พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · มหายมกวรรค
๑๐. จูฬอัสสปุรสูตร เล่ม ๑๒
Text layerBuddha’s wordsItems ๔๗๙–๔๘๒ (Royal Thai)10/10 in มหายมกวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
จูฬอสฺสปุรสุตฺตํ
๑๐. จูฬอัสสปุรสูตร
ว่าด้วยข้อปฏิบัติอันดียิ่งของสมณะ
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มหายมกวรรค จูฬอัสสปุรสูตร (Royal Thai Volume 12 · Mahachula Volume 12 · Mahamakut Volume 19 · Chaloem Phrakiat Volume 12)
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา องฺเคสุ วิหรติ อสฺสปุรํ นาม องฺคานํ นิคโม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ สมณา สมณาติ โว ภิกฺขเว ชโน สญฺชานาติ ตุเมฺห จ ปน เก ตุเมฺหติ ปุฏฺฐา สมานา สมณมฺหาติ ปฏิชานาถ เตสํ โว ภิกฺขเว เอวํสมญฺญานํ สตํ เอวํปฏิญฺญานํ สตํ ยา สมณสามีจิปฏิปทา ตํ ปฏิปทํ ปฏิปชฺชิสฺสาม เอวนฺโน อยํ อมฺหากํ สมญฺญา จ สจฺจา ภวิสฺสติ ปฏิญฺญา จ ภูตา เยสญฺจ มยํ ปตฺต จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาเร ๑ ปริภุญฺชาม เตสํ เต การา อเมฺหสุ มหปฺผลา ภวิสฺสนฺติ มหานิสํสา อมฺหากญฺเจวายํ ปพฺพชฺชา อวญฺฌา ภวิสฺสติ สผลา สอุทฺรยาติ เอวญฺหิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพํ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่อัสสปุรนิคมของหมู่อังคราชกุมาร เขตอังคชนบท.
ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว.
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ประชุมชนย่อมรู้จักพวกเธอว่า สมณะๆ ก็แหละพวกเธอเมื่อเขาถามว่า ท่านทั้งหลายเป็นอะไร ก็ปฏิญญาว่า พวกเราเป็นสมณะ ดูกรภิกษุทั้งหลายเมื่อพวกเธอนั้น มีชื่ออย่างนี้ มีปฏิญญาอย่างนี้ จึงควรศึกษาอยู่ว่า ข้อปฏิบัติที่ดียิ่งของสมณะอันใดมีอยู่ เราทั้งหลายจะปฏิบัติข้อปฏิบัติอันนั้น เมื่อพวกเราปฏิบัติอยู่อย่างนี้ ชื่อและปฏิญญานี้ของพวกเรา ก็จักเป็นความจริงแท้ ใช่แต่เท่านั้น พวกเราบริโภคจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ของทายกเหล่าใด ปัจจัยทั้งหลายนั้น ของทายกเหล่านั้น ก็จักมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ในเพราะพวกเรา อีกอย่างหนึ่งเล่า บรรพชานี้ของพวกเรา ก็จักไม่เป็นหมัน จักมีผล มีความเจริญ.
กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ [๒] สามีจิปฏิปทํ ปฏิปนฺโน โหติ ฯ ยสฺส กสฺสจิ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน อภิชฺฌาลุสฺส อภิชฺฌา อปฺปหีนา โหติ พฺยาปนฺนจิตฺตสฺส พฺยาปาโท อปฺปหีโน โหติ โกธนสฺส โกโธ อปฺปหีโน โหติ อุปนาหิสฺส อุปนาโห อปฺปหีโน โหติ มกฺขิสฺส มกฺโข อปฺปหีโน โหติ ปฬาสิสฺส ปฬาโส อปฺปหีโน โหติ อิสฺสุกิสฺส อิสฺสา อปฺปหีนา โหติ มจฺฉริสฺส มจฺฉริยํ อปฺปหีนํ โหติ สฐสฺส สาเฐยฺยํ อปฺปหีนํ โหติ มายาวิสฺส มายา อปฺปหีนา โหติ ปาปิจฺฉสฺส ปาปิกา อิจฺฉา อปฺปหีนา โหติ มิจฺฉาทิฏฺฐิสฺส มิจฺฉาทิฏฺฐิ อปฺปหีนา โหติ ฯ อิเมสํ โข อหํ ภิกฺขเว สมณมลานํ สมณโทสานํ สมณกสาวานํ ๑ อาปายิกานํ ฐานานํ ทุคฺคติเวทนียานํ อปฺปหานา [๒] สมณสามีจิปฏิปทํ ปฏิปนฺโนติ น วทามิ ฯ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว มตชนฺนาม อาวุธชาตํ อุภโตธารํ ปีตนิสฺสิตํ ตทสฺส สงฺฆาฏิยา สมฺปารุตํ สมฺปลิเวธิตํ ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมสฺส ภิกฺขุโน ปพฺพชฺชํ วทามิ ฯ
๑ ม. จีวรปิณฺฑปาต ... ปริกฺขารํ ฯ ๒ โป. น ฯ ม. น สมณสามีจิปฺปฏิปทํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติข้อปฏิบัติอันดียิ่ง?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใดรูปหนึ่งมีอภิชฌามาก ยังละอภิชฌาไม่ได้ มีจิตพยาบาท ยังละพยาบาทไม่ได้ เป็นผู้มักโกรธ ยังละความมักโกรธไม่ได้ มีความผูกโกรธ ยังละความโกรธไม่ได้มีความลบหลู่ ยังละความลบหลู่ไม่ได้ มีความตีเสมอ ยังละความตีเสมอไม่ได้ ยังมีความริษยา ยังละความริษยาไม่ได้ มีความตระหนี่ ยังละความตระหนี่ไม่ได้ มีความโอ้อวด ยังละความโอ้อวดไม่ได้ มีมายา ยังละมายาไม่ได้ มีความปรารถนาลามก ยังละความปรารถนาลามกไม่ได้ มีความเห็นผิด ยังละความเห็นผิดไม่ได้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะยังละไม่ได้ซึ่งกิเลสเป็นมลทิน เป็นโทษ เป็นดังว่าน้ำฝาด ของสมณะ อันเป็นเหตุให้เกิดในอบาย มีวิบากอันตนพึงเสวยในทุคติเหล่านี้แล เราจึงไม่กล่าวว่า ภิกษุนั้นเป็นผู้ปฏิบัติข้อปฏิบัติอันดียิ่งของสมณะ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาวุธชื่อมตชะ มีคมสองข้าง ทั้งชุบและลับดีแล้ว สอดไว้ในฝักและพันไว้แม้ฉันใด เรากล่าวบรรพชาของภิกษุนี้ มีอุปมาฉันนั้น.
นาหํ ภิกฺขเว สงฺฆาฏิกสฺส สงฺฆาฏิธารณมตฺเตน สามญฺญํ วทามิ ฯ นาหํ ภิกฺขเว อเจลกสฺส อเจลกมตฺเตน สามญฺญํ วทามิ ฯ นาหํ ภิกฺขเว รโชชลฺลิกสฺส รโชชลฺลิกมตฺเตน สามญฺญํ วทามิ ฯ นาหํ ภิกฺขเว อุทโกโรหกสฺส อุทโกโรหมตฺเตน ๓ สามญฺญํ วทามิ ฯ นาหํ ภิกฺขเว รุกฺขมูลิกสฺส รุกฺขมูลิกมตฺเตน สามญฺญํ วทามิ ฯ นาหํ ภิกฺขเว อพฺโภกาสิกสฺส อพฺโภกาสิกมตฺเตน สามญฺญํ วทามิ ฯ นาหํ ภิกฺขเว อุพฺภตฺถกสฺส อุพฺภตฺถกมตฺเตน สามญฺญํ วทามิ ฯ นาหํ ภิกฺขเว ปริยายภตฺติกสฺส ปริยายภตฺติกมตฺเตน สามญฺญํ วทามิ ฯ นาหํ ภิกฺขเว มนฺตชฺฌายิกสฺส มนฺตชฺฌายิกมตฺเตน สามญฺญํ วทามิ ฯ นาหํ ภิกฺขเว ชฏิลกสฺส ชฏาธารณมตฺเตน สามญฺญํ วทามิ ฯ
สงฺฆาฏิกสฺส เจ ภิกฺขเว สงฺฆาฏิธารณมตฺเตน อภิชฺฌาลุสฺส ปุคฺคลสฺส อภิชฺฌา ปหีเยถ พฺยาปนฺนจิตฺตสฺส พฺยาปาโท ปหีเยถ โกธนสฺส โกโธ ปหีเยถ อุปนาหิสฺส อุปนาโห ปหีเยถ มกฺขิสฺส มกฺโข ปหีเยถ ปฬาสิสฺส ปฬาโส ปหีเยถ อิสฺสุกิสฺส อิสฺสา ปหีเยถ มจฺฉริสฺส มจฺฉริยํ ปหีเยถ สฐสฺส สาเฐยฺยํ ปหีเยถ มายาวิสฺส มายา ปหีเยถ ปาปิจฺฉสฺส ปาปิกา อิจฺฉา ปหีเยถ มิจฺฉาทิฏฺฐิสฺส มิจฺฉาทิฏฺฐิ ปหีเยถ ตเมนํ มิตฺตามจฺจา ญาติสาโลหิตา ชาตเมว นํ สงฺฆาฏิกํ กเรยฺยุํ สงฺฆาฏิกตฺตเมว สมาทเปยฺยุํ เอหิ ตฺวํ ภทฺรมุข สงฺฆาฏิโก โหหิ สงฺฆาฏิกสฺส เต สโต สงฺฆาฏิธารณมตฺเตน อภิชฺฌาลุสฺส อภิชฺฌา ปหียิสฺสติ พฺยาปนฺนจิตฺตสฺส
พฺยาปาโท ปหียิสฺสติ โกธนสฺส โกโธ ปหียิสฺสติ อุปนาหิสฺส อุปนาโห ปหียิสฺสติ มกฺขิสฺส มกฺโข ปหียิสฺสติ ปฬาสิสฺส ปฬาโส ปหียิสฺสติ อิสฺสุกิสฺส อิสฺสา ปหียิสฺสติ มจฺฉริสฺส มจฺฉริยํ ปหียิสฺสติ สฐสฺส สาเฐยฺยํ ปหียิสฺสติ มายาวิสฺส มายา ปหียิสฺสติ ปาปิจฺฉสฺส ปาปิกา อิจฺฉา ปหียิสฺสติ มิจฺฉาทิฏฺฐิสฺส มิจฺฉาทิฏฺฐิ ปหียิสฺสตีติ ฯ ยสฺมา จ โข อหํ ภิกฺขเว สงฺฆาฏิกมฺปิ อิเธกจฺจํ ปสฺสามิ อภิชฺฌาลล พยาปนฺนจิตฺตํ โกธนํ อุปนาหึ มกฺขึ ปฬาสึ อิสฺสุกึ มจฺฉรึ สฐํ มายาวึ ปาปิจฺฉํ มิจฺฉาทิฏฺฐึ ๑ ตสฺมา น สงฺฆาฏิกสฺส สงฺฆาฏิธารณมตฺเตน สามญฺญํ วทามิ ฯ อเจลกสฺส เจ ภิกฺขเว ฯเปฯ
รโชชลฺลิกสฺส เจ ภิกฺขเว ... อุทโกโรหกสฺส เจ ภิกฺขเว ... รุกฺขมูลิกสฺส เจ ภิกฺขเว ... อพฺโภกาสิกสฺส เจ ภิกฺขเว ... อุพฺภตฺถกสฺส เจ ภิกฺขเว ... ปริยายภตฺติกสฺส เจ ภิกฺขเว ... มนฺตชฺฌายิกสฺส เจ ภิกฺขเว ... ชฏิลกสฺส เจ ภิกฺขเว ชฏาธารณมตฺเตน อภิชฺฌาลุสฺส อภิชฺฌา ปหีเยถ พฺยาปนฺนจิตฺตสฺส พฺยาปาโท ปหีเยถ โกธนสฺส โกโธ ปหีเยถ อุปนาหิสฺส อุปนาโห ปหีเยถ มกฺขิสฺส มกฺโข ปหีเยถ ปฬาสิสฺส ปฬาโส ปหีเยถ อิสฺสุกิสฺส อิสฺสา ปหีเยถ มจฺฉริสฺส มจฺฉริยํ ปหีเยถ สฐสฺส สาเฐยฺยํ ปหีเยถ มายาวิสฺส มายา ปหีเยถ ปาปิจฺฉสฺส ปาปิกา อิจฺฉา ปหีเยถ มิจฺฉาทิฏฺฐิสฺส มิจฺฉาทิฏฺฐิ ปหีเยถ ตเมนํ มิตฺตามจฺจา
ญาติสาโลหิตา ชาตเมว นํ ชฏิลกํ กเรยฺยุํ ชฏิลกตฺตเมว สมาทเปยฺยุํ เอหิ ตฺวํ ภทฺรมุข ชฏิลโก โหหิ ชฏิลกสฺส เต สโต ชฏาธารณมตฺเตน อภิชฺฌาลุสฺส อภิชฺฌา ปหียิสฺสติ พฺยาปนฺนจิตฺตสฺส พฺยาปาโท ปหียิสฺสติ โกธนสฺส โกโธ ปหียิสฺสติ อุปนาหิสฺส อุปนาโห ปหียิสฺสติ มกฺขิสฺส มกฺโข ปหียิสฺสติ ปฬาสิสฺส ปฬาโส ปหียิสฺสติ อิสฺสุกิสฺส อิสฺสา ปหียิสฺสติ มจฺฉริสฺส มจฺฉริยํ ปหียิสฺสติ สฐสฺส สาเฐยฺยํ ปหียิสฺสติ มายาวิสฺส มายา ปหียิสฺสติ ปาปิจฺฉสฺส ปาปิกา อิจฺฉา ปหียิสฺสติ มิจฺฉาทิฏฺฐิสฺส มิจฺฉาทิฏฺฐิ ปหียิสฺสตีติ ฯ ยสฺมา จ โข อหํ ภิกฺขเว ชฏิลกมฺปิ อิเธกจฺจํ ปสฺสามิ อภิชฺฌาลล พฺยาปนฺนจิตฺตํ โกธนํ อุปนาหึ มกฺขึ ปฬาสึ อิสฺสุกึ มจฺฉรึ สฐํ มายาวึ ปาปิจฺฉํ มิจฺฉาทิฏฺฐึ ตสฺมา น ชฏิลกสฺส ชฏาธารณมตฺเตน สามญฺญํ วทามิ ฯ
๑ สี. ม. ยุ. สมณกสฏานํ ฯ ๒ ม. น ฯ ๓ โป. ม. อุทโกโรหณมตฺเตน ฯ
๑ ม. มิจฉาทิฏฐิกํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลที่ครองผ้าสังฆาฏิ เราหากล่าวว่าเป็นสมณะ ด้วย
อาการเพียงครองผ้าสังฆาฏิไม่. บุคคลถือเพศเปลือยกาย เราก็หากล่าวว่า เป็นสมณะ ด้วยอาการเพียงเปลือยกายไม่. บุคคลที่หมักหมมด้วยธุลี เราก็หากล่าวว่า เป็นสมณะ ด้วยอาการเพียงเป็นคนหมักหมมด้วยธุลีไม่. บุคคลลงอาบน้ำ (วันละสามครั้ง) เราก็หากล่าวว่า เป็นสมณะด้วยอาการเพียงลงอาบน้ำไม่. บุคคลอยู่โคนไม้เป็นวัตร เราก็หากล่าวว่า เป็นสมณะด้วยอาการเพียงอยู่โคนไม้เป็นวัตรไม่. บุคคลอยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร เราก็หากล่าวว่า เป็นสมณะด้วยอาการเพียงเป็นผู้อยู่ในที่แจ้งเป็นวัตรไม่. บุคคลลอบกายเป็นวัตร เราก็หากล่าวว่า เป็นสมณะ ด้วยอาการเพียงอบกายไม่. บุคคลกินภัตโดยวาระ เราก็หากล่าวว่า เป็นสมณะด้วยอาการเพียงกินภัตโดยวาระไม่. บุคคลที่ท่องมนต์ เราก็หากล่าวว่า เป็นสมณะ ด้วยอาการเพียงท่องมนต์ไม่. บุคคลที่มุ่นผม เราก็หากล่าวว่า เป็นสมณะ ด้วยอาการเพียงมุ่นผมไม่.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่า เมื่อบุคคลครองผ้าสังฆาฏิแล้ว มีอภิชฌามาก ก็ละอภิชฌาได้ มีจิตพยาบาท ก็ละพยาบาทได้ มีความมักโกรธก็สละความมักโกรธได้ มีความผูกโกรธ ก็ละความผูกโกรธได้ มีความลบหลู่ก็ละความลบหลู่ได้ มีความตีเสมอ ก็ละความตีเสมอได้ มีความริษยาก็ละความริษยาได้ มีความตระหนี่ ก็ละความตระหนี่ได้ มีความโอ้อวด ก็ละความโอ้อวดได้มีมายา ก็ละมายาได้ มีความปรารถนาลามก ก็ละความปรารถนาลามกได้ มีความเห็นผิด ก็ละความเห็นผิดได้ ด้วยอาการสักว่า ครองผ้าสังฆาฏิไซร้ มิตรอำมาตย์ ญาติสาโลหิต พึงทำให้บุคคลนั้นครองผ้าสังฆาฏิตั้งแต่เกิดทีเดียว พึงเชิญชวนผู้นั้นให้ครองผ้าสังฆาฏิอย่างเดียวว่า
ท่านผู้มีหน้าอันเจริญ มาเถิด ท่านจงเป็นผู้ครองผ้าสังฆาฏิ เมื่อท่านครองผ้าสังฆาฏิอยู่ มีอภิชฌามาก ก็จักละอภิชฌาได้ มีจิตพยาบาท ก็จักละพยาบาทเสียได้ มีความมักโกรธ ก็จักละความมักโกรธเสียได้มีความผูกโกรธ ก็จักละความผูกโกรธเสียได้ มีความลบหลู่ ก็จักละความลบหลู่เสียได้ มีความตีเสมอ ก็จักละความตีเสมอเสียได้ มีความริษยา ก็จักละความริษยาเสียได้ มีความตระหนี่ ก็จักละความตระหนี่เสียได้ มีความโอ้อวด ก็จักละความโอ้อวดเสียได้ มีมายา ก็จักละมายาเสียได้มีความปรารถนาลามก ก็จักละความปรารถนาลามกเสียได้ มีความเห็นผิด ก็จักละความเห็นผิดเสียได้ ด้วยอาการเพียงครองผ้าสังฆาฏิ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะเราเห็นบุคคลบางคนในโลกนี้ แม้ครองผ้าสังฆาฏิอยู่ ก็ยังมีอภิชฌามาก มีจิตพยาบาท มีความมักโกรธ มีความผูกโกรธ มีความลบหลู่ มีความตีเสมอ มีความริษยา มีความตระหนี่ มีความโอ้อวดมีมายา มีความปรารถนาลามก มีความเห็นผิด เพราะฉะนั้น บุคคลที่ครองผ้าสังฆาฏิเราจึงมิได้กล่าวว่า เป็นสมณะ ด้วยอาการเพียงครองผ้าสังฆาฏิ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่าเมื่อบุคคลถือเพศเปลือยกายอยู่ ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่า เมื่อบุคคลหมักหมมด้วยธุลีอยู่ ...
ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่า เมื่อบุคคลลงอาบน้ำอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่า เมื่อบุคคลอยู่โคนไม้อยู่ ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่า เมื่อบุคคลอยู่ในที่แจ้งอยู่ ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่าเมื่อบุคคลลอบกายอยู่ ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่า เมื่อบุคคลกินภัตโดยวาระอยู่ ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่า เมื่อบุคคลท่องมนต์อยู่ ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่า เมื่อบุคคลมุ่นผมอยู่มีอภิชฌามาก ก็ละอภิชฌาได้ มีจิตพยาบาท ก็ละพยาบาทได้ มีความมักโกรธ ก็ละความมักโกรธได้ มีความผูกโกรธ ก็ละความผูกโกรธได้ มีความลบหลู่ ก็ละความลบหลู่ได้ มีความตีเสมอ ก็ละความตีเสมอได้ มีความริษยา ก็ละความริษยาได้
มีความตระหนี่ ก็ละความตระหนี่ได้ มีความโอ้อวด ก็ละความโอ้อวดได้ มีมายา ก็ละมายาได้มีความปรารถนาลามก ก็ละความปรารถนาลามกได้ มีความเห็นผิด ก็ละความเห็นผิดได้ด้วยอาการเพียงมุ่นผมไซร้ มิตรอำมาตย์ ญาติสาโลหิต พึงทำบุคคลนั้นให้มุ่นผมตั้งแต่เกิดทีเดียว พึงเชิญชวนผู้นั้นให้มุ่นผมอย่างเดียวว่า ดูกรท่านผู้มีหน้าอันเจริญ มาเถิด ท่านจงเป็นผู้มุ่นผม เมื่อท่านมุ่นผมอยู่ มีอภิชฌามาก ก็จักละอภิชฌาเสียได้ มีจิตพยาบาทก็จักละพยาบาทเสียได้ มีความมักโกรธ ก็จักละความมักโกรธเสียได้ มีความผูกโกรธก็จักละความผูกโกรธเสียได้ มีความลบหลู่ ก็จักละความลบหลู่เสียได้ มีความตีเสมอก็จักละความตีเสมอเสียได้
มีความริษยา ก็จักละความริษยาเสียได้ มีความตระหนี่ ก็จักละความตระหนี่เสียได้ มีความโอ้อวด ก็จักละความโอ้อวดเสียได้ มีมายา ก็จักละมายาเสียได้ มีความปรารถนาลามก ก็จักละความปรารถนาลามกเสียได้ มีความเห็นผิดก็จักละความเห็นผิดเสียได้ ด้วยอาการเพียงมุ่นผม. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะเราเห็นบุคคลบางคนในโลกนี้ แม้มุ่นผมอยู่ ก็ยังมีอภิชฌามาก มีจิตพยาบาท มีความมักโกรธมีความผูกโกรธ มีความลบหลู่ มีความตีเสมอ มีความริษยา มีความตระหนี่ มีความโอ้อวดมีมายา มีความปรารถนาลามก มีความเห็นผิด เพราะฉะนั้น บุคคลที่มุ่นผม เราจึงมิได้กล่าวว่า เป็นสมณะด้วยอาการเพียงมุ่นผม.
กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สมณสามีจิปฏิปทํ ปฏิปนฺโน โหติ ฯ ยสฺสกสฺสจิ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน อภิชฺฌาลุสฺส อภิชฺฌา ปหีนา โหติ พฺยาปนฺนจิตฺตสฺส พฺยาปาโท ปหีโน โหติ โกธนสฺส โกโธ ปหีโน โหติ อุปนาหิสฺส อุปนาโห ปหีโน โหติ มกฺขิสฺส มกฺโข ปหีโน โหติ ปฬาสิสฺส ปฬาโส ปหีโน โหติ อิสฺสุกิสฺส อิสฺสา ปหีนา โหติ มจฺฉริสฺส มจฺฉริยํ ปหีนํ โหติ สฐสฺส สาเฐยฺยํ ปหีนํ โหติ มายาวิสฺส มายา ปหีนา โหติ ปาปิจฺฉสฺส ปาปิกา อิจฺฉา ปหีนา โหติ มิจฺฉาทิฏฺฐิสฺส มิจฺฉาทิฏฺฐิ ปหีนา โหติ ฯ อิเมสํ โข [๑] ภิกฺขเว สมณมลานํ สมณโทสานํ สมณกสาวานํ อาปายิกานํ ฐานานํ ทุคฺคติเวทนียานํ ปหานา สมณสามีจิปฏิปทํ ปฏิปนฺโนติ วทามิ ฯ โส สพฺเพหิ อิเมหิ ปาปเกหิ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ วิสุทฺธมตฺตานํ สมนุปสฺสติ วิมุตฺตมตฺตานํ สมนุปสฺสติ ๒ ฯ
ตสฺส สพฺเพหิ อิเมหิ ปาปเกหิ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ วิสุทฺธมตฺตานํ สมนุปสฺสโต วิมุตฺตมตฺตานํ สมนุปสฺสโต ปามุชฺชํ ชายติ ปมุทิตสฺส ปีติ ชายติ ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ ปสฺสทฺธกาโย สุขํ เวเทติ สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ ฯ โส เมตฺตาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรติ ตถา ทุติยํ ตถา ตติยํ ตถา จตุตฺถํ อิติ อุทฺธมโธ ติริยํ สพฺพธิ สพฺพตฺตตาย สพฺพาวนฺตํ โลกํ เมตฺตาสหคเตน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหรติ ฯ
กรุณาสหคเตน เจตสา ... มุทิตาสหคเตน เจตสา ... อุเปกฺขาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรติ ตถา ทุติยํ ตถา ตติยํ ตถา จตุตฺถํ อิติ อุทฺธมโธ ติริยํ สพฺพธิ สพฺพตฺตตาย สพฺพาวนฺตํ โลกํ อุเปกฺขาสหคเตน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหรติ ฯ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว โปกฺขรณี อจฺโฉทกา สาโตทกา สีโตทกา เสตกา ๑ สุปติตฺถา รมณียา ฯ ปุรตฺถิมาย เจปิ ทิสาย ปุริโส อาคจฺเฉยฺย ฆมฺมาภิตตฺโต ฆมฺมปเรโต กิลนฺโต ตสิโต ปิปาสิโต ฯ โส ตํ โปกฺขรณึ อาคมฺม วิเนยฺย อุทกปิปาสํ วิเนยฺย ฆมฺมปริฬาหํ ฯ
ปจฺฉิมาย เจปิ ทิสาย ปุริโส อาคจฺเฉยฺย ... อุตฺตราย เจปิ ทิสาย ปุริโส อาคจฺเฉยฺย ... ทุกฺขิณาย เจปิ ทิสาย ปุริโส อาคจฺเฉยฺย ... ยโตกุโต เจปิ [๒] ปุริโส อาคจฺเฉยฺย ฆมฺมาภิตตฺโต ฆมฺมปเรโต กิลนฺโต ตสิโต ปิปาสิโต ฯ โส ตํ โปกฺขรณึ อาคมฺม วิเนยฺย อุทกปิปาสํ วิเนยฺย ฆมฺมปริฬาหํ เอวเมว โข ภิกฺขเว ขตฺติยกุลา เจปิ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต โหติ ฯ โส จ ตถาคตปฺปเวทิตํ ธมฺมวินยํ อาคมฺม เอวํ เมตฺตํ กรุณํ มุทิตํ อุเปกฺขํ ภาเวตฺวา ลภติ อชฺฌตฺตํ วูปสมํ [๓] สมณสามีจิปฏิปทํ ปฏิปนฺโนติ วทามิ ฯ พฺราหฺมณกุลา เจปิ ... เวสฺสกุลา เจปิ ... สุทฺทกุลา เจปิ ... ยสฺมากสฺมา เจปิ กุลา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต โหติ ฯ
โส จ ตถาคตปฺปเวทิตํ ธมฺมวินยํ อาคมฺม เอวํ เมตฺตํ กรุณํ มุทิตํ อุเปกฺขํ ภาเวตฺวา ลภติ อชฺฌตฺตํ วูปสมํ [๑] สมณสามีจิปฏิปทํ ปฏิปนฺโนติ วทามิ ฯ ขตฺติยกุลา เจปิ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต โหติ ฯ โส จ อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรติ อาสวานํ ขยา สมโณ โหตีติ วทามิ ฯ พฺราหฺมณกุลา เจปิ ... เวสฺสกุลา เจปิ ... สุทฺทกุลา เจปิ ... ยสฺมากสฺมา เจปิ กุลา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต โหติ ฯ โส จ อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรติ อาสวานํ ขยา สมโณ โหตีติ วทามีติ ฯ
อิทมโวจ ภควา อตฺตมนา เต ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ ฯ
จูฬอสฺสปุรสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ทสมํ ฯ
มหายมกวคฺโค จตุตฺโถ ฯ
ตสฺสุทฺทานํ
คิญฺชกสาลวนํ ๒ ปริหาตุํ ปญฺญวโต
ปุน สจฺจนิเสโว มุขวณฺณปสีทตฺตาทิ
ตสิโต เกวฏฺฏสฺส ปุรชฏิเลนาติ ฯ
_______________
๑ ม. อหํ ฯ ๒ ม. อิเม ปาฐา นตฺถิ ฯ
๑ โป. เสโตทกา ๒ ม. นํ ฯ ๓ ม. อชฺฌตฺตํ วูปสมา ฯ
๑ ม. อชฺฌตฺตํ วูปสมา ฯ ๒ ม. คิญฺชกสาลวนํ ปริหริตุํ ปญฺญวโต ปุน สจฺจกนิเสโธ
มุขวณฺณปสีธนตาปินฺโท เกวฏฺฏอสฺสปุรชฏิเลน ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไร ภิกษุจึงจะชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติข้อปฏิบัติอันดียิ่งของสมณะ? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง มีอภิชฌามาก ก็ละอภิชฌาเสียได้ มีจิตพยาบาทก็ละพยาบาทเสียได้ มีความมักโกรธ ก็ละความมักโกรธเสียได้ มีความผูกโกรธ ก็ละความผูกโกรธเสียได้ มีความลบหลู่ ก็ละความลบหลู่เสียได้ มีความตีเสมอ ก็ละความตีเสมอเสียได้มีความริษยา ก็ละความริษยาเสียได้ มีความตระหนี่ ก็ละความตระหนี่เสียได้ มีความโอ้อวดก็ละความโอ้อวดเสียได้ มีมายา ก็ละมายาเสียได้ มีความปรารถนาลามก ก็ละความปรารถนาลามกเสียได้ มีความเห็นผิด ก็ละความเห็นผิดเสียได้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะละเสียได้ซึ่งกิเลสอันเป็นมลทิน เป็นโทษ เป็นดังว่าน้ำฝาดของสมณะ อันเป็นเหตุให้เกิดในอบาย มีวิบากอันตนพึงเสวยในทุคติเหล่านี้แล เราจึงกล่าวว่า ภิกษุนั้นเป็นผู้ปฏิบัติข้อปฏิบัติอันดียิ่งของสมณะ ภิกษุนั้นย่อมพิจารณาเห็นตนบริสุทธิ์ พ้นแล้วจากอกุศลธรรมอันลามกทั้งปวงนี้ เมื่อเธอพิจารณาเห็นตนบริสุทธิ์ พ้นแล้วจากอกุศลธรรมอันลามกทั้งปวงนี้ ปราโมทย์ก็เกิด เมื่อเธอเกิดปราโมทย์แล้วปีติก็เกิด เมื่อเธอมีใจประกอบด้วยปีติแล้ว นามกายก็สงบ เธอมีนามกายสงบแล้ว ก็เสวยสุขเมื่อเธอมีสุข จิตก็ตั้งมั่น เธอมีจิตสหรคตด้วยเมตตา แผ่ไปสู่ทิศที่ ๑ อยู่ แผ่ไปสู่ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น แผ่ไปสู่ทิศที่ ๓ ก็อย่างนั้น แผ่ไปสู่ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น และเธอมีจิตสหรคตด้วยเมตตาอันกว้างขวาง เป็นส่วนใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปสู่โลกหมดทุกส่วนโดยประการทั้งปวง ในที่ทั้งปวง ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง มีจิตสหรคตด้วยกรุณา ...
มีจิตสหรคตด้วยมุทิตา ... มีจิตสหรคตด้วยอุเบกขา แผ่ไปสู่ทิศ ๑ อยู่ แผ่ไปสู่ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้นแผ่ไปสู่ทิศที่ ๓ ก็อย่างนั้น แผ่ไปสู่ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น และเธอก็มีจิตสหรคตด้วยอุเบกขา อันกว้างขวาง เป็นส่วนใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปสู่โลกหมดทุกส่วนโดยประการทั้งปวง ในที่ทั้งปวง ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ดูกรภิกษุทั้งหลาย สระโบกขรณี มีน้ำใสจืด เย็น สะอาด มีท่าอันดี น่ารื่นรมย์ ถ้าบุรุษมาแต่ทิศตะวันออก ทิศตะวันตกทิศเหนือ ทิศใต้ และจากที่ไหนๆ อันความร้อนแผดเผา เร่าร้อน ลำบาก ระหาย อยากดื่มน้ำเขามาถึงสระโบกขรณีนั้นแล้ว ก็บรรเทาความอยากดื่มน้ำ และความกระวนกระวายเพราะความร้อนเสียได้ แม้ฉันใด
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้ากุลบุตรออกจากสกุลกษัตริย์มาบวชเป็นบรรพชิตเธอมาถึงธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว เจริญเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาอย่างนั้นย่อมได้ความสงบจิต ณ ภายใน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เรากล่าวว่าเป็นผู้ปฏิบัติข้อปฏิบัติอันดียิ่งของสมณะ ถ้ากุลบุตรออกจากสกุลพราหมณ์ ... ถ้ากุลบุตรออกจากสกุลแพศย์ ... ถ้ากุลบุตรออกจากสกุลศูทร ... ถ้ากุลบุตรออกจากสกุลไหนๆ ก็ตาม มาบวชเป็นบรรพชิต เธอมาถึงธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว เจริญเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาอย่างนั้น ย่อมได้ความสงบจิตณ ภายใน เรากล่าวว่า กุลบุตรนั้นเป็นผู้ปฏิบัติข้อปฏิบัติอันดียิ่งของสมณะ ถ้ากุลบุตรออกจากสกุลกษัตริย์บวชเป็นบรรพชิต เธอทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ และปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะเพราะสิ้นอาสวะ ด้วยความรู้ยิ่ง โดยตนเองเขาถึงพร้อมแล้วอยู่ในชาตินี้ เรากล่าวว่า เป็นสมณะเพราะสิ้นอาสวะทั้งหลาย ถ้ากุลบุตรออกจากสกุลพราหมณ์ ... ถ้ากุลบุตรออกจากสกุลแพศย์ ...
ถ้ากุลบุตรออกจากสกุลศูทร ... ถ้ากุลบุตรออกจากสกุลไหนๆ ก็ตาม บวชเป็นบรรพชิต ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ และปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะ เพราะสิ้นอาสวะด้วยความรู้ยิ่ง โดยตนเองเข้าถึงพร้อมแล้วในชาตินี้ เรากล่าวว่า เป็นสมณะ เพราะสิ้นอาสวะทั้งหลาย.
พระผู้มีพระภาคตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้วแล.
จบ จูฬอัสสปุรสูตร ที่ ๑๐
จบ มหายมกวรรค ที่ ๔
รวมพระสูตรในวรรคนี้มี ๑๐ สูตร คือ
๑. จูฬโคสิงคสาลสูตร ๒. มหาโคสิงคสาลสูตร
๓. มหาโคปาลสูตร ๔. จูฬโคปาลสูตร
๕. จูฬสัจจกสูตร ๖. มหาสัจจกสูตร
๗. จูฬตัณหาสังขยสูตร ๘. มหาตัณหาสังขยสูตร
๙. มหาอัสสปุรสูตร ๑๐. จูฬอัสสปุรสูตร ฯ
End of ๑๐. จูฬอัสสปุรสูตร