arnon.worldSign in

พระวินัยปิฎก มหาวรรค · เภสัชชขันธกะ

อุบาสิกาสุปปิยาถวายเนื้อขา เล่ม ๕

Text layerBuddha’s wordsItems ๕๘–๖๐ (Royal Thai)8/21 in เภสัชชขันธกะ4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เภสัชชขันธกะ อุบาสิกาสุปปิยาถวายเนื้อขา (Royal Thai Volume 5 · Mahachula Volume 5 · Mahamakut Volume 7 · Chaloem Phrakiat Volume 5)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 5, pp. 87–94

Page 87

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ให้ทำวัตถิกรรม จริงหรือ”

ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิว่า … ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งห้ามว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงให้ทำวัตถิกรรมในที่ประมาณ ๒ นิ้วโดยรอบแห่งที่แคบ รูปใดให้ทำ ต้องอาบัติถุลลัจจัย”

๙. พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อมนุษย์

{๕๘} [๒๘๐] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระนครราชคฤห์ ตามพระพุทธาภิรมย์แล้วเสด็จจาริกไปทางพระนครพาราณสี เสด็จจาริกไปโดยลำดับ ได้ถึงพระนครพาราณสีแล้ว นัยว่าพระองค์ประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้พระนครพาราณสีนั้น สมัยนั้น อุบาสกสุปปิยะ และอุบาสิกาสุปปิยาทั้งสองคนเป็นผู้เลื่อมใส เป็นทายกทำกัปปิยะบำรุงพระสงฆ์อยู่ในพระนครพาราณสี วันหนึ่ง อุบาสิกาไปยังอารามเที่ยวเยี่ยมสถานที่อยู่และบริเวณทั่วทุกแห่ง แล้วเรียนถามภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุรูปไหนอาพาธ ภิกษุรูปไหนจะโปรดให้ดิฉันนำอะไรมาถวายบ้าง เจ้าข้า”ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่งดื่มยาถ่ายเข้าไป จึงได้บอกอุบาสิกาสุปปิยาว่า “น้องหญิง อาตมาดื่มยาถ่ายเข้าไป อาตมาต้องการนํ้าเนื้อต้ม”

อุบาสิกาสุปปิยารับคำว่า “ดิฉันจักนำมาถวายเป็นพิเศษ เจ้าข้า” ไปบ้านแล้วสั่งชายคนรับใช้ว่า “เจ้าจงไปหาซื้อเนื้อสัตว์ที่เขาขายมา”

ชายนั้นรับคำอุบาสิกาสุปปิยาว่า “ขอรับกระผม” แล้วเที่ยวหาซื้อทั่วพระนครพาราณสีก็มิได้พบเนื้อสัตว์ที่เขาขาย จึงได้กลับไปหาอุบาสิกาสุปปิยาแล้วเรียนว่า “เนื้อสัตว์ที่เขาขายไม่มีขอรับ เพราะวันนี้ห้ามฆ่าสัตว์”

Page 88

ลำดับนั้น อุบาสิกาสุปปิยาได้มีความปริวิตกว่า “ภิกษุอาพาธรูปนั้น เมื่อไม่ได้ฉันน้ำเนื้อต้ม อาพาธจักมากขึ้นหรือจักถึงมรณภาพได้ การที่เรารับคำแล้วไม่จัดหาไปถวายนั้นเป็นการไม่สมควรแก่เราเลย จึงได้หยิบมีดหั่นเนื้อมาเฉือนเนื้อขาแล้วส่งให้หญิงคนรับใช้ด้วยสั่งว่า “เชิญเถอะ แม่ แม่จงต้มเนื้อนี้แล้วนำไปถวายภิกษุรูปที่อาพาธอยู่ในวิหารหลังโน้น และผู้ใดถามถึงฉัน ก็จงบอกว่าป่วย” แล้วเอาผ้าห่มพันขา เข้าห้องนอนอยู่บนเตียง

ครั้งนั้น อุบาสกสุปปิยะไปเรือนแล้วถามหญิงคนรับใช้ว่า “แม่ สุปปิยาอยู่ไหน”

หญิงคนรับใช้ตอบว่า “คุณนายนอนอยู่ในห้องเจ้าข้า”

จึงอุบาสกสุปปิยะเข้าไปหาอุบาสิกาสุปปิยาถึงในห้องนอน ครั้นแล้วได้ถามว่า “เธอนอนทำไม”

“ดิฉันไม่สบายค่ะ”

“เธอป่วยเป็นอะไร”

ทีนั้นอุบาสิกาสุปปิยาจึงเล่าเรื่องนั้นให้อุบาสกสุปปิยะทราบ

ขณะนั้น อุบาสกสุปปิยะร่าเริงดีใจว่า “น่าอัศจรรย์นัก เจ้าข้าเอ๋ย น่าแปลกใจนัก เจ้าข้าเอ๋ย แม่สุปปิยานี้มีศรัทธาเลื่อมใสถึงขนาดสละเนื้อของตนเองได้ สิ่งไรอื่นอะไรเล่าที่นางจักให้ไม่ได้” แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้านั่งอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง อุบาสกสุปปิยะนั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์โปรดรับนิมนต์ฉันภัตตาหารของข้าพระพุทธเจ้าในวันพรุ่งนี้ เพื่อเจริญบุญกุศลและปีติปราโมทย์แก่ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด” พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์โดยดุษณีภาพ

Page 89

ครั้นอุบาสกสุปปิยะทราบการรับนิมนต์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ลุกจากที่นั่ง ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วกลับไปสั่งให้ตกแต่งของเคี้ยวของฉันอันประณีตโดยตลอดราตรีนั้น แล้วให้คนไปกราบทูลภัตกาลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ถึงเวลาแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ภัตตาหารเสร็จแล้ว”

ขณะนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสกแล้ว ทรงถือบาตรจีวรเสด็จไปยังนิเวศน์ของอุบาสกสุปปิยะ ครั้นถึงแล้วได้ประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์ที่เขาจัดถวายพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จึงอุบาสกสุปปิยะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคม แล้วยืนเฝ้าอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามอุบาสกสุปปิยะผู้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่งว่า “อุบาสิกาสุปปิยาอยู่ไหน”

“นางป่วย พระพุทธเจ้าข้า”

“ถ้าเช่นนั้น เชิญอุบาสิกาสุปปิยามา”

“นางไม่สามารถ พระพุทธเจ้าข้า”

“ถ้าเช่นนั้น พวกเธอช่วยกันพยุงพามา”

ขณะนั้น อุบาสกสุปปิยะได้พยุงอุบาสิกาสุปปิยามาเฝ้า พร้อมกับที่นางได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า แผลใหญ่เพียงนั้นได้งอกเต็ม มีผิวเรียบสนิท มีโลมชาติเกิดทันที จึงอุบาสกสุปปิยะและอุบาสิกาสุปปิยาพากันร่าเริงยินดีว่า “น่าอัศจรรย์นัก เจ้าข้าเอ๋ย น่าแปลกใจนัก เจ้าข้าเอ๋ย ที่พระตถาคตเจ้าทรงมีฤทธิ์มากทรงมีพระอานุภาพมาก พอเห็นพระองค์เท่านั้น แผลใหญ่เพียงนั้นก็ได้งอกขึ้นเต็ม มีผิวเรียบสนิท มีโลมชาติเกิดทันที” แล้วอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีตด้วยมือของตน จนยังพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เสวยเสร็จ ทรงนำพระหัตถ์ออกจากบาตรให้ห้ามภัตแล้ว จึงนั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง

Page 90

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงอุบาสกสุปปิยะและอุบาสิกาสุปปิยาให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา แล้วทรงลุกจากที่ประทับเสด็จกลับ

{๕๙} ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรูปไหนขอเนื้อต่ออุบาสิกาสุปปิยา”เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเช่นนี้แล้ว ภิกษุรูปนั้นได้ทูลรับต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าพระองค์เอง ได้ขอเนื้อต่ออุบาสิกาสุปปิยา พระพุทธเจ้าข้า”

“เขานำมาถวายแล้วหรือ ภิกษุ”

“เขานำมาถวายแล้ว พระพุทธเจ้าข้า”

“เธอฉันแล้วหรือ ภิกษุ”

“ฉันแล้ว พระพุทธเจ้าข้า”

“เธอสอบถามหรือเปล่า ภิกษุ”

“มิได้สอบถาม พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษ ไฉนเธอจึงได้ไม่สอบถามก่อนแล้วฉันเนื้อเล่า เธอฉันเนื้อมนุษย์แล้ว การกระทำของเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส... ครั้นแล้ว ทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนที่มีศรัทธาเลื่อมใสมีอยู่ แม้เนื้อของตน คนเหล่านั้นก็สละถวายได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อมนุษย์ รูปใดฉัน ต้องอาบัติถุลลัจจัย อนึ่ง ภิกษุยังมิได้สอบถามก่อนไม่พึงฉันเนื้อ รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ”

Page 91

๑๐. พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อช้างเป็นต้น

{๖๐} [๒๘๑] ก็โดยสมัยนั้นแล ช้างหลวงล้มหลายเชือก ในสมัยอัตคัดอาหาร ประชาชนพากันบริโภคเนื้อช้างและถวายแก่พวกภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต ภิกษุทั้งหลายจึงฉันเนื้อช้าง ประชาชนพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้ฉันเนื้อช้างเล่า เพราะช้างเป็นราชพาหนะ ถ้าพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบคงไม่พอพระทัยพระสมณะเหล่านั้นเป็นแน่” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติห้ามว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อช้าง รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ”

พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อม้า

สมัยต่อมา ม้าหลวงตายมาก ในสมัยอัตคัดอาหาร ประชาชนพากันบริโภคเนื้อม้า และถวายแก่พวกภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต ภิกษุทั้งหลายจึงฉันเนื้อม้า ประชาชนพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้ฉันเนื้อม้าเล่า เพราะม้าเป็นราชพาหนะ ถ้าพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบคงไม่พอพระทัยพระสมณะเหล่านั้นเป็นแน่” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติห้ามว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อม้า รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ”

พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อสุนัข

สมัยต่อมา ถึงคราวอัตคัดอาหาร ประชาชนพากันบริโภคเนื้อสุนัข และถวายแก่พวกภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต ภิกษุทั้งหลายจึงฉันเนื้อสุนัข

Page 92

ประชาชนพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้ฉันเนื้อสุนัขเล่า เพราะสุนัขเป็นสัตว์น่ารังเกียจน่าขยะแขยง” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติห้ามว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อสุนัข รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ”

พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้องู

สมัยต่อมา ถึงคราวอัตคัดอาหาร ประชาชนพากันบริโภคเนื้องูและถวายแก่พวกภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต ภิกษุทั้งหลายจึงฉันเนื้องู ประชาชนพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้ฉันเนื้องูเล่า เพราะงูเป็นสัตว์น่ารังเกียจน่าขยะแขยง”

แม้พญานาคชื่อสุปัสสะก็เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ยืนแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า พวกงูที่ไม่มีศรัทธาไม่เลื่อมใสก็มีอยู่ มันจะเบียดเบียนภิกษุซึ่งมีจำนวนน้อยเอาบ้าง ขอประทานพระวโรกาสเถิด พระพุทธเจ้าข้า ขอพระคุณเจ้าทั้งหลายโปรดกรุณาอย่าฉันเนื้องูเลย” ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงพญานาคสุปัสสะให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว ครั้นพญานาคสุปัสสะอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณกลับไปลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

Page 93

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้องู รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ”

พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อราชสีห์

สมัยต่อมา พวกพรานฆ่าราชสีห์แล้วบริโภคเนื้อราชสีห์และถวายแก่พวกภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต พวกภิกษุฉันเนื้อราชสีห์แล้วอยู่ในป่า เหล่าราชสีห์ได้ฆ่าพวกภิกษุเพราะได้กลิ่นเนื้อราชสีห์ ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติห้ามว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อราชสีห์ รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ”

พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อเสือโคร่ง

สมัยต่อมา พวกพรานฆ่าเสือโคร่งแล้วบริโภคเนื้อเสือโคร่งและถวายแก่พวกภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต พวกภิกษุฉันเนื้อเสือโคร่งแล้วอยู่ในป่า เหล่าเสือโคร่งได้ฆ่าพวกภิกษุเพราะได้กลิ่นเนื้อเสือโคร่ง ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติห้ามว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อเสือโคร่ง รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ”

พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อเสือเหลือง

สมัยต่อมา พวกพรานฆ่าเสือเหลืองแล้วบริโภคเนื้อเสือเหลืองและถวายแก่พวกภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต พวกภิกษุฉันเนื้อเสือเหลืองแล้วอยู่ในป่า เหล่าเสือเหลืองได้ฆ่าพวกภิกษุเพราะได้กลิ่นเนื้อเสือเหลือง ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติห้ามว่า

Page 94

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อเสือเหลือง รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ”

พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อหมี

สมัยต่อมา พวกพรานฆ่าหมีแล้วบริโภคเนื้อหมีและถวายแก่พวกภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต พวกภิกษุฉันเนื้อหมีแล้วอยู่ในป่า เหล่าหมีได้ฆ่าพวกภิกษุเพราะได้กลิ่นเนื้อหมี ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติห้ามว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อหมี รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ”

พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อเสือดาว

สมัยต่อมา พวกพรานฆ่าเสือดาวแล้วบริโภคเนื้อเสือดาวและถวายแก่พวกภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต พวกภิกษุฉันเนื้อเสือดาวแล้วอยู่ในป่า เหล่าเสือดาวได้ฆ่าพวกภิกษุเพราะได้กลิ่นเนื้อเสือดาว ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติห้ามว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันเนื้อเสือดาว รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ”

จบ สุปปิยภาณวารที่ ๒

๑๑. พระพุทธานุญาตข้าวยาคูและขนมหวาน

{๖๑} [๒๘๒] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระนครพาราณสี ตามพระพุทธาภิรมย์แล้วเสด็จจาริกไปทางอันธกวินทชนบทพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๑,๒๕๐ รูป คราวนั้น ประชาชนชาวชนบท

End of อุบาสิกาสุปปิยาถวายเนื้อขา