พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย · ราชวรรค
๓. มฆเทวสูตร เล่ม ๑๓
Text layerBuddha’s wordsItems ๔๕๒–๔๖๓ (Royal Thai)3/10 in ราชวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ราชวรรค มฆเทวสูตร (Royal Thai Volume 13 · Mahachula Volume 13 · Mahamakut Volume 21 · Chaloem Phrakiat Volume 13)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 13, pp. 404–416
ความจริง กามทั้งหลายงามวิจิตร มีรสอร่อย น่ารื่นรมย์ใจ ย่อมยํ่ายีจิตด้วยรูปลักษณ์ต่างประการ ดูก่อนมหาบพิตร เพราะอาตมภาพเห็นโทษในกามคุณทั้งหลาย เหตุนั้น จึงได้ออกบวช
สัตว์โลกทั้งหลายทั้งหนุ่มทั้งแก่ เมื่อสรีระแตกดับ ย่อมตายตกไปเหมือนผลไม้หล่น ดูก่อนมหาบพิตร อาตมภาพ รู้แจ้งซึ่งหตุนี้จึงได้ออกบวช ความเป็นสมณะเป็นข้อปฏิบัติอันไม่ผิด เป็นสิ่งประเสริฐแท้ ดังนี้แล
จบ รัฏฐปาลสูตรที่ ๒
๓. มฆเทวสูตร
ว่าด้วยพระเจ้ามฆเทวะ
{๔๕๒}[๓๐๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ มฆเทวัมพวัน ใกล้เมืองมิถิลา ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแย้มพระโอษฐ์ ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ท่านพระอานนท์ได้เกิดความสงสัยว่า “อะไรหนอเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแย้มพระโอษฐ์ ธรรมดาพระตถาคตทั้งหลาย จะไม่ทรง แย้มพระโอษฐ์ โดยไม่มีสาเหตุ” ท่านพระอานนท์จึงห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า ประนมมือไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วได้ทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแย้มพระโอษฐ์ (เพราะ)พระตถาคตทั้งหลาย จะไม่ทรงแย้มพระโอษฐ์ โดยไม่มีสาเหตุ”{๔๕๓}พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ เรื่องเคยมีมาแล้ว ในเมืองมิถิลานี้แหละ ได้มีพระราชาพระนามว่ามฆเทวะ ทรงเป็นธรรมิกราช
เป็นพระธรรมราชา เป็นพระมหาราชผู้ทรงตั้งอยู่ในธรรม ทรงประพฤติราชธรรมในพราหมณ์และคฤหบดี ในชาวนิคมและชาวชนบท ทรงรักษา อุโบสถศีลทุกวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำและ ๘ ค่ำแห่งปักษ์ ดูก่อนอานนท์ ต่อมา ล่วงไปได้หลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี พระเจ้ามฆเทวะรับสั่งกะช่าง กัลบกว่า ‘ดูก่อนเพื่อนกัลบก เมื่อใด ท่านเห็นผมหงอกเกิดบนศีรษะของเรา พึงบอกเรา เมื่อนั้น,
ช่างกัลบกทูลรับพระราชดำรัสของพระเจ้ามฆเทวะแล้ว ล่วงไปอีกหลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี ช่างกัลบกได้เห็นพระเกศาหงอก เกิดบน พระเศียรของพระเจ้ามฆเทวะจึงได้กราบทูลว่า ‘เทวทูตปรากฏแก่พระองค์แล้ว ปรากฏมีพระเกศาหงอกเกิดบนพระเศียรอยู่’
พระเจ้ามฆเทวะตรัสว่า ‘ดูก่อนเพื่อนกัลบก ถ้าอย่างนั้น ท่านจงใช้ แหนบถอนผมหงอกนั้นให้ดี แล้ววางลงบนกระพุ่มมือของเรา’
ช่างกัลบกทูลรับพระราชดำรัสของพระเจ้ามฆเทวะแล้ว ได้ใช้แหนบถอนพระเกศาหงอกนั้น ด้วยความระมัดระวัง แล้ววางไว้ที่กระพุ่มพระหัตถ์ ของพระเจ้ามฆเทวะ
[๓๐๙] ดูกก่อนอานนท์ ครั้งนั้น พระเจ้ามฆเทวะพระราชทานบ้าน ส่วยแก่ช่างกัลบก โปรดให้พระกุมารผู้เป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่มาเฝ้า แล้วรับสั่งว่า ‘ลูกรัก เทวทูตปรากฏแก่พ่อแล้ว ปรากฏมีผมหงอกที่เกิดบนศีรษะอยู่ ก็กามทั้งหลาย ที่เป็นของมนุษย์พ่อก็ได้บริโภคแล้ว เป็นเวลาที่จะแสวงหา กามทั้งหลายที่เป็นทิพย์บ้าง มาเถิด ลูก ลูกจงครองราชสมบัตินี้ ส่วน พ่อ จักโกนผมและหนวด นุ่งห่มผ้าย้อมฝาด ออกจากวังไปบวชเป็นบรรพชิต ลูกรัก เมื่อใด ลูกเห็นผมหงอกเกิดบนศีรษะ เมื่อนั้น ลูกพึงให้บ้านส่วยแก่ช่างกัลบก
- ๑เทวทูต ในที่นี้หมายถึงทูตแห่งมัจจุเทพ หรือทูตแห่งมัจจุราชคือความตาย เพราะเมื่อบุคคล มีผมหงอก นั่นก็เปรียบเหมือนว่าอยู่ใกล้มัจจุราช คือความตายใกล้มาเยือน (นัย ม.ม.อ. ๒๒๕)
พึงพรํ่าสอนพระกุมาร ผู้เป็นพระโอรสองค์ใหญ่ ในการที่จะครองราชสมบัติให้ดี แล้วโกนผมและหนวด นุ่งห่มผ้าย้อมฝาด ออกจากวังไปบวชเป็นบรรพชิตเถิด ลูกพึงประพฤติตามธรรมเนียมอันงาม ที่พ่อตั้งไว้แล้วนี้ ลูกอย่าได้เป็นบุรุษ คนสุดท้ายของพ่อเลย เมื่อยุคบุรุษใดเป็นไปอยู่ แต่ปล่อยให้ธรรมเนียมอันงาม เห็นปานนี้ขาดสูญไป ยุคบุรุษนั้น ชื่อว่าเป็นบุรุษคนสุดท้ายของราชบรรพชิตนั้นลูกรัก เพราะเหตุนั้น พ่อจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ลูกพึงประพฤติตามธรรมเนียม อันงามที่พ่อตั้งไว้แล้วนี้ ลูกอย่าได้เป็นบุรุษคนสุดท้ายของพ่อเลย, ดังนี้
พระเจ้ามฆเทวะออกผนวช
{๔๕๔}ดูก่อนอานนท์ ครั้งนั้น พระเจ้ามฆเทวะครั้นพระราชทานบ้านส่วยแก่ช่างกัลบก และทรงพร่ำสอนพระราชกุมารผู้เป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ใน การที่จะครองราชสมบัติดีแล้ว ทรงปลงพระเกศาและพระมัสสุ ทรงนุ่งห่ม ผ้าย้อมฝาดเสด็จออกจากพระราชนิเวศน์ไปทรงผนวชเป็นบรรพชิตอยู่ที่ มฆเทวัมพวันนี้แล
ท้าวเธอทรงมีพระหฤทัยประกอบเมตตาแผ่ไปตลอดทิศหนื่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ปฏิบัติโดยนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกหมู่เหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยพระทัยอันประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มี ความเบียดเบียนอยู่ ทรงมีพระหฤทัยประกอบด้วยกรุณา... ทรงมีพระหฤทัย ประกอบด้วยมุทิตา... ทรงมีพระหฤทัยประกอบด้วยอุเบกขา แผ่ไปตลอดทิศ หนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ปฏิบัติโดยนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกหมู่เหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยพระทัยอันประกอบด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีประมาณ
- ๑ดูความหมายที่เชิงอรรถในข้อ ๒๐ (อัฏฐกนาครสูตร) หน้า ๒๗ ในเล่มนี้
ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่
ดูก่อนอานนท์ ก็พระเจ้ามฆเทวะทรงเล่นเป็นพระกุมารอยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี ทรงครองความเป็นอุปราชอยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี เสวยราชสมบัติอยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี เสด็จ ออกจากพระราชนิเวศน์ไปทรงผนวชเป็นบรรพชิต ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ที่มฆเทวัมพวันนี้ ๘๔,๐๐๐ ปี พระองค์ทรงเจริญพรหมวิหาร ๔ เมื่อสวรรคต แล้วได้ทรงเข้าถึงพรหมโลก
พระราชโอรสของพระเจ้ามฆเทวะออกผนวช
{๔๕๕}[๓๑๐] ดูก่อนอานนท์ ต่อมาล่วงไปได้หลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี พระราชโอรสของพระเจ้ามฆเทวะรับสั่งกะช่างกัลบกว่า‘ดูก่อนเพื่อน กัลบก เมื่อใด ท่านเห็นผมหงอกเกิดบนศีรษะของเรา พึงบอกเรา เมื่อนั้น’
ครั้งนั้น ช่างกัลบกทูลรับพระราชดำรัสของพระราชโอรสของพระเจ้ามฆเทวะแล้ว โดยล่วงไปหลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี ช่างกัลบกได้เห็น พระเกศาหงอกเกิดบนพระเศียรของพระราชโอรสของพระเจ้ามฆเทวะจึงได้กราบทูลว่า ‘ขอเดชะ เทวทูตปรากฏแก่พระองค์แล้ว ปรากฏมีพระเกศา หงอกเกิดบนพระเศียรแล้ว’พระราชโอรสของพระเจ้ามฆเทวะตรัสว่า ‘ดูก่อนเพื่อนกัลบก ถ้าอย่างนั้น ท่านจงเอาแหนบถอนผมหงอกนั้นให้ดี แล้ววางลงบนกระพุ่มมือของเรา’
ช่างกัลบกทูลรับพระราชดำรัสแล้ว ได้ใช้แหนบถอนพระเกศาหงอกนั้น ด้วยความระมัดระวัง แล้ววางไว้บนกระพุ่มพระหัตถ์ของพระราชโอรสของ พระเจ้ามฆเทวะ
ดูก่อนอานนท์ ครั้งนั้น พระราชโอรสของพระ เจ้ามฆเทวะได้พระราชทาน บ้านส่วยแก่ช่างกัลบก แล้วโปรดให้พระราชกุมารผู้เป็นพระราชโอรสองค์ ใหญ่มาเฝ้าแล้วรับสั่งว่า ‘ลูกรัก เทวทูตปรากฏแก่พ่อแล้ว ปรากฏมีผมหงอก
ที่เกิดบนศีรษะอยู่ ก็กามทั้งหลายที่เป็นของมนุษย์พ่อก็ได้บริโภคแล้ว เป็นเวลาที่จะแสวงหากามทั้งหลายที่เป็นทิพย์บ้าง มาเถิด ลูก ลูกจงครองราชสมบัตินี้ ส่วนพ่อจักโกนผมและหนวด นุ่งห่มผ้าย้อมฝาด ออกจากวังไปบวชเป็นบรรพชิต ลูกรัก เมื่อใด ลูกเห็นผมหงอกเกิดบนศีรษะ เมื่อนั้น ลูกพึงให้ บ้านส่วยแก่ช่างกัลบก พึงพร่ำสอนพระกุมารผู้เป็นพระโอรสองค์ใหญ่ในการที่จะครองราชสมบัติให้ดี แล้วโกนผมและหนวด นุ่งห่มผ้าย้อมฝาด ออกจาก วังไปบวชเป็นบรรพชิตเถิดลูกพึงประพฤติตามธรรมเนียมอันงามที่พ่อตั้งไว้แล้วนี้ ลูกอย่าได้เป็นบุรุษคนสุดท้ายของพ่อเลย เมื่อยุคบุรุษใดเป็นไปอยู่ แต่ปล่อย ให้ธรรมเนียมอันงามเห็นปานนี้ขาดสูญไป
ยุคบุรุษนั้น ชื่อว่าเป็นบุรุษคนสุดท้ายของราชบรรพชิตนั้น ลูกรัก เพราะเหตุนั้น พ่อจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ลูก พึงประพฤติตามธรรมเนียมอันงามที่พ่อตั้งไว้แล้วนี้ ลูกอย่าได้เป็นบุรุษคนสุดท้ายของพ่อเลย’ ดังนี้{๔๕๖}ดูก่อนอานนท์ ครั้งนั้น พระราชโอรสของพระเจ้ามฆเทวะ ครั้นพระราชทานบ้านส่วยแก่ช่างกัลบกและทรงพรํ่าสอนพระราชกุมารผู้เป็นพระราชโอรส องค์ใหญ่ในการที่จะครองราชสมบัติดีแล้ว ทรงปลงพระเกศาและพระมัสสุ ทรงครองผ้าย้อมฝาด เสด็จออกจากพระราชนิเวศน์ไปทรงผนวชเป็นบรรพชิต อยู่ที่มฆเทวัมพวันนี้แล ท้าวเธอทรงมีพระหฤทัยประกอบด้วยเมตตาแผ่ไป ตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่
๔ ก็เหมือนกัน ปฏิบัติโดยนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกหมู่เหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยพระทัยอันประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ทรงมีพระหฤทัยประกอบด้วยกรุณา... ทรงมีพระหฤทัยประกอบด้วยมุทิตา... ทรงมีพระหฤทัยประกอบ ด้วยอุเบกขาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ปฏิบัติโดยนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลกทั่วสัตว์ ทุกหมู่เหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยพระทัยอันประกอบด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์
เป็น มหัคคตะ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่
ดูก่อนอานนท์ พระราชโอรสของพระเจ้ามฆเทวะทรงเล่นเป็นพระกุมารอยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี ทรงครองความเป็นอุปราชอยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี เสวยราชสมบัติอยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี เสด็จออกจากพระราชนิเวศน์ไปทรงผนวชเป็นบรรพชิต ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ที่มฆเทวัมพวันนี้แล ๘๔,๐๐๐ ปี พระองค์ทรงเจริญพรหมวิหาร ๔ เมื่อสวรรคตแล้วได้ทรงเข้าถึงพรหมโลก
พระราชโอรสพระราชนัดดาออกผนวช
{๔๕๗}[๓๑๑] ดูก่อนอานนท์ ก็พระราชโอรส พระราชนัดดาของพระเจ้ามฆเทวะสืบวงศ์นั้นมา ๘๔,๐๐๐ ชั่วกษัตริย์ ได้ปลงพระเกศาและพระมัสสุ ทรง ครองผ้าย้อมฝาด เสด็จออกจากพระราชนิเวศน์ไปทรงผนวชเป็นบรรพชิต ณ มฆเทวัมพวันนี้แล ท้าวเธอเหล่านั้น ทรงมีพระหฤทัยประกอบด้วยเมตตา แผ่ไปตลอดทิศหนี่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ปฏิบัติโดยนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกหมู่เหล่าในที่ทุกสถาน ด้วยพระทัยอันประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ทรงมีพระหฤทัยประกอบด้วยกรุณา ... ทรงมีพระหฤทัยประกอบด้วยมุทิตา...
ทรงมีพระหฤทัยประกอบด้วยอุเบกขาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ปฏิบัติ โดยนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลกทั่วสัตว์ ทุกหมู่เหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยพระทัยอันประกอบด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์ เป็นมทัคคตะ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ท้าวเธอเหล่านั้นทรงเล่นเป็นพระกุมารอยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี ทรงครองความเป็นอุปราชอยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี เสวยราชสมบัติอยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี เสด็จออกจากพระ ราชนิเวศน์ไปทรงผนวชเป็นบรรพชิต ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ที่มฆเทวัมพวันนี้แล ๘๔,๐๐๐ ปี ทุกพระองค์ทรงเจริญพรหมวิหาร ๔ เมื่อสวรรคตแล้ว
ได้ทรงเข้าถึงพรหมโลก
พระเจ้านิมิราชเป็นพระราชาองค์สุดท้ายแห่งราชบรรพชิตเหล่านั้น ทรงเป็นพระธรรมิกราช เป็นพระธรรมราชา เป็นพระมหาราชผู้ทรงตั้งอยู่ในธรรม ทรงประพฤติราชธรรมในพราหมณ์และคฤหบดี ในชาวนิคมและชาวชนบท ทรงรักษาอุโบสถศีลทุกวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๘ ค่ำแห่งปักษ์
ท้าวสักกะเชิญเสด็จพระเจ้านิมิราชสู่ดาวดึงส์
{๔๕๘}[๓๑๒] ดูก่อนอานนท์ เรื่องเคยมีมาแล้ว เมื่อเทพดาชั้นดาวดึงส์นั่งชุมนุมกันอยู่ ณ สภาชื่อสุธัมมา ได้มีเรื่องสอดแทรกเกิดขึ้นมาว่า ‘ดูก่อนผู้เจริญ เป็นลาภของพวกชาววิเทหะหนอ ดูก่อนผู้เจริญ พวกชาววิเทหะได้ดีแล้วหนอที่มีพระราชาพระนามว่านิมิ ผู้ทรงเป็นธรรมิกราช เป็นพระธรรมราชา เป็นพระมหาราชผู้ทรงตั้งอยู่ในธรรม ทรงประพฤติราชธรรมในพราหมณ์และคฤหบดี ในชาวนิคมและชาวชนบท และทรงรักษาอุโบสถศีลทุกวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๘ ค่ำแห่งปักษ์”
{๔๕๙}ดูก่อนอานนท์ ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพตรัสเรียกเทพดาชั้นดาวดึงส์ มาว่า ‘ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ท่านทั้งหลายปรารถนาจะเห็นพระเจ้า นิมิราชหรือไม่’
เทพดาชั้นดาวดึงส์ทูลว่า‘ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พวกข้าพระองค์ปรารถนาจะเห็นพระเจ้านิมิราช’
ดูก่อนอานนท์ สมัยนั้น เป็นวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ พระเจ้านิมิราชทรงสนานพระกายทั่วพระเศียรแล้ว ทรงรักษาอุโบสถ เสด็จขึ้นปราสาทอันประเสริฐ ประทับอยู่ชั้นบน
ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพทรงอันตรธานไปในหมู่เทพดาชั้นดาวดึงส์ไป ปรากฏเฉพาะพระพักตร์พระเจ้านิมิราช เหมือนบุรุษที่แข็งแรงเหยียดแขนที่คู้ ออกหรือคู้แขนที่เหยียดเข้าฉะนั้น แล้วได้ตรัสกะพระเจ้านิมิราชว่า
‘ข้าแต่มหาราช เป็นลาภของพระองค์ ข้าแต่มหาราช พระองค์ได้ดีแล้ว เทพดาชั้นดาวดึงส์ นั่งชุมนุมสรรเสริญกันอยู่ในสุธรรมาสภาว่า ‘ดูก่อนท่านผู้เจริญ เป็นลาภของพวกชาววิเทหะหนอ ดูก่อนท่านผู้เจริญ พวกชาววิเทหะได้ดีแล้วหนอ ที่มีพระราชาพระนามว่านิมิ ทรงเป็นพระธรรมิกราช เป็นพระธรรมราชา เป็นพระมหาราชผู้ตั้งอยู่ในธรรม ทรงประพฤติราชธรรมในพราหมณ์และคฤหบดี ในชาวนิคมและชาวชนบท และทรงรักษาอุโบสถศีล ทุกวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๘ คํ่าแห่งปักษ์ ข้าแต่มหาราช เทพดาชั้นดาวดึงส์ปรารถนาจะเห็นพระองค์ หม่อมฉันจักส่งรถม้าเทียมด้วยม้าอาชาไนย ๑,๐๐๐ ตัวมาถวายพระองค์ พระองค์เสด็จขึ้นประทับทิพยยานเถิด อย่าทรงหวั่นพระทัยเลย,พระเจ้านิมิราชทรงรับโดยดุษณีภาพ
[๓๑๓] ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพทรงทราบว่าพระเจ้านิมิราชทรงรับเชิญเสด็จแล้ว ทรงอันตรธานไปในที่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้านิมิราช มา ปรากฏในเทพดาชั้นดาวดึงส์ เหมือนคนที่แข็งแรงเหยียดแขนที่คู้ออกหรือคู้แขนที่เหยียดเข้าฉะนั้น
พระเจ้านิมิราชทอดพระเนตรนรกสวรรค์
{๔๖๐}ดูก่อนอานนท์ ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพตรัสเรียกมาตลีเทพบุตร ผู้รับใช้มาว่า ‘มานี่แน่ะ สหายมาตลี ท่านจงจัดรถเทียมด้วยม้าอาชาไนย ๑,๐๐๐ ตัวแล้วเข้าไปเฝ้าพระเจ้านิมิราช แล้วทูลอย่างนี้ว่า ‘ข้าแต่มหาราช รถเทียม ด้วยม้าอาชาไนย ๑,๐๐๐ ตัวนี้ ท้าวสักกะจอมเทพทรงส่งมารับพระองค์ ขอพระองค์เสด็จขึ้นประทับทิพยยานเถิด อย่าทรงหวั่นพระทัยเลย’
มาตลีเทพบุตรผู้รับใช้ทูลรับพระเทวบัญชาของท้าวสักกะจอมเทพแล้ว จัดรถม้าเทียมด้วยม้าอาชาไนย ๑,๐๐๐ ตัว เข้าไปเฝ้าพระเจ้านิมิราชแล้วทูลว่า ‘ข้าแต่มหาราช รถม้าเทียมด้วยม้าอาชาไนย ๑,๐๐๐ ตัวนี้ท้าวสักกะจอมเทพ ทรงส่งมารับพระองค์ เชิญเสด็จขึ้นประทับทิพยยานเถิด อย่าทรงหวั่นพระทัย เลย เออก็ข้าพระองค์จะเชิญเสด็จพระองค์ไปทางไหนดี คือ ทางที่สัตว์ผู้มีบาปกรรมเสวยผลของบาปกรรมอยู่ หรือทางที่สัตว์ผู้มีกัลยาณกรรมเสวยผล ของกัลยาณกรรมอยู่,
พระเจ้านิมิราชตรัสว่า ‘ดูก่อนมาตลี จงนำเราไปทั้งสองทางนั่นแหละ’
มาตลีเทพบุตรผู้รับใช้ได้นำเสด็จพระเจ้านิมิราชถึงสุธัมมาสภา ท้าวสักกะจอมเทพทอดพระเนตรเห็นพระเจ้านิมิราชกำลังเสด็จมาแต่ไกล จึงตรัสว่า ‘ข้าแต่มหาราช เชิญเสด็จมาเถิด พระองค์เสด็จมาดีแล้ว เทพดาชั้นดาวดึงส์นั่งชุมนุมสรรเสริญกันอยู่ในสุธัมมาสภาว่า ‘ดูก่อนท่านผู้เจริญ เป็น ลาภของพวกชาววิเทหะหนอ ดูก่อนท่านผู้เจริญ พวกชาววิเทหะได้ดีแล้วหนอ ที่มีพระราชาพระนามว่านิมิผู้ทรงเป็นธรรมิกราช เป็นธรรมราชา เป็นมหาราช ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ทรงประพฤติราชธรรมในพราหมณ์และคฤหบดี ในชาวนิคม และชาวชนบท และทรงรักษาอุโบสถศีลทุกวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๘ ค่ำแห่งปักษ์ ข้าแต่มหาราช เทพดาชั้นดาวดึงส์ปรารถนาจะเห็นพระองค์ ขอเชิญพระองค์ ทรงอภิรมย์อยู่ในเทพดาทั้งหลายด้วยเทวานุภาพเถิด,พระเจ้านิมิราชตรัสว่า ‘อย่าเลย พระองค์ผู้นิรทุกข์ ขอจงนำหม่อมฉันกลับไปยังเมืองมิถิลาในมนุษยโลกนั้นเถิด หม่อมฉันจักได้ประพฤติธรรมอย่าง นั้นในพราหมณ์และคฤหบดี ในชาวนิคมและชาวชนบทและจักได้รักษาอุโบสถศีลทุกวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๘ ค่ำแห่งปักษ์,
[๓๑๔] ลำดับนั้น ท้าวสักกะจอมเทพตรัสเรียกมาตลีเทพบุตรผู้รับใช้มาว่า ‘มาเถิด สหายมาตลี ท่านจงจัดรถม้าเทียมด้วยม้าอาชาไนย ๑,๐๐๐ ตัว
นำพระเจ้านิมิราชกลับไปยังเมืองมิถิลาในมนุษยโลกนั้น มาตลีเทพบุตรผู้รับใช้ ทูลรับพระบัญชาของท้าวสักกะจอมเทพแล้ว จัดรถม้าเทียมด้วยม้าอาชาไนย ๑,๐๐๐ ตัวแล้วนำพระเจ้านิมิราชกลับไปยังเมืองมิถิลาในมนุษยโลกนั้น
พระเจ้านิมิราชเสด็จออกผนวช
{๔๖๑}ดูก่อนอานนท์ ได้ยินว่า ในสมัยนั้น พระมหาราชเจ้าทรงประพฤติราชธรรมในพราหมณ์และคฤหบดี ในชาวนิคมและชาวชนบทและทรง รักษาอุโบสถศีลทุกวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๘ ค่ำแห่งปักษ์
ต่อมา ล่วงไปได้หลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี พระเจ้านิมิราช ตรัสเรียกช่างกัลบกมาว่า ‘แน่ะเพื่อนกัลบก เมื่อใด ท่านเห็นผมหงอกเกิดขึ้นบนศีรษะของเรา พึงบอกแก่เรา เมื่อนั้น’ ช่างกัลบกทูลรับพระราชดำรัสของพระเจ้านิมิราชแล้วโดยล่วงไปหลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี ช่างกัลบกได้เห็นพระเกศาหงอกเกิดขึ้น บนพระเศียรพระเจ้านิมิราช จึงกราบทูลว่า ‘เทวทูต ปรากฏแก่พระองค์แล้ว ปรากฏมีพระเกศาหงอกเกิดขึ้นบนพระเศียรแล้ว,
พระเจ้านิมิราชตรัสว่า ‘ดูก่อนเพื่อนกัลบก ถ้าอย่างนั้น ท่านจงเอาแหนบถอนผมหงอกนั้นให้ดี แล้ววางไว้บนกระพุ่มมือของเราเถิด’
ช่างกัลบกทูลรับพระดำรัสของพระเจ้านิมิราชแล้ว ใช้แหนบถอนพระเกศาหงอกนั้นด้วยความระมัดระวัง แล้ววางไว้บนกระพุ่มพระหัตถ์ของ พระเจ้านิมิราช
ครั้งนั้น พระราชาพระราชทานบ้านส่วยแก่ช่างกัลบก แล้วโปรดให้พระราชกุมารผู้เป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่มาเฝ้าแล้วรับสั่งว่า ‘ลูกรัก เทวทูต ปรากฏแก่พ่อแล้ว ปรากฏมีผมหงอกที่เกิดบนศีรษะอยู่ ก็กามทั้งหลายที่เป็นของมนุษย์พ่อก็ได้บริโภคแล้ว เป็นเวลาที่จะแสวงหากามทั้งหลายที่เป็นทิพย์
บ้าง มาเถิด ลูก ลูกจงครองราชสมบัตินี้ ส่วนพ่อจักโกนผมและหนวด นุ่งห่มผ้าย้อมฝาด ออกจากวังไปบวชเป็นบรรพชิต ลูกรัก เมื่อใด ลูกเห็นผม หงอกเกิดบนศีรษะ เมื่อนั้น ลูกพึงให้บ้านส่วยแก่ช่างกัลบก พึงพร่ำสอน พระกุมารผู้เป็นพระโอรสองค์ใหญ่ในการที่จะครองราชสมบัติให้ดี แล้วโกน ผมและหนวด นุ่งห่มผ้าย้อมฝาด ออกจากวังไปบวชเป็นบรรพชิตเถิด ลูกพึงประพฤติตามธรรมเนียมอันงามที่พ่อตั้งไว้แล้วนี้ ลูกอย่าได้เป็นบุรุษคนสุดท้าย ของพ่อเลย เมื่อยุคบุรุษใดเป็นไปอยู่ แต่ปล่อยให้ธรรมเนียมอันงามเห็นปานนี้ขาดสูญไป ยุคบุรุษนั้น ชื่อว่าเป็นบุรุษคนสุดท้ายของราชบรรพชิตนั้น ลูกรัก เพราะเหตุนั้น พ่อจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ลูกพึงประพฤติตามธรรมเนียมอันงามที่พ่อตั้งไว้แล้วนี้ ลูกอย่าได้เป็นบุรุษคนสุดท้ายของพ่อเลย’ ดังนี้{๔๖๒}[๓๑๕] ดูก่อนอานนท์ ครั้งนั้น พระเจ้านิมิราชครั้นพระราชทานบ้าน ส่วยแก่ช่างกัลบก และทรงพรํ่าสอนพระราชกุมารผู้เป็นพระราชโอรส พระองค์ใหญ่ในการที่จะครองราชสมบัติให้ดีแล้วทรงปลงพระเกศาและพระมัสสุ ทรงครองผ้าย้อมฝาด เสด็จออกจากพระราชนิเวศน์ไปทรงผนวชเป็นบรรพชิต ณ มฆเทวัมพวันนี้แล
ท้าวเธอมีพระหฤทัยประกอบเมตตาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศ ที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ปฏิบัติโดยนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกหมู่เหล่าในที่ทุกสถานด้วยพระทัยอันประกอบด้วย เมตตาอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ทรงมีพระหฤทัยประกอบด้วยกรุณา... ทรงมีพระหฤทัยประกอบด้วยมุทิตา... ทรงมีพระหฤทัยประกอบด้วยอุเบกขาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศ ที่ ๔ ก็เหมือนกัน ปฏิบัติโดยนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลกทั่วสัตว์ทุกหมู่เหล่าในที่ทุกสถานด้วยพระทัยอันประกอบด้วยอุเบกขา อันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่
ดูก่อนอานนท์ ก็พระเจ้านิมิราชทรงเล่นเป็นพระกุมารอยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี ทรงครองความเป็นอุปราชอยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี เสวยราชสมบัติอยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี เสด็จ ออกจากพระราชนิเวศนี้ไปทรงผนวชเป็นบรรพชิต ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ที่มฆเทวัมพวันนี้แล ๘๔,๐๐๐ ปี พระองค์ทรงเจริญพรหมวิหาร ๔ เมื่อสวรรคต แล้วได้ทรงเข้าถึงพรหมโลก
พระเจ้ากฬารชนกเป็นกษัตริย์องค์สุดท้าย
{๔๖๓}ดูก่อนอานนท์ ก็พระเจ้านิมิราชมีพระราชโอรสพระนามว่ากฬารชนก ท้าวเธอมิได้เสด็จออกจากพระราชนิเวศนี้ไปทรงผนวชเป็นบรรพชิต ท้าวเธอ ทรงตัดกัลยาณวัตรนั้นเสีย ชื่อว่าเป็นบุรุษคนสุดท้ายแห่งราชบรรพชิตนั้น
[๓๑๖] ดูก่อนอานนท์ เธอคงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า ‘พระเจ้ามฆเทวะ ซึ่งทรงตั้งกัลยาณวัตรนั้นไว้ในสมัยนั้นเป็นผู้อื่นแน่’ ดูก่อนอานนท์ แต่ข้อนั้น เธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น สมัยนั้น เราเป็นพระเจ้ามฆเทวะ ได้ตั้งกัลยาณวัตรนั้นไว้ ประชาชนผู้เกิดในภายหลังก็ประพฤติตามกัลยาณวัตรที่เราตั้งไว้แล้วนั้น แต่กัลยาณวัตรนั้นไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อดับสนิท เพื่อสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน แต่เป็นไป เพียงเพื่ออุบัติในพรหมโลกเท่านั้น ส่วนกัลยาณวัตรที่เราตั้งไว้ในบัดนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายความกำหนัด เพื่อดับสนิท เพื่อสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพานโดยส่วนเดียว
กัลยาณวัตร
ดูก่อนอานนท์ ก็กัลยาณวัตรที่เราตั้งไว้ในบัดนี้ ซึ่งเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อดับสนิท เพื่อสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพานโดยส่วนเดียวนั้นเป็นไฉน คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ได้แก่
๑. สัมมาทิฏฐิ ๒. สัมมาสังกัปปะ
๓. สัมมาวาจา ๔. สัมมากัมมันตะ
๕. สัมมาอาชีวะ ๖. สัมมาวายามะ
๗. สัมมาสติ ๘. สัมมาสมาธิ
กัลยาณวัตรที่เราตั้งไว้ในบัดนี้แลย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อดับสนิท เพื่อสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อพระนิพพานโดยส่วนเดียวดูก่อนอานนท์ เพราะเหตุนั้น เราขอกล่าวกะเธอทั้งหลายว่า ‘เธอทั้งหลายพึงประพฤติตามกัลยาณวัตรที่เราตั้งไว้แล้ว เธอทั้งหลายอย่าได้ชื่อว่า เป็นบุรุษคนสุดท้ายของเราเลย ดูก่อนอานนท์ เมื่อยุคบุรุษใดเป็นไปอยู่ แต่ปล่อยให้กัลยาณวัตรเห็นปานนี้ขาดสูญไป ยุคบุรุษนั้น ชื่อว่าเป็นบุรุษคน สุดท้ายของบุรุษเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น เราจึงกล่าวอย่างนี้กะเธอทั้งหลาย ซึ่งจะเป็นเหตุให้พวกเธอประพฤติตามกัลยาณวัตรนี้ที่เราตั้งไว้สืบ ๆ ไป เธอ ทั้งหลาย อย่าได้ชื่อว่าเป็นบุรุษคนสุดท้ายของเราเลย”พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ท่านพระอานนท์ยินดี ชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล
จบ มฆเทวสูตรที่ ๓
๔. มธุรสูตร
เรื่องพระเจ้ามธุรราช
{๔๖๔}[๓๑๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง ท่านพระมหากัจจานะอยู่ที่ป่าคุนธาวัน ใกล้เมืองมธุรา พระเจ้ามธุรราชอวันตีบุตรได้ทรงสดับว่า “ท่านพระสมณะนามว่ากัจจานะอยู่
End of ๓. มฆเทวสูตร