พระสุตตันตปิฎก · ทีฆนิกาย
๑๒. โลหิจจสูตร เล่ม ๙
Text layerBuddha’s wordsItems ๓๕๑–๓๖๔ (Royal Thai)4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค โลหิจจสูตร (Royal Thai Volume 9 · Mahachula Volume 9 · Mahamakut Volume 12 · Chaloem Phrakiat Volume 9)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 9, pp. 465–493
๑๒. โลหิจจสูตร
ว่าด้วยพราหมณ์ชื่อโลหิจจะ
{๓๕๑} [๕๐๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกอยู่ในแคว้นโกศลพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ได้เสด็จถึงหมู่บ้านสาลวติกา ก็สมัยนั้นโลหิจจพราหมณ์ปกครองหมู่บ้านสาลวติกาซึ่งคับคั่งด้วยผู้คนและสัตว์เลี้ยง อุดมสมบูรณ์ด้วยหญ้า ไม้ นํ้า และธัญญาหาร ซึ่งเป็นพระราชทรัพย์ที่พระเจ้าปเสนทิโกศลพระราชทานปูนบำเหน็จให้เป็นของขวัญพิเศษ[๕๐๒] ครั้งนั้น โลหิจจพราหมณ์ได้มีความคิดอันชั่วช้าเกิดขึ้นเห็นปานนี้ว่า “สมณะหรือพราหมณ์ในโลกนี้ควรบรรลุกุศลธรรม ครั้นบรรลุแล้วไม่ควรสอนผู้อื่น เพราะคนอื่นจักทำอะไรให้แก่คนอื่นได้ มีอุปมาเหมือนบุคคลตัดเครื่องจองจำเก่าได้แล้ว ไปสร้างเครื่องจองจำอื่นขึ้นใหม่
ฉะนั้น ข้าพเจ้ากล่าวว่าเป็นโลภธรรมที่เป็นบาป เพราะคนอื่นจักทำอะไรให้แก่คนอื่นได้”{๓๕๒} [๕๐๓] โลหิจจพราหมณ์ได้สดับข่าวว่า “พระสมณโคดมศากยบุตรทรงผนวชจากศากยสกุลแล้ว เสด็จจาริกไปในแคว้นโกศลพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป เสด็จถึงสาลวิตกาคามโดยลำดับ ก็แลพระกิตติศัพท์อันงามของท่านพระโคดมพระองค์นั้น ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ทรงสมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก
- ๑สาลวติกา หมู่บ้านที่มีศาลารายเป็นรั้วล้อมรอบ (ที.สี.อ. ๓๒๘)
- ๒ความคิดอันชั่วช้า ในที่นี้หมายถึงความคิดที่ปราศจากความเอ็นดูผู้อื่นหรือก้าวร้าวรุกรานผู้อื่น ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่เกี่ยวกับเรื่องมิจฉาทิฏฐิชั่วช้าใด ๆ (นัย ที.สี.อ. ๓๒๘)
ทรงเป็นสารถีผู้ฝึกบุรุษที่ควรฝึกที่ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทรงเป็นผู้เบิกบานแล้ว ทรงเป็นผู้จำแนกแจกธรรม พระองค์ทรงทราบประจักษ์โลกนี้ตลอดทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เองแล้วทรงสอนหมู่ สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทพ และมนุษย์ให้รู้ตามด้วย ทรงแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริบูรณ์ครบถ้วน ก็การได้เห็นพระอรหันต์ทั้งหลายเห็นปานนั้นเป็นความดีแท้”{๓๕๓} [๕๐๔]
ครั้งนั้น โลหิจจพราหมณ์เรียกโรสิกะช่างกัลบกมาว่า “มานี่เถิด เพื่อนโรสิกะ ท่านจงเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมถึงที่ประทับ แล้วกราบทูลถามพระสมณโคดมถึงความมีอาพาธน้อย มีพระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้กระเปร่า ทรงพระกำลัง ทรงอยู่สำราญ ตามคำของเราว่า ‘พระโคดมผู้เจริญ โลหิจจพราหมณ์ฝากทูลถามพระองค์ถึงความมีอาพาธน้อย มีพระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้กระเปร่า ทรงพระกำลัง ทรงพระสำราญ’ อนึ่ง จงทูลอย่างนี้ว่า ‘ขอพระโคดมผู้เจริญพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์โปรดทรงรับภัตตาหารของโลหิจจพราหมณ์เพื่อเสวยในวันพรุ่งนี้ด้วยเถิด”[๕๐๕] โรสิกะช่างกัลบกรับคำโลหิจจพราหมณ์แล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โลหิจจพราหมณ์ถามพระองค์ถึงความมีอาพาธน้อย มีพระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้กระเปร่า ทรงพระกำลัง ทรงพระสำราญ และให้กราบทูลอีกว่า ‘ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์โปรดทรงรับภัตตาหารของ
- ๑ดูความหมายของพระพุทธคุณ ๙ บทในสามัญญผลสูตร (เชิงอรรถ) ข้อ ๑๕๗ หน้า ๗๓-๗๕ ในเล่มนี้
โลหิจจพราหมณ์เพื่อเสวยในวันพรุ่งนี้ด้วยเถิด’ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์โดยดุษณีภาพ
{๓๕๔} [๕๐๖] ครั้งนั้น โรสิกะช่างกัลบกทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์แล้ว จึงลุกจากอาสนะ ถวายอภิวาท กระทำประทักษิณแล้วเข้าไปหาโลหิจจพราหมณ์ถึงที่อยู่แล้วกล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าตามคำของท่านแล้ว และพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงรับนิมนต์แล้ว”
[๕๐๗] ลำดับนั้น โลหิจจพราหมณ์ได้ตระเตรียมขาทนียโภชนียาหารอันประณีตไว้ในนิเวศน์ของตนตลอดราตรีนั้น แล้วเรียกโรสิกะช่างกัลบกมาว่า ‘มานี่เถิด เพื่อนโรสิกะ ท่านจงไปเฝ้าพระสมณโคดมถึงที่ประทับ แล้วกราบทูลเวลาแด่พระสมณโคดมว่า ‘พระโคดมผู้เจริญ ถึงเวลาแล้ว ภัตตาหารสำเร็จแล้ว’
โรสิกะช่างกัลบกรับคำโลหิจจพราหมณ์แล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วยืนกราบทูล ณ ที่สมควรข้างหนึ่งว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถึงเวลาแล้ว ภัตตาหารสำเร็จแล้ว”
{๓๕๕} [๕๐๘] ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสกเรียบร้อยแล้ว ทรงถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปยังบ้านสาลวติกาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เวลานั้นโรสิกะช่างกัลบกตามเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าไป ณ เบื้องพระปฤษฎางค์ ได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โลหิจจพราหมณ์มีความคิดอันชั่วช้าเกิดขึ้นเห็นปานนี้ว่า ‘สมณะหรือพราหมณ์ในโลกนี้ควรบรรลุกุศลธรรม ครั้นบรรลุแล้วไม่ควรสอนผู้อื่น เพราะคนอื่นจักทำอะไรให้แก่คนอื่นได้ มีอุปมาเหมือนบุคคลตัดเครื่องจองจำเก่าได้แล้ว ไปสร้างเครื่องจองจำอื่นขึ้นใหม่ฉะนั้น ข้าพเจ้ากล่าวว่าเป็นโลภธรรมที่เป็นบาป เพราะคนอื่นจักทำอะไรให้แก่คนอื่นได้’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานโอกาส ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดทรงเปลื้องโลหิจจพราหมณ์เสียจากความคิด อันชั่วช้านั้นด้วยเถิด”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ไม่เป็นไร โรสิกะ ไม่เป็นไร โรสิกะ”
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของโลหิจจพราหมณ์ แล้วประทับนั่งเหนืออาสนะอันเขาปูลาดไว้ ต่อจากนั้น โลหิจจพราหมณ์จึงเลี้ยงภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขด้วยขาทนียโภชนียาหาร อันประณีตด้วยมือของตนจนให้อิ่มหนำเพียงพอแล้ว
ข้อซักถามโลหิจจพราหมณ์
{๓๕๖} [๕๐๙] ลำดับนั้น โลหิจจพราหมณ์ทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยเสร็จ ทรงวางพระหัตถ์จากบาตรแล้ว จึงเลือกที่นั่งซึ่งต่ำกว่านั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะโลหิจจพราหมณ์ว่า “จริงหรือ โลหิจจะ ได้ยินว่า ท่านมีความคิดอันชั่วช้าเกิดขึ้นเห็นปานนี้ว่า ‘สมณะหรือพราหมณ์ในโลกนี้ควรบรรลุกุศลธรรม ครั้นบรรลุแล้วไม่ควรสอนผู้อื่น เพราะคนอื่นจักทำอะไรให้แก่คนอื่นได้ มีอุปมาเหมือนบุคคลตัดเครื่องจองจำเก่าได้แล้ว ไปสร้างเครื่องจองจำอื่นขึ้นใหม่ฉะนั้น ข้าพเจ้ากล่าวว่าเป็นโลภธรรมที่เป็นบาป เพราะคนอื่นจักทำอะไรให้แก่คนอื่นได้”โลหิจจพราหมณ์ได้กราบทูลว่า “ท่านพระโคดม เป็นความจริงอย่างนั้น”
“ดูก่อนโลหิจจะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ท่านปกครองหมู่บ้านสาลวติกานี้มิใช่หรือ”
“ใช่ ท่านพระโคดม”
“ดูก่อนโลหิจจะ ผู้ใดจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘โลหิจจพราหมณ์ปกครองหมู่บ้านสาลวติกาอยู่ ก็ควรได้ใช้สอยผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านสาลวติกานั้นแต่เพียงผู้เดียว ไม่ควรให้ผู้อื่นใช้สอย’ ผู้ที่กล่าวอย่างนี้นั้นชื่อว่าทำความเดือดร้อนแก่คนที่อาศัยท่านเลี้ยงชีพอยู่ใช่หรือมิใช่”
“ใช่ ท่านพระโคดม”
“เมื่อทำความเดือดร้อนให้ ชื่อว่ามุ่งอนุเคราะห์เกื้อกูลหรือไม่มุ่งอนุเคราะห์เกื้อกูลต่อคนเหล่านั้น’
“ชื่อว่าไม่มุ่งอนุเคราะห์เกื้อกูล ท่านพระโคดม”
“ผู้ที่ไม่มุ่งอนุเคราะห์เกื้อกูลต่อผู้อื่น ชื่อว่าตั้งจิตเมตตาหรือตั้งจิตเป็นศัตรูในคนเหล่านั้น”
“ชื่อว่าตั้งจิตเป็นศัตรู ท่านพระโคดม”
“เมื่อตั้งจิตเป็นศัตรู ชื่อว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือเป็นสัมมาทิฏฐิ”
“ชื่อว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ท่านพระโคดม”
“ดูก่อนโลหิจจะ ผู้ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ เรากล่าวว่ามีคติอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๒ อย่าง คือ ไม่นรกก็กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน”
{๓๕๗} [๕๑๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามต่อไปว่า “ดูก่อนโลหิจจะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงปกครองแคว้นกาสีและแคว้นโกศลใช่ไหม”โลหิจจพราหมณ์ตอบว่า “ใช่ ท่านพระโคดม”
“ดูก่อนโลหิจจะ ผู้ใดจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงปกครองแคว้นกาสีและและโกศลอยู่ ก็ควรจะทรงได้ใช้สอยผลประโยชน์ที่เกิดในแคว้นทั้งสองนั้นแต่ลำพังพระองค์เดียว ไม่ควรพระราชทานให้ผู้อื่นใช้สอย ผู้ที่กล่าวอย่างนี้นั้นชื่อว่าทำความเดือดร้อนให้พวกท่านและคนอื่น ๆ ซึ่งได้พึ่งพระบรมโพธิสมภารพระเจ้าปเสนทิโกศลเลี้ยงชีพ ใช่หรือมิใช่”“ใช่ ท่านพระโคดม”
“เมื่อทำความเดือดร้อนให้ ชื่อว่ามุ่งอนุเคราะห์เกื้อกูลหรือไม่มุ่งอนุเคราะห์เกื้อกูลต่อคนเหล่านั้น’
“ชื่อว่าไม่มุ่งอนุเคราะห์เกื้อกูล ท่านพระโคดม”
“ผู้ที่ไม่มุ่งอนุเคราะห์เกื้อกูลต่อผู้อื่น ชื่อว่าตั้งจิตเมตตาหรือตั้งจิตเป็นศัตรูในคนเหล่านั้น”
“ชื่อว่าตั้งจิตเป็นศัตรู ท่านพระโคดม”
“เมื่อตั้งจิตเป็นศัตรู ชื่อว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือเป็นสัมมาทิฏฐิ”
“ชื่อว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ท่านพระโคดม”
“ดูก่อนโลหิจจะ ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เรากล่าวว่ามีคติอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๒ อย่าง คือ ไม่นรกก็กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน”
{๓๕๘} [๕๑๑] ดูก่อนโลหิจจะ ด้วยประการฉะนี้ เป็นอันฟังได้ว่า ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘โลหิจจพราหมณ์ปกครองหมู่บ้านสาลวติกา จึงควรได้ใช้สอยผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านสาลวติกาแต่ผู้เดียว ไม่ควรให้ผู้อื่นใช้สอย’ ผู้ที่กล่าวอย่างนี้นั้นชื่อว่าทำความเดือดร้อนให้แก่คนที่อาศัยท่านเลี้ยงชีพอยู่ เมื่อทำความเดือดร้อนให้ ย่อมชื่อว่าไม่มุ่งอนุเคราะห์เกื้อกูล เมื่อไม่มุ่งอนุเคราะห์เกื้อกูล ย่อมชื่อว่าตั้งจิตเป็นศัตรู เมื่อตั้งจิตเป็นศัตรูย่อมชื่อว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ เช่นเดียวกันนั่นแล โลหิจจะ ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘สมณะหรือพราหมณ์ในโลกนี้ควรบรรลุกุศลธรรม ครั้นบรรลุแล้วไม่ควรสอนผู้อื่น
เพราะคนอื่นจักทำอะไรให้แก่คนอื่นได้ มีอุปมาเหมือนบุคคลตัดเครื่องจองจำเก่าได้แล้ว ไปสร้างเครื่องจองจำอื่นขึ้นใหม่ฉะนั้น ข้าพเจ้ากล่าวว่าเป็นโลภธรรมที่เป็นบาป เพราะคนอื่นจักทำอะไรให้แก่คนอื่นได้ผู้ที่กล่าวอย่างนี้นั้นชื่อว่าทำอันตรายแก่กุลบุตรผู้ที่อาศัยพระธรรมวินัยอันตถาคตแสดงไว้แล้วบรรลุธรรมวิเศษอันโอฬารเห็นปานนี้ คือ ทำให้แจ้งโสดาปัตติผลบ้าง สกทาคามิผลบ้าง อนาคามิผลบ้าง อรหัตตผลบ้าง และชื่อว่าทำอันตรายแก่กุลบุตรผู้ที่อบรมปฏิปทาอันเป็นเหตุให้ถึงเทวโลก เพื่อบังเกิดในภพอันเป็นทิพย์ยิ่งๆขึ้นไป เมื่อทำอันตรายให้ ย่อมชื่อว่าไม่มุ่ง
อนุเคราะห์เกื้อกูล เมื่อไม่มุ่งอนุเคราะห์เกื้อกูล ย่อมชื่อว่าตั้งจิตเป็นศัตรูเมื่อตั้งจิตเป็นศัตรู ย่อมชื่อว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ผู้ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ เรากล่าวว่ามีคติอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๒ อย่าง คือ ไม่นรกก็กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน
{๓๕๙} [๕๑๒] ดูก่อนโลหิจจะ ด้วยประการฉะนี้ ก็เป็นอันฟังได้ว่า ‘ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงปกครองแคว้นกาสีและแคว้นโกศลพระองค์จึงควรได้ทรงใช้สอยผลประโยชน์อันเกิดขึ้นในแคว้นทั้งสองนั้น แต่ลำพังพระองค์เดียว ไม่ควรพระราชทานแก่ผู้อื่นให้ใช้สอย’ ผู้ที่กล่าวอย่างนี้นั้นชื่อว่าทำความเดือดร้อนแก่คนทั้งหลาย คือ ตัวท่านและคนอื่น ๆ ผู้ที่ได้พึ่งพระบรมโพธิสมภารพระเจ้าปเสนทิโกศลเลี้ยงชีพอยู่ เมื่อทำ ความเดือดร้อนให้ ย่อมชื่อว่าไม่มุ่งอนุเคราะห์เกื้อกูล เมื่อไม่มุ่งอนุเคราะห์เกื้อกูล ย่อมชื่อว่าตั้งจิตเป็นศัตรู เมื่อตั้งจิตเป็นศัตรู ย่อมชื่อว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ
เช่น เดียวกันนั่นแล โลหิจจะ ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘สมณะหรือพราหมณ์ ในโลกนี้ควรบรรลุกุศลธรรม ครั้นบรรลุแล้วไม่ควรสอนผู้อื่น เพราะคนอื่นจักทำอะไรให้แก่คนอื่นได้ มีอุปมาเหมือนบุคคลตัดเครื่องจองจำเก่าได้แล้ว ไปสร้างเครื่องจองจำอื่นขึ้นใหม่ฉะนั้น ข้าพเจ้ากล่าวว่าเป็นโลภธรรมที่เป็นบาป เพราะคนอื่นจักทำอะไรให้แก่คนอื่นได้’ ผู้ที่กล่าวอย่างนี้นั้นชื่อว่าทำอันตรายแก่กุลบุตรผู้ที่อาศัยพระธรรมวินัยอันตถาคตแสดงไว้แล้วบรรลุ ธรรมวิเศษอันโอฬารเห็นปานนี้ คือ ทำให้แจ้งโสดาปัตติผลบ้าง สกทาคามิผลบ้าง อนาคามิผลบ้าง อรหัตตผลบ้าง และ ชื่อว่าทำอันตรายแก่กุลบุตรผู้ที่อบรมปฏิปทาอันเป็นเหตุให้ถึงเทวโลกเพื่อบังเกิดในภพอันเป็นทิพย์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป เมื่อทำอันตรายให้ ย่อมชื่อว่าไม่มุ่งอนุเคราะห์เกื้อกูล เมื่อไม่มุ่งอนุเคราะห์เกื้อกูล ย่อมชื่อว่าตั้งจิตเป็นศัตรู เมื่อตั้งจิตเป็นศัตรู ย่อมชื่อว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ผู้ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ เรากล่าวว่ามีคติอย่างใดอย่างหนึ่ง ใน ๒ อย่าง คือ ไม่นรกก็กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน
ศาสดาที่ควรแก่การทักท้วง ๓ ประเภท
{๓๖๐} [๕๑๓] ดูก่อนโลหิจจะ ศาสดา ๓ ประเภทนี้สมควรถูกทักท้วงในโลก และการทักท้วงของผู้ที่ทักท้วงศาสดาเห็นปานนี้ก็จริงแท้ เป็นธรรม ไม่มีโทษ ศาสดา ๓ ประเภทนั้นเป็นไฉน
ดูก่อนโลหิจจะ ศาสดาบางคนในโลกนี้ยังมิได้บรรลุประโยชน์คือ สามัญญคุณที่กุลบุตรออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตต้องการกันเลย แต่ทั้งๆ ที่ไม่ได้บรรลุนั่นแหละ กลับแสดงธรรมสอนสาวกว่า ‘นี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของท่านทั้งหลาย นี้เป็นไปเพื่อความสุขของท่านทั้งหลาย’ เหล่าสาวกของเขาจึงไม่ตั้งใจฟัง ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง และหลีกเลี่ยงประพฤติจากคำสอนของศาสดา เขาควรถูกทักท้วงว่า ‘ท่านผู้มีอายุ ท่านยังมิได้บรรลุประโยชน์คือสามัญญคุณที่กุลบุตรออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตต้องการกันเลย แต่ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้บรรลุนั่นแหละ กลับแสดงธรรมสอนสาวกว่า ‘นี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของท่านทั้งหลาย
นี้เป็นไปเพื่อความสุขของท่านทั้งหลาย’ เหล่าสาวกของท่านนั้นจึงไม่ตั้งใจฟัง ไม่เงี่ย โสตสดับ ไม่ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง และหลีกเลี่ยงประพฤติจากคำสอนของศาสดา มีอุปมาเหมือนบุรุษที่รุกประชิดเข้าหาสตรีที่กำลังถอยหนี หรือบุรุษสวมกอดสตรีที่หันหลังให้ฉะนั้น เรากล่าวข้อเปรียบเทียบนี้ว่าเป็นโลภธรรมที่เป็นบาปเพราะเป็นเหตุให้ถูกทักท้วงว่า ‘ผู้อื่นจักทำอะไรให้แก่ผู้อื่นได้’ดูก่อนโลหิจจะ นี้แลคือศาสดาประเภทที่ ๑ ซึ่งสมควรถูกทักท้วงในโลก และการทักท้วงของผู้ที่ทักท้วงศาสดาประเภทนี้ก็จริงแท้ เป็นธรรม ไม่มีโทษ
- ๑หมายความว่า สอนผู้อื่นด้วยหลักธรรมใด ควรทำตนให้เข้าถึงหลักธรรมนั้นก่อน จึงจะสามารถทำประไยขน์แก่ผู้อื่นได้ มิฉะนั้นก็จะถูกทักท้วงเช่นนี้ (นัย ที.สี.อ. ๓๓๐)
{๓๖๑} [๕๑๔] ยังอีกข้อหนึ่ง โลหิจจะ ศาสดาบางคนในโลกนี้ยังมิได้บรรลุ ประโยชน์คือสามัญญคุณที่กุลบุตรออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตต้องการกันเลย แต่ทั้งๆ ที่ไม่ได้บรรลุนั่นแหละกลับแสดงธรรมสอนสาวกว่า ‘นี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของท่านทั้งหลาย นี้เป็นไปเพื่อความสุขของท่านทั้งหลาย’ เหล่าสาวกของเขาจึงตั้งใจฟัง เงี่ยโสตสดับ ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง และไม่หลีกเลี่ยงประพฤติจากคำสอนของศาสดา เขาควรถูกทักท้วงว่า ‘ท่านผู้มีอายุ ท่านยังมิได้บรรลุประโยชน์คือสามัญญคุณที่กุลบุตรออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิตต้องการกันเลย แต่ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้บรรลุนั่นแหละกลับแสดงธรรมสอนสาวกว่า ‘นี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของท่านทั้งหลาย
นี้เป็นไปเพื่อความสุขของท่านทั้งหลาย’ เหล่าสาวกของท่านนั้นจึงตั้งใจฟัง เงี่ยโสตสดับ ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง และไม่หลีกเลี่ยงประพฤติจากคำสอนของศาสดา มีอุปมาเหมือนบุคคลละเลยนาของตนเสีย ไปสำคัญเห็นนาของผู้อื่นว่าตนควรบำรุงฉะนั้น เรากล่าวข้อเปรียบเทียบนี้ว่าเป็นโลภธรรมที่เป็นบาป เพราะเป็นเหตุให้ถูกทักท้วงว่า ‘ผู้อื่นจักทำอะไรให้แก่ผู้อื่นได้’ดูก่อนโลหิจจะ นี้แลคือศาสดาประเภทที่ ๒ ซึ่งสมควรถูกทักท้วงในโลก และการทักท้วงของผู้ที่ทักท้วงศาสดาประเภทนี้ก็จริงแท้ เป็นธรรมไม่มีโทษ”
{๓๖๒} [๕๑๕] ยังอีกข้อหนึ่ง โลหิจจะ ศาสดาบางคนในโลกนี้ได้บรรลุประโยชน์คือสามัญญคุณที่กุลบุตรออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตต้องการกันแล้ว ครั้นได้บรรลุประโยชน์คือสามัญญคุณนั้นแล้ว ก็แสดงธรรมสอนสาวกว่า ‘นี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของท่านทั้งหลาย นี้เป็นไปเพื่อความสุขของท่านทั้งหลาย’ แต่เหล่าสาวกของเขากลับไม่ตั้งใจฟัง ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง และหลีกเลี่ยงประพฤติจากคำสอนของศาสดา เขาควรถูกทักท้วงว่า ‘ท่านผู้มีอายุ ท่านได้บรรลุประโยชน์คือสามัญญคุณที่กุลบุตรออก จากเรือนบวชเป็นบรรพชิตต้องการกันแล้ว ครั้นได้บรรลุประโยชน์คือสามัญญคุณนั้นแล้ว ก็แสดงธรรมสอนสาวกว่า ‘นี้เป็นไปเพื่อประโยชน์
ของท่านทั้งหลาย นี้เป็นไปเพื่อความสุขของท่านทั้งหลาย’ แต่เหล่าสาวก ของท่านกลับไม่ตั้งใจฟัง ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง และหลีกเลี่ยงประพฤติจากคำสอนของศาสดา มีอุปมาเหมือนบุคคลตัดเครื่องจองจำออกได้แล้ว กลับไปสร้างเครื่องจองจำขึ้นใหม่ฉะนั้น เรากล่าวข้อเปรียบเทียบนี้ว่าเป็นโลภธรรมที่เป็นบาป เพราะเป็นเหตุให้ถูกทักท้วงว่า ‘ผู้อื่นจักทำอะไรให้แก่ผู้อื่นได้’ดูก่อนโลหิจจะ นี้แลคือศาสดาประเภทที่ ๓ ซึ่งสมควรถูกทักท้วงในโลก และการทักท้วงของผู้ที่ทักท้วงศาสดาประเภทนี้ก็จริงแท้ เป็นธรรมไม่มีโทษ”
ศาสดาที่ไม่ควรทักท้วง
{๓๖๓} [๕๑๖] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว โลหิจจพราหมณ์ได้กราบทูลถามว่า ‘ท่านพระโคดม ก็ศาสดาบางท่านที่ไม่ควรถูกทักท้วงในโลกมีบ้างไหม”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “มี โลหิจจะ”
“ท่านพระโคดม ก็ศาสดาที่ไม่สมควรถูกทักท้วงในโลก เป็นไฉน
“ดูก่อนโลหิจจะ <*>ตถาคตอุบัติมาในโลกนี้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ไปดีแล้ว รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม ตถาคตนั้นทราบประจักษ์โลกนี้ ตลอดทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองแล้วสอนหมู่
- ๑ข้อทักท้วงที่ ๓ นี้หมายความว่า เมื่อสอนไม่ถูกกาลคือสาวกไม่พร้อมจะรับคำสอน ผู้สอนแม้จะบรรลุหลักธรรมที่สอนนั้นแล้วก็ไม่สามารถทำประโยชน์อะไรแก่สาวกได้ จึงควรอยู่อย่างผู้ขวนขวายน้อย รอความพร้อมของสาวก มิฉะนั้นก็จะถูกทักท้วงเช่นนี้ (นัย ที.สี.อ. ๓๓๐)
- ข้อความตั้งแต่นี้จนจบข้อ ๕๑๖ มีเนี้อหาเหมือนในสามัญญผลสูตร ข้อ ๑๙๐-๒๔๙ หน้า ๙๓-๑๒๑ ของเล่มนี้ พึงดูเชิงอรรถเฉพาะคำในสามัญญผลสูตรนั้น
สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทพ และมนุษย์ให้รู้ตามด้วย แสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริบูรณ์ครบถ้วน
คฤหบดี บุตรคฤหบดี หรือผู้เกิดมาภายหลังในตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ได้ฟังธรรมนั้นเข้า ครั้นฟังแล้วได้ศรัทธาในตถาคต เพราะได้ศรัทธาเขาย่อมเห็นตระหนักว่า ‘ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาเป็น ทางปลอดโปร่ง การที่บุคคลผู้อยู่ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้ บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยส่วนเดียวดุจสังข์ขัด มิใช่ทำได้ง่าย ถ้ากระไร เราพึงปลงผมและหนวดนุ่งห่มผ้าย้อมฝาดออกบวชเป็นบรรพชิต’สมัยต่อมา เขาละกองโภคสมบัติน้อยใหญ่ ละเครือญาติน้อยใหญ่ ปลงผมและหนวดนุ่งห่มผ้าย้อมฝาดออกบวชเป็นบรรพชิต
เมื่อบวชแล้วเขาสำรวมระวังในพระปาติโมกข์อยู่ ถึงพร้อมด้วยมารยาทและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษแม้เพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรมที่เป็นกุศล มีอาชีวะบริสุทธิ์ ถึงพร้อมด้วยศีล คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นผู้สันโดษ
<*>จุลศีล
ดูก่อนโลหิจจะ อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล
๑. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางอาชญา วางศัสตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่
- จุลศีล มัชณิมศีล และมหาศีล ในส่วนของเชิงอรรถเฉพาะคำ พึงดูพรหมชาลสูตร ข้อ ๗-๒๗ หน้า ๔-๑๕ ของเล่มนี้
๒. เธอละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่เป็นขโมย เป็นผู้สะอาดอยู่
๓. เธอละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกล เว้นขาดจากเมถุนอันเป็นกิจของชาวบ้าน
๔. เธอละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ พูดแต่คำสัตย์ ดำรงรักษาคำสัตย์ มีถ้อยคำเป็นหลักฐาน ควรเชื่อได้ ไม่พูดลวงโลก
๕. เธอละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียด ฟังความจากข้างนี้แล้วไม่ไปบอกข้างโน้นเพื่อให้คนพวกนี้แตกกัน หรือฟังความจากข้างโน้นแล้วไม่มาบอกข้างนี้เพื่อให้คนพวกโน้นแตกกัน สมานคนที่แตกกันแล้วบ้าง ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้าง ชื่นชม ยินดี เพลิดเพสินต่อคนที่สมัครสมานสามัคคีกัน กล่าวแต่คำที่ทำให้คนสามัคคีกัน๖. เธอละคำหยาบ เว้นขาดจากคำหยาบ กล่าวแต่คำที่ไม่มีโทษ ไพเราะหู ชวนให้รัก จับใจ เป็นคำของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่พอใจ
๗. เธอละคำเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล พูดแต่คำที่เป็นจริง พูดอิงอรรถ อิงธรรม อิงวินัย พูดแต่คำมีหลักฐาน มีที่อ้างอิง มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์ตามกาลอันควร
๘. เธอเว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม
๙. เธอฉันหนเดียว เว้นการฉันในราตรี งดจากการฉันในเวลาวิกาล
๑๐. เธอเว้นขาดจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล๑๑. เธอเว้นขาดจากการทัดทรง ประดับ และตบแต่งร่างกายด้วย ดอกไม้ ของหอม และเครื่องประทินผิวอันเป็นลักษณะแห่งการแต่งตัว
๑๒. เธอเว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่
๑๓. เธอเว้นขาดจากการรับทองและเงิน
๑๔. เธอเว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ
๑๕. เธอเว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ
๑๖. เธอเว้นขาดจากการรับสตรีและกุมารี
๑๗. เธอเว้นขาดจากการรับทาสหญิงและทาสชาย
๑๘. เธอเว้นขาดจากการรับแพะและแกะ
๑๙. เธอเว้นขาดจากการรับไก่และสุกร
๒๐. เธอเว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา
๒๑. เธอเว้นขาดจากการรับไร่นาและที่สวน
๒๒. เธอเว้นขาดจากการเป็นตัวแทนและการสื่อสาร
๒๓. เธอเว้นขาดจากการซื้อการขาย
๒๔. เธอเว้นขาดจากการโกงด้วยตาชั่ง การโกงด้วยของปลอม และการโกงด้วยเครื่องตวงวัด๒๕. เธอเว้นขาดจากการตลบตะแลง การฉ้อโกง การล่อลวง และการปลอมแปลง๒๖. เธอเว้นขาดจากการตัด การฆ่า การจองจำ การตีชิง การปล้น และการข่มขู่ดูก่อนโลหิจจะ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง
มัชฌิมศีล
๑. เธอเว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังพรากพืชคามและภูตคามเห็นปานนี้อีก คือ พืชเกิดจากเหง้า พืชเกิดจากลำต้น พืชเกิดจากผล พืชเกิดจากยอด เป็นห้าทั้งพืชเกิดจากเมล็ด แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง
๒. เธอเว้นขาดจากการบริโภคของที่ทำการสะสมไว้ เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังบริโภคของที่ทำการสะสมไว้เห็นปานนี้อีก คือ สะสมข้าว สะสมนํ้า สะสมผ้า สะสมยานพาหนะ สะสมที่นอน สะสมเครื่องประทิน สะสมของหอม สะสมอามิส แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง
๓. เธอเว้นขาดจากการดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศลเห็นปานนี้ คือ การฟ้อน การขับร้อง การประโคม มหรสพมีการรำเป็นต้น การเล่านิทาน การเล่นปรบมือ การเล่นปลุกผี การเล่นตีกลอง ฉากภาพบ้านเมืองที่สวยงาม การเล่นของคนจัณฑาล การเล่นไม้สูง การเล่นหน้าศพ ชนช้าง แข่งม้า ชนกระบือ ชนโค ชนแพะ ชนแกะ ชนไก่ ประกวดนกกระทา รำกระบี่กระบอง มวยหมัด มวยปลํ้า การรบ การตรวจพล การจัดกระบวนทัพ กองทัพ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง๔. เธอเว้นขาดจากการขวนขวายเล่นการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายเล่นการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเห็นปานนี้ คือ เล่นหมากรุกแถวละแปดตา แถวละสิบตา เล่นหมากเก็บ เล่นดวด เล่นหมากไหว เล่นโยนบ่วง เล่นไม้หึ่ง เล่นกำทาย เล่นสะกา
เล่นเป่าใบไม้ เล่นไถเล็กๆ เล่นหกคะเมน เล่นกังหัน เล่นตวงทราย เล่นรถเล็กๆ เล่นธนูเล็กๆ เล่นทายอักษร เล่นทายใจ เล่นเลียนคนพิการ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง
๕. เธอเว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่เห็นปานนี้ คือ เตียงมีเท้าสูงเกินขนาด เตียงมีเท้าเป็นรูปสัตว์ร้าย พรมขนสัตว์ เครื่องลาดขนแกะวิจิตรด้วยลวดลาย เครื่องลาดขนแกะสีขาว เครื่องลาดมีลวดลายเป็นช่อดอกไม้ เครื่องลาดที่ยัดนุ่น เครื่องลาดขนแกะวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้ายเช่นสิงโตและเสือ เครื่องลาดขนแกะมีขนสองด้าน เครื่องลาดขนแกะมีขนด้านเดียว เครื่องลาดทองและเงินแกมไหม เครื่องลาดไหมขลิบทองและเงิน เครื่องลาดขนแกะจุนางรำได้ ๑๖ คน เครื่องลาดหลังช้าง เครื่องลาดหลังม้า
เครื่องลาดในรถ เครื่องลาดที่ทำด้วยหนังเสือ เครื่องลาดอย่างดีทำด้วยหนังชะมด เครื่องลาดมีเพดาน เครื่องลาดมีหมอนสองข้าง แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง๖. เธอเว้นขาดจากการประกอบการประดับตบแต่งร่างกายอันเป็นลักษณะแห่งการแต่งตัว เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภค โภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายประดับตบแต่งร่างกายอันเป็นลักษณะแห่งการแต่งตัวเห็นปานนี้ คือ อบตัว ไคลอวัยวะ อาบนํ้าหอม นวด ส่องกระจก แต้มตา ทัดดอกไม้ ผัดหน้า ทาปาก ประดับข้อมือ สวมเกี้ยว ใช้ไม้ถือ ใช้กล้องยา ใช้ดาบ ใช้มีดสองคม ใช้ร่ม สวมรองเท้าอันสวยงาม ติดกรอบหน้า ปักปิ่น ใช้พัดและแส้หางจามรี นุ่งห่มผ้าขาว นุ่งห่มผ้าปล่อยชาย แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง
๗. เธอเว้นขาดจากดิรัจฉานกถา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบดิรัจฉานกถา
เห็นปานนี้ คือ พูดคุยเรื่องพระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอำมาตย์ เรื่องกองทัพ เรื่องภัย เรื่องการรบ เรื่องข้าว เรื่องนํ้า เรื่องผ้า เรื่องที่นอน เรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องยาน เรื่องบ้าน เรื่องนิคม เรื่องนคร เรื่องชนบท เรื่องสตรี เรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้าหาญ เรื่องตรอก เรื่องท่านํ้า เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก เรื่องทะเล เรื่องความเจริญและความเสื่อม แม้ข้อนี้กึเป็นศีลของเธอประการหนึ่ง
๘. เธอเว้นขาดจากการกล่าวถ้อยคำแก่งแย่งกัน เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังกล่าวถ้อยคำแก่งแย่งกันเห็นปานนี้ คือ ‘ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ ข้าพเจ้าซิรู้ทั่วถึง ท่านจักรู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ได้อย่างไร ท่านปฏิบัติผิด ข้าพเจ้าซิปฏิบัติถูก ถ้อยคำของข้าพเจ้าเป็นประโยชน์ ของท่านไม่เป็นประโยชน์ คำที่ควรจะกล่าวก่อนท่านกลับกล่าวภายหลัง คำที่ควรจะกล่าวภายหลัง ท่านกลับกล่าวก่อน ข้อที่ท่านเคยช่ำชองมาบัดนี้ผันแปรไปแล้ว ข้าพเจ้าจับผิดวาทะของท่านได้แล้ว ข้าพเจ้าข่มท่านได้แล้ว ท่านจงถอนวาทะเสีย หรือมิฉะนั้นจงแก้ไขเสีย ถ้าสามารถ’ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง๙. เธอเว้นขาดจากการรับเป็นตัวแทนและการสื่อสาร เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายการรับเป็นตัวแทนและการสื่อสารเห็นปานนี้ คือ รับสื่อสารให้พระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา กษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี และกุมารว่า ‘ท่านจงไปในที่นี้ ท่านจงไปในที่โน้น ท่านจงนำเอาสิ่งนี้ไป ท่านจงนำเอาสิ่งนี้ในที่โน้นมา’ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง
๑๐. เธอเว้นขาดจากการพูดหลอกลวงและการพูดเลียบเคียง เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังพูดหลอกลวง พูดเลียบเคียง พูดหว่านล้อม พูดและเล็ม แสวงหาลาภด้วยลาภ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง
มหาศีล
๑. เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทำนายอวัยวะ ทำนายตำหนิ ทำนายลางดีลางร้าย ทำนายฝัน ทำนายลักษณะ ทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต วิชาหมอดูอวัยวะ วิชาดูพื้นที่ วิชาการปกครอง วิชาปลุกเสก วิชาหมอผี วิชาลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน วิชาหมองู วิชาหมอยาพิษ
วิชาหมอแมงป่อง วิชารักษาแผลหนูกัด วิชาทำนายเสียงนก วิชาทำนายเสียงกา เป็นหมอทำนายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอทำนายเสียงสัตว์ แม้ข้อนี้ ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง๒. เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทำนายลักษณะแก้วมณี ลักษณะไม้พลอง ลักษณะผ้า ลักษณะศัสตรา ลักษณะดาบ ลักษณะศร ลักษณะธนู ลักษณะอาวุธ ลักษณะสตรี ลักษณะบุรุษ ลักษณะกุมาร ลักษณะกุมารี ลักษณะทาสชาย ลักษณะทาสหญิง ลักษณะช้าง ลักษณะม้า ลักษณะกระบือ ลักษณะโคอุสภะ ลักษณะโค ลักษณะ แพะ ลักษณะแกะ ลักษณะไก่ ลักษณะนกกระทา ลักษณะเหี้ย ลักษณะตุ่น ลักษณะเต่า ลักษณะมฤค แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง๓. เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ดูฤกษ์ยาตราทัพ
ว่า ‘พระราชาจักเสด็จออก พระราชาจักไม่เสด็จออก พระราชาภายในพระนครจักยกเข้าประชิด พระราชาภายนอกพระนครจักถอย พระราชาภายนอกพระนครจักยกเข้าประชิด พระราชาภายในพระนครจักถอย พระราชาภายในพระนครจักมีชัย พระราชาภายนอกพระนครจักปราชัย พระราชาภายนอกพระนครจักมีชัย พระราชาภายในพระนครจักปราชัย พระราชาพระองค์นี้จักมีชัย พระราชาพระองค์นี้จักปราชัยเพราะเหตุนี้ๆ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง
๔. เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ พยากรณ์ว่า ‘จักมีจันทรคราส จักมีสุริยคราส จักมีนักษัตรคราส ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักโคจรถูกทาง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักโคจรผิดทาง ดาวนักษัตรจักโคจร ถูกทาง ดาวนักษัตรจักโคจรผิดทาง จักมีอุกกาบาต จักมีดาวหาง จักมีแผ่นดินไหว จักมีฟ้าร้อง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักขึ้น จักตก จักมัวหมอง จักกระจ่าง จันทรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ สุริยคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ นักษัตรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้
ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์โคจรถูกทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์โคจรผิดทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดาวนักษัตรโคจรถูกทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดาวนักษัตรโคจรผิดทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ มีอุกกาบาตจักมีผลเป็นอย่างนี้ มีดาวหางจักมีผลเป็นอย่างนี้ แผ่นดินไหวจักมีผลเป็นอย่างนี้ ฟ้าร้องจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรขึ้น ตก มัวหมอง กระจ่าง จักมีผลเป็นอย่างนี้’ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง๕. เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ พยากรณ์ว่า ‘จักมี
ฝนดี จักมีฝนแล้ง จักมีภักษาหาได้ง่าย จักมีภักษาหาได้ยาก จักมีความร่มเย็น จักมีภัย จักเกิดโรค จักมีความสำราญหาโรคมิได้’ หรือคำนวณฤกษ์ยาม คำนวณดวงชะตา จับยาม แต่งคำทำนาย และโลกายตศาสตร์ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง
๖. เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชา เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ให้ฤกษ์อาวาหมงคล ฤกษ์วิวาหมงคล ดูฤกษ์เรียงหมอน ดูฤกษ์หย่าร้าง ดูฤกษ์เก็บทรัพย์ ดูฤกษ์จ่ายทรัพย์ ดูโชคดี ดูเคราะห์ร้าย ให้ยาผดุงครรภ์ ร่ายมนต์ทำ ให้ลิ้นแข็ง ทำให้คางแข็ง ทำให้มือสั่น ทำให้หูไม่ได้ยินเสียง เป็นหมอดูทางกระจกวิเศษ ใช้หญิงสาวเป็นร่างทรง ใช้หญิงประจำเทวาลัยเป็นร่างทรง บวงสรวงดวงอาทิตย์ บวงสรวงท้าวมหาพรหม ร่ายมนต์พ่นไฟ ทำพิธีเชิญขวัญ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง๗.
เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทำพิธีบนบาน ทำพิธีแก้บน ร่ายมนต์ขับผี สอนมนต์ป้องกันบ้านเรือน ทำกะเทยให้เป็นชาย ทำชายให้เป็นกะเทย ทำพิธีปลูกเรือน ทำพิธีบวงสรวงพื้นที่ พ่นนํ้ามนต์ รดน้ำมนต์ ทำพิธีบูชาไฟ ปรุงยาสำรอก ปรุงยาถ่าย ปรุงยาแก้โรคลมตีขึ้นเบื้องบน ปรุงยาแก้โรคลมตีลงเบื้องล่าง ปรุงยาแก้ปวดศีรษะ หุงน้ำมันหยอดหู ปรุงยาหยอดตา ปรุงยานัตถุ์ ปรุงยาเย็น ป้ายยาตา ทำการผ่าตัด รักษาเด็ก ใส่ยา ชะแผล แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่งดูก่อนโลหิจจะภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้ย่อมไม่ประสบภัยแต่ที่ไหน ๆ คือ จากสีลสังวร เปรียบเหมือนพระราชามหากษัตริย์ผู้ได้มูรธาภิเษก กำจัดราชศัตรูได้แล้ว ย่อมไม่ประสบภัยแต่ที่ไหน ๆ คือ จากราชศัตรู ดูก่อน
โลหิจจะ ภิกษุก็ฉันนั้นนั่นแล สมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้แล้ว ย่อมไม่ประสบภัยแต่ที่ไหน ๆ จากสีลสังวรนั้น ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยอริยสีลขันธ์นี้ ย่อมได้เสวยสุขอันปราศจากโทษในภายใน ดูก่อนโลหิจจะ ด้วยประการดังกล่าว มานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล
อินทรียสังวร
ดูก่อนโลหิจจะ อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่าผู้ประกอบด้วยอินทรียสังวร
ดูก่อนโลหิจจะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยจักษุแล้วไม่รวบถือรวมๆ ไม่แยกถือเป็นส่วนๆ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็นเหตุให้อุกศลธรรมอันเลวทรามคืออภิชฌาและโทมนัส ครอบงำได้ ชื่อว่ารักษาจักขุนทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ภิกษุฟังเสียงด้วยโสตะ ... สูดดมกลิ่นด้วยฆานะ ... ลิ้มรสด้วยชิวหา ... ถูกต้อง โผฏฐัพพะด้วยกาย ... รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยมโนแล้วไม่รวบถือรวม ๆ ไม่แยก ถือเป็นส่วน ๆ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อุกศลธรรมอันเลวทรามคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ชื่อว่ารักษามนินทรีย์ ชื่อว่าสำรวมในมนินทรีย์ ภิกษุผู้ประกอบด้วยอินทรียสังวรอันเป็นอริยะเช่นนี้ ย่อมได้เสวยสุขอันไม่ระคนด้วยกิเลสในภายใน ดูก่อนโลหิจจะ ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยอินทรียสังวร แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์
สติสัมปชัญญะ
ดูก่อนโลหิจจะ อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ
ดูก่อนโลหิจจะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมทำความรู้สึกตัวในการก้าว ในการถอย ในการแล ในการเหลียว ในการคู้เข้า ในการเหยียดออก ในการทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวร ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม
ในการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการเดิน การยืน การ นั่ง การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง ดูก่อนโลหิจจะ ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์
สันโดษ
ดูก่อนโลหิจจะ อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ
ดูก่อนโลหิจจะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรพอคุ้มกาย ด้วยบิณฑบาตพออิ่มท้อง เธอจะไปไหนมาไหนก็นำไปเท่านั้น ดูก่อนโลหิจจะ สกุณปักษีจะบินไปไหนมาไหนก็มีภาระเพียงปีกของตัวบินไป ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรพอคุ้มกาย ด้วยบิณฑบาตพออิ่มท้อง เธอจะไปไหนมาไหนก็นำไปเท่านั้น ดูก่อนโลหิจจะ ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์ละนิวรณ์
ดูก่อนโลหิจจะ ภิกษุนั้นประกอบด้วยอริยสีลขันธ์ อริยอินทรียสังวร อริยสติสัมปชัญญะ และอริยสันโดษเช่นนี้แล้ว พักอาศัยเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถํ้า ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง เธอ กลับจากบิณฑบาตหลังฉันภัตตาหารแล้ว นั่งขัดสมาธิ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า
เธอละอภิชฌาความเพ่งเล็งในโลกแล้ว ย่อมมีใจปราศจากอภิชฌาอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชฌาได้ ละความประทุษร้ายคือพยาบาท แล้วย่อมไม่คิดพยาบาท มีความกรุณาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความประทุษร้ายคือพยาบาทได้ ละถีนมิทธะแล้ว ย่อมเป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะ มีความกำหนดหมายอยู่ที่แสงสว่าง มีสติสัมปชัญญะอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะได้ ละอุทธัจจกุกกจจะ
แล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบในภายในอยู่ ยอมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจกุกกุจจะได้ ละวิจิกิจฉาแล้ว ย่อมเป็นผู้ข้ามวิจิกิจฉาได้ ไม่มีความคลางแคลงในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉาได้ดูก่อนโลหิจจะ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ประการเหล่านี้ที่ยังละไม่ได้ในตนเหมือนหนี้ เหมือนโรค เหมือนเรือนจำ เหมือนความเป็นทาส เหมือนทางไกลกันดาร
และเธอย่อมพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ประการที่ละได้แล้วในตนเหมือนความไม่มีหนี้ เหมือนความไม่มีโรค เหมือนการพ้นโทษออกจากเรือนจำ เหมือนความเป็นไทแก่ตน เหมือนภูมิสถานอันร่มเย็นเมื่อเธอพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ เหล่านี้ที่ละได้แล้วในตน ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อปราโมทย์แล้ว ย่อมเกิดปีติ เมื่อมีปีติในใจ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบแล้ว ย่อมได้เสวยสุข เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น
ฌาน ๔
๑. ปฐมฌาน
เธอสงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌานที่มีวิตกมีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่
ดูก่อนโลหิจจะ สาวกบรรลุคุณวิเศษอันโอฬารเห็นปานนี้ได้ในศาสดาใด ศาสดานี้แลไม่สมควรถูกทักท้วงในโลก และการทักท้วงศาสดาเห็นปานนี้นั้นก็ไม่จริง ไม่แท้ ไม่เป็นธรรม ประกอบด้วยโทษ
๒. ทุติยฌาน
ยังอีกข้อหนึ่ง โลหิจจะ ภิกษุบรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจารเพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติ และสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่
ดูก่อนโลหิจจะ สาวกบรรลุคุณวิเศษอันโอฬารเห็นปานนี้ได้ในศาสดาใด ศาสดานี้แลไม่สมควรถูกทักท้วงในโลก และการทักท้วงศาสดา เห็นปานนี้นั้นก็ไม่จริง ไม่แท้ ไม่เป็นธรรม ประกอบด้วยโทษ
๓. ตติยฌาน
ยังอีกข้อหนึ่ง โลหิจจะ ภิกษุมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ‘ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข’ ดังนี้อยู่
ดูก่อนโลหิจจะ สาวกบรรลุคุณวิเศษอันโอฬารเห็นปานนี้ได้ในศาสดาใด ศาสดานี้แลไม่สมควรถูกทักท้วงในโลก และการทักท้วงศาสดา เห็นปานนี้นั้นก็ไม่จริง ไม่แท้ ไม่เป็นธรรม ประกอบด้วยโทษ
๔. จตุตถฌาน
ยังอีกข้อหนึ่ง โลหิจจะ ภิกษุบรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา เพราะละสุขละทุกข์ได้และเพราะโสมนัสโทมนัสดับไปก่อนแล้วอยู่
ดูก่อนโลหิจจะ สาวกบรรลุคุณวิเศษอันโอฬารเห็นปานนี้ได้ในศาสดาใด ศาสดานี้แลไม่สมควรถูกทักท้วงในโลก และการทักท้วงศาสดาเห็นปานนี้นั้นก็ไม่จริง ไม่แท้ ไม่เป็นธรรม ประกอบด้วยโทษ
วิชชา ๘
๑. วิปัสสนาญาณ
ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อญาณทัสสนะ เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘กายของเรานี้แลมีรูปร่างประกอบขึ้นจากมหาภูตรูป ๔ เกิดแต่มารดาบิดา เติบโตขึ้นด้วยข้าวสุกและ
ขนมสด ไม่เที่ยง ต้องอบต้องนวดฟั้น มีอันทำลายกระจัดกระจายไปเป็นธรรมดา และวิญญาณของเรานี้ก็อาศัยอยู่ในกายนี้เนื่องอยู่ในกายนี้
ดูก่อนโลหิจจะ สาวกบรรลุคุณวิเศษอันโอฬารเห็นปานนี้ได้ในศาสดาใด ศาสดานี้แลไม่สมควรถูกทักท้วงในโลก และการทักท้วงศาสดา เห็นปานนี้นั้นก็ไม่จริง ไม่แท้ ไม่เป็นธรรม ประกอบด้วยโทษ
๒. มโนมยิทธิญาณ
ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อเนรมิตรูปอันเกิดแต่ใจ คือ เนรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง
ดูก่อนโลหิจจะ สาวกบรรลุคุณวิเศษอันโอฬารเห็นปานนี้ได้ในศาสดาใด ศาสดานี้แลไม่สมควรถูกทักท้วงในโลก และการทักท้วงศาสดา เห็นปานนี้นั้นก็ไม่จริง ไม่แท้ ไม่เป็นธรรม ประกอบด้วยโทษ
๓. อิทธิวิธญาณ
ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออิทธิวิธี เธอบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือ คนเดียวทำให้เป็น หลายคนก็ได้ หลายคนทำให้เป็นคนเดียวก็ได้ จะปรากฏตัวหรือหายตัว ทะลุฝา ทะลุกำแพง ทะลุภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้น ดำลงในแผ่นดินเหมือนในนํ้าก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ นั่งขัดสมาธิเหาะไปในอากาศเหมือนสกุณปักษีก็ได้ ใช้ฝ่ามือลูบคลำดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมากก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดถึงพรหมโลกก็ได้
ดูก่อนโลหิจจะ สาวกบรรลุคุณวิเศษอันโอฬารเห็นปานนี้ได้ในศาสดาใด ศาสดานี้แลไม่สมควรถูกทักท้วงในโลก และการทักท้วงศาสดาเห็นปานนี้นั้นก็ไม่จริง ไม่แท้ ไม่เป็นธรรม ประกอบด้วยโทษ
๔. ทิพพโสตธาตุญาณ
ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อทิพพโสตธาตุ เธอย่อมได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือ เสียงทิพย์และ เสียงมนุษย์ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ได้ด้วยทิพพโสตธาตุอันบริสุทธิ์ล่วงโสตวิสัยของมนุษย์
ดูก่อนโลหิจจะ สาวกบรรลุคุณวิเศษอันโอฬารเห็นปานนี้ได้ในศาสดาใด ศาสดานี้แลไม่สมควรถูกทักท้วงในโลก และการทักท้วงศาสดา เห็นปานนี้นั้นก็ไม่จริง ไม่แท้ ไม่เป็นธรรม ประกอบด้วยโทษ
๕. เจโตปริยญาณ
ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อเจโตปริยญาณเธอย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นได้ ด้วยใจ คือ จิตมีราคะก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ก็รู้ว่าจิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่านก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหัคคตะก็รู้ว่าจิตเป็นมหัคคตะ หรือจิตไม่เป็นมหัคคตะก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหัคคตะ จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้นก็รู้ว่าจิตหลุดพ้นหรือจิต ไม่หลุดพ้นก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น
ดูก่อนโลหิจจะ สาวกบรรลุคุณวิเศษอันโอฬารเห็นปานนี้ได้ในศาสดา ใด ศาสดานี้แลไม่สมควรถูกทักท้วงในโลก และการทักท้วงศาสดา เห็นปานนี้นั้นก็ไม่จริง ไม่แท้ ไม่เป็นธรรม ประกอบด้วยโทษ
๖. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ เธอย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกชาติได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏวิวัฎฎกัปเป็นอันมากบ้าง ว่า ‘ในภพโน้นเราได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น
เสวยสุขทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพโน้นนั้นเราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพโน้นนั้นแล้วจึงได้มาเกิดในภพนี้’ เธอระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมากพร้อมทั้งอาการ (คือวรรณะเป็นต้น) พร้อมทั้งอุเทศ(คือชื่อและโคตร) ด้วยประการฉะนี้ดูก่อนโลหิจจะ สาวกบรรลุคุณวิเศษอันโอฬารเห็นปานนี้ได้ในศาสดาใด ศาสดานี้แลไม่สมควรถูกทักท้วงในโลก และการทักท้วงศาสดา เห็นปานนี้นั้นก็ไม่จริง ไม่แท้ ไม่เป็นธรรม ประกอบด้วยโทษ
๗. ทิพพจักขุญาณ
ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อม
จิตไปเพื่อญาณเครื่องรู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมได้ว่า ‘หมู่สัตว์เหล่านี้หนอประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ว่าร้ายพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ หมู่สัตว์เหล่านั้นหลังจากตายไป จึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก’ หรือว่า ‘หมู่สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ว่าร้ายพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ หมู่สัตว์เหล่านั้นหลังจากตายไป จึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์’ เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ เธอย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมได้ด้วยประการฉะนี้ดูก่อนโลหิจจะ สาวกบรรลุคุณวิเศษอันโอฬารเห็นปานนี้ได้ในศาสดาใด ศาสดานี้แลไม่สมควรถูกทักท้วงในโลก และการทักท้วงศาสดา เห็นปานนี้นั้นก็ไม่จริง ไม่แท้ ไม่เป็นธรรม ประกอบด้วยโทษ
๘. อาสวักขยญาณ
ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา’ เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นแม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่ จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก’
ดูก่อนโลหิจจะ สาวกบรรลุคุณวิเศษอันโอฬารเห็นปานนี้ได้ในศาสดา
ใด ศาสดานี้แลไม่สมควรถูกทักท้วงในโลก และการทักท้วงศาสดาเห็นปานนี้นั้นก็ไม่จริง ไม่แท้ ไม่เป็นธรรม ประกอบด้วยโทษ”
โลหิจจพราหมณ์แสดงตนเป็นอุบาสก
{๓๖๔} [๕๑๗] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว โลหิจจพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่ท่านพระโคดม ข้าพระองค์กำลังจะตกลงไปในเหวคือนรก ท่านพระโคดมได้ช่วยฉุดให้ยืนจนพ้นปากเหว เหมือนบุรุษคนหนึ่งคว้าผมของบุรุษอีกคนหนึ่งซึ่งกำลังจะตกเหวไว้แล้ว ฉุดขึ้นให้ยืนจนพ้นปากเหวฉะนั้น ข้าแต่ท่านพระโคดม พระภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่ท่านพระโคดม พระภาษิตของพระองค์ไพเราะยิ่งนัก ท่านพระโคดมทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ ดังนี้ ข้าแต่ท่านพระโคดม ข้าพระองค์นี้ขอถึงท่านพระโคดม พร้อมทั้งพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระโคดมผู้เจริญได้โปรดทรงจำข้าพระองค์ ไว้ว่าเป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะจำเดิมตั้งแต่วันนี้เป็นต้น ไป” ฉะนี้แล
จบ โลหิจจสูตรที่ ๑๒
๑๓. เตวิชชสูตร
ว่าด้วยเรื่องพราหมณ์ผู้ได้ไตรเพท
{๓๖๕} [๕๑๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกอยู่ในแคว้นโกศล พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ได้เสด็จถึงหมู่บ้านพราหมณ์ของชาวโกศลชื่อว่ามนสากตะ ได้ยินว่า ในเวลานั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ อัมพวัน ริมฝั่งแม่นํ้าอจิรวดี ทิศเหนือแห่งมนสากตคาม{๓๖๖} [๕๑๙] สมัยนั้น พราหมณ์มหาศาลผู้มีชื่อเสียงอาศัยอยู่ในมนสากตคามมากด้วยกัน คือ วังกีพราหมณ์ ตารุกขพราหมณ์ โปกขรสาติพราหมณ์ ชาณุสโสณีพราหมณ์ โตเทยยพราหมณ์ และพราหมณ์มหาศาลผู้มีชื่อเสียงอื่น ๆ อีก[๕๒๐] ครั้งนั้น วาเสฏฐมาณพกับภารทวาชมาณพพากันเดินเล่นอยู่ ได้พูดกันขึ้นถึงเรื่องทางและมิใช่ทาง
วาเสฏฐมาณพพูดขึ้นว่า “ทางที่ท่านโปกขรสาติพราหมณ์บอกไว้นี้เท่านั้นเป็นทางตรง เป็นเส้นทางสำหรับเดิน เป็นทางนำออก นำผู้ดำเนินไปตามทางนั้นให้เป็นสหายของพรหมได้”
- ๑วังกีพราหมณ์ (บางฉบับเป็น จังกีพราหมณ์) อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านโอปาสาทะ ตารุกขพราหมณ์ อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านอิจฉานังคละ โปกขรสาติพราหมณ์เป็นผู้ปกครองเมืองอุกกัฏฐะ ชาณุสโสณีพราหมณ์อาศัยอยู่ที่กรุงสาวัตถี โตเทยยพรหามณ์อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านตุทิ พราหมณ์ทั้งหมดนี้และพราหมณ์อื่น ๆ มาอยู่ชั่วคราวในหมู่บ้านมนสากตคามเพื่อร่วมกันทำการสาธยาย มนต์ (ที.สี.อ. ๓๓๒)
- ๒วาเสฏฐมาณพ เป็นศิษย์ของโปกขรสาติพราหมณ์ ส่วน ภารทวาชพราหมณ์ เป็นศิษย์ของตารุกขพราหมณ์ ทั้งสองเป็นพราหมณ์มีชาติตระกูลสูง เรียนจบไตรเพท (ที.สี.อ. ๓๓๒)
End of ๑๒. โลหิจจสูตร