฝ่ามือลูบไปตามตัว เมื่อ
เราเอาฝ่ามือลูบไปตามตัว ขนทั้งหลายซึ่งมีรากเน่าก็หลุดร่วงจากกาย เพราะความที่มีอาหารน้อยนั่นเอง
{๑๘๖} [๑๕๙] ดูก่อนสารีบุตรมีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้มี ทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘ความบริสุทธิ์ย่อมมีได้เพราะอาหาร’ พวกเขากล่าวอย่างนี้ว่า ‘พวกเรายังอัตภาพให้เป็นไปด้วยถั่วเขียว ... พวกเรายังอัตภาพให้เป็นไปด้วย เมล็ดงา ... ‘พวกเรายังอัตภาพให้เป็นไปด้วยข้าวสาร’ พวกเขาเคี้ยวข้าวสารบ้าง ข้าวสารป่นบ้าง นํ้าซาวข้าวสารบ้าง บริโภคข้าวสารที่แปรรูปไปต่าง ๆ บ้าง
ดูก่อนสารีบุตร ส่วนเราจำได้ว่ากินอาหารเท่าข้าวสารเมล็ดเดียวเท่านั้น ดูก่อนสารีบุตร เธออาจจะมีความเข้าใจว่า ข้าวสารในสมัยนั้นคงจะเมล็ดใหญ่เป็นแน่ ข้อนี้เธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น แม้ในสมัยนั้น ข้าวสารก็มีขนาด เหมือนในบัดนี้
ดูก่อนสารีบุตร เมื่อเรากินอาหารเท่าข้าวสารเมล็ดเดียวเท่านั้น ร่างกายก็ถึงความซูบผอมยิ่งนัก เพราะความที่มีอาหารน้อยนั่นเองอวัยวะน้อยใหญ่ของเราจึงเป็นเหมือนเถาวัลย์ที่มีข้อมาก หรือเถาวัลย์ที่มีข้อดำ ตะโพกของเราเป็นเหมือนเท้าอูฐ กระดูกสันหลังของเรานูนเป็นตะปุ่มตะป่ำเหมือนแกนพันด้ายที่วางเรียงกัน ซี่โครงสองข้างของเราขึ้นนูนสะพรั่ง เหมือนกลอนศาลาเก่าโผล่สะพรั่ง ดวงตาทั้งสองของเราผลุบลึกเข้าไปในเบ้าตา เหมือนเงาดวงดาวปรากฏในบ่อนํ้าลึก หนังศีรษะของเราถูกลมและแดดเข้าก็ เหี่ยวแห้งเหมือนลูกน้ำเต้าที่ตัดมาสด ๆ ถูกลมและแดดเข้าก็เที่ยวแห้งไปฉะนั้นดูก่อนสารีบุตร เราคิดว่าจักลูบหนังท้อง ก็เจอแต่กระดูกสันหลัง คิดว่าจักลูบกระดูกสันหลังก็เจอแต่หนังท้อง หนังท้องของเราแนบติดถึงกระดูกสันหลัง เมื่อเราคิดว่าจักถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะก็เซซวน ล้มลงในที่นั้นเอง เมื่อจะให้กายนี้แลผ่อนคลายบ้าง จึงเอาฝ่ามือลูบไปตามตัว เมื่อเราเอาฝ่ามือลูบไปตามตัวขนทั้งหลายซึ่งมีรากเน่าก็หลุดร่วงจากกาย เพราะความที่มีอาหารน้อยนั่นเอง
ดูก่อนสารีบุตร แม้ด้วยการปฏิบัติอย่างประเสริฐนั้น ด้วยปฏิปทานั้น ด้วยความเพียรที่ทำได้แสนยากนั้น เราก็ไม่ได้บรรลุอุตริมนุสธรรม อันเป็นความรู้ความเห็นพิเศษที่พอแก่ความเป็นอริยะเลย ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะมิได้บรรลุปัญญาอันประเสริฐที่เราได้บรรลุแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งนำสัตว์ออกจากทุกข์ได้จริง คือย่อมนำไปเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบแห่งบุคคลผู้ทำตามธรรมนั้น{๑๘๗} [๑๖๐] ดูก่อนสารีบุตร มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้มี ทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘ความบริสุทธิ์ย่อมมีได้เพราะสังสารวัฏ ’ ดูก่อนสารีบุตร ก็สังสารวัฏที่เราไม่เคยท่องเที่ยวไปโดยกาลช้านานนี้เว้นแต่เทวโลกชั้นสุทธาวาสเสีย
เป็นสิ่งที่หาไม่ได้ง่ายนัก ถ้าเราท่องเที่ยวไปในเทวโลกชั้นสุทธาวาส เราก็จะไม่ได้มาสู่โลกนี้อีก{๑๘๘} ดูก่อนสารีบุตร มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้มีทิฏฐิอย่างนี้ ว่า ‘ความบริสุทธิ์ย่อมมีได้เพราะอุบัติ ’ ความอุบัติที่เราไม่เคยเข้าถึงแล้ว โดยกาลช้านานนี้ เว้นจากเทวโลกชั้นสุทธาวาสเสีย เป็นสิ่งที่หาไม่ได้ง่ายนัก ถ้าเราพึงอุบัติในเทวโลกชั้นสุทธาวาส เราก็จะไม่ได้มาสู่โลกนี้อีก{๑๘๙} ดูก่อนสารีบุตร มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้มิทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘ความบริสุทธิ์ย่อมมีได้เพราะอาวาส ’ ก็อาวาสที่เราไม่เคยอยู่อาศัย โดยกาลช้านานนี้ เว้นจากเทวโลกชั้นสุทธาวาสเสีย เป็นสิ่งที่หาไม่ได้ง่ายนัก ถ้าเราพึงอยู่อาศัยในเทวโลกชั้นสุทธาวาส เราก็จะไม่ได้มาสู่โลกนี้อีก{๑๙๐} ดูก่อนสารีบุตร มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้มิทิฏฐิอย่างนี้ ว่า ‘ความบริสุทธิ์ย่อมมีได้เพราะการบูชายัญ, ก็ยัญที่เราผู้เป็นพระราชามหากษัตริย์ผู้ได้รับมูรธาภิเษกแล้วหรือเป็นพราหมณ์มหาศาลไม่เคยบูชาโดย
- ๑สังสารวัฏ หมายถึงการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพภูมิต่าง ๆ
- ๒อุบัติ สถานที่เกิด อาวาส สถานที่อยู่ ในที่นี้หมายถึงขันธ์ทั้งหลาย (ม.มู.อ. ๑/๓๗๓)
กาลช้านานนี้ เป็นสิ่งที่หาไม่ได้ง่ายนัก
{๑๙๑} ดูก่อนสารีบุตร มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘ความบริสุทธิ์ย่อมมีได้เพราะการบำเรอไฟ, ดูก่อนสารีบุตร ก็ไฟที่เราผู้เป็นพระราชามหากษัตริย์ผู้ได้รับมูรธาภิเษกแล้ว หรือเป็นพราหมณ์ มหาศาลไม่เคยบำเรอโดยกาลช้านานนี้ เป็นสิ่งที่หาไม่ได้ง่ายนัก
{๑๙๒} [๑๖๑] ดูก่อนสารีบุตร มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้มี ทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘บุรุษผู้เจริญนี้ประกอบด้วยปัญญาเฉลียวฉลาดอย่างยิ่งสมกับเป็นคนหนุ่ม มีเกศาดำสนิท ประกอบด้วยวัยหนุ่มอันเจริญอันเป็นวัยต้น ต่อมาบุรุษผู้เจริญนี้กลายเป็นคนแก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ล่วงกาลผ่านวัยโดยลำดับ คือมีอายุถึง ๘๐ ปีบ้าง ๙๐ ปีบ้าง ๑๐๐ ปีบ้าง โดยกำเนิด ย่อมเสื่อมจากปัญญาเฉลียวฉลาดนั้นในภายหลัง ดูก่อนสารีบุตร ข้อนี้เธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น ก็บัดนี้เราเป็นคนแก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ล่วงกาลผ่านวัยโดยลำดับแล้ว อายุของเรา ๘๐ ปีเข้านี่แล้ว พวกสาวกบริษัท ๔ เหล่าของเราในธรรมวินัยนี้ ก็มีอายุถึง ๑๐๐
ปี เป็นอยู่ได้ตั้ง ๑๐๐ ปี ประกอบด้วยสติ คติ ธิติ อัน ยอดเยี่ยม และปัญญาเฉลียวฉลาดอย่างยิ่งดูก่อนสารีบุตร เหมือนอาจารย์สอนยิงธนูผู้มีธนูเหมาะมือ ศึกษามาจนเชี่ยวชาญ ชำนาญมือ ฝึกปรือดีแล้ว เคยประลองการยิงธนูมาแล้ว ยิงลูกศรขนาดเบาให้ผ่านเงาตาลตามขวางได้โดยไม่ยากเย็นเลย แม้ฉันใด ฉัน นั้นเหมือนกัน พวกสาวกบริษัท ๔ เหล่าของเราในธรรมวินัยนี้ ก็มีอายุถึง ๑๐๐ ปี เป็นอยู่ได้ตั้ง ๑๐๐ ปี ประกอบด้วยสติ คติ ธิติอันยอดเยี่ยม และปัญญาเฉลียวฉลาดอย่างยิ่ง พวกเธอพึงถามปัญหาอิงสติปัฏฐาน ๔ กะเรา เราถูกถามปัญหาแล้ว ๆ จะตอบพวกเธอ พวกเธอพึงทรงจำคำที่เรา
- ๑ประกอบด้วยสติ หมายถึงมีความสามารถเล่าเรียนบทธรรมได้ ๑๐๐ บท ๑,๐๐๐ บท ประกอบด้วย คติ หมายถึงมีความสามารถทรงจำรวบรวมเรียบเรียงบทธรรมนั้นได้ ประกอบด้วยธิติ หมายถึง มีความเพียรที่สามารถทำการสาธยายบทธรรมที่เล่าเรียนมาทรงจำมาไว้ได้ (ม.มู.อ. ๑/๓๗๓)
ตอบแล้วตามคำตอบ แต่ไม่ควรถามเราให้เกินกว่า ๒ ครั้ง นอกจากเวลาทำกิจ คือ การฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม นอกจากเวลาถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ นอกจากเวลาหลับและบรรเทาความเมื่อยล้า
ดูก่อนสารีบุตร ธรรมเทศนาของตถาคตนั้นไม่รู้จักจบสิ้น บทและพยัญชนะแห่งธรรมของตถาคตก็ไม่รู้จักจบสิ้น ความแจ่มแจ้งแห่งปัญหาของตถาคตนั้นก็ไม่รู้จักจบสิ้น เมื่อเป็นดังนั้น พวกสาวกบริษัท ๔ ของเรา เหล่านั้นจึงมีอายุตั้ง ๑๐๐ ปี เป็นอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี โดยล่วงไปแห่ง ๑๐๐ ปี จึง ทำกาละกัน ดูก่อนสารีบุตร ถ้าแม้พวกเธอจะใช้เตียงเล็กหามเราไป ความกลายเป็นอย่างอื่นแห่งปัญญาเฉลียวฉลาดของตถาคตก็ไม่มีเลย ดูก่อนสารีบุตร บุคคลเมื่อจะกล่าวให้ถูก พึงกล่าวถึงผู้ใดว่า ‘สัตว์ผู้มีความไม่ลุ่มหลงเป็นธรรมดาเกิดขึ้นแล้วในโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อ ความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย’ บุคคลเมื่อจะกล่าวให้ถูก พึงกล่าวถึงเราเท่านั้นว่า ‘สัตว์ผู้มีความไม่ลุ่มหลงเป็นธรรมดาเกิดขึ้นแล้วในโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย”
คำนิคม
{๑๙๓} [๑๖๒] ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระนาคสมาละถวายงานพัดอยู่ ณ เบื้อง ปฤษฎางค์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ลำดับนั้นท่านพระนาคสมาละได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า ‘น่าอัศจรรย์นัก พระพุทธเจ้าข้า น่าแปลกใจนัก พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าถึงกับขนพองเพราะฟังธรรมบรรยายนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมบรรยายนี้ชื่ออะไร”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนนาคสมาละ เพราะเหตุนี้แหละ เธอจงทรงจำธรรมบรรยายนี้ไว้ว่าชื่อว่า โลมหังสนบรรยาย”
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ท่านพระนาคสมาละ ยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล
จบ มหาสีหนาทสูตรที่ ๒
๓. มหาทุกจักขันธสูตร
ว่าด้วยกองทุกข์ สูตรใหญ่
{๑๙๔} [๑๖๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแลเป็นเวลาเช้า ภิกษุมากรูปครองอันตรวาสกถือบาตรจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นได้มีความคิดว่า “การที่จะเที่ยวไปบิณฑบาตในพระนครสาวัตถีก่อนก็ยังเช้านัก อย่ากระนั้นเลย เราเข้าไปยังอารามของพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกกันก่อนดีกว่า” ภิกษุเหล่านั้นจึงเข้าไปยังอารามของพวก อัญเดียรถีย์ปริพาชก ครั้นแล้วได้ปราศรัยกับพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชก ครั้น ผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นได้กล่าวกะพวกภิกษุผู้นั่ง ณ ที่สมควร ข้างหนึ่งดังนี้ว่า “ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย พระสมณโคดมบัญญัติการละกามไว้ แม้พวกข้าพเจ้าก็บัญญัติการละกามไว้ พระสมณโคดมบัญญัติการละ
- ๑อัญเดียรถีย์ ดูความหมายที่เชิงอรรถ ๑ ข้อ ๑๔๐ หน้า ๑๔๗ ในเล่มนี้
End of ๒. มหาสีหนาทสูตร