พระสุตตันตปิฎก · ขุททกนิกาย
๔. สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส เล่ม ๒๙
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๐๙–๑๔๕ (Royal Thai)4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย นิทเทส มหานิทเทส สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส (Royal Thai Volume 29 · Mahachula Volume 29 · Mahamakut Volume 65 · Chaloem Phrakiat Volume 29)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 29, pp. 113–138
๔. สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส
อธิบายสูตรว่าด้วยทัสสนะในเรื่องความหมดจด
{๑๐๙} [๒๓] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า)
เราเห็นนรชนผู้หมดจดว่าเป็นผู้ไม่มีโรคอย่างยิ่ง ความหมดจดย่อมมีแก่นรชนด้วยการเห็น บุคคลผู้รู้จริงอย่างนี้ รู้ว่า ‘การเห็นนี้เป็นเยี่ยม’ ดังนี้ จึงเป็นผู้พิจารณาเห็นความหมดจด เพราะฉะนั้น ย่อมเชื่อว่า การเห็นนั้นเป็นญาณ
ว่าด้วยผู้พิจารณาเห็นความหมดจด
{๑๑๐} หัวข้อว่า เราเห็นนรชนผู้หมดจดว่าเป็นผู้ไม่มีโรคอย่างยิ่ง มีอธิบายดังนี้
คำว่า เราเห็นนรชนผู้หมดจด ความว่า เราเห็น คือ แลเห็น เพ่งดู ตรวจดู พิจารณาเห็นนรชนผู้หมดจด
คำว่า ไม่มีโรคอย่างยิ่ง ความว่า ถึงความเป็นผู้ไม่มีโรค ถึงธรรมอันเกษม ถึงธรรมเป็นที่ต้านทาน ถึงธรรมเป็นที่เร้น ถึงธรรมที่เป็นสรณะ ถึงธรรมเป็นที่ไปข้างหน้า ถึงธรรมไม่มีภัย ถึงธรรมไม่เคลื่อน ถึงธรรมไม่ตาย ถึงนิพพานอย่างยิ่ง รวมความว่า ‘เราเห็นนรชนผู้หมดจดว่าเป็นผู้ไม่มีโรคอย่างยิ่ง’{๑๑๑} คำว่า ความหมดจดย่อมมีแก่นรชนด้วยการเห็น ความว่า ความหมดจด คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความหลุดพ้น ความรอดพ้น ย่อมมีแก่นรชน คือ นรชนย่อมหมดจด สะอาด บริสุทธิ์
ย่อมพ้น หลุดพ้น รอดพ้น ด้วยการเห็นรูปด้วยจักษุวิญญาณ รวมความว่า ความหมดจดย่อมมีแก่นรชนด้วยการเห็น
{๑๑๒} คำว่า บุคคลผู้รู้จริงอย่างนี้ รู้ว่า ‘การเห็นนี้เป็นเยี่ยม’ ดังนี้ ความว่า บุคคลเมื่อรู้เฉพาะ คือ เมื่อรู้ทั่ว รู้แจ้ง รู้แจ่มแจ้ง รู้แทงตลอดอย่างนี้ รู้แล้ว คือ ทราบแล้ว สอบสวนแล้ว พิจารณาแล้ว ชัดเจนแล้ว ทำให้แจ่มแจ้งแล้วว่า “ความเห็นนี้เป็นเยี่ยม เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธานสูงสุดอย่างยิ่ง” รวมความว่า ‘บุคคลผู้รู้จริงอย่างนี้รู้ว่า ‘การเห็นนี้เป็นเยี่ยม’ ดังนี้’{๑๑๓} คำว่า เป็นผู้พิจารณาเห็นความหมดจด เพราะฉะนั้น ย่อมเชื่อว่าการเห็นนั้นเป็นญาณ ความว่า บุคคลใดเห็นนรชนผู้หมดจด บุคคลนั้นชื่อว่า เป็นผู้พิจารณาเห็นความหมดจด
คำว่า ย่อมเชื่อว่าความเห็นนั้นเป็นญาณ ความว่า บุคคลนั้นย่อมเชื่อการเห็นรูปด้วยจักษุวิญญาณว่าเป็นญาณ คือ เป็นทาง เป็นคลอง เป็นเครื่องนำออก รวมความว่า ‘เป็นผู้พิจารณาเห็นความหมดจด เพราะฉะนั้น ย่อมเชื่อว่าการเห็นนั้นเป็นญาณ’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่าเราเห็นนรชนผู้หมดจด ว่าเป็นผู้ไม่มีโรคอย่างยิ่ง ความหมดจดย่อมมีแก่นรชนด้วยการเห็น บุคคลผู้รู้จริงอย่างนี้รู้ว่า ‘การเห็นนี้เป็นเยี่ยม’ ดังนี้ จึงเป็นผู้พิจารณาเห็นความหมดจด เพราะฉะนั้น ย่อมเชื่อว่าการเห็นนั้นเป็นญาณ
{๑๑๔} [๒๔] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)
หากว่าความหมดจดย่อมมีแก่นรชนได้ด้วยการเห็น หรือว่านรชนนั้นย่อมละทุกข์ได้ด้วยญาณไซร้ นรชนนั้นผู้ยัง
มีอุปธิก็ย่อมหมดจดได้ด้วยมรรคอื่น เพราะทิฏฐินั่นแล ย่อมบ่งชี้นรชนนั้นผู้กล่าวอย่างนั้นไว้
ว่าด้วยความหมดจดเป็นตน
{๑๑๕} คำว่า หากว่าความหมดจดย่อมมีแก่นรชนได้ด้วยการเห็น ความว่า หากว่าความหมดจด คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความหลุดพ้น ความรอดพ้น ย่อมมีแก่นรชน คือ นรชนย่อมหมดจด สะอาด บริสุทธิ์ ย่อมพ้น หลุดพ้น รอดพ้นได้ด้วยการเห็นรูปด้วยจักษุวิญญาณ รวมความว่า ‘หากว่าความหมดจดย่อมมีแก่นรชนได้ด้วยการเห็น’{๑๑๖} คำว่า หรือว่านรชนนั่นย่อมละทุกข์ได้ด้วยญาณไซร้ ความว่า หากว่านรชนย่อมละชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ ทุกข์คือความเศร้าโศก ความรํ่าไร ทุกข์กาย ทุกข์ใจ และความคับแค้นใจได้ด้วยจักษุวิญญาณ คือ ด้วยการเห็นรูปไซร้ รวมความว่า ‘หรือว่านรชนนั้นย่อมละทุกข์ได้ด้วยญาณไซร้’{๑๑๗} คำว่า นรชนนั้นผู้ยังมีอุปธิก็ย่อมหมดจดได้ด้วยมรรคอื่น ความว่า นรชนย่อมหมดจด คือ สะอาด บริสุทธิ์ ย่อมพ้น หลุดพ้น รอดพ้นได้ด้วยมรรคอื่น คือ มรรคอันไม่หมดจด ปฏิปทาที่ผิด ทางอันไม่นำออกจากทุกข์นอกไปจากสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ อริยมรรคมีองค์ ๘คำว่า ผู้ยังมีอุปธิ ความว่า ยังมีราคะ โทสะ โมหะ มานะ ตัณหา ทิฏฐิ กิเลส อุปาทาน รวมความว่า ‘นรชนนั้นผู้ยังมีอุปธิย่อมหมดจดได้ด้วยมรรคอื่น’
{๑๑๘} คำว่า เพราะทิฏฐินั่นแลย่อมบ่งชี้นรชนนั้นผู้กล่าวอย่างนั้นไว้ ความว่า ทิฏฐินั้นแหละย่อมบ่งชี้บุคคลนั้นว่า “บุคคลนี้เป็นผู้มีความเห็นผิด มีความเห็นวิปริตแม้เพราะเหตุนี้”
คำว่า เป็นผู้กล่าวอย่างนั้นไว้ ความว่า เป็นผู้พูด คือ บอก กล่าว แสดง แถลงอยู่อย่างนั้น ได้แก่ เป็นผู้พูด บอก กล่าว แสดง แถลงว่า “โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า” เป็นผู้พูด บอก กล่าว แสดง แถลงว่า “โลกไม่เที่ยง ... โลกมีที่สุด ... โลกไม่มีที่สุด ... ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น ... ชีวะก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง ... สัตว์หลังจากตายไปย่อมเกิดอีก ... สัตว์หลังจากตายไปย่อมไม่เกิดอีก ... สัตว์หลังจากตายไปย่อมเกิดอีกก็มีย่อมไม่เกิดอีกก็มี ... สัตว์หลังจากตายไปจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า” รวมความว่า ‘เพราะทิฏฐิ นั่นแลย่อมบ่งชี้นรชนนั้นผู้กล่าวอย่างนั้นไว้’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าหากว่าความหมดจดย่อมมีแก่นรชนได้ด้วยการเห็น หรือว่านรชนนั้นย่อมละทุกข์ได้ด้วยญาณไซร้ นรชนนั้นผู้ยังมีอุปธิก็ย่อมหมดจดได้ด้วยมรรคอื่น เพราะทิฏฐินั่นแลย่อมบ่งชี้นรชนนั้นผู้กล่าวอย่างนั้นไว้
{๑๑๙} [๒๕] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)
พราหมณ์หาได้กล่าวถึงความหมดจดในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ยิน ในศีลและวัดร หรือในอารมณ์ที่ได้รู้โดยมรรคอื่นไม่ พราหมณ์นั้นเป็นผู้ไม่ติดในบุญและบาป ละอัตตาตัวตนได้แล้วไม่ทำ(บุญและบาป)ในโลกนี้อีก
{๑๒๐} หัวข้อว่า พราหมณ์หาได้กล่าวถึงความหมดจดในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ยินในศีลและวัตร หรือในอารมณ์ที่ได้รู้โดยมรรคอื่นไม่ มีอธิบายดังนี้
คำว่า ไม่ เป็นคำปฏิเสธ
คำว่า พราหมณ์ ความว่า บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะลอยธรรม ๗ ประการได้แล้ว คือ เป็นผู้ลอยสักกายทิฏฐิ ลอยวิจิกิจฉา ลอยสีลัพพตปรามาส ลอยราคะ ลอยโทสะ ลอยโมหะ ลอยมานะได้แล้ว อันบุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้นลอยอกุศลธรรมอันเลวทรามทั้งหลาย อันเป็นปัจจัยแห่งความเศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ เป็นปัจจัยแห่งชาติ ชรา และมรณะต่อไปได้แล้ว สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าผู้ที่ลอยบาปได้ทั้งหมด ปราศจากมลทิน มีจิตมั่นคงดี ดำรงตนอยู่ในอริยธรรม ข้ามพ้นสังสารวัฏได้แล้ว สมบูรณ์ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น เป็นผู้ที่ตัณหาและทิฏฐิอาศัยไม่ได้แล้ว เป็นผู้คงที่ บัณฑิตเรียกว่าพราหมณ์
ว่าด้วยการเชื่อถือว่าเป็นมงคล ไม่เป็นมงคล
คำว่า พราหมณ์หาได้กล่าวถึงความหมดจด ... โดยมรรคอื่นไม่ ความว่า พราหมณ์ไม่กล่าว คือ ไม่บอก ไม่พูด ไม่แสดง ไม่แถลงซึ่งความหมดจด คือ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความหลุดพ้น ความรอดพ้น โดยมรรคอื่น คือ โดยมรรคอันไม่หมดจด ปฏิปทาที่ผิด ทางอันไม่นำออกจากทุกข์ นอกไปจากสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ อริยมรรคมีองค์ ๘ รวมความว่า ‘พราหมณ์หาได้กล่าวความหมดจด ... โดยมรรคอื่นไม่’คำว่า ในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ยิน ในศีลและวัตร หรือในอารมณ์ที่ได้รู้ ความว่า มีสมณพราหมณ์บางพวกปรารถนาความหมดจดด้วยการ
- ๑ขุ.สุ. (แปล) ๒๕/๕๒๕/๖๑๘-๖๑๙
เห็น สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมเชื่อถือการเห็นรูปบางอย่างว่าเป็นมงคล ย่อมเชื่อถือการเห็นรูปบางอย่างว่าไม่เป็นมงคล
สมณพราหมณ์เหล่านั้นเชื่อถือการเห็นรูปอย่างไหนว่าเป็นมงคล คือ สมณพราหมณ์เหล่านั้นลุกขึ้นแต่เช้า ย่อมเห็นรูปทั้งหลายที่ถึงความเป็นมงคลยิ่ง คือ เห็นนกแอ่นลม เห็นผลมะตูมอ่อนที่เกิดขึ้นโดยบุษยฤกษ์ เห็นหญิงมีครรภ์ เห็นคนที่ให้เด็กหญิงขี่คอเดินไป เห็นหม้อมีนํ้าเต็ม เห็นปลาตะเพียน เห็นม้าอาชาในย เห็นรถที่เทียมด้วยม้าอาชาในย เห็นโคผู้ เห็นโคแดง ย่อมเชื่อถือการเห็นรูปเห็นปานนี้ว่าเป็นมงคลสมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมเชื่อถือการเห็นรูปอย่างไหนว่าไม่เป็นมงคล คือ สมณพราหมณ์เหล่านั้นเห็นกองฟาง เห็นหม้อเปรียง เห็นหม้อเปล่า เห็นนักฟ้อน เห็นสมณะเปลือย เห็นลา เห็นยานที่เทียมด้วยลา เห็นยานที่เทียมด้วยสัตว์พาหนะตัวเดียว เห็นคนตาบอด เห็นคนง่อย เห็นคนกระจอก เห็นคนเปลี้ย เห็นคนแก่ เห็นคนเจ็บ เห็นคนตาย ย่อมเชื่อถือการเห็นรูปเห็นปานนี้ว่าไม่เป็นมงคลสมณพราหมณ์เหล่านั้นปรารถนาความหมดจดด้วยการเห็นรูป ย่อมเชื่อถือความหมดจด ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความหลุดพ้น ความรอดพ้นด้วยการเห็นรูป
มีสมณพราหมณ์บางพวกปรารถนาความหมดจดด้วยการได้ยินเสียง สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมเชื่อถือการได้ยินเสียงบางอย่างว่าเป็นมงคล ย่อมเชื่อถือการได้ยินเสียงบางอย่างว่าไม่เป็นมงคล
- ๑บุษยฤกษ์ ดาวฤกษ์ที่ ๘ มี ๕ ดวง เห็นเป็นรูปปุยฝ้าย พวงดอกไม้ ดอกบัว หรือ โลง, ดาว ปุยฝ้าย ดาวพวงดอกไม้ ดาวดอกบัว ดาวโลง ดาวปู ดาวสมอสำเภา หรือ ดาวสิธยะ (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ หน้า ๔๘๓)
สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมเชื่อถือการได้ยินเสียงอย่างไหนว่าเป็นมงคล คือ สมณพราหมณ์เหล่านั้นลุกขึ้นแต่เช้า ได้ยินเสียงทั้งหลายที่ถีงความเป็นมงคลยิ่ง คือ ได้ยินเสียงว่า ‘เจริญ’ เสียงว่า ‘กำลังเจริญ’ เสียงว่า ‘เต็มแล้ว’ เสียงว่า ‘ขาว’ เสียงว่า ‘ไม่เศร้าโศก’ เสียงว่า ‘มีใจดี’ เสียงว่า ‘ฤกษ์ดี’ เสียงว่า ‘มงคลดี’ เสียงว่า ‘มีสิริ’ หรือเสียงว่า ‘เจริญศรี’ ย่อมเชื่อถือการได้ยินเสียงเห็นปานนี้ว่าเป็นมงคลสมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมเชื่อถือการได้ยินเสียงอย่างไหนว่าไม่เป็นมงคล คือ สมณพราหมณ์เหล่านั้นได้ยินเสียงว่า ‘คนบอด’ เสียงว่า ‘คนง่อย’ เสียงว่า ‘คนกระจอก’ เสียงว่า ‘คนเปลี้ย’ เสียงว่า ‘คนแก่’ เสียงว่า ‘คนเจ็บ’ เสียงว่า ‘คนตาย’ เสียงว่า ‘ถูกฟัน’ เสียงว่า ‘ถูกทำร้าย’ เสียงว่า ‘ไฟไหม้’ เสียงว่า ‘ของหาย’ หรือเสียงว่า ‘ไม่มี’ ย่อมเชื่อถือการได้ยินเสียงเห็นปานนี้ว่าไม่เป็นมงคลสมณพราหมณ์เหล่านั้นปรารถนาความหมดจดด้วยการได้ยินเสียง เชื่อถือความหมดจด ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความหลุดพ้น ความรอดพ้น ด้วยการได้ยินเสียง
ว่าด้วยความหมดจดด้วยศีลและวัตร
มีสมณพราหมณ์บางพวกปรารถนาความหมดจดด้วยศีล สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมเชื่อถือความหมดจด ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความหลุดพ้น ความรอดพ้นด้วยเหตุเพียงศีล คือด้วยเหตุเพียงความสำรวม ด้วยเหตุเพียงความระวัง ด้วยเหตุเพียงความไม่ละเมิดศีล
อุคคาหมานปริพาชกผู้เป็นบุตรนางสมณมุณฑิกาปริพาชิกากล่าวอย่างนี้ว่า “ดูก่อนช่างไม้ เราย่อมบัญญัติบุรุษบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการว่าเป็นผู้มีกุศลสมบูรณ์ มีกุศลอย่างยิ่ง เป็นสมณะผู้เข้าถึงภูมิ
ปฏิบัติอันอุดม ไม่มีใครสู้ได้ ธรรม ๕ ประการมีอะไรบ้าง คือ บุคคลในโลกนี้ไม่ทำกรรมชั่วด้วยกาย ๑ ไม่กล่าววาจาชั่ว ๑ ไม่ดำริชั่ว ๑ ไม่ประกอบอาชีพชั่ว ๑ เราบัญญัติบุรุษบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ นี้แลว่าเป็นผู้มีกุศลสมบูรณ์ มีกุศลอย่างยิ่ง เป็นสมณะผู้เข้าถึงภูมิปฏิบัติอันอุดม ไม่มีใครสู้ได้”
สมณพราหมณ์บางพวกปรารถนาความหมดจดด้วยศีล สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมเชื่อถือความหมดจด ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความหลุดพ้น ความรอดพ้น ด้วยเหตุเพียงศีล คือ ด้วยเหตุเพียงความสำรวม ด้วยเหตุเพียงความระวัง ด้วยเหตุเพียงความไม่ละเมิดศีล อย่างนี้นั่นแล
มีสมณพราหมณ์บางพวกปรารถนาความหมดจดด้วยวัตร สมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้ประพฤติวัตรเยี่ยงช้างบ้าง ประพฤติวัตรเยี่ยงม้าบ้าง ประพฤติวัตรเยี่ยงโคบ้าง ประพฤติวัตรเยี่ยงสุนัขบ้าง ประพฤติวัตรเยี่ยงกาบ้าง ประพฤติวัตรเยี่ยงท้าววาสุเทพบ้าง ประพฤติวัตรเยี่ยงท้าวพลเทพบ้าง ประพฤติวัตรเยี่ยงปุณณภัททะบ้าง ประพฤติวัตรเยี่ยงมณีภัททะบ้าง ประพฤติวัตรคือการบูชาไฟบ้าง ประพฤติวัตรเยี่ยงนาคบ้าง ประพฤตวัตรเยี่ยงครุฑบ้าง ประพฤติวัตรเยี่ยงยักษ์บ้าง ประพฤติวัตรเยี่ยงอสูรบ้าง ประพฤติวัตรเยี่ยงคนธรรพ์บ้าง ประพฤติวัตรเยี่ยงท้าวมหาราชบ้าง ประพฤติวัตรเยี่ยงพระจันทร์บ้าง ประพฤติวัตรเยี่ยงพระอาทิตย์บ้าง ประพฤติวัตรเยี่ยงพระอินทร์บ้าง ประพฤติวัตรเยี่ยงพระพรหมบ้าง ประพฤติวัตรเยี่ยงเทวดาบ้าง ประพฤติวัตรคือไหว้ทิศบ้าง สมณพราหมณ์เหล่านั้นปรารถนาความหมดจดด้วยวัตร ย่อมเชื่อถือความหมดจด ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความหลุดพ้น ความรอดพ้นด้วยวัตร
- ๑ม.ม. (แปล) ๑๓/๒๖๑/๓๓๖
มีสมณพราหมณ์บางพวกปรารถนาความหมดจดด้วยอารมณ์ที่ได้รู้ สมณพราหมณ์เหล่านั้นลุกขึ้นแต่เช้า จับต้องแผ่นดิน จับต้องของสดเขียว จับต้องโคมัย จับต้องเต่า เหยียบข่าย จับต้องเกวียนบรรทุกงา เคี้ยวกินงาขาว ทานํ้ามันงาขาว เคี้ยวไม้สีฟันขาว อาบน้ำด้วยดินสอพอง นุ่งผ้าขาว โพกผ้าโพกสีขาว สมณพราหมณ์เหล่านั้นปรารถนาความหมดจดด้วยอารมณ์ที่ได้รู้ ย่อมเชื่อถือความหมดจด ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความพ้น ความหลุดพ้น ความรอดพ้น ด้วยอารมณ์ที่ได้รู้คำว่า พราหมณ์หาได้กล่าวถึงความหมดจดในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ยิน ในศีลและวัตร หรือในอารมณ์ที่ได้รู้โดยมรรคอื่นไม่ ความว่า พราหมณ์ไม่กล่าว คือ ไม่บอก ไม่พูด ไม่แสดง ไม่แถลงความหมดจด โดยความหมดจดด้วยการเห็นรูปบ้าง โดยความหมดจดด้วยการได้ยินเสียงบ้าง โดยความหมดจดด้วยศีลบ้าง โดยความหมดจดด้วยวัตรบ้าง โดยความหมดจดด้วยอารมณ์ที่ได้รู้บ้าง รวมความว่า ‘พราหมณ์หาได้กล่าวถึงความหมดจดในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ยิน ในศีลและวัตร หรือในอารมณ์ที่ได้รู้โดยมรรคอื่นไม่’
ว่าด้วยการละบุญบาป
{๑๒๑} คำว่า พราหมณ์นั้นเป็นผู้ไม่ติดในบุญและบาป ความว่า กุสลาภิสังขารอันให้ปฏิสนธิในโลกธาตุ ๓ อย่างใดอย่างหนึ่ง ตรัสเรียกว่าบุญ อกุศลทั้งหมดตรัสเรียกว่าบาป
ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อาเนญชาภิสังขารเป็นสภาพอันพราหมณ์ละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำให้ไม่มีในภายหลัง ทำให้ไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ในกาลใด ในกาลนั้น พราหมณ์นั้นชื่อว่าไม่ติด ไม่ติดพัน ไม่เข้าไปติด เป็นผู้ไม่ติด ไม่ติดพัน
ไม่เข้าไปติดแล้ว เป็นผู้ออกไป สละ พ้นขาด ไม่เกี่ยวข้องแล้วในบุญและบาป เป็นผู้มีจิตทำให้ปราศจากแดนกิเลสอยู่ด้วยเหตุเท่านี้ รวมความว่า ‘พราหมณ์นั้นเป็นผู้ไม่ติดในบุญและบาป’
ว่าด้วยการละตน
{๑๒๒} หัวข้อว่า ละอัตตาตัวตนได้แล้วไม่ทำ(บุญและบาป)ในโลกนี้อีก มีอธิบายดังนี้
คำว่า ละอัตตาตัวตน คือ ละการเห็นว่าเป็นตน หรือละความถือมั่น
อีกนัยหนึ่ง คำว่า ละอัตตาตัวตน ได้แก่ ความยึดถือ ถือมั่น ยึดมั่น สยบ หมกมุ่น ด้วยอำนาจตัณหา ด้วยอำนาจทิฏฐิ ความถือเป็นต้นนั้น ทั้งปวง อันพราหมณ์นั้นสละแล้ว คลาย ปล่อย ละ สละได้แล้ว
คำว่า ไม่ทำ(บุญและบาป)ในโลกนี้อีก ความว่า ไม่ทำปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อาเนญชาภิสังขาร ได้แก่ ไม่ให้เกิด ไม่ให้เกิดพร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะอีก รวมความว่า ‘ละอัตตาตัวตนได้แล้ว ไม่ทำ(บุญและบาป)ในโลกนี้อีก’ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าพราหมณ์หาได้กล่าวถึงความหมดจด ในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ยิน ในศีลและวัตร หรือในอารมณ์ที่ได้รู้โดยมรรคอื่นไม่ พราหมณ์นั้นเป็นผู้ไม่ติดในบุญและบาป ละอัตตาตัวตนได้แล้วไม่ทำ(บุญและบาป)ในโลกนี้อีก
{๑๒๓} [๒๖] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)
สมณพราหมณ์ผู้ประกอบด้วยทิฏฐิเหล่านั้นละศาสดาต้นแล้วอาศัยศาสดาอื่น ไหลไปตามกระแสตัณหา ย่อมข้ามกิเลสเครื่องข้องไปไม่ได้ สมณพราหมณ์เหล่านั้น
ย่อมจับ ย่อมปล่อย (ไปเรื่อยๆ) เหมือนลิงจับและปล่อยกิ่งไม้เพื่อจับกิ่งข้างหน้าต่อไปฉะนั้น
ว่าด้วยการจับ ๆ วาง ๆ พ้นกิเลสไม่ได้
{๑๒๔} คำว่า ละศาสดาต้นแล้วอาศัยศาสดาอื่น ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นละศาสดาต้นมาอาศัย คือ อิงอาศัย พัวพัน เข้าถึง สยบ หมกมุ่นศาสดาอื่น ละธรรมที่ศาสดาต้นบอก มาอาศัย ... หมกมุ่นธรรมที่ศาสดาอื่นบอก ละหมู่คณะต้นมาอาศัย ... หมกมุ่นหมู่คณะอื่น ละทิฏฐิต้นมาอาศัย ... หมกมุ่นทิฏฐิอื่น ละปฏิปทาต้นมาอาศัย ... หมกมุ่นปฏิปทาอื่น ละมรรคต้นมาอาศัย ... หมกมุ่นมรรคอื่น รวมความว่า ‘ละศาสดาต้น แล้วอาศัยศาสดาอื่น’{๑๒๕} คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ... ไหลไปตามกระแสตัณหา ย่อมข้ามกิเลสเครื่องข้องไปไม่ได้ ความว่า ตัณหา ตรัสเรียกว่า กระแสตัณหา ได้แก่ ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ... อภิชฌา อกุสลมูลคือโลภะ
คำว่า ไหลไปตามกระแสตัณหา ความว่า ไปตาม คือ ไปตามแล้ว แล่นไปตาม ถึงแล้ว ตกไปตามกระแสตัณหา อันกระแสตัณหาครอบงำแล้ว มีจิตอันกระแสตัณหาครอบงำแล้ว
คำว่า ย่อมข้ามกิเลสเครื่องข้องไปไม่ได้ ความว่า ย่อมข้ามไม่ได้ คือ ข้ามขึ้นไม่ได้ ข้ามพ้นไม่ได้ ก้าวพ้นไม่ได้ ก้าวล่วงไม่ได้ ล่วงเลยไม่ได้ซึ่งกิเลสเครื่องข้องคือราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต รวมความว่า ‘สมณพราหมณ์เหล่านั้น ... ไหลไปตามกระแสตัณหา ย่อมข้ามกิเลสเครื่องข้องไปไม่ได้’
{๑๒๖} คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมจับ ย่อมปล่อย (ไปเรื่อย ๆ) ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมถือศาสดา ละศาสดานั้นแล้วก็ถือศาสดา
อื่นต่อไป ย่อมถือธรรมที่ศาสดาบอก ละธรรมที่ศาสดาบอกนั้นแล้วก็ถือธรรมที่ศาสดาอื่นบอกต่อไป ย่อมถือหมู่คณะ ละหมู่คณะนั้นแล้วก็ถือหมู่คณะอื่นต่อไป ย่อมถือทิฏฐิ ละทิฏฐินั้นแล้วก็ถือทิฏฐิอื่นต่อไป ย่อมถือปฏิปทา ละปฏิปทานั้นแล้วก็ถือปฏิปทาอื่นต่อไป ย่อมถือมรรค ละมรรคนั้นแล้วก็ถือมรรคอื่นต่อไป ย่อมถือและย่อมละ ชื่อว่าย่อมจับและย่อมปล่อย รวมความว่า ‘สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมจับ ย่อมปล่อย (ไปเรื่อยๆ)’{๑๒๗} คำว่า เหมือนลิงจับและปล่อยกิ่งไม้เพื่อจับกิ่งข้างหน้าต่อไปฉะนั้น ความว่า สมณพราหมณ์เป็นอันมากถือและละ คือจับและปล่อยทิฏฐิเป็นอันมาก เหมือนลิงเที่ยวไปในป่าใหญ่จับกิ่งไม้ ละกิ่งไม้นั้นแล้วก็จับกิ่งอื่น ละกิ่งอื่นนั้นแล้วก็จับกิ่งอื่นต่อไป ฉะนั้น รวมความว่า ‘เหมือนลิงจับและปล่อยกิ่งไม้เพื่อจับกิ่งข้างหน้าต่อไปฉะนั้น’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าสมณพราหมณ์ผู้ประกอบด้วยทิฏฐิเหล่านั้นละศาสดาต้นแล้วอาศัยศาสดาอื่น ไหลไปตามกระแสตัณหา ย่อมข้ามกิเลสเครื่องข้องไปไม่ได้ สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมจับ ย่อมปล่อย (ไปเรื่อยๆ) เหมือนลิงจับและปล่อยกิ่งไม้เพื่อจับกิ่งข้างหน้าต่อไปฉะนั้น
{๑๒๘} [๒๗] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)
สัตว์ผู้เกิดมาสมาทานวัตรปฏิบัติเอง ติดข้องอยู่ในสัญญา ย่อมดำเนินไปผิด ๆ ถูกๆ ส่วนบุคคลผู้มีความรู้ รู้ธรรมด้วยความรู้ทั้งหลาย เป็นผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน ย่อมไม่ดำเนินไปผิดๆ ถูกๆ
ว่าด้วยการดำเนินผิด ๆ ถูก ๆ
{๑๒๙} หัวข้อว่า สัตว์ผู้เกิดมาสมาทานวัตรปฏิบัติเอง มีอธิบายดังนี้
คำว่า สมาทานเอง คือ ถือเอาเอง
คำว่า วัตรปฏิบัติ คือ สัตว์ผู้เกิดมาถือเอา สมาทาน คือ ถือ ถือเอา ยึดถือ รับเอา ถือมั่นซึ่งวัตรเยี่ยงช้างบ้าง วัตรเยี่ยงม้าบ้าง วัตรเยี่ยงโคบ้าง วัตรเยี่ยงสุนัขบ้าง วัตรเยี่ยงกาบ้าง วัตรเยี่ยงท้าววาสุเทพบ้าง วัตรเยี่ยงท้าวพลเทพบ้าง วัตุรเยี่ยงปุณณภัททะบ้าง วัตรเยี่ยงมณีภัททะบ้าง วัตรคือการบูชาไฟบ้าง วัตรเยี่ยงนาคบ้าง วัตรเยี่ยงครุฑบ้าง วัตรเยี่ยงยักษ์บ้าง วัตรเยี่ยงอสูรบ้าง ... วัตรคือการไหว้ทิศบ้างคำว่า สัตว์ผู้เกิดมา คือ สัตว์ นรชน ... มนุษย์ สัตว์ผู้เกิดมาสมาทานวัตรปฏิบัติเอง
{๑๓๐} คำว่า ติดข้องอยู่ในสัญญา ย่อมดำเนินไปผิด ๆ ถูก ๆ ความว่า จากศาสดาไปสู่ศาสดา จากธรรมที่ศาสดา(ต้น)บอกไปสู่ธรรมที่ศาสดา(อื่น)บอก จากหมู่คณะไปสู่หมู่คณะ จากทิฏฐิไปสู่ทิฏฐิ จากปฏิปทาไปสู่ปฏิปทา จากมรรคไปสู่มรรค
คำว่า ติดข้องอยู่ในสัญญา ความว่า ติดข้อง คือ เกี่ยว เกี่ยวข้อง ติดพัน พัวพัน เกี่ยวพันอยู่ในกามสัญญา พยาปาทสัญญา วิหิงสาสัญญา ทิฏฐิสัญญา เหมือนสิ่งของที่ติดข้อง เกี่ยว เกี่ยวข้อง ติดพัน พัวพัน เกี่ยวพันอยู่ที่ตะปูติดฝาหรือที่ขอเกี่ยวฉะนั้นรวมความว่า ‘ติดข้องอยู่ในสัญญาย่อมดำเนินไปผิด ๆ ถูก ๆ’
ว่าด้วยผู้รู้ธรรม ๗ ประการ
{๑๓๑} หัวข้อว่า ส่วนบุคคลผู้มีความรู้ รู้ธรรมด้วยความรู้ทั้งหลาย มีอธิบายดังนี้
คำว่า มีความรู้ ความว่า มีความรู้ คือ ถึงวิชชา มีญาณ มีปัญญาเครื่องตรัสรู้ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญาเครื่องทำลายกิเลส
คำว่า ด้วยความรู้ทั้งหลาย ความว่า ญาณในมรรคทั้ง ๔ ตรัสเรียกว่าความรู้ ได้แก่ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา วิปัสสนา สัมมาทิฏฐิบุคคลผู้มีความรู้นั้นถึงที่สุดแห่งชาติ ชรา และมรณะ บรรลุที่สุด ถึงส่วนสุด บรรลุส่วนสุด ถึงที่สุดรอบ บรรลุที่สุดรอบ ถึงที่สิ้นสุด บรรลุที่สิ้นสุด ถึงที่ป้องกัน บรรลุที่ป้องกัน ถึงที่หลีกเร้น บรรลุที่หลีกเร้น ถึงที่พึ่ง บรรลุที่พึ่ง ถึงที่ไม่มีภัย บรรลุที่ไม่มีภัย ถึงที่ไม่จุติ บรรลุที่ไม่จุติ ถึงที่ไม่ตาย บรรลุที่ไม่ตาย ถึงนิพพาน บรรลุนิพพาน ด้วยความรู้ทั้งหลายเหล่านั้นอีกนัยหนึ่ง บุคคลชื่อว่า เวทคู เพราะอรรถว่าถึงที่สุดแห่งความรู้ทั้งหลายบ้าง เพราะอรรถว่าถึงที่สุดด้วยความรู้ทั้งหลายบ้าง ชื่อว่า เวทคู เพราะเป็นผู้รู้แจ้งธรรม ๗ ประการ คือ
(๑) เป็นผู้รู้แจ้งสักกายทิฏฐิ (๒) เป็นผู้รู้แจ้งวิจิกิจฉา
(๓) เป็นผู้รู้แจ้งสีลัพพตปรามาส (๔) เป็นผู้รู้แจ้งราคะ
(๕) เป็นผู้รู้แจ้งโทสะ (๖) เป็นผู้รู้แจ้งโมหะ
(๗) เป็นผู้รู้แจ้งมานะ
ผู้มีความรู้นั้นเป็นผู้รู้อกุศลธรรมอันเลวทรามทั้งหลาย อันทำความเศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ เป็นปัจจัยแห่งชาติ ชรา และมรณะต่อไป สมจริงพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนสภิยะ ผู้ที่พิจารณาเห็นเวททั้งหมด ทั้งที่เป็นของสมณะและของพราหมณ์ได้ หมดความยินดีในเวทนาทั้งปวง บรรลุเวททั้งหมดแล้ว ท่านผู้รู้เรียกว่าเวทคู
คำว่า ส่วนบุคคลผู้มีความรู รู้ธรรมด้วยความรู้ทั้งหลาย ความว่ารู้ คือ รู้ยิ่งซึ่งธรรมว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ... สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ... ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ... เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ... เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ... เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ... เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ... เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ... เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ... เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ... เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ... เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ... เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ”รู้ คือ รู้ยิ่งซึ่งธรรมว่า “เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ ... เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ... เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ ... เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ ... เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ ... เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ ... เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ ... เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ ... เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ... เพราะภพดับ ชาติจึงดับ ... เพราะชาติดับ ... ชราและมรณะจึงดับ”
รู้ คือ รู้ยิ่งซึ่งธรรมว่า “นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับแห่งทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งทุกข์ เหล่านี้อาสวะ นี้เหตุให้เกิดอาสวะ นี้ความดับอาสวะ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับอาสวะ ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้ ธรรมเหล่านี้ควรละ ธรรมเหล่านี้ควรเจริญ ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง”
- ๑ขุ.สุ. (แปล) ๒๕/๕๓๕/๖๒๑
รู้ คือ รู้ยิ่งซึ่งธรรม คือ เหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖
รู้ รู้เฉพาะซึ่งธรรม คือ เหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งอุปาทานขันธ์ ๕
รู้ รู้เฉพาะซึ่งธรรม คือ เหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งมหาภูตรูป ๔
รู้ รู้เฉพาะซึ่งธรรมว่า ‘‘สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับไปเป็นธรรมดา” รวมความว่า ‘ส่วนบุคคลผู้มีความรู้ รู้ธรรมด้วยความรู้ทั้งหลาย’
คำว่า เป็นผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน ย่อมไม่ดำเนินไปผิด ๆ ถูก ๆ ความว่า บุคคลผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดินย่อมไม่จากศาสดาต้นไปหาศาสดาอื่น ไม่จากธรรมที่ศาสดาต้นบอกไปหาธรรมที่ศาสดาอื่นบอก ไม่จากหมู่คณะต้นไปหาหมู่คณะอื่น ไม่จากทิฏฐิต้นไปหาทิฏฐิอื่น ไม่จากปฏิปทาต้นไปหาปฏิปทาอื่น ไม่จากมรรคต้นไปหามรรคอื่น{๑๓๒} คำว่า บุคคลผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน ความว่า มีปัญญามาก คือ มีปัญญาหนักแน่น มีปัญญาเป็นเครื่องรื่นเริง มีปัญญาไว มีปัญญาเฉียบแหลม มีปัญญาเป็นเครื่องทำลายกิเลส แผ่นดินตรัสเรียกว่า ภูริ บุคคลนั้นประกอบด้วยปัญญากว้างขวาง แผ่ไป เสมอด้วยแผ่นดินนั้น รวมความว่า ‘บุคคลผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดินย่อมไม่ดำเนินไปผิด ๆ ถูก ๆ’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าสัตว์ผู้เกิดมาสมาทานวัตรปฏิบัติเอง ติดข้องอยู่ในสัญญา ย่อมดำเนินไปผิด ๆ ถูก ๆ ส่วนบุคคลผู้มีความรู้ รู้ธรรมด้วยความรู้ทั้งหลาย เป็นผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน ย่อมไม่ดำเนินไปผิด ๆ ถูก ๆ
{๑๓๓} [๒๘] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)
บุคคลผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดินนั้นเป็นผู้กำจัด เสนาในธรรมทั้งปวง คือ อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่ได้เห็น ที่ได้ยิน หรือที่ได้รู้แล้ว ใคร ๆ ในโลกนี้จะพึงกำหนด บุคคลนั้นนั่นแล ผู้เห็นความหมดจด ผู้มีหลังคาคือกิเลสที่เปิดแล้ว เที่ยวไปอยู่ ด้วยสาเหตุอะไรเล่า
ว่าด้วยเสนามาร
{๑๓๔} คำว่า บุคคลผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดินนั้นเป็นผู้กำจัดเสนาในธรรมทั้งปวง คืออารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่ได้เห็น ที่ได้ยิน หรือที่ได้รู้แล้ว ความว่า เสนามาร ตรัสเรียกว่า เสนา คือ กายทุจริตจัดเป็นเสนามาร วจีทุจริต มโนทุจริต ราคะ โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ ... อภิสังขาร คือ อกุศลกรรมทั้งปวงจัดเป็นเสนามารสมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเรากล่าวว่าเสนาของท่านมี ๑๐ กอง คือ (๑) กามทั้งหลาย (๒) ความไม่ยินดี (๓) ความหิวกระหาย (๔) ตัณหา (๕) ถีนมิทธะ (๖) ความขลาดกลัว (๗) ความสงสัย (๘) การลบหลู่และหัวดื้อ (๙) ลาภ การสรรเสริญและสักการะ (๑๐) ยศที่ได้มาโดยทุจริต อันเป็นเหตุให้คนถือตัวและดูหมิ่นผู้อื่นดูก่อนมาร เสนาของท่านนี้เป็นตัวกำจัดผู้มีธรรมดำ (ความมืดบอด) ผู้ที่ไม่กล้าย่อมเอาชนะเสนานั้นไม่ได้ แต่ครั้นชนะได้แล้วย่อมได้รับความสุข
- ๑ขุ.สุ. (แปล) ๒๕/๔๓๙-๔๔๒/๕๙๕
เมื่อใด เสนามารทั้งหมดและกิเลสอันทำความเป็นปฏิปักษ์ทั้งหมด ถูกบุคคลผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดินนั้นชนะได้แล้ว ให้แพ้แล้ว ทำลายเสีย กำจัดเสีย ทำให้ไม่สู้หน้าแล้วด้วยอริยมรรค ๔ เมื่อนั้น บุคคลผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดินนั้น เรียกว่า เป็นผู้กำจัดเสนา คือ บุคคลนั้นเป็นผู้กำจัดเสนาในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน อารมณ์ที่ได้ทราบ อารมณ์ที่รู้แจ้ง รวมความว่า ‘บุคคลผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดินนั้น เป็นผู้กำจัดเสนาในธรรมทั้งปวง คือ อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่ได้เห็น ที่ได้ยิน หรือที่ได้รู้ได้แล้ว’{๑๓๕} คำว่า บุคคลนั้นนั่นแล ผู้เห็นความหมดจด ผู้มีหลังคาคือกิเลสที่เปิดแล้ว เที่ยวไปอยู่ ความว่า บุคคลนั้นนั่นแหละผู้เห็นธรรมอันหมดจด เห็นธรรมอันสะอาด เห็นธรรมอันบริสุทธิ์ เห็นธรรมอันขาว เห็นธรรมอันผ่องแผ้ว อีกอย่างหนึ่ง ผู้มีความเห็นอันหมดจด มีความเห็นอันสะอาด มีความเห็นอันบริสุทธิ์ มีความเห็นอันผ่องใส มีความเห็นอันผ่องแผ้ว
คำว่า ผู้มีหลังคาคือกิเลสที่เปิดแล้ว ความว่า หลังคาคือตัณหา หลังคาคือกิเลส หลังคาคืออวิชชา หลังคาเหล่านั้นอันบุคคลนั้นเปิดแล้ว คือ กำจัดแล้ว เลิกขึ้นแล้ว เปิดขึ้นแล้ว ละแล้ว ตัดขาดแล้ว สงบแล้ว ระงับแล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ
คำว่า เที่ยวไปอยู่ ความว่า ผู้เที่ยวไป คือ อยู่ เคลื่อนไหว เป็นไป เลี้ยงดู ดำเนินไป ให้อัตภาพดำเนินไป รวมความว่า ‘บุคคลนั้นนั่นแล ผู้เห็นความหมดจด ผู้มีหลังคาคือกิเลสที่เปิดแล้ว เที่ยวไปอยู่’
{๑๓๖} หัวข้อว่า ใคร ๆ ในโลกนี้จะพึงกำหนด ... ด้วยสาเหตุอะไรเล่า มีอธิบายดังนี้
คำว่า กำหนด ได้แก่ การกำหนด ๒ อย่าง คือ (๑) การกำหนดด้วยอำนาจตัณหา (๒) การกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าการกำหนดด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าการกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ
บุคคลนั้นละการกำหนดด้วยอำนาจตัณหา สลัดทิ้งการกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว เพราะเป็นผู้ละการกำหนดด้วยอำนาจตัณหา สลัดทิ้งการกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว ใคร ๆ จะพึงกำหนดบุคคลนั้นด้วยราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะ วิจิกิจฉา อนุสัยอะไรเล่าว่า “เป็นผู้กำหนัด เป็นผู้ขัดเคือง เป็นผู้หลง เป็นผู้ผูกพัน เป็นผู้ถือมั่น เป็นผู้ถึงความฟุ้งซ่าน เป็นผู้ถึงความไม่ตกลงใจ เป็นผู้ถึงโดยเรี่ยวแรง”อภิสังขารเหล่านั้นอันบุคคลนั้นละได้แล้ว เพราะเป็นผู้ละอภิสังขารได้แล้ว จะพึงเข้าถึงคติทั้งหลายด้วยกิเลสอะไรเล่าว่า “เป็นสัตว์เกิดในนรก เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน เกิดในปิตติวิสัย เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นผู้มีรูป เป็นผู้ไม่มีรูป เป็นผู้มีสัญญา เป็นผู้ไม่มีสัญญา เป็นผู้มีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่” บุคคลนั้นไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ไม่มีการณ์อันเป็นเหตุให้ใครๆ กำหนด กำหนดวิเศษ ถึงความกำหนดได้คำว่า ในโลก คือ ในอบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก รวมความว่า ‘ใคร ๆ ในโลกนี้จะพึงกำหนด ... ด้วยสาเหตุอะไรเล่า’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
บุคคลผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดินนั้น เป็นผู้กำจัดเสนาในธรรมทั้งปวง คือ อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่ได้เห็น ที่ได้ยิน หรือที่ได้รู้แล้ว ใคร ๆ ในโลกนี้จะพึง กำหนดบุคคลนั้นนั่นแล ผู้เห็นความหมดจด ผู้มีหลังคาคือกิเลสที่เปิดแล้ว เที่ยวไปอยู่ ด้วยสาเหตุอะไรเล่า
{๑๓๗} [๒๙] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)
สัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่กำหนด ย่อมไม่ชูตัณหาและทิฏฐิไว้เบื้องหน้า สัตบุรุษเหล่านั้นย่อมไม่กล่าวถึงความ
หมดจดโดยส่วนเดียว สัตบุรุษเหล่านั้นละกิเลสเครื่องร้อยรัดคือความยึดมั่นถือมั่นซึ่งร้อยรัดไว้ได้แล้ว ไม่สร้างความหวังในที่ไหน ๆ ในโลกอีก
ว่าด้วยคุณลักษณะของสัตบุรุษ
{๑๓๘} หัวข้อว่า สัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่กำหนด ย่อมไม่ชูตัณหาและทิฏฐิไว้เบื้องหน้า มีอธิบายดังนี้
คำว่า กำหนด ได้แก่ การกำหนด ๒ อย่าง คือ (๑) การกำหนดด้วยอำนาจตัณหา (๒) การกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าการกำหนดด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าการกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ
สัตบุรุษนั้นละการกำหนดด้วยอำนาจตัณหา สสัดทิ้งการกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว เพราะเป็นผู้ละการกำหนดด้วยอำนาจตัณหา สลัดทิ้งการกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว สัตบุรุษเหล่านั้นจึงไม่กำหนดซึ่งการกำหนดด้วยอำนาจตัณหา หรือการกำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ คือ ไม่ให้เกิด ไม่ให้เกิดพร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะ รวมความว่า ‘ไม่กำหนด’
คำว่า ย่อมไม่ชูตัณหาและทิฏฐิไว้เบื้องหน้า ได้แก่ การชูไว้เบื้องหน้า ๒ อย่าง คือ (๑) การชูไว้เบื้องหน้าด้วยอำนาจตัณหา (๒) การชูไว้เบื้องหน้าด้วยอำนาจทิฏฐิ ... นี้ชื่อว่าการชูไว้เบื้องหน้าด้วยอำนาจตัณหา ... นี้ชื่อว่าการชูไว้เบื้องหน้าด้วยอำนาจทิฏฐิ สัตบุรุษเหล่านั้นละการชูไว้เบื้องหน้าด้วยอำนาจตัณหา สลัดทิ้งการชูไว้เบื้องหน้าด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว เพราะเป็นผู้ละการชูไว้เบื้องหน้าด้วยอำนาจตัณหา สลัดทิ้งการชูไว้เบื้องหน้าด้วยอำนาจทิฏฐิได้แล้ว สัตบุรุษเหล่านั้นจึงไม่ชูตัณหาหรือชูทิฏฐิไว้เบื้องหน้าเที่ยวไป คือ เป็นผู้ไม่มีตัณหาเป็นธงชัย ไม่มีตัณหาเป็นธง ไม่มีตัณหา
เป็นใหญ่ ไม่มีทิฏฐิเป็นธงชัย ไม่มีทิฏฐิเป็นธง ไม่มีทิฏฐิเป็นใหญ่ เป็นผู้อันตัณหาหรือทิฏฐิไม่แวดล้อมเที่ยวไป รวมความว่า ‘สัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่กำหนด ย่อมไม่ชูตัณหาและทิฏฐิไว้เบื้องหน้า’{๑๓๙} คำว่า สัตบุรุษเหล่านั้นย่อมไม่กล่าวถึงความหมดจดโดยส่วนเดียว ความว่า สัตบุรุษเหล่านั้นย่อมไม่กล่าว คือ ไม่บอก ไม่พูด ไม่แสดง ไม่แถลง ซึ่งความไม่หมดจดโดยส่วนเดียว คือ ซึ่งความหมดจดโดยการเวียนว่ายตายเกิด ความหมดจดโดยอกิริยทิฏฐิ วาทะว่าเที่ยง ว่าเป็นความหมดจดส่วนเดียว รวมความว่า ‘สัตบุรุษเหล่านั้นย่อมไม่กล่าวถึงความหมดจดโดยส่วนเดียว’{๑๔๐} คำว่า สัตบุรุษเหล่านั้นละกิเลสเครื่องร้อยรัดคือความยึดมั่นถือมั่นซึ่งร้อยรัดไว้ได้แล้ว มีอธิบายดังนี้
คำว่า กิเลสเครื่องร้อยรัด ได้แก่ กิเลสเครื่องร้อยรัด ๔ อย่าง คือ
(๑) กิเลสเครื่องร้อยรัดทางกายคืออภิชฌา
(๒) กิเลสเครื่องร้อยรัดทางกายคือพยาบาท
(๓) กิเลสเครื่องร้อยรัดทางกายคือสีลัพพตปรามาส
(๔) กิเลสเครื่องร้อยรัดทางกายคือความยึดมั่นว่าสิ่งนี้จริง
ความกำหนดด้วยทิฏฐิของตน เป็นกิเลสเครื่องร้อยรัดทางกายคืออภิชฌา
ความอาฆาต ความไม่ชอบใจในถ้อยคำของชนอื่น เป็นกิเลสเครื่องร้อยรัดทางกายคือพยาบาท
ความยึดถือศีลหรือวัตร หรือทั้งศีลและวัตรของตน เป็นกิเลสเครื่องร้อยรัดทางกายคือสีลัพพตปรามาส
ทิฏฐิของตน เป็นกิเลสเครื่องร้อยรัดทางกายคือความยึดมั่นว่าสิ่งนี้จริง
เพราะเหตุไร จึงเรียกว่ากิเลสเครื่องร้อยรัดคือความยึดมั่นถือมั่นเพราะสัตว์ทั้งหลายย่อมยึดถือ เข้าไปยึดถือ จับ ถือมั่น ยึดมั่นรูป เวทนา สัญญา สังขารทั้งหลาย วิญญาณ คติ อุปบัติ ปฏิสนธิ ภพ สงสาร วัฏฏะ ด้วยกิเลสเครื่องร้อยรัดเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่ากิเลสเครื่องร้อยรัดคือความยึดมั่นถือมั่น
คำว่า ละ คือ สลัด ละกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลาย อีกนัยหนึ่ง สัตบุรุษเหล่านั้นแก้ คือ ละกิเลสทั้งหลายที่ร้อยรัด ผูกพัน รัดรึง พัน ตรึง เหนี่ยว รั้ง ติด ข้อง เกี่ยวพัน พันอยู่ ได้แก่ สัตบุรุษเหล่านั้นสลัด ละกิเลส เครื่องร้อยรัดทั้งหลายได้แล้ว เหมือนคนทั้งหลายทำความปลดปล่อยวอ รถ เกวียน หรือรถที่มีเครื่องประดับ ให้เคลื่อนไปฉะนั้น รวมความว่า ‘สัตบุรุษเหล่านั้นละกิเลสเครื่องร้อยรัดคือความยึดมั่นถือมั่นซึ่งร้อยรัดไว้ได้แล้ว’{๑๔๑} คำว่า ไม่สร้างความหวังในที่ไหน ๆ ในโลกอีก ความว่า ตัณหา เรียกว่า ความหวัง ได้แก่ ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ... อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ
คำว่า ไม่สร้างความหวัง ความว่า ย่อมไม่สร้างความหวัง คือ ไม่ให้ความหวังเกิด ไม่ให้เกิดพร้อม ไม่ให้บังเกิด ไม่ให้บังเกิดเฉพาะ
คำว่า ในที่ไหนๆ ความว่า ในที่ไหน ๆ คือ ในที่บางแห่ง ในที่ไร ๆ ในภายใน ในภายนอก หรือทั้งภายในทั้งภายนอก
คำว่า ในโลก คือ ในอบายโลก ... อายตนโลก รวมความว่า ‘ไม่สร้างความหวังในที่ไหนๆ ในโลกอีก’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
สัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่กำหนด ย่อมไม่ชูตัณหาและทิฏฐิไว้ในเบื้องหน้า สัตบุรุษเหล่านั้นย่อมไม่กล่าวถึงความหมดจดโดยส่วนเดียว สัตบุรุษเหล่านั้นละกิเลสเครื่อง
ร้อยรัดคือความยึดมั่นถือมั่นซึ่งร้อยรัดไว้ได้แล้ว ไม่สร้างความหวังในที่ไหน ๆ ในโลกอีก
{๑๔๒} [๓๐] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)
พระอรหันต์นั้นเป็นผู้ล่วงเขตแดนได้แล้ว ลอยบาปแล้วไม่มีความยึดถืออารมณ์อะไรในเพราะได้รู้แล้วได้เห็นแล้ว เป็นผู้ไม่ยินดีในราคะ (กามคุณ) ไม่ยินดีในวิราคะ (สมาบัติ) พระอรหันต์นั้นไม่มีความยึดถืออารมณ์อะไรว่าเป็นสิ่งยอดเยี่ยมโนโลก
ว่าด้วยพระอรหันต์
{๑๔๓} หัวข้อว่า พระอรหันต์นั้นเป็นผู้ล่วงเขตแดนได้แล้ว ลอยบาปแล้ว ไม่มีความยึดถืออารมณ์อะไร ในเพราะได้รู้แล้วได้เห็นแล้ว มีอธิบายดังนี้
คำว่า เขตแดน ได้แก่ เขตแดน ๔ อย่าง คือ
(๑) สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส อนุสัยคือทิฏฐิ อนุสัยคือวิจิกิจฉา และเหล่ากิเลสที่อยู่ฝ่ายเดียวกัน นี้เป็นเขตแดนที่ ๑
(๒) สังโยชน์คือกามราคะ สังโยชน์คือปฏิฆะ อนุสัยคือกามราคะ อนุสัยคือปฏิฆะที่หยาบ และเหล่ากิเลสที่อยู่ฝ่ายเดียวกัน นี้เป็นเขตแดนที่ ๒
(๓) สังโยชน์คือกามราคะ สังโยชน์คือปฏิฆะ อนุสัยคือกามราคะ อนุสัยคือปฏิฆะที่ละเอียด และเหล่ากิเลสที่อยู่ฝ่ายเดียวกัน นี้เป็นเขตแดนที่ ๓
(๔) รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา อนุสัยคือมานะ อนุสัยคือภวราคะ อนุสัยคืออวิชชา และเหล่ากิเลสที่อยู่ฝ่ายเดียวกัน นี้เป็นเขตแดนที่ ๔
เมื่อใดพระอรหันต์นั้นล่วง คือ ก้าวล่วง ล่วงเลยเขตแดน ๔ อย่าง เหล่านี้ด้วยอริยมรรค ๔ เมื่อนั้นพระอรหันต์นั้นจึงเรียกว่า เป็นผู้ล่วงเขตแดนแล้ว
คำว่า ลอยบาปแล้ว คือ ชื่อว่าผู้ลอยบาป เพราะลอยธรรม ๗ ประการแล้ว ... เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว เป็นผู้คงที่ ท่านกล่าวว่าผู้ลอยบาปแล้ว
คำว่า นั้น หมายถึง พระอรหันต์ผู้ขีณาสพ
คำว่า รู้แล้ว คือ รู้แล้วด้วยปรจิตญาณ (ญาณเป็นเครื่องรู้จิตของผู้อื่น) หรือด้วยปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ญาณเป็นเครื่องระลึกชาติได้)
คำว่า เห็นแล้ว คือ เห็นแล้วด้วยมังสจักษุหรือด้วยทิพพจักษุ รวมความว่า ‘พระอรหันต์นั้นเป็นผู้ล่วงเขตแดนได้แล้ว ลอยบาปแล้ว ไม่มีความยึดถืออารมณ์อะไร ในเพราะได้รู้แล้วได้เห็นแล้ว’
คำว่า ความยึดถือ ความว่า พระอรหันต์นั้น(ไม่)ยึดถือ คือ ถือมั่น ยึดมั่น ติดใจ น้อมใจไปว่า “สิ่งนี้ยอดเยี่ยม คือ เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นใหญ่ สูงสุด ดียิ่ง”
คำว่า ไม่มี ความว่า ไม่มี คือ ไม่มีอยู่ ไม่ปรากฏ หาไม่ได้ เพราะความยึดถือนั้นอันพระอรหันต์นั้นละได้แล้ว ตัดขาด สงบ ระงับได้แล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ รวมความว่า ‘พระอรหันต์เป็นผู้ล่วงเขตแดนได้แล้ว ลอยบาปแล้ว ไม่มีความยึดถืออารมณ์อะไร ในเพราะได้รู้แล้วได้เห็นแล้ว’
{๑๔๔} คำว่า เป็นผู้ไม่ยินดีในราคะ (กามคุณ) ไม่ยินดีในวิราคะ (สมาบัติ) ความว่า ชนเหล่าใดกำหนัด รักใคร่ หลงใหล ติดใจ ลุ่มหลง ข้องเกี่ยว พัวพัน ในกามคุณ ๕ ชนเหล่านั้น ตรัสเรียกว่า ผู้ยินดีในราคะ ชนเหล่าใดกำหนัด รักใคร่ หลงใหล ติดใจ ลุ่มหลง ข้องเกี่ยว พัวพัน ในรูปาวจรสมาบัติ และอรูปาวจรสมาบัติ ชนเหล่านั้น ตรัสเรียกว่า ผู้ยินดีในวิราคะคำว่า เป็นผู้ไม่ยินดีในราคะ (กามคุณ) ไม่ยินดีในวิราคะ (สมาบัติ) ความว่า เมื่อใดกามราคะ รูปราคะ และอรูปราคะอันพระอรหันต์นั้นละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำให้ไม่มีในภายหลัง ทำให้ไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เมื่อนั้นพระอรหันต์นั้นชื่อว่าเป็นผู้ไม่ยินดีในราคะ ไม่ยินดีในวิราคะ โดยเหตุมีประมาณเท่านั้น{๑๔๕} หัวข้อว่า พระอรหันต์นั้นไม่มีความยึดถืออารมณ์อะไรว่าเป็นสิ่งยอดเยี่ยมในโลก มีอธิบายดังนี้
คำว่า นั้น หมายถีง พระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะแล้ว พระอรหันต์นั้นไม่มีความยึดถือ คือ ความถือมั่น ความยึดมั่น ความติดใจ ความน้อมใจไปว่าสิ่งนี้ยอดเยี่ยม คือ เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นใหญ่ สูงสุด ดียิ่ง
คำว่า ไม่มี ความว่า ไม่มี คือ ไม่มีอยู่ ไม่ปรากฏ หาไม่ได้ เพราะความยึดถือนั้นอันพระอรหันต์นั้นละได้แล้ว ตัดขาด สงบ ระงับได้แล้ว ทำให้ไม่ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ รวมความว่า ‘ไม่มีความยึดถืออารมณ์อะไรว่าเป็นสิ่งยอดเยี่ยมในโลก’ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าพระอรหันต์นั้นเป็นผู้ล่วงเขตแดนได้แล้ว ลอยบาปแล้ว ไม่มีความยึดถืออารมณ์อะไร ในเพราะได้รู้แล้ว ได้เห็นแล้ว เป็นผู้ไม่ยินดีในราคะ (กามคุณ) ไม่ยินดีใน
วิราคะ (สมาบัติ) พระอรหันต์นั้นไม่มีความยืดถืออารมณ์อะไรว่าเป็นสิ่งยอดเยี่ยมในโลก
จบ สุทธัฏฐกสุตตนิทเทสที่ ๔
๕. ปรมัฏฐกสุตตนิทเทส
อธิบายสูตรว่าด้วยเรื่องนับถือผู้ประเสริฐด้วยมิจฉาทิฏฐิ
{๑๔๖} [๓๑] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า)
ผู้เกิดมายึดมั่นอยู่ในทิฏฐิว่ายอดเยี่ยม ยกย่องผู้ใด สิ่งใดว่ายอดยิ่งในโลก ก็มักกล่าวถึงผู้อื่นสิ่งอื่นนอกจากศาสดาของตนนั้นว่าตํ่าต้อยไปทั้งหมด เพราะฉะนั้น จึงล่วงพ้นข้อวิวาทไปไม่ได้
ว่าด้วยผู้ยึดถืออยู่ในทิฏฐิ
คำว่า ยึดมั่นอยู่ในทิฏฐิว่ายอดเยี่ยม ความว่า มีสมณพราหมณ์บางพวก เป็นเจ้าลัทธิ สมณพราหมณ์เหล่านั้นถือ คือ ยืดถือ จับต้อง ถือมั่น ยืดมั่นทิฏฐิ ๖๒ อย่างใดอย่างหนึ่งว่า ‘สิ่งนี้ยอดเยี่ยม เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นใหญ่ สูงสุด ดียิ่ง’ แล้วอยู่ คือ อยู่ร่วม อยู่อาศัย อยู่ครอง ด้วยทิฏฐิของตนๆ เหมือนพวกผู้อยู่ครองเรือนทั้งหลายอยู่ในเรือน หรือพวกบรรพชิตผู้มีอาบัติอยู่ในกองอาบัติ หรือพวกผู้มีกิเลสอยู่ในกองกิเลสฉะนั้น รวมความว่า ‘ยึดมั่นอยู่ในทิฏฐิว่ายอดเยี่ยม’{๑๔๘} หัวข้อว่า ผู้เกิดมายกย่องผู้ใดสิ่งใดว่ายอดยิ่งในโลก มีอธิบายดังนี้
End of ๔. สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส