พระสุตตันตปิฎก · ทีฆนิกาย
๘. สิงคาลกสูตร เล่ม ๑๑
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๗๒–๒๐๖ (Royal Thai)4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค สิงคาลกสูตร (Royal Thai Volume 11 · Mahachula Volume 11 · Mahamakut Volume 16 · Chaloem Phrakiat Volume 11)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 11, pp. 211–231
๘. สิงคาลกสูตร
ว่าด้วยสิงคาลกมาณพ
คิหิปฏิบัติ
{๑๗๒} [๒๔๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผ้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ เวฬุวันวิหาร อันเป็น ที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ สมัยนั้น คฤหบดีบุตร นามว่าสิงคาลกะลุกขึ้นแต่เช้า ออกจากพระนครราชคฤห์ มีผ้าเปียก มี
- ๑เวฬุวันวิหาร พระวิหารที่ตั้งอยู่ในพระอุทยานที่มีไม้ไผ่ล้อมรอบ ได้สร้อยนามว่า อันเป็นที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เพราะมีเรื่องเล่าว่า ครั้งอดีตมีพระเจ้าแผ่นดินพระองค์หนึ่ง เสด็จประพาสพระอุทยานนั้น ทรงเมาสุราถึงขั้นบรรทมหลับในกลางวัน เหล่าราชบริพารพยายามปลุกให้ทรงตื่นด้วยวิธีหาดอกไม้และผลไม้เป็นต้นมาถวายจึงวิ่งวุ่นไปมาโดยทิ้งพระองคอยู่ลำพัง งูเห่าดำตัวหนึ่งเลื้อยออกจากโพรงไม้เพราะได้กลิ่นสุราตรงไปหาพระเจ้าแผ่นดินนั้น รุกขเทวดาเห็นเหตุการณ์นั้นโดยตลอด จึงคิดช่วยพระเจ้าแผ่นดินให้รอดพ้นจากมรณภัยโดย ปลอมเพศตนเป็นกระแตน้อยไปกระซิบที่พระกรรณของพระเจ้าแผ่นดินให้ทรงตื่นบรรทม เมื่อพระองค์ทรงตื่นบรรทมก็ทรงทราบเหตุนั้น ทรงอุทานว่า “เรารอดชีวิตเพราะกระแตน้อยตัวนี้” จึงทรงเริ่มจัดตั้งเหยื่ออาหารไว้สำหรับพวกกระแต ณ พระอุทยานนั้น และรับสั่งให้ประกาศเป็นเขตอภัยทานตั้งแต่นั้นมา (นัย ที.ปา.อ. ๑๓๒)
- ๒คฤหบดีบุตรนามว่าสิงคาลกะ เป็นบุตรชายของคฤหบดีมหาศาลซึ่งมีทรัพย์มรดก ๔๐๐ ล้าน และเป็นอุบาสกที่สำเร็จเป็นโสดาบันบุคคลพร้อมทั้งภรรยา แต่สิงคาลกะกลับไม่ศรัทธาไม่เลื่อมใส ในพระรัตนตรัย แม้มารดาบิดาจะพร่ำสอนเนือง ๆ ให้ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า เข้าไปหาพระอัครสาวก หรือพระมหาสาวกอื่นๆ ก็ไม่ยอมไป กลับพูดตอบว่า ‘ผมไม่มีหน้าที่จะต้องเข้าไปหาพวกสมณะของพ่อแม่ เพราะเมื่อเข้าไปหาก็จะต้องไหว้ เมื่อก้มไหว้ ก็จะปวดหลัง เจ็บเข่า ต้องนั่งที่พื้น ก็จะทำให้ผ้านุ่งห่มเปรอะเปื้อนเก่าเร็ว หลังจากนั้งใกล้แล้ว ก็จะมีการพูดคุยกัน ความสนิทคุ้นเคยก็จะเกิด ก็จะต้องนิมนต์ให้มารับจีวรและอาหารบิณฑบาต เป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะเสียผลประโยชน์’ ดังนี้เป็นต้น ต่อมาบิดาของเขาเมื่อจวนใกล้ตายได้คิดหาอุบายให้เขาได้รับรสพระธรรม จึงสั่งเสียให้เขาไหว้ทิศ ๖ ทุกเช้าเผื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาทอดพระเนตรเห็นจะได้ทรงแสดงธรรมโปรด เพราะเป็นคำสั่งเสียของบิดาก่อนตายที่บุตรต้องระลึกอยู่เสมอ เขาจึงไม่ปฏิเสธที่จะไหว้ทิศ ๖ โดยไม่รู้ความหมายแท้จริง (นัย ที.ปา.อ. ๑๓๓)
ผมเปียก ประคองอัญชลีนอบน้อมทิศทั้งหลาย คือ ทิศเบื้องหน้า ทิศเบื้องขวา ทิศเบื้องหลัง ทิศเบื้องซ้าย ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องบนอยู่
{๑๗๓} [๒๔๓] ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสก แล้วถือบาตรจีวรเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครราชคฤห์ ได้ทอดพระเนตรเห็นบุตรคฤหบดีชื่อสิงคาลกะซึ่งลุกขึ้นแต่เช้า ออกจากพระนครราชคฤห์ มีผ้าเปียก มีผมเปียก ประคองอัญชลีนอบน้อมทิศทั้งหลาย คือ ทิศเบื้องหน้า ทิศเบื้องขวา ทิศเบื้องหลัง ทิศเบื้องซ้าย ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องบนอยู่ จึงได้ตรัสถามว่า “ดูก่อนบุตรคฤหบดี เพราะเหตุไรหนอท่านจึงลุกขึ้นแต่เช้า ออกจากพระนครราชคฤห์ มีผ้าเปียก มีผมเปียก ประคองอัญชลีนอบน้อมทิศทั้งหลาย คือ ทิศเบื้องหน้า ทิศเบื้องขวา ทิศเบื้องหลัง ทิศเบื้องซ้าย ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องบนอยู่”สิงคาลกบุตรคฤหบดีทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญคุณพ่อของข้าพระองค์ เมื่อใกล้จะตายได้สั่งความไว้อย่างนี้ว่า ‘ลูกเอ๋ย เจ้าพึงนอบน้อมทิศทั้งหลาย’ ข้าพระองค์นั้นสักการะ เคารพ นับถือ บูชาคำของคุณพ่อ จึงได้ลุกขึ้นแต่เช้า ออกจากพระนครราชคฤห์ มีผ้าเปียก มีผมเปียก ประคองอัญชลี นอบน้อม ทิศทั้งหลาย คือทิศเบื้องหน้า ทิศเบื้องขวา ทิศเบื้องหลัง ทิศเบื้องซ้าย ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องบนอยู่”
ทิศ ๖
[๒๔๔] “ดูก่อนบุตรคฤหบดี ในวินัยของพระอริยเจ้าเขาไม่นอบน้อมทิศ ๖ กันอย่างนี้ดอก”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในวินัยของพระอริยเจ้าท่านนอบน้อมทิศ ๖ กันอย่างไร ขอประทานโอกาส ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดแสดงธรรม ตามวิธีที่ในวินัยของพระอริยเจ้าท่านนอบน้อมทิศ ๖ กันนั้นโปรดข้าพระองค์ ด้วยเถิด”
“ดูก่อนบุตรคฤหบดี ถ้าอย่างนั้น ท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว” สิงคาลกคฤหบดีบุตรทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
{๑๗๔} พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า “ดูก่อนบุตรคฤหบดี เพราะเหตุว่า อริยสาวกละกรรมกิเลส ๔ ประการได้แล้ว ไม่ทำบาปกรรมเพราะเหตุ ๔ ประการ และไม่เสพทางเสื่อมแห่งโภคะ ๖ ประการ อริยสาวกนั้นเป็นผู้ปราศจากบาปกรรม ๑๔ ประการนี้เเล้ว ย่อมเป็นผู้ปกปิดทิศ ๖ ย่อมปฏิบัติเพื่อชนะโลกทั้งสอง และอริยสาวกนั้นปรารภไว้ดีแล้วทั้งโลกนี้และโลกหน้า หลังจากตายไปอริยสาวกนั้นย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
กรรมกิเลส ๔
[๒๔๕] กรรมกิเลส ๔ อย่างที่อริยสาวกนั้นละได้แล้วมีอะไรบ้าง ดูก่อนบุตรคฤหบดี กรรมกิเลส คือ ปาณาติบาต (การฆ่าสัตว์) ๑ อทินนาทาน (การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้) ๑ กาเมสุมิจฉาจาร (การประพฤติผิดในกาม) ๑ มุสาวาท (การพูดเท็จ) ๑ กรรมกิเลส ๔ เหล่านี้ที่อริยสาวกนั้นละได้แล้ว”
พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดาครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้วจึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
{๑๗๕} ปาณาติบาต อทินนาทาน มุสาวาท และการละเมิด ภรรยาผู้อื่น เรากล่าวว่าเป็นกรรมกิเลส บัณฑิตไม่สรรเสริญ
- ๑อริยสาวก สาวกผู้เป็นอริยบุคคล หรือสาวกของพระอริยเจ้าคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หมายถึงสาวกผู้สำเร็จมรรคผลตั้งแต่ระดับต้นคือเป็นโสดาบันบุคคลขึ้นไป (นัย ที.ปา.อ. ๑๓๔)
- ๒กรรมกิเลส หมายถึงกรรมคือการกระทำอันเป็นเหตุให้เหล่าสัตว์เศร้าหมอง หรือการกระทำที่ เศร้าหมองเพราะประกอบด้วยกิเลส คนมีกิเลสเท่านั้นจึงกระทำลงได้ (ที.ปา.อ. ๑๓๕)
- ๓ทางเสื่อมแห่งโภคะ หรืออบายมุข ปากทางแห่งความฉิบหายพินาศ (นัย ที.ปา.อ. ๑๓๔)
- ๔โลกทั้งสอง ในที่นี้หมายถึงโลกนี้และโลกหน้า (ที.ปา.อ. ๑๓๔)
- ๕การละเมิดภรรยาผู้อื่น ก็คือกาเมสุมิจฉาจาร การประพฤติผิดในกาม นั้นเอง
{๑๗๖} [๒๔๖] “อริยสาวกไม่ทำบาปกรรมเพราะเหตุ ๔ อย่าง คืออะไรบ้าง คือ ปุถุชนเมื่อลุอำนาจฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ ย่อมทำบาปกรรมได้ดูก่อนบุตรคฤหบดี ส่วนอริยสาวกย่อมไม่ลุอำนาจฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ ท่านจึงไม่ทำกรรมอันลามกเพราะเหตุ ๔ ประการเหล่านี้”พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดาครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้วจึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
{๑๗๗} ผู้ใดประพฤติล่วงธรรมเพราะความรัก ความชัง ความกลัว ความหลง ยศของผู้นั้นย่อมเสื่อมดุจดวงจันทร์ในข้างแรมผู้ใดไม่ประพฤติล่วงธรรมเพราะความรัก ความชัง ความกลัว ความหลง ยศย่อมเจริญแก่ผู้นั้นดุจดวงจันทร์ในข้างขึ้น
อบายมุข ๖
{๑๗๘} [๒๔๗] “อริยสาวกย่อมไม่เสพทางเสื่อมแห่งโภคะ ๖ ประการ คือ อะไรบ้าง คือ
๑. การประกอบเนืองๆ ซึ่งการดื่มนํ้าเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑
- ๑ฐานะ ในที่นี้หมายถึงเหตุแห่งความลำเอียง (ที.ปา.อ. ๑๓๔) หรือ อคติ ๔ คือ (๑) ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะความรัก (๒) โทสาคติ ลำเอียงเพราะความชัง (๓) โมหาคติ ลำเอียงเพราะ ความหลง (๔) ภยาคติ ลำเอียงเพราะความกลัว
- ๒การประกอบเนือง ๆ หมายถึงการกระทำบ่อย ๆ การกระทำเป็นอาจิณ เช่น ในที่นี้คือการดื่มสุราและเมรัย การเที่ยวเตร่ในเวลาค่ำคืน เป็นต้น เป็นประจำ (ที.ปา.อ. ๑๓๖)
๒. การประกอบเนือง ๆ ซึ่งการเที่ยวไปตามตรอกต่าง ๆ ในเวลาค่ำคืน เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑๓. การเที่ยวดูมหรสพ เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑
๔. การประกอบเนือง ๆ ซึ่งการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑๕. การประกอบเนือง ๆ ซึ่งการคบคนชั่วเป็นมิตร เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑
๖. การประกอบเนือง ๆ ซึ่งความเกียจคร้าน เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑
โทษของการดื่มสุราเมรัย ๖ ประการ
{๑๗๙} [๒๔๘] ดูก่อนบุตรคฤหบดี โทษในการประกอบเนือง ๆ ซึ่งการดื่มนํ้าเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทมี ๖ ประการเหล่านี้ คือ
๑. ความเสื่อมทรัพย์ที่ผู้ดื่มเห็นได้เอง
๒. ก่อการทะเลาะวิวาท
๓. เป็นบ่อเกิดแห่งโรค
๔. เป็นเหตุเสียชื่อเสียง
๕. เป็นเหตุไม่รู้จักละอาย
๖. เป็นเหตุทอนกำลังปัญญา
ดูก่อนบุตรคฤหบดี เหล่านี้แลคือโทษ ๖ ประการในการประกอบเนือง ๆ ซึ่งการดื่มนํ้าเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
โทษของการเที่ยวกลางคืน ๖ ประการ
{๑๘๐} [๒๔๙] ดูก่อนบุตรคฤหบดี โทษในการประกอบเนือง ๆ ซึ่งการเที่ยวไปตามตรอกต่าง ๆ ในเวลาคํ่าคืนมี ๖ ประการเหล่านี้ คือ
๑. ชื่อว่าไม่คุ้มครอง ไม่รักษาตน
๒. ชื่อว่าไม่คุ้มครอง ไม่รักษาบุตรภรรยา
๓. ชื่อว่าไม่คุ้มครอง ไม่รักษาทรัพย์สมบัติ
๔. เป็นที่ระแวงของคนอื่นในที่นั้น ๆ
๕. คำพูดอันไม่เป็นจริงย่อมปรากฏในผู้นั้น
๖. ทำให้เกิดความลำบากมาก
ดูก่อนบุตรคฤหบดี เหล่านี้แลคือโทษ ๖ ประการในการประกอบเนือง ๆ ซึ่งการเที่ยวไปตามตรอกต่าง ๆ ในเวลาค่ำคืน
โทษของการเที่ยวดูมหรสพ ๖ ประการ
{๑๘๑} [๒๕๐] ดูก่อนบุตรคฤหบดี โทษในการเที่ยวดูมหรสพมี ๖ ประการเหล่านี้ คือ
๑. รำที่ไหนไปที่นั่น
๒. ขับร้องที่ไหนไปที่นั่น
๓. ประโคมที่ไหนไปที่นั่น
๔. เสภาที่ไหนไปที่นั่น
๕. เพลงที่ไหนไปที่นั่น
๖. เถิดเทิงที่ไหนไปที่นั่น
ดูก่อนบุตรคฤหบดี เหล่านี้แลคือโทษ ๖ ประการในการเที่ยวดูมหรสพ
โทษของการเล่นการพนัน ๖ ประการ
{๑๘๒} [๒๕๑] ดูก่อนบุตรคฤหบดี โทษในการประกอบเนือง ๆ ซึ่งการเล่นการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทมี ๖ ประการเหล่านี้ คือ
- ๑หมายถึงถูกต้องสงสัยหรือถูกต้องหาว่ามีพฤติกรรมเป็นโจรหรือลักลอบเป็นชู้กับคู่ครองผู้อื่น ทั้งที่เป็นผู้บริสุทธิ์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในพฤติกรรมเช่นนั้น (นัย ที.ปา.อ. ๑๓๗)
๑. ผู้ชนะย่อมก่อเวร
๒. ผู้แพ้ย่อมเสียดายทรัพย์ที่เสียไป
๓. ความเสื่อมทรัพย์ที่ผู้เล่นพึงเห็นได้เอง
๔. ถ้อยคำของคนเล่นการพนันซึ่งไปพูดในที่ประชุมฟังไม่ขึ้น
๕. ถูกมิตรสหายหมิ่นประมาท
๖. ไม่มีใครประสงค์จะแต่งงานด้วย เพราะเห็นว่าชายนักเลงเล่นการพนันไม่สามารถจะเลี้ยงภรรยาได้ดูก่อนบุตรคฤหบดี เหล่านี้แลคือโทษ ๖ ประการในการประกอบเนือง ๆ ซึ่งการเล่นการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
โทษของการคบคนชั่วเป็นมิตร ๖ ประการ
{๑๘๓} [๒๕๒] ดูก่อนบุตรคฤหบดี โทษในการประกอบเนือง ๆ ซึ่งการคบคนชั่วเป็นมิตรมี ๖ ประการเหล่านี้ คือ
๑. นำให้เป็นนักเลงการพนัน
๒. นำให้เป็นนักเลงเจ้าชู้
๓. นำให้เป็นนักเลงเหล้า
๔. นำให้เป็นคนลวงผู้อื่นด้วยของปลอม
๕. นำให้เป็นคนโกงเขาซึ่งหน้า
๖. นำให้เป็นคนหัวไม้
ดูก่อนบุตรคฤหบดี เหล่านี้แลคือโทษ ๖ ประการในการประกอบเนือง ๆ ซึ่งการคบคนชั่วเป็นมิตร
โทษของความเกียจคร้าน ๖ ประการ
{๑๘๔} [๒๕๓] ดูก่อนบุตรคฤหบดี โทษในการประกอบเนือง ๆ ซึ่งความเกียจคร้านมี ๖ ประการเหล่านี้ คือ
๑. มักอ้างว่าหนาวนัก แล้วไม่ทำการงาน
๒. มักอ้างว่าร้อนนัก แล้วไม่ทำการงาน
๓. มักอ้างว่าเวลาเย็นแล้ว แล้วไม่ทำการงาน
๔. มักอ้างว่ายังเช้าอยู่ แล้วไม่ทำการงาน
๕. มักอ้างว่าหิวนัก แล้วไม่ทำการงาน
๖. มักอ้างว่ากระหายนัก แล้วไม่ทำการงาน
เมื่อเขามากไปด้วยการอ้างเลศ ผลัดเพี้ยนการงานอยู่อย่างนี้ โภคะที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็ถึงความสิ้นไปดูก่อนบุตรคฤหบดี เหล่านี้แลคือโทษ ๖ ประการในการประกอบเนือง ๆ ซึ่งความเกียจคร้าน”
พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดาครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้วจึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
{๑๘๕} คนที่เป็นเพื่อนในโรงสุราก็มี คนที่พูดแต่ปากว่าเพื่อน ๆ ก็มี ก็ผู้ใดเป็นสหายได้ในเมื่อมีความจำเป็นเกิดขึ้น ผู้นั้นจัดว่าเป็นเพื่อนแท้เหตุ ๖ ประการเหล่านี้ คือ การนอนตื่นสาย ๑ การคบหาภรรยาผู้อื่น ๑ ความผูกเวร ๑ ความเป็นผู้ทำแต่สิ่งหาประโยชน์มิได้ ๑ มิตรชั่ว ๑ ความเป็นผู้ตระหนี่เหนียวแน่นนัก ๑ ย่อมกำจัดคนเราเสียจากประโยชน์สุขที่จะพึงได้พึงถึงคนมีมิตรชั่ว มีเพื่อนชั่ว มีมารยาทและความประพฤติเลว ย่อมเสื่อมจากโลกทั้งสอง คือ จากโลกนี้และจากโลกหน้า
เหตุ ๖ ประการเหล่านี้ คือ นักเลงการพนันและนักเลงหญิง ๑ นักเลงสุรา ๑ ฟ้อนรำขับร้อง ๑ นอนหลับในกลางวัน บำเรอตนในสมัยมิใช่กาล ๑ มิตรชั่ว ๑ ความตระหนี่เหนียวแน่นนัก ๑ ย่อมกำจัดคนเราเสียจากประโยชน์สุขที่จะพึงได้พึงถึงชนเหล่าใดเล่นการพนัน ดื่มสุรา คบหาหญิงภรรยา ที่รักเสมอด้วยชีวิตของผู้อื่น คบแต่คนตํ่าช้า และไม่คบหาคนที่มีความเจริญ ย่อมเสื่อมเหมือนดังดวงจันทร์ ตอนข้างแรม
ผู้ใดดื่มสุรา ไม่มีทรัพย์ หาการงานทำเลี้ยงชีวิตมิได้ เป็นคนขี้เมา ปราศจากสิ่งเป็นประโยชน์ เขาจักจมลง สู่หนี้เหมือนก้อนหินจมน้ำฉะนั้น จักทำความอากูลแก่ตนทันที
คนที่มักนอนหลับในกลางวัน เกลียดการลุกขึ้นในกลางคืน เป็นนักเลงขี้เมาเป็นนิจ ไม่อาจครอบครองเหย้าเรือนให้ดีได้
ประโยชน์ทั้งหลายย่อมล่วงเลยคนที่ละทิ้งการงานเสียด้วยอ้างว่า ‘หนาวนัก ร้อนนัก เวลานี้เย็นเสียแล้ว’ ดังนี้เป็นต้น
ส่วนผู้ใดไม่สำคัญความหนาวและความร้อนเกินกว่าหญ้าไป ทำกิจของลูกผู้ชายไป ผู้นั้นย่อมไม่เสื่อมจากความสุขเลย
ว่าด้วยมิตรเทียม
{๑๘๖} [๒๕๔] ดูก่อนบุตรคฤหบดี คน ๔ ประเภทเหล่านี้ คือ คนปอกลอก ๑ คนดีแต่พูด ๑ คนหัวประจบ ๑ คนชักชวนไปในทางเสื่อมเสีย ๑ ท่านพึงทราบเถิดว่าไม่ใช่มิตรแท้ เป็นมิตรเทียม{๑๘๗} [๒๕๕] ดูก่อนบุตรคฤหบดี คนปอกลอกท่านพึงทราบเถิดว่าไม่ใช่มิตรแท้ เป็นมิตรเทียมโดยเหตุ ๔ ประการ คือเป็นคนคิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว ๑ เสียให้น้อย คิดเอาให้ได้มาก ๑ เมื่อมีภัยถึงตัวจึงรับทำกิจของเพื่อน ๑ คบเพื่อนเพราะเห็นแก่ประโยชน์ของตัว ๑ดูก่อนบุตรคฤหบดี คนปอกลอกท่านพึงทราบเถิดว่าไม่ใช่มิตรแท้ เป็นมิตรเทียมโดยเหตุ ๔ ประการเหล่านี้แล
{๑๘๘} [๒๕๖] ดูก่อนคฤหบดีบุตร คนดีแต่พูดท่านพึงทราบเถิดว่าไม่ใช่มิตรแท้ เป็นมิตรเทียมโดยเหตุ ๔ ประการ คือ
๑. เก็บเอาของล่วงแล้วมาปราศรัย
๒. อ้างเอาของที่ยังไม่มาถึงมาปราศรัย
๓. สงเคราะห์ด้วยสิ่งหาประโยชน์มิได้
๔. เมื่อมีกิจเกิดขึ้นก็แสดงความขัดข้อง
ดูก่อนบุตรคฤหบดี คนดีแต่พูดท่านพึงทราบเถิดว่าไม่ใช่มิตรแท้ เป็นมิตรเทียมโดยเหตุ ๔ ประการเหล่านี้แล
{๑๘๙} [๒๕๗] ดูก่อนบุตรคฤหบดี คนหัวประจบท่านพึงทราบเถิดว่าไม่ใช่มิตรแท้ เป็นมิตรเทียมโดยเหตุ ๔ ประการ คือ
๑. จะทำชั่วก็คล้อยตาม
๒. จะทำดีก็คล้อยตาม
๓. ต่อหน้าสรรเสริญ
๔. ลับหลังนินทา
ดูก่อนบุตรคฤหบดี คนหัวประจบท่านพึงทราบเถิดว่าไม่ใช่มิตรแท้ เป็นมิตรเทียมโดยเหตุ ๔ ประการเหล่านี้แล
{๑๙๐} [๒๕๘] ดูก่อนคฤหบดีบุตร คนชักชวนไปในทางเสื่อมเสียท่านพึงทราบเถิดว่าไม่ใช่มิตรแท้ เป็นมิตรเทียมโดยเหตุ ๔ ประการ คือ
๑. ชักชวนให้ดื่มนํ้าเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
๒. ชักชวนให้เที่ยวไปตามตรอกต่างๆ ในเวลาค่ำคืน
๓. ชักชวนให้เที่ยวดูมหรสพ
๔. ชักชวนให้เล่นการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
ดูก่อนบุตรคฤหบดี คนชักชวนในทางเสื่อมเสียท่านพึงทราบเถิดว่าไม่ใช่มิตรแท้ เป็นมิตรเทียม โดยเหตุ ๔ ประการเหล่านี้แล”
[๒๕๙] พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดาครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
{๑๙๑} บัณฑิตรู้แจ้งมิตร ๔ ประเภทเหล่านี้ คือ มิตรปอกลอก ๑ มิตรดีแต่พูด ๑ มิตรหัวประจบ ๑ มิตรชักชวนไปในทางเสื่อมเสีย ๑ ว่าไม่ใช่มิตรแท้ ดังนี้แล้วพึงเว้นเสียให้ห่างไกล เหมือนคนเดินทางเว้นทางที่มีภัยฉะนั้น
ว่าด้วยมิตรแท้
{๑๙๒} [๒๖๐] “ดูก่อนบุตรคฤหบดี มิตร ๔ ประเภทเหล่านี้ คือ มิตรมีอุปการะ ๑ มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ๑ มิตรแนะประโยชน์ ๑ มิตรมีความรักใคร่ ๑ ท่านพึงทราบเถิดว่าเป็นมิตรแท้
{๑๙๓} [๒๖๑] ดูก่อนบุตรคฤหบดี มิตรมีอุปการะท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้โดยเหตุ ๔ ประการ คือ
๑. รักษาเพื่อนผู้ประมาทแล้ว
๒. รักษาทรัพย์สมบัติของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว
๓. เมื่อมีภัยเป็นที่พึ่งพำนักได้
๔. เมื่อมีธุระช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปาก
ดูก่อนบุตรคฤหบดีมิตรมีอุปการะท่านพึงทราบเถิดว่าเป็นมิตรแท้โดยเหตุ ๔ ประการเหล่านี้แล{๑๙๔} [๒๖๒] ดูก่อนบุตรคฤหบดี มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ท่านพึงทราบเถิดว่า เป็นมิตรแท้โดยเหตุ ๔ ประการ คือ
๑. บอกความลับของตนแก่เพื่อน
๒. ปิดความลับของเพื่อน
๓. ไม่ละทิ้งเพื่อนในยามวิบัติ
๔. แม้ชีวิตก็สละเพื่อประโยชน์แก่เพื่อนได้
ดูก่อนบุตรคฤหบดี มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ท่านพึงทราบเถิดว่าเป็นมิตรแท้โดยเหตุ ๔ ประการเหล่านี้แล{๑๙๕} [๒๖๓] ดูก่อนบุตรคฤหบดี มิตรแนะประโยชน์ท่านพึงทราบเถิดว่า เป็นมิตรแท้โดยเหตุ ๔ ประการ คือ
๑. ห้ามจากความชั่ว
๒. ให้ตั้งอยู่ในความดี
๓. ให้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง
๔. บอกทางสวรรค์ให้
ดูก่อนบุตรคฤหบดี มิตรแนะประโยชน์ท่านพึงทราบเถิดว่าเป็นมิตรแท้โดยเหตุ ๔ ประการเหล่านี้แล
{๑๙๖} [๒๖๔] ดูก่อนบุตรคฤหบดี มิตรมีความรักใคร่ท่านพึงทราบเถิดว่า เป็นมิตรแท้โดยเหตุ ๔ ประการ คือ
๑. ไม่ยินดีด้วยความเสื่อมของเพื่อน
๒. ยินดีด้วยความเจริญของเพื่อน
๓. ห้ามคนที่กล่าวโทษเพื่อน
๔. สรรเสริญคนที่สรรเสริญเพื่อน
ดูก่อนบุตรคฤหบดี มิตรมีความรักใคร่ ท่านพึงทราบเถิดว่าเป็นมิตรแท้โดยเหตุ ๔ ประการเหล่านี้แล”[๒๖๕] พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดาครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า{๑๙๗} มิตร ๔ ประเภท คือ มิตรมีอุปการะ ๑ มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ๑ มิตรแนะประโยชน์ ๑ มิตรมีความรักใคร่ ๑ บัณฑิตรู้ว่ามิตรเหล่านี้เป็นมิตรแท้ฉะนี้แล้ว พึงเข้าไปนั่งใกล้โดยเคารพเหมือนมารดากับบุตรฉะนั้น บัณฑิตผู้สมบูรณ์ด้วยศีลย่อมสว่างไสวเหมือนไฟที่ลุกโชนอยู่ฉะนั้นเมื่อบุคคลออมโภคทรัพย์เหมือนแมลงผึ้งสร้างรวงรังอยู่ โภคทรัพย์ย่อมถึงการสะสมไว้ ดุจจอมปลวกอันตัวปลวกก่อขึ้นฉะนั้นคฤหัสถ์ในตระกูลผู้สามารถ ครั้นสะสมโภคทรัพย์ได้อย่างนี้แล้ว พึงแบ่งโภคทรัพย์ออกเป็น ๔ ส่วน เขาย่อมผูกไมตรีไว้ได้พึงใช้สอยโภคทรัพย์ด้วยส่วนหนึ่ง พึงประกอบการงานด้วยสองส่วน พึงเก็บส่วนที่ ๔ ไว้ ด้วยหมายว่า ‘จักมีไว้ใช้ในยามอันตราย’
{๑๙๘} [๒๖๖] “ดูก่อนบุตรคฤหบดี ก็อริยสาวกเป็นผู้ปกปิดทิศ ๖ คืออย่างไร ท่านพึงทราบทิศ ๖ เหล่านี้ คือ มารดาบิดาเป็นทิศเบื้องหน้า อาจารย์เป็นทิศเบื้องขวา บุตรภรรยาเป็นทิศเบื้องหลัง มิตรสหายเป็นทิศเบื้องซ้าย ทาสกรรมกรเป็นทิศเบื้องต่ำ สมณพราหมณ์เป็นทิศเบื้องบน{๑๙๙} [๒๖๗] ดูก่อนบุตรคฤหบดี มารดาบิดาผู้เป็นทิศเบื้องหน้าอันบุตรพึง บำรุงด้วยสถาน ๕ คือ๑. ด้วยตั้งใจไว้ว่าท่านเลี้ยงเรามาแล้วเราจักเลี้ยงท่านตอบ
๒. จักรับทำกิจของท่าน
๓. จักดำรงวงศ์สกุล
๔. จักปฏิบัติตนให้เป็นผู้สมควรรับทรัพย์มรดก
๕. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว จักทำบุญอุทิศให้ท่าน
ดูก่อนบุตรคฤหบดี มารดาบิดาผู้เป็นทิศเบื้องหน้าอันบุตรบำรุงด้วย สถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์บุตรด้วยสถาน ๕ คือ
๑. ห้ามจากความชั่ว
๒. ให้ตั้งอยู่ในความดี
๓. ให้ศึกษาศิลปวิทยา
๔. หาคู่ครองที่สมควรให้
๕. มอบทรัพย์ให้ในสมัย
- ๑เรื่องการปกปิดทิศ ๖ หมายถึงเมื่อแต่ละบุคคลปฏิบัติหน้าที่ตามที่ทรงแสดงไว้เป็นหลักแห่งการบำรุงและอนุเคราะห์ต่อกันระหว่างตนต่อบุคคลรอบข้างซึ่งเรียกว่าทิศ ๖ ให้เหมาะแก่สถานภาพ เช่น มีสถานภาพเป็นบุตรก็บำรุงมารดาบิดา ในขณะเดียวกันเมื่อมีสถานภาพเป็นมารดาบิดา ก็ทำหน้าที่อนุเคราะห์บุตร เป็นต้น เมื่อปฏิบัติเช่นนี้ก็ชื่อว่าปกปิดทิศ ๖ คือปกปิดช่องว่าง ระหว่างตนกับบุคคลรอบข้างมิให้เกิดภัยคือความไม่เข้าใจต่อกันหรือสร้างปัญหาต่อกันเป็นต้น ก่อให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีต่อกันในสังคม (นัย ที.ปา.อ. ๑๔๔, ที.ปา.ฏี. ๑๕๙)
ดูก่อนบุตรคฤหบดี มารดาบิดาผู้เป็นทิศเบื้องหน้าอันบุตรบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์บุตรด้วยสถาน ๕ เหล่านี้ ทิศเบื้องหน้านั้นอันบุตรปกปิดแล้วย่อมมีความเกษมสำราญ ไม่มีภัยด้วยประการฉะนี้{๒๐๐} [๒๖๘] ดูก่อนบุตรคฤหบดี อาจารย์ผู้เป็นทิศเบื้องขวา อันศิษย์พึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ
๑. ด้วยลุกขึ้นยืนรับ
๒. ด้วยเข้าไปยืนคอยรับใช้
๓. ด้วยการเชื่อพึง
๔. ด้วยการปรนนิบัติ
๕. ด้วยการเรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ
ดูก่อนบุตรคฤหบดี อาจารย์ผู้เป็นทิศเบื้องขวาอันศิษย์บำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้วย่อมอนุเคราะห์ศิษย์ด้วยสถาน ๕ คือ
๑. แนะนำดี
๒. ให้เรียนดี
๓. บอกศิษย์ด้วยดีในศิลปวิทยาทั้งหมด
๔. ยกย่องให้ปรากฏในเพื่อนฝูง
๕. ทำความป้องกันในทิศทั้งหลาย
ดูก่อนบุตรคฤหบดี อาจารย์ผู้เป็นทิศเบื้องขวาอันศิษย์บำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้วย่อมอนุเคราะห์ศิษย์ด้วยสถาน ๕ เหล่านี้ ทิศเบื้องขวานั้น อันศิษย์ปกปิดแล้วย่อมมีความเกษมสำราญ ไม่มีภัย ด้วยประการฉะนี้{๒๐๑} [๒๖๙] ดูก่อนบุตรคฤหบดี ภรรยาผู้เป็นทิศเบื้องหลังอันสามีพึงบำรุง ด้วยสถาน ๕ คือ
๑. ด้วยยกย่องว่าเป็นภรรยา
๒. ด้วยไม่ดูหมิ่น
๓. ด้วยไม่ประพฤตินอกใจ
๔. ด้วยมอบความเป็นใหญ่ให้
๕. ด้วยให้เครื่องแต่งตัว
ดูก่อนบุตรคฤหบดี ภรรยาผู้เป็นทิศเบื้องหลังอันสามีบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้วย่อมอนุเคราะห์สามีด้วยสถาน ๕ คือ
๑. จัดการงานดี
๒. สงเคราะห์คนข้างเคียงของสามีดี
๓. ไม่ประพฤตินอกใจสามี
๔. รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้
๕. ขยันไม่เกียจคร้านในกิจการทั้งปวง
ดูก่อนบุตรคฤหบดี ภรรยาผู้เป็นทิศเบื้องหลังอันสามีบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้วย่อมอนุเคราะห์สามีด้วยสถาน ๕ เหล่านี้ ทิศเบื้องหลังนั้นอันสามีปกปิดแล้วย่อมมีความเกษมสำราญ ไม่มีภัยด้วยประการฉะนี้{๒๐๒} [๒๗๐] ดูก่อนบุตรคฤหบดี มิตรสหายผู้เป็นทิศเบื้องซ้ายอันกุลบุตร พึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ
๑. ด้วยการให้ปัน
๒. ด้วยเจรจาถ้อยคำเป็นที่รัก
๓. ด้วยประพฤติประโยชน์
๔. ด้วยความเป็นผู้มีตนสมํ่าเสมอ
๕. ด้วยไม่แกล้งกล่าวให้คลาดจากความจริง
ดูก่อนบุตรคฤหบดี มิตรสหายผู้เป็นทิศเบื้องซ้ายอันกุลบุตรบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้วย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยสถาน ๕ คือ
๑. รักษามิตรผู้ประมาทแล้ว
๒. รักษาทรัพย์ของมิตรผู้ประมาทแล้ว
๓. เมื่อมิตรมีภัย เป็นที่พึ่งพำนักได้
๔. ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ
๕. นับถือตลอดถึงวงศ์ตระกูลของมิตร
ดูก่อนบุตรคฤหบดี มิตรสหายผู้เป็นทิศเบื้องซ้ายอันกุลบุตรบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้วย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยสถาน ๕ เหล่านี้ ทิศเบื้องซ้ายนั้นอันกุลบุตรปกปิดแล้วย่อมมีความเกษมสำราญ ไม่มีภัยด้วยประการฉะนี้{๒๐๓} [๒๗๑] ดูก่อนบุตรคฤหบดี ทาสกรรมกรผู้เป็นทิศเบื้องตํ่า อันนายพึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ
๑. ด้วยจัดการงานให้ทำตามสมควรแก่กำลัง
๒. ด้วยให้อาหารและรางวัล
๓. ด้วยรักษาในคราวเจ็บไข้
๔. ด้วยแจกของมีรสแปลก ๆ ให้กิน
๕. ด้วยปล่อยให้เป็นไทในสมัย
ดูก่อนบุตรคฤหบดี ทาสกรรมกรผู้เป็นทิศเบื้องต่ำอันนายบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์นายด้วยสถาน ๕ คือ
๑. ลุกขึ้นทำการงานก่อนนาย
๒. เลิกการงานทีหลังนาย
๓. ถือเอาแต่ของที่นายให้
๔. ทำการงานให้ดีขึ้น
๕. นำคุณของนายไปสรรเสริญ
ดูก่อนบุตรคฤหบดี ทาสกรรมกรผู้เป็นทิศเบื้องต่ำอันนายบำรุงด้วย สถาน ๕ เหล่านี้แล้วย่อมอนุเคราะห์นายด้วยสถาน ๕ เหล่านี้ ทิศเบื้องต่ำนั้นอันนายปกปิดแล้วย่อมมีความเกษมสำราญ ไม่มีภัยด้วยประการฉะนี้
{๒๐๔} [๒๗๒] ดูก่อนบุตรคฤหบดี สมณพราหมณ์ผู้เป็นทิศเบื้องบน อันกุลบุตรพึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ
๑. ด้วยกายกรรมประกอบด้วยเมตตา
๒. ด้วยวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา
ดูก่อนบุตรคฤหบดี สมณพราหมณ์ผู้เป็นทิศเบื้องบนอันกุลบุตรบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยสถาน ๖ คือ
๑. ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว
๒. ให้ตั้งอยู่ในความดี
๓. อนุเคราะห์ด้วยนํ้าใจอันงาม
๔. ให้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง
๕. ทำสิ่งที่เคยฟังแล้วให้แจ่มแจ้ง
๖. บอกทางสวรรค์ให้
- ๑ด้วยกายกรรมประกอบด้วยเมตตา หมายถึงมีพฤติกรรมที่แสดงออกทางกายต่อเหล่าภิกษุผู้มีศีลอย่างจริงใจโดยมีความเมตตาปรารถนาดีเป็นที่ตั้ง เช่น หมั่นไปวัด ถือธมกรกกรองนํ้าถวาย เป็นต้น ด้วยวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา หมายถึงกล่าววาจาแสดงความเคารพต่อเหล่าภิกษุผู้มีศีล เช่น พบพวกภิกษุเข้าไปบิณฑบาตก็กล่าวชักชวนคนทั้งหลายว่า ‘พวกท่านจงถวาย ข้าวยาคูและภัตด้วยความเคารพเถิด’ เปล่งวาจาสาธุการแล้วจึงฟังธรรม ปฏิสันถารกับเหล่าภิกษุผู้มีศีลด้วยความเคารพ เป็นต้น ด้วยมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา หมายถึงมีจิตแผ่เมตตาปรารถนาดีต่อเหล่าภิกษุผู้มีศีล เช่นว่า ‘ขอเหล่าพระเถระของพวกเราอย่าได้มีเวร อย่าได้มีความเบียดเบียนเลย’ ดังนี้เป็นต้น (นัย ที.ปา.อ. ๑๔๙)
- ๒ด้วยความเป็นผู้ไม่ปิดประตู หมายถึงทำหน้าที่เป็นทายกผู้ให้การบำรุงด้วยปัจจัย ๔ และทำหน้าที่เป็นการกคือผู้ช่วยขวนขวายในกิจของสงฆ์ตามสมควร เมื่อทำหน้าที่ได้อย่างนี้ แม้ปกติจะปิดประตูบ้านทั้งหมด ก็ชื่อว่าเป็นผู้เปิดประตูไว้สำหรับเหล่าภิกษุผู้มีศีล (นัย ที.ปา.อ. ๑๕๐)
- ๓ด้วยอามิสทาน คำว่า อามิส ในที่นี้หมายถึงสิ่งที่ต้องบริโภคก่อนเวลาภัต ก็คือข้าวยาคูและภัตที่ควรถวายเป็นประจำแก่เหล่าภิกษุผู้มีศีล (นัย ที.ปา.อ. ๑๕๐)
ดูก่อนบุตรคฤหบดี สมณพราหมณ์ผู้เป็นทิศเบื้องบนอันกุลบุตรบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้วย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยสถาน ๖ เหล่านี้ ทิศเบื้องบน นั้นอันกุลบุตรปกปิดแล้วย่อมมีความเกษมสำราญ ไม่มีภัย ด้วยประการฉะนี้”[๒๗๓] พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดาครั้นไวยากรณภาษิตนี้แล้วจึงได้ ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
{๒๐๕} มารดาบิดาเป็นทิศเบื้องหน้า อาจารย์เป็นทิศเบื้องขวา บุตรภรรยาเป็นทิศเบื้องหลัง มิตรสหายเป็นทิศเบื้องซ้าย ทาสกรรมกรเป็นทิศเบื้องล่างสมณพราหมณ์เป็นทิศเบื้องบน คฤหัสถ์ในตระกูลผู้สามารถควรนอบน้อมทิศเหล่านี้บัณฑิตผู้สมบูรณ์ด้วยศีล เป็นคนละเอียดและมีไหวพริบ มีความประพฤติเจียมตน ไม่ดื้อกระด้าง ผู้เช่นนั้นย่อมได้ยศ
คนที่ขยันหมั่น ไม่เกียจคร้าน ไม่หวั่นไหวในอันตรายทั้งหลาย คนที่มีความประพฤติไม่ขาดตอน มีปัญญา ผู้เช่นนั้นย่อมได้ยศ
ผู้สงเคราะห์ ก่อมิตรไมตรี รู้เท่าทันถ้อยคำที่เขากล่าว ปราศจากความตระหนี่ เป็นผู้นำ เป็นผู้แนะนำ เป็นผู้ติดตามแนะนำ ผู้เช่นนั้นย่อมได้ยศ
การให้ปันกัน ๑ การเจรจาไพเราะ ๑ การบำเพ็ญประโยชน์ในโอกาส ๑ ความเป็นผู้มีตนสมํ่าเสมอในธรรมนั้น ๆ ตามสมควร ๑ ธรรมเหล่านี้แล เป็นเครื่อง ยึดเหนี่ยวใจกันในโลก เหมือนสลักเพลาที่คุมรถที่แล่นไปอยู่ฉะนั้น
ถ้าธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวใจกันเหล่านี้ไม่พึงมีไซร้ มารดาหรือบิดาก็จะไม่พึงได้ความนับถือหรือการบูชาเพราะเหตุแห่งบุตร
เพราะบัณฑิตทั้งหลายพิจารณาเห็นธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวใจกันเหล่านี้โดยชอบ ฉะนั้นบัณฑิตเหล่านั้น จึงถึงความเป็นใหญ่ และเป็นผู้ที่หมู่ชนสรรเสริญ
{๒๐๖} [๒๗๔] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว สิงคาลกบุตรคฤหบดี ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก พระพุทธเจ้าข้า พระ ผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้านี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมทั้งพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดจำข้าพระพุทธเจ้าไว้ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิตจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป” ดังนี้แล
จบ สิงคาลกสูตรที่ ๘
- ๑ธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวใจกัน เรียกว่า สังคหวัตถุธรรม มี ๔ อย่าง คือ (๑) ทาน การให้ปันกัน (๒) ปิยวัชชัง (เปยยวัชชัง ปิยวาจา) การเจรจาไพเราะ (๓) อัตถจริยาการบำเพ็ญประโยชน์ในโอกาส (๔) สมานัตตตา ความเป็นผู้มีตนสม่ำเสมอในธรรมนั้น ๆ ตามสมควร
๙. อาฏานาฏิยสูตร
ว่าด้วยการรักษาชื่ออาฏานาฏิยะ
ท้าวจตุโลกบาลเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
{๒๐๗} [๒๗๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ เขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ตั้งการรักษาไว้ทั้ง ๔ ทิศ ตั้งกองกำลังไว้ทั้ง ๔ ทิศ ตั้งผู้ตรวจตราไว้ทั้ง ๔ ทิศ ด้วยเสนายักษ์หมู่ใหญ่ ด้วยเสนาคนธรรพ์หมู่ใหญ่ ด้วยเสนากุมภัณฑ์หมู่ใหญ่ และด้วยเสนานาค หมู่ใหญ่ เมื่อล่วงปฐมยามไปแล้ว มีรัศมีงามยิ่ง ยังเขาคิชฌกูฏทั้งสิ้นให้สว่างไสว แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งฝ่ายยักษ์เหล่านั้น บางพวกถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง บางพวกได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง บางพวกประนม
- ๑ปฐมภาณวาร คำว่า ภาณวาร แปลว่า วาระแห่งการสวด หมายถึงการจัดแบ่งข้อความ พระบาลีไว้เป็นหมวดหนึ่ง ๆ สำหรับสวดหรือสาธยายเป็นคราว ๆ หรือเป็นตอน ๆ ปฐมภาณวาร ภาณวารที่ ๑ หรือ ๑ ภาณวาร ก็คือวาระแห่งการสวด ๑ จบ หรือวาระแห่งการสวดจบที่ ๑ ท่านอธิบายไว้ว่า ๑ ภาณวารมีจำนวนอักษร ๘,๐๐๐ อักษร (ภาณวาโรติ มโต เอโก สฺวฏฐกขรสหสฺสโก:ที.สี.ฏี. (อภินว.) ๑/๙๗)
- ๒ท้าวมหาราชทั้ง ๔ (ท้าวจตุโลกบาล) คือเทพผู้ปกครองเทวดาชั้นต่ำคือชั้นจาตุมหาราชิกาทั้ง ๔ องค์ คือ (๑) ท้าวธตรฐ จอมคนธรรพ์ผู้ครองทิศตะวันออก (๒) ท้าววิรุฬหก จอมกุมภัณฑ์ผู้ครองทิศใต้ (๓) ท้าววิรูปักษ์ จอมนาคผู้ครองทิศตะวันตก (๔) ท้าวเวสวัณ จอมยักษ์ผู้ครองทิศเหนือ (ที.ม.อ. ๒๙,๒๖๐) ในที่นี้ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ได้ตั้งการอารักษาไว้ทั้ง ๔ ทิศ แก่ท้าวสักกะจอมเทพชั้นดาวดึงส์เพื่อป้องกันทัพอสูรที่จะยกมาประชิด (ที.ปา.อ. ๑๕๒)
End of ๘. สิงคาลกสูตร