arnon.worldSign in

พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ · สัตตรสกัณฑ์

สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๗ เรื่องภิกษุณีจัณฑกาลี เล่ม ๓

Text layerBuddha’s wordsItems ๖๑–๖๘ (Royal Thai)7/11 in สัตตรสกัณฑ์4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ สัตตรสกัณฑ์ สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๗ เรื่องภิกษุณีจัณฑกาลี (Royal Thai Volume 3 · Mahachula Volume 3 · Mahamakut Volume 5 · Chaloem Phrakiat Volume 3)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 3, pp. 55–61

Page 55

สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๗

ว่าด้วยภิกษุณีไม่พอใจบอกลาพระรัตนตรัย

เรื่องภิกษุณีจัณฑกาลี

{๖๑} [๗๐๙] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุณีจัณฑกาลีทะเลาะกับภิกษุณีทั้งหลาย โกรธ ไม่พอใจได้กล่าวอย่างนี้ว่า “ข้าพเจ้าขอบอกลาพระพุทธเจ้า ขอบอกลาพระธรรม ขอบอกลาพระสงฆ์ ข้าพเจ้าขอบอกลาสิกขาสมณะหญิงจะมีเฉพาะสมณศากยธิดาเหล่านี้ เท่านั้นเมื่อไร แม้สมณะหญิงเหล่าอื่นที่มีความละอาย มีความรังเกียจ ใคร่ ต่อสิกขาก็ยังมี ข้าพเจ้าจักประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักสมณะหญิงเหล่านั้น”บรรดาภิกษุณีผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนแม่เจ้าจัณฑกาลีจึงได้โกรธ ไม่พอใจกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ข้าพเจ้าขอบอก ลาพระพุทธเจ้า ขอบอกลาพระธรรม ขอบอกลาพระสงฆ์ ข้าพเจ้าขอ บอกลาสิกขาสมณะหญิงจะมีเฉพาะสมณศากยธิดาเหล่านี้เท่านั้นเมื่อไร แม้สมณะหญิงเหล่าอื่นที่มีความละอาย มีความรังเกียจ ใคร่ต่อสิกขาก็ยังมี ข้าพเจ้าจักประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักสมณะหญิงเหล่านั้น, ดังนี้เล่า” ...

ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุณีจัณฑกาลีโกรธ ไม่พอใจกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ข้าพเจ้าขอ บอก ลาพระพุทธเจ้า ขอบอกลาพระธรรม ขอบอกลาพระสงฆ์ ข้าพเจ้าขอ บอกลาสิกขาสมณะหญิงจะมีเฉพาะสมณศากยธิดาเหล่านี้เท่านั้นเมื่อไร แม้สมณะหญิงเหล่าอื่นที่มีความละอาย มีความรังเกียจ ใคร่ต่อสิกขาก็ยังมี ข้าพเจ้าจักประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักสมณะหญิงเหล่านั้น, ดังนี้จริงหรือ”

Page 56

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉน ภิกษุณีจัณฑกาลีจึงได้โกรธ ไม่พอใจกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ข้าพเจ้าขอบอกลา พระพุทธเจ้า ขอบอกลาพระธรรม ขอบอกลาพระสงฆ์ ข้าพเจ้าขอบอก ลาสิกขา สมณะหญิงจะมีเฉพาะสมณศากยธิดาเหล่านี้เท่านั้นเมื่อไร แม้ สมณะหญิงเหล่าอื่น ที่มีความละอาย มีความรังเกียจ ใคร่ต่อสิกขาก็ยังมี ข้าพเจ้าจักประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักสมณะหญิงเหล่านั้น’ดังนี้เล่า การกระทำของจัณฑกาลีภิกษุณีนั้นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ ยังไม่เลื่อมใส ...

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง อย่างนี้ว่า

พระพุทธบัญญัติ

[๗๑๐] อนึ่ง ภิกษุณีใดโกรธ ไม่พอใจกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ข้าพเจ้าขอ บอกลาพระพุทธเจ้า ขอบอกลาพระธรรม ขอบอกลาพระสงฆ์ ข้าพเจ้า ขอบอกลาสิกขาสมณะหญิงจะมีเฉพาะสมณศากยธิดาเหล่านี้เท่านั้น เมื่อไร แม้สมณะหญิงเหล่าอื่นที่มีความละอาย มีความรังเกียจ ใคร่ต่อ สิกขาก็ยังมีข้าพเจ้าจักประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักสมณะหญิง เหล่านั้น’ ดังนี้ ภิกษุณีรูปนั้นอันภิกษุณีทั้งหลายพึงว่ากล่าวอย่างนี้ว่า ‘แม่เจ้าอย่าได้โกรธ อย่าได้ไม่พอใจกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ข้าพเจ้าขอบอกลา พระพุทธเจ้า ขอบอกลาพระธรรม ขอบอกลาพระสงฆ์ ข้าพเจ้าขอ บอกลาสิกขาสมณะหญิงจะมีเฉพาะสมณศากยธิดาเหล่านี้เท่านั้น เมื่อไร แม้สมณะหญิงเหล่าอื่นที่มีความละอาย มีความรังเกียจ ใคร่ต่อ สิกขาก็ยังมีข้าพเจ้าจักประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักสมณะหญิง เหล่านั้น’ ดังนี้เลย แม่เจ้าจงอภิรมย์ยินดีเถิด พระธรรมอันพระพุทธเจ้า

Page 57

ตรัสไว้ดีแล้วจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด’ และภิกษุณีนั้นอันภิกษุณีทั้งหลายว่ากล่าวอยู่อย่างนี้ยังยืนยันอยู่อย่าง นั้นเทียว ภิกษุณีนั้นอันภิกษุณีทั้งหลายพึงสวดสมนุภาสน์กว่าจะครบ สามจบเพื่อให้สละเรื่องนั้น หากนางถูกสวดสมนุภาสน์กว่าจะครบสาม จบอยู่ สละเรื่องนั้นได้ การสละได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดี หากนางไม่ ยอมสละ ภิกษุณีแม้นี้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสชื่อนิสสารณียะ มีอันให้ ต้องอาบัติในเมื่อสวดสมนุภาสน์ครบสามจบ

สิกขาบทวิภังค์

{๖๒} [๗๑๑] คำว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ภิกษุณีใด คือ ผู้เช่นใด ...

คำว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุณี เพราะว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ทรง ประสงค์ว่า ‘ภิกษุณี’ ในข้อความตอนนี้

คำว่า โกรธ ไม่พอใจ คือ ไม่ชอบใจ แค้นใจ เจ็บใจ

คำว่า กล่าวอย่างนี้ คือ กล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าขอบอกลาพระพุทธเจ้า ขอบอกลาพระธรรม ขอบอกลาพระสงฆ์ ข้าพเจ้าขอบอกลาสิกขา สมณะ หญิงจะมีเฉพาะสมณศากยธิดาเหล่านี้เท่านั้นเมื่อไร แม้สมณะหญิงเหล่าอื่น ที่มีความละอาย มีความรังเกียจ ใคร่ต่อสิกขาก็ยังมี ข้าพเจ้าจักประพฤติ พรหมจรรย์ในสำนักสมณะหญิงเหล่านั้น’

{๖๓}คำว่า ภิกษุณีนั้น ได้แก่ ภิกษุณีผู้ที่พูดอย่างนั้น

คำว่า อันภิกษุณีทั้งหลาย ได้แก่ ภิกษุณีเหล่าอื่น คือ ภิกษุณีที่ได้เห็น ที่ได้ยินพึงว่ากล่าวว่า ‘แม่เจ้าอย่าได้โกรธ อย่าได้ไม่พอใจกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ข้าพเจ้าขอบอกลาพระพุทธเจ้า ขอบอกลาพระธรรม ขอบอกลาพระสงฆ์ ข้าพเจ้าขอบอกลาสิกขาสมณะหญิงจะมีเฉพาะสมณศากยธิดาเหล่านี้ เท่านั้นเมื่อไรแม้สมณะหญิงเหล่าอื่นที่มีความละอายมีความรังเกียจ ใคร่ต่อสิกขาก็ยังมีข้าพเจ้าจักประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักสมณะหญิง

Page 58

เหล่านั้น, ดังนี้เลย แม่เจ้าจงอภิรมย์ยินดีเถิด พระธรรมอันพระพุทธเจ้า ตรัสไว้ดีแล้วจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด’พึง ว่ากล่าวแม้ครั้งที่ ๒ พึงว่ากล่าวแม้ครั้งที่ ๓ หากนางสละได้ การสละได้ อย่างนี้ นั่นเป็นการดี หากนางไม่ยอมสละ ต้องอาบัติทุกกฏ

ภิกษุณีทั้งหลายทราบข่าวแล้วไม่ว่ากล่าว ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุณี นั้นอันภิกษุณีทั้งหลายพึงควบคุมตัวมาสู่ท่ามกลางสงฆ์แล้วว่ากล่าวว่า ‘แม่เจ้าอย่าได้โกรธอย่าได้ไม่พอใจกล่าวอย่างนี้ว่า‘ข้าพเจ้าขอบอกลา พระพุทธเจ้า ขอบอกลาพระธรรม ขอบอกลาพระสงฆ์ ข้าพเจ้าขอบอกลา สิกขาสมณะหญิงจะมีเฉพาะสมณศากยธิดาเหล่านี้เท่านั้นเมื่อไรแม้ สมณะหญิงเหล่าอื่นที่มีความละอาย มีความรังเกียจ ใคร่ต่อสิกขาก็ยังมี ข้าพเจ้าจักประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักสมณะหญิงเหล่านั้น,ดังนี้เลย แม่เจ้าจงอภิรมย์ยินดีเถิดพระธรรมอันพระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้วจง ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด, พึงว่ากล่าวแม้ครั้งที่ ๒ พึงว่ากล่าวแม้ครั้งที่ ๓ หากนางสละได้ การสละได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดี หากนางไม่ยอมสละ ต้องอาบัติทุกกฏ

วิธีสวดสมนุภาสน์

ภิกษุณีนั้นอันภิกษุณีสงฆ์พึงสวดสมนุภาสน์ {๖๔}ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แล สมนุภาสน์นั้นพึงสวดอย่างนี้

ภิกษุณีผู้ฉลาดสามารถรูปหนึ่งพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถ กรรมวาจา ดังนี้

กรรมวาจาสมนุภาสน์

[๗๑๒] ‘แม่เจ้าเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุณีชื่อนี้รูปนี้โกรธ ไม่พอใจกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ข้าพเจ้าขอบอกลาพระพุทธเจ้า ขอบอกลาพระ ธรรม ขอบอกลาพระสงฆ์ ข้าพเจ้าขอบอกลาสิกขา สมณะหญิงจะมี

Page 59

เฉพาะสมณศากยธิดาเหล่านี้เท่านั้นเมื่อไร แม้สมณะหญิงเหล่าอื่นที่มีความ ละอาย มีความรังเกียจ ใคร่ต่อสิกขาก็ยังมี ข้าพเจ้าจักประพฤติพรหมจรรย์ ในสำนักสมณะหญิงเหล่านั้น,ดังนี้ นางยังไม่สละเรื่องนั้น ถ้าความ พร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้วสงฆ์พึงสวดสมนุภาสน์ภิกษุณีชื่อนี้เพื่อให้ สละเรื่องนั้น นี่เป็นญัตติ

แม่เจ้าเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุณีชื่อนี้รูปนี้โกรธ ไม่พอใจ กล่าวอย่างนี้ว่า‘ข้าพเจ้าขอบอกลาพระพุทธเจ้า ขอบอกลาพระธรรม ขอ บอกลาพระสงฆ์ ข้าพเจ้าขอบอกลาสิกขา สมณะหญิงจะมีเฉพาะ สมณศากยธิดาเหล่านี้เท่านั้นเมื่อไร แม้สมณะหญิงเหล่าอื่นที่มีความละอาย มีความรังเกียจ ใคร่ต่อสิกขาก็ยังมี ข้าพเจ้าจักประพฤติพรหมจรรย์ใน สำนักสมณะหญิงเหล่านั้น’ ดังนี้ นางยังไม่ยอมสละเรื่องนั้น สงฆ์สวด สมนุภาสน์ภิกษุณีชื่อนี้เพื่อให้สละเรื่องนั้น การสวดสมนุภาสน์ภิกษุณีชื่อนี้ เพื่อให้สละเรื่องนั้นชอบใจแก่แม่เจ้าผู้ใด แม่เจ้าผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่ แม่เจ้าผู้ใด แม่เจ้าผู้นั้นพึงทักท้วงข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่ ๒ ...

ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่ ๓ ...

ภิกษุณีชื่อนี้อันสงฆ์สวดสมนุภาสน์แล้วเพื่อให้สละเรื่องนั้นชอบใจแก่ สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้’

{๖๕}จบญัตติ ภิกษุณีรูปนั้นต้องอาบัติทุกกฏ จบกรรมวาจา ๒ ครั้ง ต้อง อาบัติถุลลัจจัย ๒ ตัว จบกรรมวาจาครั้งสุดท้าย ต้องอาบัติสังฆาทิเสส เมื่อ ภิกษุณีต้องอาบัติสังฆาทิเสสอาบัติทุกกฏเพราะญัตติอาบัติกุลลัจจัย เพราะกรรมวาจา ๒ ครั้งย่อมระงับไป

{๖๖}คำว่า ภิกษุณีแม้นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเทียบเคียงภิกษุณีรูปก่อน ๆ

Page 60

คำว่า มีอันให้ต้องอาบัติในเมื่อสวดสมนุภาสน์ครบสามจบ คือ ต้อง อาบัติเพราะสวดสมนุภาสน์จบครั้งที่ ๓ ไม่ใช่ต้องพร้อมกับการล่วงวัตถุ คำว่า นิสสารณียะ ได้แก่ ถูกขับออกจากหมู่คำว่า สังฆาทิเสส ความว่า สงฆ์เท่านั้นให้มานัต ... แม้เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า สังฆาทิเสส

บทภาชนีย์

ติกสังฆาทิเสส

{๖๗} [๗๑๓] กรรมเป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่ากรรมเป็นธรรม ไม่สละ ต้อง อาบัติสังฆาทิเสส

กรรมเป็นธรรม ภิกษุณีสงสัย ไม่สละ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส กรรมเป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่สละ ต้องอาบัติ สังฆาทิเสส

ติกทุกกฏ

กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่ากรรมเป็นธรรม ไม่สละ ต้องอาบัติ ทุกกฏ

กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสงสัย ไม่สละ ต้องอาบัติทุกกฏ กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่สละ ต้อง อาบัติทุกกฏ

อนาปัตติวาร

{๖๘} [๗๑๔] ภิกษุณียังไม่ถูกสวดสมนุภาสน์ ๑ ภิกษุณีผู้สละได้ ๑ ภิกษุณี ผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุณีผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุณีเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล

จบ สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๗

Page 61

สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๘

ว่าด้วยภิกษุณีถูกตัดสินให้แพ้คดีกล่าวหาภิกษุณีอื่นว่าลำเอียง

เรื่องภิกษุณีจัณฑกาลี

{๖๙} [๗๑๕] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุณีจัณฑกาลีถูกตัดสินให้แพ้ในอธิกรณ์เรื่องหนึ่ง โกรธ ไม่พอใจ กล่าว อย่างนี้ว่า “ภิกษุณีทั้งหลายลำเอียงเพราะชอบ ลำเอียงเพราะชัง ลำเอียง เพราะหลง ลำเอียงเพราะกลัว”บรรดาภิกษุณีผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนแม่เจ้าจัณฑกาลีถูกตัดสินให้แพ้ในอธิกรณ์เรื่อง หนึ่งแล้วจึงได้โกรธ ไม่พอใจ กล่าวอย่างนี้ว่า ‘ภิกษุณีทั้งหลายลำเอียงเพราะชอบ ลำเอียง เพราะชัง ลำเอียงเพราะหลง ลำเอียงเพราะกลัว’ ดังนี้เล่า” ...

ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลายทราบมาว่าภิกษุณีจัณฑกาลีถูกตัดสินให้แพ้ในอธิกรณ์เรื่องหนึ่ง แล้วโกรธไม่พอใจกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ภิกษุณีทั้งหลายลำเอียงเพราะชอบ ลำเอียง เพราะชัง ลำเอียงเพราะหลง ลำเอียงเพราะกลัว, ดังนี้ จริงหรือ” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉน ภิกษุณีจัณฑกาลีถูกตัดสินให้แพ้ในอธิกรณ์เรื่องหนึ่งแล้วจึงได้โกรธไม่ พอใจกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ภิกษุณีทั้งหลายลำเอียงเพราะชอบ ลำเอียงเพราะชัง ลำเอียง เพราะหลง ลำเอียงเพราะกลัว, ดังนี้เล่า การกระทำของภิกษุณี จัณฑกาลีนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...

End of สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๗ เรื่องภิกษุณีจัณฑกาลี