พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน · ชัจจันธวรรค
๕. กิรสูตร ที่ ๒ เล่ม ๒๕
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๓๙–๑๔๐ (Royal Thai)5/10 in ชัจจันธวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน ชัจจันธวรรค กิรสูตร ที่ ๒ (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 44 · Chaloem Phrakiat Volume 25)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 25, pp. 277–281
พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน
๕. ทุติยนานาติตถิยสูตร
ว่าด้วยทิฏฐิของลัทธิอื่น ๑๖ อย่าง
{๑๓๙} [๕๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็ครั้งนั้นแล สมณพราหมณ์ ปริพาชกเป็นจำนวนมากผู้มีลัทธิแตกต่างกัน มีความเห็น มีความพอใจ มีความชอบใจแตกต่างกัน ยึดถือความเห็นแตกต่างกัน อาศัยอยู่ในพระนครสาวัตถี๑. สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีความเห็นอย่างนี้ว่า ‘อัตตาและโลกเที่ยง อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’
๒. ... ‘อัตตาและโลกไม่เที่ยง อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’
๓. ... ‘อัตตาและโลกเที่ยงก็มี ไม่เที่ยงก็มี อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’
๔. ... ‘อัตตาและโลกจะว่าเที่ยงก็ไม่ใช่ ไม่เที่ยงก็ไม่ใช่ อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’
- ๑อัตตาและโลก ในพระสูตรนี้มีความหมาย ๕ นัย คือ (๑) ทั้งอัตตาและโลก หมายถึงอุปาทานขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ (๒) อัตตา หมายถึงอหังการวัตถุ คือเหตุให้เกิดความสำคัญตนว่าเป็นเรา โลก หมายถึงมมังการวัตถุ คือเหตุให้เกิดความสำคัญสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับตนว่าเป็นของเรา (๓) อัตตา หมายถึงตนเอง โลก หมายถึงผู้อื่น (๔) อัตตา หมายถึงขันธ์หนึ่งในบรรดาอุปาทานขันธ์ ๕ โลก หมายถึงสิ่งที่นอกจากขันธ์ (๕) อัตตา หมายถึงขันธสันดาน (ความสืบต่อแห่งขันธ์) ที่มีวิญญาณครอง โลก หมายถึงขันธสันดานที่ปราศจากวิญญาณ อย่างไรก็ตามคำว่า อัตตาและโลก ในพระสูตรนี้ต่างมุ่งแสดงสัสสตวาทะ เห็นว่าเที่ยง อุจเฉทวาทะ เห็นว่าขาดสูญ เอกัจจสัสสตวาทะ เห็นว่าเที่ยงเป็นบางอย่าง อมราวิกเขปวาทะ พูดหลบเลี่ยงดิ้นได้ไม่ตายตัว อธิจจสมุปปันนวาทะ เห็นว่าเกิดขึ้นเองโดยปราศจากสาเหตุ (ขุ.อุ.อ. ๓๖๙-๓๗๐)
๖. ชัจจันธวรรค ๕. ทุติยนานาติตถิยสูตร
๕. ... ‘อัตตาและโลกตนเป็นผู้สร้างเอง อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’
๖. ... ‘อัตตาและโลกผู้อื่นเป็นผู้สร้าง อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’
๗. ... ‘อัตตาและโลกตนเป็นผู้สร้างก็มี ผู้อื่นเป็นผู้สร้างก็มี อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’๘. ... ‘อัตตาและโลกเกิดขึ้นเอง ตนและผู้อื่นไม่ได้สร้าง อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’๙. .... ‘อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ที่ยั่งยืน อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’๑๐. ... ‘อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ที่ไม่ยั่งยืน อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’๑๑. ... ‘อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ที่ทั้งยั่งยืนและไม่ยั่งยืน อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’๑๒. ... ‘อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ที่จะว่ายั่งยืนก็ไม่ใช่ ไม่ยั่งยืน
ก็ไม่ใช่ อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’๑๓. ... ‘อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ตนเป็นผู้สร้าง อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’๑๔. ... ‘อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ผู้อื่นเป็นผู้สร้าง อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’๑๕. ... ‘อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ตนเป็นผู้สร้างก็มี ผู้อื่นเป็นผู้สร้างก็มี อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’๑๖. สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีความเห็นอย่างนี้ว่า ‘อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ เกิดขึ้นเอง ตนและผู้อื่นไม่ได้สร้าง อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’
พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน
สมณพราหมณ์เหล่านั้นเกิดความบาดหมาง เกิดการทะเลาะ ถึงการ วิวาทกัน พูดจาทิ่มแทงกันอยู่ว่า “ธรรมต้องเป็นอย่างนี้ ธรรมต้องไม่เป็นอย่างนี้ ธรรมเป็นอย่างนี้หามิได้ ธรรมต้องเป็นอย่างนี้”
{๑๔๐} ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า ภิกษุมากรูปด้วยกันครองอันตรวาสกแล้วถือบาตรจีวรเข้าไปบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี กลับจากเที่ยวบิณฑบาตหลังจากฉันภัตตาหารแล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส สมณพราหมณ์ปริพาชกเป็นจำนวนมากผู้มีลัทธิแตกต่างกัน มีความเห็น มีความพอใจ มีความชอบใจแตกต่างกัน ยืดถือความเห็นแตกต่างกัน อาศัยอยู่ในพระนครสาวัตถี คือ สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้มีความเห็นอย่างนี้ว่า ‘อัตตาและโลกเที่ยง อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’ ... ‘อัตตาและโลกไม่เที่ยง อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’ ... ‘อัตตาและโลก เที่ยงก็มี ไม่เที่ยงก็มี อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’ ... ‘อัตตาและโลกจะว่าเที่ยงก็ไม่ใช่ ไม่เที่ยงก็ไม่ใช่ อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’ ...
‘อัตตาและโลกตนเป็นผู้สร้าง อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า ... ‘อัตตาและโลกผู้อื่นเป็นผู้สร้าง อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า ... ‘อัตตาและโลกตนเป็นผู้สร้างก็มี ผู้อื่นเป็นผู้สร้างก็มี อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’ ... ‘อัตตาและโลกเกิดขึ้นเอง ตนและผู้อื่นไม่ได้สร้าง อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’ ... ‘อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ที่ยั่งยืน อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’ ... ‘อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ที่ไม่ยั่งยืน อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’ ... ‘อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ที่ทั้งยั่งยืนและไม่ยั่งยืน อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’ ... ‘อัตตาและโลกมีทั้งสุขและ
๖. ชัจจันธวรรค ๕. ทุติยนานาติตถิยสูตร
ทุกข์ที่จะว่ายั่งยืนก็ไม่ใช่ ไม่ยั่งยืนก็ไม่ใช่ อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่าง อื่นเปล่า’ ... ‘อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ ตนเป็นผู้สร้าง อันนี้เท่านั้น เป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’ ... ‘อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ ผู้อื่นเป็นผู้สร้าง อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’ ... ‘อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ ตนเป็นผู้สร้างก็มี ผู้อื่นเป็นผู้สร้างก็มี อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีความเห็นอย่างนี้ว่า ‘อัตตาและโลกมีทั้งสุขและทุกข์ เกิดขึ้นเอง ตนและผู้อื่น ไม่ได้สร้าง อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’ สมณพราหมณ์เหล่านั้นเกิดความบาดหมาง เกิดการทะเลาะ ถึงการวิวาทกัน พูดจาทิ่ม แทงกันอยู่ว่า “ธรรมต้องเป็นอย่างนี้ ธรรมต้องไม่เป็นอย่างนี้ ธรรมเป็นอย่างนี้หามิได้ ธรรมต้องเป็นอย่างนี้”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อัญเดียรถีย์ ปริพาชก เป็นคนตาบอด ไม่มีจักษุ ไม่รู้จักประโยชน์ ไม่รู้จักโทษ ไม่รู้จักธรรม ไม่รู้จักอธรรม เมื่อไม่รู้จักประโยชน์ ไม่รู้จักโทษ ไม่รู้จักธรรม ไม่รู้จักอธรรม จึงเกิดความบาดหมาง เกิดการทะเลาะ ถึงการวิวาทกัน พูดจาทิ่มแทงกันอยู่ว่า ‘ธรรมต้องเป็นอย่างนี้ ธรรมต้องไม่เป็นอย่างนี้ ธรรมเป็นอย่างนี้หามิได้ ธรรมต้องเป็นอย่างนี้”
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
นัยว่า สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ยึดมั่นอยู่ใน
ความเห็นผิดเหล่านี้ จึงไปไม่ถึงนิพพาน จมเสีย
- ๑จมเสียในระหว่างทาง หมายถึงจมอยู่ในโอฆะ (กิเลสดุจห้วงนํ้าท่วมใจสัตว์) ๔ อย่าง คือ กาม ภพ ทิฏฐิ และอวิชชา หรือจมอยู่ในสังสารวัฏ (ขุ.อุ.อ. ๓๗๐)
พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน
๖. ตติยนานาติตถิยสูตร
ว่าด้วยทิฏฐิของลัทธิอื่น ๑๖ ประการ สูตรที่ ๓
{๑๔๑} [๕๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็ครั้งนั้นแล สมณพราหมณ์ ปริพาชกเป็นจำนวนมากผู้มีลัทธิแตกต่างกัน มีความเห็น มีความพอใจ มีความชอบใจแตกต่างกัน ยึดถือความเห็นแตกต่างกัน อาศัยอยู่ในพระนครสาวัตถี คือ๑. สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีความเห็นอย่างนี้ว่า ‘อัตตาและโลกเที่ยง อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’๒. ... ‘อัตตาและโลกไม่เที่ยง อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’
๓. ... ‘อัตตาและโลกเที่ยงก็มี ไม่เที่ยงก็ไม่มี อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’
๔. ... ‘อัตตาและโลกจะว่าเที่ยงก็ไม่ใช่ ไม่เที่ยงก็ไม่ใช่ อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’๕. ... ‘อัตตาและโลกตนเป็นผู้สร้าง อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’
๖. ... ‘อัตตาและโลกผู้อื่นเป็นผู้สร้าง อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’
๗. ... ‘อัตตาและโลกตนเป็นผู้สร้างก็มี ผู้อื่นเป็นผู้สร้างก็มี อันนี้เท่านั้นเป็นความจริง อย่างอื่นเปล่า’
End of ๕. กิรสูตร ที่ ๒