พระสุตตันตปิฎก · ทีฆนิกาย
๑๑. เกวัฏฏสูตร เล่ม ๙
Text layerBuddha’s wordsItems ๓๓๘–๓๕๐ (Royal Thai)4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เกวัฏฏสูตร (Royal Thai Volume 9 · Mahachula Volume 9 · Mahamakut Volume 12 · Chaloem Phrakiat Volume 9)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 9, pp. 440–465
เกวัฏฏสูตร
ว่าด้วยบุตรคฤหบดีชื่อเกวัฏฏะ
{๓๓๘} [๔๘๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ สวนมะม่วงของปาวาริกคฤหบดี เมืองนาลันทา ครั้งนั้น บุตรของคฤหบดีชื่อเกวัฏฏะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมืองนาลันทานี้เป็นเมืองมั่งคั่งสมบูรณ์ มีผู้คนมากมาย หนาแน่นด้วยผู้คนซึ่งล้วนแต่เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นอย่างยิ่งขอประทานโอกาสเถิดพระเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดบัญชาให้ภิกษุสักรูปหนึ่ง ผู้พอที่จักกระทำอิทธิปาฏิหาริย์อันเป็นธรรมที่ยิ่งยวดของมนุษย์ได้ ด้วยวิธีอย่างนี้ ชาวเมืองนาลันทานี้ก็จักเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นอย่างยิ่ง สุดที่จะประมาณได้”เมื่อเกวัฏฏคฤหบดีบุตรกราบทูลดังนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า “ดูก่อนเกวัฏฏะ เรามิได้แสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายอย่างนี้ว่า ‘มาเถิด ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงกระทำอิทธิปาฏิหาริย์อันเป็นธรรมที่ยิ่งยวดของมนุษย์แก่คฤหัสถ์ผู้นุ่งขาวห่มขาว’ ดังนี้เลย”
[๔๘๒] เกวัฏฏคฤหบดีบุตรได้กราบทูลเป็นครั้งที่ ๒ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์มิได้เจาะจงพระผู้มีพระภาคเจ้า เพียงแต่กราบทูลอย่างนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมืองนาลันทานี้เป็นเมืองมั่งคั่งสมบูรณ์ มีผู้คนมากมาย หนาแน่นด้วยผู้คนซึ่งล้วนแต่เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ขอประทานโอกาสเถิดพระเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดบัญชาให้ภิกษุสักรูปหนึ่งผู้พอที่จักกระทำอิทธิปาฏิหาริย์อันเป็นธรรมที่
ยิ่งยวดของมนุษย์ได้ ด้วยวิธีอย่างนี้ ชาวเมืองนาลันทานี้ก็จักเลื่อมใส ในพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นอย่างยิ่งสุดที่จะประมาณได้”
เกวัฏฏคฤหบดีบุตรก็ได้กราบทูลอย่างนั้นเป็นครั้งที่ ๓ ...
ปาฏิหาริย์ ๓
{๓๓๙} [๔๘๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนเกวัฏฏะ ปาฏิหาริย์ ๓ อย่างนี้ เราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วจึงได้ประกาศให้รู้ ปาฏิหาริย์ ๓ อย่างคืออะไรบ้าง คือ อิทธิปาฏิหาริย์ ๑ อาเทสนาปาฏิหาริย์ ๑ อนุสาสนีปาฏิหาริย์ ๑
๑. อิทธิปาฏิหาริย์
[๔๘๔] ดูก่อนเกวัฏฏะ ก็อิทธิปาฏิหาริย์เป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือ คนเดียวทำให้เป็นหลายคนก็ได้ หลายคนทำให้เป็นคนเดียวก็ได้ จะปรากฏตัวหรือหายตัวทะลุฝา ทะลุ กำแพง ทะลุภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในนํ้าก็ได้ เดินบนนํ้าไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ นั่งขัดสมาธิเหาะไปในอากาศเหมือนสกุณปักษีก็ได้ ใช้ฝ่ามือลูบคลำดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมากก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดถึงพรหมโลกก็ได้เพราะเหตุดังนี้นั้น คนผู้หนึ่งที่มีศรัทธาเลื่อมใสเห็นภิกษุนั้นบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือ คนเดียวทำให้เป็นหลายคนก็ได้ ... ใช้อำนาจทางกายไปตลอดถึงพรหมโลกก็ได้ ก็จะบอกแก่ผู้ที่ไม่ศรัทธาไม่เลื่อมใสคนใดคนหนึ่งว่า ‘อัศจรรย์จริงหนอ ท่าน น่าแปลกใจจริงหนอ ท่าน ที่สมณะ
- ๑อิทธิวิธี การแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ หรือ วิธีแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ
มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ข้าพเจ้าเพิ่งเคยเห็นภิกษุรูปนี้เองบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือ คนเดียวทำให้เป็นหลายคนก็ได้ ... ใช้อำนาจทางกายไปตลอดถึงพรหมโลกก็ได้’
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ที่ไม่มีศรัทธาไม่เลื่อมใสนั้น จะพูดกะผู้มีศรัทธา เลื่อมใสนั้นอย่างนี้ว่า ‘ท่าน มีวิชาอยู่อย่างหนึ่งชื่อว่าคันธาริ ภิกษุรูปนั้นบรรลุอิทธิวิธีหลายประการได้ก็ด้วยวิชาชื่อว่าคันธารินั้น’ดูก่อนเกวัฏฏะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ผู้ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใสนั้น จะพูดอย่างนั้นกะผู้มีศรัทธาเลื่อมใสนั้นไหม”
“พูดแน่ พระเจ้าข้า”
“ดูก่อนเกวัฏฏะ เราเล็งเห็นโทษในอิทธิปาฏิหาริย์อย่างนี้แล จึงเบื่อระอาและรังเกียจเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์”
๒. อาเทสนาปาฏิหาริย์
{๓๔๐} [๔๘๕] “ดูก่อนเกวัฏฏะ ก็อาเทสนาปาฏิหาริย์เป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมทายใจ ทายความรู้สึกในใจ ทายความตรึก ทายความตรองของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นได้ว่า ‘ใจของท่านเป็นอย่างนี้ ใจของท่านเป็นไปโดยอาการนี้ จิตของท่านเป็นดังนี้’เพราะเหตุดังนี้นั้น คนผู้หนึ่งที่มีศรัทธาเลื่อมใส เห็นภิกษุนั้นทายใจ ทายความรู้สึกในใจ ทายความตรึก ทายความตรองของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นได้ว่า ‘ใจของท่านเป็นอย่างนี้ ใจของท่านเป็นไปโดยอาการนี้ จิตของ
- ๑วิชาชื่อว่าคันธาริ คือ วิชาที่ฤๅษีชื่อว่าคันธาระเป็นผู้ทำขึ้น หรือว่าวิชาที่เกิดในแคว้นคันธาระ ซึ่งมีฤๅษีอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และหนึ่งในฤๅษีเหล่านั้นทำวิชานี้ขึ้น (ที.สี.อ. ๓๒๓) ใน คัมภีร์ฎีกากล่าวว่า วิชาคันธารินี้มี ๒ ประเภท คือ จูฬคันธาริ วิชาเป็นเครื่องรู้สถานที่เกิดของเหล่าสัตว์ที่ตายไม่เกิน ๓ ปี และ มหาคันธาริ วิชาที่นอกจากจะรู้สถานที่เกิดของเหล่า สัตว์แล้วยังสามารถแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ได้อีกด้วย (ที.สี.ฏี. ๔๗๐)
ท่านเป็นดังนี้’ก็จะบอกแก่คนที่ยังไม่มีศรัทธาไม่เลื่อมใสคนใดคนหนึ่งว่า ‘อัศจรรย์จริงหนอ ท่าน น่าแปลกใจจริงหนอ ท่าน ทีสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากอย่างนี้ ข้าพเจ้าเพิ่งเคยเห็นภิกษุรูปนี้เองทายใจ ทายความรู้สึกในใจ ทายความตรึก ทายความตรองของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นได้ว่า ‘ใจของท่านเป็นอย่างนี้ ใจของท่านเป็นไปโดยอาการนี้ จิตของท่านเป็นดังนี้’เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ไม่มีศรัทธาเลื่อมใสนั้นจะพูดกะผู้มีศรัทธาเลื่อมใสนั้นอย่างนี้ว่า ‘ท่าน มีวิชาอย่างหนึ่งชื่อว่ามณิกา ภิกษุรูปนั้นทายใจ ทายความรู้สึกในใจ ทายความตรึก ทายความตรองของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นได้ ก็ด้วยวิชาชื่อมณิกานั้น’
ดูก่อนเกวัฏฏะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ผู้ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใสนั้น จะพูดอย่างนั้นกะคนผู้มีศรัทธาเลื่อมใสนั้นไหม”
“พูดแน่ พระเจ้าข้า”
“ดูก่อนเกวัฏฏะ เราเล็งเห็นโทษในอาเทสนาปาฏิหาริย์อย่างนี้แล จึงเบื่อระอาและรังเกียจเรื่องอาเทสนาปาฏิหาริย์”
๓. อนุสาสนีปาฏิหาริย์
{๓๔๑} [๔๘๖] “ดูก่อนเกวัฏฏะ ก็อนุสาสนีปาฏิหาริย์เป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมพร่ำสอนอย่างนี้ว่า ‘ท่านจงตรึกอย่างนี้ อย่าตรึกอย่างนั้น จงใส่ใจอย่างนี้ อย่าใส่ใจอย่างนั้น จงละสิ่งนี้ จงเข้าถึงสิ่งนี้อยู่เถิด’ ข้อนี้เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์
{๓๔๒} ยังอีกข้อหนึ่ง เกวัฏฏะ <*>ตถาคตอุบัติมาในโลกนี้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ไปดีแล้ว รู้แจ้งโลก เป็น
- ๑วิชามณิกา ได้แก่วิชาจินดามณี ซึ่งเป็นวิชาที่สามารถรู้ใจคนอื่นได้ (ที.สี.อ. ๓๒๓)
- ข้อความตั้งแต่นี้จนจบข้อ ๔๘๖ มีเนื้อหาเหมือนในสามัญญผลสูตร ข้อ ๑๙๐-๒๔๙ หน้า ๙๓-๑๒๑ ของเล่มนี้ พึงดูเชิงอรรถเฉพาะคำในสามัญญผลสูตรนั้น
สารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม ตถาคตนั้นทราบประจักษ์โลกนี้ ตลอดทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง แล้วสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทพ และมนุษย์ให้รู้ตามด้วย แสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริบูรณ์ครบถ้วนคฤหบดี บุตรคฤหบดี หรือผู้เกิดมาภายหลังในตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ได้ฟังธรรมนั้นเข้า ครั้นฟังแล้วได้ศรัทธาในตถาคต เพราะได้ศรัทธาเขา ย่อมเห็นตระหนักว่า ‘ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง การที่บุคคลผู้อยู่ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้ บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยส่วนเดียวดุจสังข์ขัด มิใช่ทำได้ง่าย ถ้ากระไร เราพึงปลงผมและหนวดนุ่งห่มผ้าย้อมฝาดออกบวชเป็นบรรพชิต’สมัยต่อมา เขาละกองโภคสมบัติน้อยใหญ่ ละเครือญาติน้อยใหญ่ ปลงผมและหนวดนุ่งห่มผ้าย้อมฝาดออกบวชเป็นบรรพชิต
เมื่อบวชแล้วเขาสำรวมระวังในพระปาติโมกข์อยู่ ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษแม้เพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรมที่เป็นกุศล มีอาชีวะบริสุทธิ์ ถึงพร้อมด้วยศีล คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นผู้สันโดษ
<*>จุลศีล
ดูก่อนเกวัฏฏะ อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล
- ๑พึงดูพระพุทธคุณ ๙ บทในสามัญญผลสูตร (เชิงอรรถ) ข้อ ๑๕๗ หน้า ๗๓-๗๕ ในเล่มนี้
- จุลศีล มัชฌิมศีล และมหาศีล ในส่วนของเชิงอรรถเฉพาะคำ พึงดูพรหมชาลสูตร ข้อ ๗-๒๗ หน้า ๔-๑๕ ของเล่มนี้
๑. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางอาชญา วางศัสตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่
๒. เธอละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่เป็นขโมย เป็นผู้สะอาดอยู่
๓. เธอละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกล เว้นขาดจากเมถุนอันเป็นกิจของชาวบ้าน
๔. เธอละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ พูดแต่คำสัตย์ ดำรงรักษาคำสัตย์ มีถ้อยคำเป็นหลักฐาน ควรเชื่อได้ ไม่พูดลวงโลก
๕. เธอละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียด ฟังความจากข้างนี้แล้วไม่ไปบอกข้างโน้นเพื่อให้คนพวกนี้แตกกัน หรือฟังความจากข้างโน้นแล้วไม่มาบอกข้างนี้เพื่อให้คนพวกโน้นแตกกัน สมานคนที่แตกกันแล้วบ้าง ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียง กันแล้วบ้าง ชื่นชม ยินดี เพลิดเพลินต่อคนที่สมัครสมานสามัคคีกัน กล่าวแต่คำที่ทำให้คนสามัคคีกัน๖. เธอละคำหยาบ เว้นขาดจากคำหยาบ กล่าวแต่คำที่ไม่มีโทษ ไพเราะหู ชวนให้รัก จับใจ เป็นคำของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่พอใจ
๗. เธอละคำเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล พูดแต่คำที่เป็นจริง พูดอิงอรรถ อิงธรรม อิงวินัย พูดแต่คำมีหลักฐาน มีที่อ้างอิง มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์ตามกาลอันควร
๘. เธอเว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม
๙. เธอฉันหนเดียว เว้นการฉันในราตรี งดจากการฉันในเวลาวิกาล
๑๐. เธอเว้นขาดจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล๑๑. เธอเว้นขาดจากการทัดทรง ประดับ และตบแต่งร่างกายด้วย ดอกไม้ ของหอม และเครื่องประทินผิวอันเป็นลักษณะแห่งการแต่งตัว
๑๒. เธอเว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่
๑๓. เธอเว้นขาดจากการรับทองและเงิน
๑๔. เธอเว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ
๑๕. เธอเว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ
๑๖. เธอเว้นขาดจากการรับสตรีและกุมารี
๑๗. เธอเว้นขาดจากการรับทาสหญิงและทาสชาย
๑๘. เธอเว้นขาดจากการรับแพะและแกะ
๑๙. เธอเว้นขาดจากการรับไก่และสุกร
๒๐. เธอเว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา
๒๑. เธอเว้นขาดจากการรับไร่นาและที่สวน
๒๒. เธอเว้นขาดจากการเป็นตัวแทนและการสื่อสาร
๒๓. เธอเว้นขาดจากการซื้อการขาย
๒๔. เธอเว้นขาดจากการโกงด้วยตาชั่ง การโกงด้วยของปลอม และการโกงด้วยเครื่องตวงวัด๒๕. เธอเว้นขาดจากการตลบตะแลง การฉ้อโกง การล่อลวง และการปลอมแปลง๒๖. เธอเว้นขาดจากการตัด การฆ่า การจองจำ การตีชิง การปล้น และการข่มขู่ดูก่อนเกวัฏฏะ ดังกล่าวมานี้เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์
มัชฌิมศีล
๑. เธอเว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังพรากพืชคามและภูตคามเห็นปานนี้อีก คือ พืชเกิดจากเหง้า พืชเกิดจากลำต้น พืชเกิดจากผล พืชเกิดจากยอด เป็นห้าทั้งพืชเกิดจากเมล็ด แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์
๒. เธอเว้นขาดจากการบริโภคของที่ทำการสะสมไว้ เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังบริโภคของที่ทำการสะสมไว้เห็นปานนี้อีก คือ สะสมข้าว สะสมน้ำ สะสมผ้า สะสมยานพาหนะ สะสมที่นอน สะสมเครื่องประทิน สะสมของหอม สะสมอามิส แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์
๓. เธอเว้นขาดจากการดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศลเห็นปานนี้ คือ การฟ้อน การขับร้อง การประโคม มหรสพมีการรำเป็นต้น การเล่านิทาน การเล่นปรบมือ การเล่นปลุกผี การเล่นตีกลอง ฉากภาพบ้านเมืองที่สวยงาม การเล่นของคนจัณฑาล การเล่นไม้สูง การเล่นหน้าศพ ชนช้าง แข่งม้า ชนกระบือ ชนโค ชนแพะ ชนแกะ ชนไก่ ประกวดนกกระทา รำกระบี่กระบอง มวยหมัด มวยปลํ้า การรบ การตรวจพล การจัดกระบวนทัพ กองทัพ แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์๔. เธอเว้นขาดจากการขวนขวายเล่นการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายเล่นการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเห็นปานนี้ คือ เล่นหมากรุกแถวละแปดตา แถวละสิบตา เล่นหมากเก็บ เล่นดวด เล่นหมากไหว เล่นโยนบ่วง เล่นไม้หึ่ง เล่นกำทาย เล่นสะกา
เล่นเป่าใบไม้ เล่นไถเล็กๆ เล่นหกคะเมน เล่นกังหัน เล่นตวงทราย เล่นรถเล็กๆ เล่นธนูเล็กๆ เล่นทายอักษร เล่นทายใจ เล่นเลียนคนพิการ แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์
๕. เธอเว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่เห็นปานนี้ คือ เตียงมีเท้าสูงเกินขนาด เตียงมีเท้าเป็นรูปสัตว์ร้าย พรมขนสัตว์ เครื่องลาดขนแกะวิจิตรด้วยลวดลาย เครื่องลาดขนแกะสีขาว เครื่องลาดมีลวดลายเป็นช่อดอกไม้ เครื่องลาดที่ยัดนุ่น เครื่องลาดขนแกะวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้ายเช่นสิงโตและเสือ เครื่องลาดขนแกะมีขนสองด้าน เครื่องลาดขนแกะมีขนด้านเดียว เครื่องลาดทองและเงินแกมไหม เครื่องลาดไหมขลิบทองและเงิน เครื่องลาดขนแกะจุนางรำได้ ๑๖ คน เครื่องลาดหลังช้าง เครื่องลาดหลังม้า
เครื่องลาดในรถ เครื่องลาดที่ทำด้วยหนังเสือ เครื่องลาดอย่างดีทำด้วยหนังชะมด เครื่องลาดมีเพดาน เครื่องลาดมีหมอนสองข้าง แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์๖. เธอเว้นขาดจากการประกอบการประดับตบแต่งร่างกายอันเป็นลักษณะแห่งการแต่งตัว เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายประดับตบแต่งร่างกายอันเป็นลักษณะแห่งการแต่งตัวเห็นปานนี้ คือ อบตัว ไคลอวัยวะ อาบนํ้าหอม นวด ส่องกระจก แต้มตา ทัดดอกไม้ ผัดหน้า ทาปาก ประดับข้อมือ สวมเกี้ยว ใช้ไม้ถือ ใช้กล้องยา ใช้ดาบ ใช้มีดสองคม ใช้ร่ม สวมรองเท้าอันสวยงาม ติดกรอบหน้า ปักปิ่น ใช้พัดและแส้หางจามรี นุ่งห่มผ้าขาว นุ่งห่มผ้าปล่อยชาย แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์
๗. เธอเว้นขาดจากดิรัจฉานกถา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบดิรัจฉานกถา
เห็นปานนี้ คือ พูดคุยเรื่องพระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอำมาตย์ เรื่องกองทัพ เรื่องภัย เรื่องการรบ เรื่องข้าว เรื่องนํ้า เรื่องผ้า เรื่องที่นอน เรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องยาน เรื่องบ้าน เรื่องนิคม เรื่องนคร เรื่องชนบท เรื่องสตรี เรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้าหาญ เรื่องตรอก เรื่องท่านํ้า เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก เรื่องทะเล เรื่องความเจริญและความเสื่อม แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์
๘. เธอเว้นขาดจากการกล่าวถ้อยคำแก่งแย่งกัน เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังกล่าวถ้อยคำแก่งแย่งกันเห็นปานนี้ คือ ‘ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ ข้าพเจ้าซิรู้ทั่วถึง ท่านจักรู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ได้อย่างไร ท่านปฏิบัติผิด ข้าพเจ้าซิปฏิบัติถูก ถ้อยคำของข้าพเจ้าเป็นประโยชน์ ของท่านไม่เป็นประโยชน์ คำที่ควรจะกล่าวก่อนท่านกลับกล่าวภายหลัง คำที่ควรจะกล่าวภายหลัง ท่านกลับกล่าวก่อน ข้อที่ท่านเคยช่ำชองมาบัดนี้ผันแปรไปแล้ว ข้าพเจ้าจับผิดวาทะของท่านได้แล้ว ข้าพเจ้าข่มท่านได้แล้ว ท่านจงถอนวาทะเสีย หรือมิฉะนั้นจงแก้ไขเสีย ถ้าสามารถ’ แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์๙. เธอเว้นขาดจากการรับเป็นตัวแทนและการสื่อสาร เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายการรับเป็นตัวแทนและการสื่อสารเห็นปานนี้ คือ รับสื่อสารให้พระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา กษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี และกุมารว่า ‘ท่านจงไปในที่นี้ ท่านจงไปในที่โน้น ท่านจงนำเอาสิ่งนี้ไป ท่านจงนำเอาสิ่งนี้ในที่โน้นมา’ แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์
๑๐. เธอเว้นขาดจากการพูดหลอกลวงและการพูดเลียบเคียง เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังพูดหลอกลวง พูดเลียบเคียง พูดหว่านล้อม พูดและเล็ม แสวงหาลาภด้วยลาภ แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์
มหาศีล
๑. เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทำนายอวัยวะ ทำนายตำหนิ ทำนายลางดีลางร้าย ทำนายฝัน ทำนายลักษณะ ทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธี เติมนํ้ามันบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต วิชาหมอดูอวัยวะ วิชาดูพื้นที่ วิชาการปกครอง วิชาปลุกเสก วิชาหมอผี วิชาลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน วิชาหมองู วิชาหมอยาพิษ
วิชาหมอแมงป่อง วิชารักษาแผลหนูกัด วิชาทำนายเสียงนก วิชาทำนายเสียงกา เป็นหมอทำนายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอทำนายเสียงสัตว์ แม้ข้อนี้ ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์๒. เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทำนายลักษณะแก้วมณี ลักษณะไม้พลอง ลักษณะผ้า ลักษณะศัสตรา ลักษณะดาบ ลักษณะศร ลักษณะธนู ลักษณะอาวุธ ลักษณะสตรี ลักษณะบุรุษ ลักษณะกุมาร ลักษณะกุมารี ลักษณะทาสชาย ลักษณะทาสหญิง ลักษณะช้าง ลักษณะม้า ลักษณะกระบือ ลักษณะโคอุสภะ ลักษณะโค ลักษณะแพะ ลักษณะแกะ ลักษณะไก่ ลักษณะนกกระทา ลักษณะเหี้ย ลักษณะตุ่น ลักษณะเต่า ลักษณะมฤค แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์๓. เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ดูฤกษ์ยาตราทัพ
ว่า ‘พระราชาจักเสด็จออก พระราชาจักไม่เสด็จออก พระราชาภายในพระนครจักยกเข้าประชิด พระราชาภายนอกพระนครจักถอย พระราชาภายนอกพระนครจักยกเข้าประชิด พระราชาภายในพระนครจักถอย พระราชาภายในพระนครจักมีชัย พระราชาภายนอกพระนครจักปราชัย พระราชาภายนอกพระนครจักมีชัย พระราชาภายในพระนครจักปราชัย พระราชาพระองค์นี้จักมีชัย พระราชาพระองค์นี้จักปราชัยเพราะเหตุนี้ ๆ แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์
๔. เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหนณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ พยากรณ์ว่า ‘จักมีจันทรคราส จักมีสุริยคราส จักมีนักษัตรคราส ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักโคจรถูกทาง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักโคจรผิดทาง ดาวนักษัตรจักโคจรถูกทาง ดาวนักษัตรจักโคจรผิดทาง จักมีอุกกาบาต จักมีดาวหาง จักมีแผ่นดินไหว จักมีฟ้าร้อง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักขึ้น จักตก จักมัวหมอง จักกระจ่าง จันทรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ สุริยคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ นักษัตรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้
ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์โคจรถูกทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์โคจรผิดทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดาวนักษัตรโคจรถูกทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดาวนักษัตรโคจรผิดทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ มีอุกกาบาตจักมีผลเป็นอย่างนี้ มีดาวหางจักมีผลเป็นอย่างนี้ แผ่นดินไหวจักมีผลเป็นอย่างนี้ ฟ้าร้องจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรขึ้น ตก มัวหมอง กระจ่าง จักมีผลเป็นอย่างนี้’ แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์๕. เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชา เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ พยากรณ์ว่า ‘จักมี
ฝนดี จักมีฝนแล้ง จักมีภักษาหาได้ง่าย จักมีภักษาหาได้ยาก จักมีความร่มเย็น จักมีภัย จักเกิดโรค จักมีความสำราญหาโรคมิได้’ หรือคำนวณฤกษ์ยาม คำนวณดวงชะตา จับยาม แต่งคำทำนาย และโลกายตศาสตร์ แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์
๖. เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ให้ฤกษ์อาวาหมงคล ฤกษ์วิวาหมงคล ดูฤกษ์เรียงหมอน ดูฤกษ์หย่าร้าง ดูฤกษ์เก็บทรัพย์ ดูฤกษ์จ่ายทรัพย์ ดูโชคดี ดูเคราะห์ร้าย ให้ยาผดุงครรภ์ ร่ายมนต์ทำ ให้ลิ้นแข็ง ทำให้คางแข็ง ทำให้มือสั่น ทำให้หูไม่ได้ยินเสียง เป็นหมอดูทางกระจกวิเศษ ใช้หญิงสาวเป็นร่างทรง ใช้หญิงประจำเทวาลัยเป็นร่างทรง บวงสรวงดวงอาทิตย์ บวงสรวงท้าวมหาพรหม ร่ายมนต์พ่นไฟ ทำพิธีเชิญขวัญ แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์๗.
เธอเว้นขาดจากการเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกบริโภคโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาชีพด้วยดิรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทำพิธีบนบาน ทำพิธีแก้บน ร่ายมนต์ขับผี สอนมนต์ป้องกันบ้านเรือน ทำกะเทยให้เป็นชาย ทำชายให้เป็นกะเทย ทำพิธีปลูกเรือน ทำพิธีบวงสรวงพื้นที่ พ่นน้ำมนต์ รดน้ำมนต์ ทำพิธีบูชาไฟ ปรุงยาสำรอก ปรุงยาถ่าย ปรุงยาแก้โรคลมตีขึ้นเบื้องบน ปรุงยาแก้โรคลมตีลงเบื้องล่าง ปรุงยาแก้ปวดศีรษะ หุงน้ำมันหยอดหู ปรุงยาหยอดตา ปรุงยานัตถุ์ ปรุงยาเย็น ป้ายยาตา ทำการผ่าตัด รักษาเด็ก ใส่ยา ชะแผล แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์
อินทรียสังวร
ดูก่อนเกวัฏฏะ อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่าผู้ประกอบด้วยอินทรียสังวร
ดูก่อนเกวัฏฏะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยจักษุแล้วไม่รวบถือรวมๆ ไม่แยกถือเป็นส่วนๆ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็นเหตุให้อุกศลธรรมอันเลวทรามคืออภิชฌาและโทมนัส ครอบงำได้ ชื่อว่ารักษาจักขุนทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ภิกษุฟังเสียงด้วยโสตะ ... สูดดมกลิ่นด้วยฆานะ ... ลิ้มรสด้วยชิวหา ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ... รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยมโนแล้วไม่รวบถือรวม ๆ ไม่แยกถือเป็นส่วน ๆ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อุกศลธรรมอันเลวทรามคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ ชื่อว่ารักษามนินทรีย์ ชื่อว่าสำรวมในมนินทรีย์ ภิกษุผู้ประกอบด้วยอินทรียสังวร อันเป็นอริยะเช่นนี้ ย่อมได้เสวยสุขอันไม่ระคนด้วยกิเลสในภายใน ดูก่อนเกวัฏฏะ ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยอินทรียสังวร แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์
สติสัมปชัญญะ
ดูก่อนเกวัฏฏะ อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ
ดูก่อนเกวัฏฏะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมทำความรู้สึกตัวในการก้าว ในการถอย ในการแล ในการเหลียว ในการคู้เข้า ในการเหยียดออก ใน การทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวร ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ในการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับ การตื่น การพูด การนั่ง ดูก่อนเกวัฏฏะ ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์
สันโดษ
ดูก่อนเกวัฏฏะ อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ
ดูก่อนเกวัฏฏะภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรพอคุ้มกาย ด้วยบิณฑบาตพออิ่มท้อง เธอจะไปไหนมาไหนก็นำไปเท่านั้น ดูก่อนเกวัฏฏะ สกุณปักษีจะบินไปไหนมาไหนก็มีภาระเพียงปีกของตัวบินไป ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรพอคุ้มกาย ด้วยบิณฑบาตพออิ่มท้อง เธอจะไปไหนมาไหนก็นำไปเท่านั้น ดูก่อนเกวัฏฏะ ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์
ละนิวรณ์
ดูก่อนเกวัฏฏะ ภิกษุนั้นประกอบด้วยอริยสีลขันธ์ อริยอินทรียสังวร อริยสติสัมปชัญญะ และอริยสันโดษเช่นนี้แล้ว พักอาศัยเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถํ้า ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง เธอกลับจากบิณฑบาตหลังฉันภัตตาหารแล้ว นั่งขัดสมาธิ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า
เธอละอภิชฌาความเพ่งเล็งในโลกแล้ว ย่อมมีใจปราศจากอภิชฌาอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชฌาได้ ละความประทุษร้ายคือ พยาบาทแล้ว ย่อมไม่คิดพยาบาท มีความกรุณาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความประทุษร้ายคือพยาบาทได้ ละถีนมิทธะแล้ว ย่อมเป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะ มีความกำหนดหมายอยู่ที่แสงสว่าง มีสติสัมปชัญญะอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะได้ ละอุทธัจจกุกกุจจะแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบในภายในอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจกุกกุจจะได้ ละวิจิกิจฉาแล้ว ย่อมเป็นผู้ข้ามวิจิกิจฉาได้ ไม่มีความคลางแคลงในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉาได้ดูก่อนเกวัฏฏะ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ประการเหล่านี้ที่ยังละไม่ได้ในตนเหมือนหนี้ เหมือนโรค เหมือนเรือนจำ เหมือนความเป็นทาส เหมือนทางไกลกันดาร
และเธอย่อมพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ประการที่ละได้แล้วในตนเหมือน ความไม่มีหนี้ เหมือนความไม่มีโรค เหมือนการพ้นโทษออกจากเรือนจำ เหมือนความเป็นไทแก่ตน เหมือนภูมิสถานอันร่มเย็น
เมื่อเธอพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ เหล่านี้ที่ละได้แล้วในตน ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อปราโมทย์แล้ว ย่อมเกิดปีติ เมื่อมีปีติในใจ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบแล้ว ย่อมได้เสวยสุข เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น
ฌาน ๔
ยังอีกข้อหนึ่ง เกวัฏฏะ เธอสงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน ... บรรลุทุติยฌาน ... บรรลุตติยฌาน ...
ยังอีกข้อหนึ่ง เกวัฏฏะ ภิกษุบรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา เพราะละสุขละทุกข์ได้และเพราะโสมนัสโทมนัสดับไปก่อนแล้วอยู่ ไม่มีส่วนไหนแห่งสรรพางค์กายของเธอที่ใจอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้วจะไม่ถูกต้องดูก่อนเกวัฏฏะ เปรียบเหมือนคนนั่งคลุมโปงด้วยผ้าขาวอยู่ ไม่มีส่วนไหนแห่งร่างกายของเขาที่ผ้าขาวจะคลุมไม่ถูก ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล ไม่มีส่วนไหนแห่งสรรพางคกายของเธอที่ใจอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้วจะไม่ถูกต้อง ดูก่อนเกวัฏฏะ แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์
วิชชา ๘
๑. วิปัสสนาญาณ
ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อญาณทัสสนะ เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘กายของเรานี้แลมีรูปร่าง ประกอบขึ้นจากมหาภูตรูป ๔ เกิดแต่มารดาบิดา เติบโตขึ้นด้วยข้าวสุกและ
ขนมสด ไม่เที่ยง ต้องอบ ต้องนวดฟั้น มีอันทำลายกระจัดกระจายไปเป็นธรรมดา และวิญญาณของเรานี้ก็อาศัยอยู่ในกายนี้เนื่องอยู่ในกายนี้
ดูก่อนเกวัฏฏะ แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์
๒. มโนมยิทธิญาณ
ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อเนรมิตรูปอันเกิดแต่ใจ คือ เนรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง
ดูก่อนเกวัฏฏะ แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์
๓. อิทธิวิธญาณ
ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อม จิตไปเพื่ออิทธิวิธี เธอบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือ คนเดียวทำให้เป็นหลายคนก็ได้ หลายคนทำให้เป็นคนเดียวก็ได้ จะปรากฏตัวหรือหายตัว ทะลุฝา ทะลุกำแพง ทะลุภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้น ดำลงในแผ่นดินเหมือนในนํ้าก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ นั่งขัดสมาธิเหาะไปในอากาศเหมือนสกุณปักษีก็ได้ ใช้ฝ่ามือลูบคลำดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมากก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดถึงพรหมโลกก็ได้ดูก่อนเกวัฏฏะ แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์
๔. ทิพพโสตธาตุญาณ
ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อม
จิตไปเพื่อทิพพโสตธาตุ เธอย่อมได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือ เสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ได้ด้วยทิพพโสตธาตุอันบริสุทธิ์ล่วงโสตวิสัยของมนุษย์
ดูก่อนเกวัฏฏะ แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏหาริย์
๕. เจโตปริยญาณ
ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อเจโตปริยญาณเธอย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นได้ด้วยใจ คือ จิตมีราคะก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ก็รู้ว่าจิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่านก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหัคคตะก็รู้ว่าจิตเป็นมหัคคตะ หรือจิตไม่เป็นมหัคคตะก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหัคคตะ จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้นก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้นก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้นดูก่อนเกวัฏฏะ แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์
๖. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ เธอย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกชาติได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้า
สิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ว่า ‘ในภพโน้นเราได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพโน้นนั้น เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพโน้นนั้นแล้ว จึงได้มาเกิดในภพนี้’ เธอระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ(คือวรรณะเป็นต้น) พร้อมทั้งอุเทศ(คือชื่อและโคตร) ด้วยประการฉะนี้ดูก่อนเกวัฏฏะ แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์
๗. ทิพพจักขุญาณ
ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อญาณเครื่องรู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมได้ว่า ‘หมู่สัตว์เหล่านี้หนอประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ว่าร้ายพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำ ด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ หมู่สัตว์เหล่านั้นหลังจากตายไป จึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก’ หรือว่า ‘หมู่สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ว่าร้ายพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ หมู่สัตว์เหล่านั้นหลังจากตายไป จึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์’ เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี
มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมได้ ด้วยประการฉะนี้
ดูก่อนเกวัฏฏะ แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์
๘. อาสวักขยญาณ
ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ นี้ อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา’ เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นแม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก’ดูก่อนเกวัฏฏะ แม้ข้อนี้ก็เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์
ดูก่อนเกวัฏฏะ ปาฏิหาริย์ ๓ อย่างเหล่านี้แลเราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วจึงประกาศให้รู้
เรื่องภิกษุแสวงหาความดับมหาภูตรูป
{๓๔๓} [๔๘๗] ดูก่อนเกวัฏฏะ เรื่องเคยมีมาแล้ว ภิกษุรูปหนึ่งในหมู่ภิกษุนี้เองได้เกิดคิดคำนึงอย่างนี้ว่า ‘มหาภูตรูปทั้ง ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ เหล่านี้ย่อมดับไม่มีเหลือที่ไหนหนอ’
[๔๘๘] ลำดับนั้น เธอได้เข้าสมาธิชนิดที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วทางไปเทวโลกปรากฏชัดเจน ครั้นแล้วเธอได้เข้าไปหาเหล่าเทวดาชั้นจาตุมหาราชถึงที่อยู่ แล้วถามว่า ‘ท่านทั้งหลาย มหาภูตรูปทั้ง ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ เหล่านี้ย่อมดับไม่มีเหลือที่ไหน’
เมื่อเธอถามอย่างนี้แล้ว เทวดาชั้นจาตุมหาราชจึงตอบว่า ‘ท่านภิกษุ แม้พวกข้าพเจ้าก็ไม่ทราบที่ดับไม่มีเหลือแห่งมหาภูตรูปทั้ง ๔ เหล่านี้เหมือนกัน แต่ยังมีท้าวมหาราชอยู่ ๔ องค์ ซึ่งยิ่งใหญ่กว่าสำคัญกว่าพวกข้าพเจ้า ท้าวเธอคงจะทราบ’
[๔๘๙] ลำดับนั้น ภิกษุนั้นจึงไปหาท้าวมหาราชทั้ง ๔ แล้วถามว่า ‘ท่านทั้งหลาย มหาภูตรูปทั้ง ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ เหล่านี้ย่อมดับไม่มีเหลือที่ไหน’ เมื่อเธอถามอย่างนี้ ท้าวมหาราชทั้ง ๔ องค์ ก็ตอบว่า ‘ท่านภิกษุ แม้พวกข้าพเจ้าก็ไม่ทราบที่ดับไม่มีเหลือแห่งมหา ภูตรูปทั้ง ๔ เหล่านี้เหมือนกัน แต่ยังมีพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ซึ่งยิ่งใหญ่กว่า สำคัญกว่าพวกข้าพเจ้าอยู่อีก เทวดาเหล่านั้นคงจะทราบ’[๔๙๐] ลำดับนั้น ภิกษุนั้นจึงเข้าไปหาเทวดาชั้นดาวดึงส์ แล้วถามว่า ‘ท่านทั้งหลาย มหาภูตรูปทั้ง ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ เหล่านี้ย่อมดับไม่มีเหลือที่ไหน’ เมื่อเธอถามอย่างนี้แล้ว เทวดาชั้นดาวดึงส์ก็ตอบว่า ‘ท่านภิกษุ แม้พวกข้าพเจ้าก็ไม่ทราบที่ดับไม่มีเหลือ แห่งมหาภูตรูปทั้ง ๔ เหล่านี้เหมือนกัน แต่ยังมีท้าวสักกะจอมเทพซึ่งยิ่ง ใหญ่กว่าสำคัญกว่าพวกข้าพเจ้าอยู่อีก ท้าวเธอคงจะทราบ’[๔๙๑] ลำดับนั้น ภิกษุนั้นได้ไปหาท้าวสักกะจอมเทพแล้วถามว่า ‘ท่าน มหาภูตรูปทั้ง ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ เหล่านี้ย่อมดับไม่มีเหลือที่ไหน’
ดูก่อนเกวัฏฏะ เมื่อภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ ท้าวสักกะจอมเทพได้ตรัส ตอบว่า ‘แม้ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบที่ดับไม่มีเหลือแห่งมหาภูตรูปทั้ง ๔ เหล่านี้ เหมือนกัน แต่ยังมีเทวดาชั้นยามา ... ท้าวสุยามา ... เทวดาชั้นดุสิต ... ท้าว สันดุสิต ... เทวดาชั้นนิมมานรดี ... ท้าวสุนิมมิต ... เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี... ท้าวปรนิมมิตวสวัตดีซึ่งยิ่งใหญ่กว่าสำคัญกว่าข้าพเจ้าอยู่อีก ท้าวเธอคงจะ
ทราบที่ดับไม่มีเหลือแห่งมหาภูตรูปทั้ง ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ เหล่านี้ได้’
{๓๔๔} [๔๙๒] ดูก่อนเกวัฏฏะ ลำดับนั้นแล ภิกษุนั้นได้เข้าไปหาท้าววสวัตดี แล้วถามว่า ‘ท่าน มหาภูตรูปทั้ง ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ เหล่านี้ย่อมดับไม่มีเหลือที่ไหน’ เมื่อเธอกล่าวอย่างนี้ ท้าววสวัตดี ก็ตอบว่า ‘แม้ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบที่ดับไม่มีเหลือแห่งมหาภูตรูปทั้ง ๔ เหล่านี้เหมือนกัน แต่ยังมีเทพผู้นับเนื่องในหมู่พรหมซึ่งยิ่งใหญ่กว่าสำคัญกว่าพวกเราอยู่อีก เทพเหล่านั้นคงจะทราบ’
{๓๔๕} [๔๙๓] ลำดับนั้น ภิกษุนั้นได้เข้าสมาธิชนิดที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วทางไปพรหมโลกได้ปรากฏชัดเจน ดูก่อนเกวัฏฏะ ต่อนั้นเธอได้เข้าไปหาเทพผู้นับเนื่องในหมู่พรหมแล้วถามว่า ‘ท่านทั้งหลาย มหาภูตรูปทั้ง ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ เหล่านี้ย่อมดับไม่มีเหลือที่ไหน’ เมื่อเธอถามอย่างนี้ เทพผู้นับเนื่องในหมู่พรหมก็ตอบว่า ‘แม้พวกข้าพเจ้าก็ไม่ทราบ แต่ยังมีพรหมผู้เป็นมหาพรหมเป็นใหญ่ ไม่มีใครยิ่งกว่า รู้เห็นเหตุการณ์โดยถ่องแท้ ผู้ใช้อำนาจเป็นอิสระ เป็นผู้สร้าง เป็นผู้เนรมิต เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้บงการ เป็นผู้ทรงอำนาจ เป็นบิดาของหมู่สัตว์ผู้เกิดแล้วและยังจะเกิดต่อไป ซึ่งยิ่งใหญ่กว่าสำคัญกว่าพวกข้าพเจ้า ท้าวมหาพรหมนั้นแลคงจะทราบ’เธอถามว่า ‘ก็บัดนี้ท้าวมหาพรหมนั้นอยู่ที่ไหน’
พวกเทพเหล่านั้นตอบว่า ‘ท่านภิกษุ แม้พวกข้าพเจ้าก็ไม่รู้ที่อยู่ของพรหม ทิศทางที่พรหมอยู่ หรือภพที่พรหมอยู่ แต่ว่ามีนิมิตที่พอเห็นได้ คือ เมื่อใดเกิดแสงสว่างขึ้น โอภาสปรากฏขึ้น พรหมก็จักปรากฏองค์ขึ้นเมื่อนั้น การที่แสงสว่างเกิดขึ้น โอภาสปรากฏขึ้นนั้นแลเป็นบุรพนิมิตแห่งการปรากฏตัวของพรหม’ ดูก่อนเกวัฏฏะ ต่อมาไม่นาน ท้าวมหาพรหมนั้นก็ปรากฏตัวขึ้น
{๓๔๖} [๔๙๔] ดูก่อนเกวัฏฏะ ลำดับนั้น ภิกษุนั้นไดัเข้าไปหาท้าวมหาพรหม แล้วถามว่า ‘ท่าน มหาภูตรูปทั้ง ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ เหล่านี้ย่อมดับไม่มีเหลือที่ไหน’ เมื่อเธอกล่าวอย่างนี้ ท้าวมหาพรหมนั้นได้ตอบว่า ‘ข้าพเจ้าเป็นพรหม เป็นมหาพรหม เป็นใหญ่ ไม่มีใครยิ่งกว่า รู้เห็นเหตุการณ์โดยถ่องแท้ เป็นผู้ใช้อำนาจ เป็นอิสระ เป็นผู้สร้าง เป็นผู้เนรมิต เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้บงการ เป็นผู้ทรงอำนาจ เป็นบิดาของหมู่สัตว์ผู้เกิดแล้วและยังจะเกิดต่อไป’
ภิกษุนั้นได้กล่าวกะท้าวมหาพรหมนั้นเป็นคำรบที่ ๒ ดังนี้ว่า ‘ข้าพเจ้ามิได้ถามท่านอย่างนั้น แต่ข้าพเจ้าถามท่านว่า ‘มหาภูตรูปทั้ง ๔ ย่อมดับไม่มีเหลือในที่ไหน’ ดังนี้ต่างหาก’
แม้ท้าวมหาพรหมก็ได้ตอบเธออย่างนั้นเป็นคำรบที่ ๒ เหมือนกัน
ภิกษุนั้นได้กล่าวกะท้าวมหาพรหมนั้นเป็นคำรบที่ ๓ ดังนี้ว่า ‘ข้าพเจ้ามิได้ถามท่านอย่างนั้น แต่ข้าพเจ้าถามท่านว่า ‘มหาภูตรูปทั้ง ๔ ย่อมดับไม่มีเหลือในที่ไหน ดังนี้ต่างหาก’
{๓๔๗} [๔๙๕] ดูก่อนเกวัฏฏะ ลำดับนั้น ท้าวมหาพรหมนั้นจับแขนภิกษุนั้นนำไป ณ ที่ควรข้างหนึ่ง แล้วได้กล่าวว่า ‘ดูก่อนภิกษุ พวกเทพผู้นับเนื่องในหมู่พรหมเหล่านี้เข้าใจข้าพเจ้าว่า ‘ไม่มีอะไรที่พระพรหมไม่รู้ ไม่เห็น ไม่แจ่มแจ้ง ไม่ประจักษ์’ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงตอบต่อหน้าเทพเหล่านั้นไม่ได้ว่า ‘แม้ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบที่ดับไม่มีเหลือแห่งมหาภูตรูปทั้ง ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ เหล่านี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นแล การที่ท่านละเลยพระผู้มีพระภาคเจ้าเสีย แล้วมาเสาะหาคำตอบปัญหานี้ในภายนอกนั้น เป็นอันท่านทำไม่ถูก ทำผิดพลาดแล้ว นิมนต์กลับเกิด ท่านจงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทูลถามปัญหานี้ พระองค์ทรงตอบแก่ท่านอย่างใด ท่านพึงทรงจำความข้อนั้นไว้เถิด’
{๓๔๘} [๔๙๖] ดูก่อนเกวัฏฏะ ลำดับนั้น ภิกษุนั้นได้หายไปจากพรหมโลกมาปรากฏข้างหน้าเรา เปรียบเหมือนคนที่แข็งแรงเหยียดแขนที่คู้ออกหรือคู้แขนที่เหยียดเข้าฉะนั้น เธอไหว้เราแล้วนั่งอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ได้ถามเราว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มหาภูตรูปทั้ง ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ เหล่านี้ย่อมดับไม่มีเหลือที่ไหน’
อุปมาด้วยนกดูฝั่ง
[๔๙๗] เมื่อเธอกล่าวอย่างนี้ เราได้ตอบว่า ‘ดูก่อนภิกษุ เรื่องเคยมีมาแล้ว พวกพ่อค้าเดินเรือทะเลนำนกตีรทัสสี (นกดูฝั่ง) ลงเรือไปด้วย เมื่อมองไม่เห็นฝั่ง เขาจะปล่อยนกตีรทัสสีไป มันจะบินไปยังทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศเบื้องบน และทิศเฉียง ถ้ามันยังแลเห็นฝั่งอยู่รอบๆ มันก็จะบินกลับมายังเรือนั้นอีก ดูก่อนภิกษุ เธอก็ฉันนั้นแล เที่ยวแสวงหาจนถึงพรหมโลกก็ไม่ได้รับคำตอบปัญหานี้ ในที่สุดก็ต้องกลับมายังสำนักเราอยู่ดีนั่นแหละ ปัญหาข้อนี้เธอมิควรถามอย่างนั้น{๓๔๙} [๔๙๘] ดูก่อนภิกษุ ก็แลปัญหานั้น เธอควรถามอย่างนี้ว่า
ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ย่อม
ตั้งอยู่ไม่ได้ในที่ไหน อุปาทายรูปที่ยาวและสั้น ละเอียด
และหยาบ ทั้งงามและไม่งามย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ในที่ไหน
นามและรูปย่อมดับไม่มีเหลือในที่ไหน
{๓๕๐} [๔๙๙] ในปัญหานั้น มีคำตอบดังต่อไปนี้
มีธรรมชาติที่รู้แจ้ง ไม่มีใครชี้ได้ ไม่มีที่สุด มี
แต่ท่าโดยรอบด้าน ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และ
วาโยธาตุ ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ในธรรมชาตินี้
- ๑ธรรมชาติที่รู้แจ้ง (วิญญาณ) ในที่นี้หมายถึงพระนิพพาน (ที.สี.อ. ๓๒๖)
อุปาทายรูปที่ยาวและสั้น ละเอียดและหยาบ ทั้งงาม
และไม่งาม ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ในธรรมชาตินี้ นามและรูป
ย่อมดับไม่มีเหลือในธรรมชาตินี้ เพราะวิญญาณดับ
นามและรูปนั้นย่อมดับไม่มีเหลือในธรรมชาตินี้
[๕๐๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว เกวัฏฏบุตรคฤหบดีมีใจยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้แล
จบ เกวัฏฏสูตรที่ ๑๑
- ๒ไม่มีใครชี้ได้ หมายถึงไม่มีตัวอย่างที่จะแสดงให้เห็น (ที.สี.อ. ๓๒๖) หรือ หมายถึงไม่พีงรู้แจ้งได้ด้วยจักษุ หรือไม่มีอุปมาให้ชี้ชัด (ที.สี.ฏี. ๔๗๕)
- ๓ไม่มีที่สุด หมายถึงไม่มีที่สุดแห่งความเกิดขึ้น ความเสื่อมดับ และความแปรผันไปเป็นอื่น (ที.สี.อ. ๓๒๖-๓๒๗)
- ๔มีแต่ท่าโดยรอบด้าน คำว่า ท่า ในที่นี้ได้แก่ กัมมัฏฐาน ๓๘ ประการ หมายความว่า บุคคลจะข้ามถึงพระนิพพานได้โดยต้องอาศัยกัมมัฏฐาน ๓๘ ประการ (ที.สี.อ. ๓๒๗)
- ๑เพราะวิญญาณดับ คำว่า วิญญาณ ในที่นี้ได้แก่ จริมกวิญญาณ คือจิตดวงสุดท้าย หรือ อภิสังขารวิญญาณ คือดวงจิตที่เป็นปรุ่งแต่งสร้างสรรค์กรรมอันทำให้เกิดชาติ ชรา เป็นต้น ตามมา (ที.สี.อ. ๓๒๗)
๑๒. โลหิจจสูตร
ว่าด้วยพราหมณ์ชื่อโลหิจจะ
{๓๕๑} [๕๐๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกอยู่ในแคว้นโกศลพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ได้เสด็จถึงหมู่บ้านสาลวติกา ก็สมัยนั้นโลหิจจพราหมณ์ปกครองหมู่บ้านสาลวติกาซึ่งคับคั่งด้วยผู้คนและสัตว์เลี้ยง อุดมสมบูรณ์ด้วยหญ้า ไม้ นํ้า และธัญญาหาร ซึ่งเป็นพระราชทรัพย์ที่พระเจ้าปเสนทิโกศลพระราชทานปูนบำเหน็จให้เป็นของขวัญพิเศษ[๕๐๒] ครั้งนั้น โลหิจจพราหมณ์ได้มีความคิดอันชั่วช้าเกิดขึ้นเห็นปานนี้ว่า “สมณะหรือพราหมณ์ในโลกนี้ควรบรรลุกุศลธรรม ครั้นบรรลุแล้วไม่ควรสอนผู้อื่น เพราะคนอื่นจักทำอะไรให้แก่คนอื่นได้ มีอุปมาเหมือนบุคคลตัดเครื่องจองจำเก่าได้แล้ว ไปสร้างเครื่องจองจำอื่นขึ้นใหม่
ฉะนั้น ข้าพเจ้ากล่าวว่าเป็นโลภธรรมที่เป็นบาป เพราะคนอื่นจักทำอะไรให้แก่คนอื่นได้”{๓๕๒} [๕๐๓] โลหิจจพราหมณ์ได้สดับข่าวว่า “พระสมณโคดมศากยบุตรทรงผนวชจากศากยสกุลแล้ว เสด็จจาริกไปในแคว้นโกศลพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป เสด็จถึงสาลวิตกาคามโดยลำดับ ก็แลพระกิตติศัพท์อันงามของท่านพระโคดมพระองค์นั้น ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ทรงสมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก
- ๑สาลวติกา หมู่บ้านที่มีศาลารายเป็นรั้วล้อมรอบ (ที.สี.อ. ๓๒๘)
- ๒ความคิดอันชั่วช้า ในที่นี้หมายถึงความคิดที่ปราศจากความเอ็นดูผู้อื่นหรือก้าวร้าวรุกรานผู้อื่น ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่เกี่ยวกับเรื่องมิจฉาทิฏฐิชั่วช้าใด ๆ (นัย ที.สี.อ. ๓๒๘)
End of ๑๑. เกวัฏฏสูตร