พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ · สัตตรสกัณฑ์
สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๑ เรื่องอุบาสกกับภิกษุณีถุลลนันทา เล่ม ๓
Text layerBuddha’s wordsItems ๓๑–๓๔ (Royal Thai)1/11 in สัตตรสกัณฑ์4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ สัตตรสกัณฑ์ สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๑ เรื่องอุบาสกกับภิกษุณีถุลลนันทา (Royal Thai Volume 3 · Mahachula Volume 3 · Mahamakut Volume 5 · Chaloem Phrakiat Volume 3)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 3, pp. 27–32
แม่เจ้าทั้งหลาย ก็ธรรมคือสังฆาทิเสส๑๗ สิกขาบทนี้แลมาสู่อุทเทส
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑
ว่าด้วยภิกษุณีชอบกล่าวหาเรื่องกับคฤหัสถ์เป็นต้น
เรื่องอุบาสกกับภิกษุณีถุลลนันทา
{๓๑} [๖๗๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล อุบาสกคนหนึ่งถวายโรงเก็บของแก่ภิกษุณีสงฆ์แล้วถึงแก่กรรม เขามีบุตร อยู่ ๒ คน คนหนึ่งเป็นคนไม่มีศรัทธาไม่เลื่อมใส อีกคนหนึ่งเป็นคนมี ศรัทธาเลื่อมใส บุตรทั้งสองนั้นแบ่งสมบัติของบิดาแล้ว ต่อมาบุตรคนที่ ไม่มีศรัทธาไม่เลื่อมใส ได้พูดกับบุตรคนที่มีศรัทธาเลื่อมใสว่า “โรงเก็บของ ของเรายังมีอยู่ เรามาแบ่งกันเถิด” เมื่อเขาพูดอย่างนั้นแล้ว บุตรคนที่มี ศรัทธาเลื่อมใสห้ามว่า “เจ้าอย่าได้พูดอย่างนี้ โรงเก็บของนั้น คุณพ่อของ เราได้ถวายภิกษุณีสงฆ์ไปแล้ว”
- ๑สังฆาทิเสสกัณฑ์ คือตอนหรือส่วนว่าด้วยอาบัติสังฆาทิเสสสำหรับภิกษุณี ๑๗ สิกขาบท ซึ่ง ปรับโทษหนักรองจากอาบัติปาราชิก เป็นครุกาบัติประเภทสเตกิจฉา (คือแก้ไขหรือเยียวยาได้) ในภิกขุนีวิภังค์นี้แสดงไว้ ๑๐ สิกขาบทซึ่งเป็นอสาธารณบัญญัติ คือทรงบัญญัติไว้เฉพาะฝ่าย ภิกษุณีสงฆ์ ส่วนอีก ๗ สิกขาบทซึ่งเป็นสาธารณบัญญัติ คือทรงบัญญัติไว้ทั้งฝ่ายภิกษุสงฆ์ และฝ่ายภิกษุณีสงฆ์อนุโลมตามสังฆาทิเสสของฝ่ายภิกษุสงฆ์บางสิกขาบทในจำนวน๑๓สิกขาบท ได้แก่ สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๕, ที่ ๘, ที่ ๙, ที่ ๑๐, ที่ ๑๑, ที่ ๑๒ และที่ ๑๓ (พึงดูความ พิสดารในสังฆาทิเสสกัณฑ์ วิ.มหาวิ. (แปล) ๑)
- ๒สังฆาทิเสส หมายถึงหมวดอาบัติที่จำต้องปรารถนาสงฆ์ในขั้นตอนการพ้นจากอาบัติทั้งในกรรม เบื้องต้นและกรรมที่เหลือ กล่าวคือ เมื่อภิกษุณีต้องอาบัตินี้แล้วประสงค์จะทำตนให้บริสุทธิ์ ต้องอาศัยสงฆ์ให้ปักขมานัต (ประพฤติวัตร ๑๕ ราตรีโดยไม่ต้องอยู่ปริวาส) ชักเข้าหาอาบัติเดิม และอัพภาน (เรียกเข้าหาหมู่) ซึ่งในทุกขั้นตอนนี้จะขาดสงฆ์สองฝ่ายไม่ได้ (นัย วิ.อ. ๒/๖-๗)
บุตรคนที่ไม่มีศรัทธาไม่เลื่อมใสพูดเป็นครั้งที่ ๒ ว่า “โรงเก็บของของ เรา เราจะแบ่งกัน” ครั้งนั้นแล บุตรคนที่มีศรัทธาเลื่อมใสก็ห้ามว่า “เจ้าอย่า ได้พูดอย่างนี้ โรงเก็บของนั้นคุณพ่อของเราได้ถวายภิกษุณีสงฆ์ไปแล้ว”
บุตรคนที่ไม่มีศรัทธาไม่เลื่อมใสได้พูดเป็นครั้งที่ ๓ ว่า “โรงเก็บของ ของเรา เราจะแบ่งกัน” ครั้งนั้นแล บุตรคนที่มีศรัทธาเลื่อมใสจึงคิดว่า “ถ้าโรงเก็บของนั้นจักเป็นของเรา เราก็จักถวายภิกษุณีสงฆ์” แล้วกล่าวกะ บุตรคนที่ไม่มีศรัทธาไม่เลื่อมใสนั้นว่า “เราจะแบ่งกัน” บังเอิญโรงเก็บของ ที่เขาทั้งสองแบ่งกันนั้นได้ตกเป็นของบุตรคนที่ไม่มีศรัทธาไม่เลื่อมใสนั้นทีนั้น บุตรคนที่ไม่มีศรัทธาไม่เลื่อมใสจึงได้เข้าไปหาภิกษุณีทั้งหลายแล้ว บอกว่า “เชิญแม่เจ้าทั้งหลายออกไปเถิด เจ้าข้า เพราะโรงเก็บของเป็น ของข้าพเจ้า”
เมื่อเขาบอกอย่างนั้น ภิกษุณีถุลลนันทาได้พูดกะเขาว่า “นายอย่าพูด อย่างนี้ บิดาของพวกนายได้ถวายแก่ภิกษุณีสงฆ์แล้ว”
ต่างเถียงกันอยู่ว่าถวายแล้วไม่ได้ถวาย แล้วฟ้องพวกมหาอำมาตย์ผู้ พิพากษา พวกมหาอำมาตย์ถามว่า “แม่เจ้า ใครเล่าจะทราบว่าได้ถวาย แล้วแก่ภิกษุณีสงฆ์”
เมื่อมหาอำมาตย์ถามอย่างนั้นภิกษุณีถุลลนันทาย้อนถามพวกมหา อำมาตย์เหล่านั้นว่า “พ่อคุณ พวกท่านเคยได้เห็นหรือได้ยินมาบ้างไหมว่า ทานที่เขาถวายกันต้องตั้งพยานด้วย”
ครั้งนั้นมหาอำมาตย์เหล่านั้นพูดว่า “แม่เจ้าพูดจริงแท้” แล้วได้ตัดสิน ให้โรงเก็บของนั้นเป็นของภิกษุณีสงฆ์
ครั้นบุรุษนั้นแพ้คดี จึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ภิกษุณีโล้น เหล่านี้ไม่เป็นสมณะ ฉ้อโกง ไฉนจึงได้ให้ผู้พิพากษาริบโรงเก็บของของเราไปเล่า
ภิกษุณีถุลลนันทาได้แจ้งความเรื่องนั้นแก่พวกมหาอำมาตย์ พวกมหา อำมาตย์ได้ให้ปรับบุรุษนั้นครั้นบุรุษนั้นถูกปรับแล้วได้ให้สร้างที่หลับนอน สำหรับอาชีวกไว้ใกล้ ๆ ที่พักอาศัยภิกษุณี แล้วส่งพวกอาชีวกไปอยู่ด้วยสั่ง ว่า “พวกท่านจงช่วยกันพูดล่วงเกินภิกษุณีพวกนั้น”ภิกษุณีถุลลนันทาได้แจ้งความเรื่องนั้นแก่พวกมหาอำมาตย์ พวกมหา อำมาตย์ได้ให้จองจำเขาแล้ว ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา ว่า “ครั้งแรกพวกภิกษุณีได้ให้เจ้าหน้าที่ริบโรงเก็บของ ครั้งที่ ๒ ให้ปรับ ครั้งที่ ๓ ให้จองจำ คราวนี้เห็นทีจะให้ประหารชีวิต” ภิกษุณีทั้งหลายได้ยิน ชาวบ้านเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่บรรดาภิกษุณีผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนแม่เจ้าถุลลนันทาจึงได้เป็นคนชอบกล่าวหาเรื่องเล่า” แล้วได้แจ้งเรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุณีถุลลนันทาชอบกล่าวหาเรื่อง จริงหรือ”
ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉน ภิกษุณีถุลลนันทาจึงได้ชอบกล่าวหาเรื่องเล่า การกระทำของภิกษุณี ถุลลนันทานั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง อย่างนี้ว่า
- ๑อาชีวก หมายถึงนักบวชพวกหนึ่งในครั้งพุทธกาล (องฺ.ปญฺจก.อ. ๙๔) เป็นสาวกของมักขลิ โคศาล เจ้าลัทธิที่ถือว่าไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยที่ทำให้สัตว์บริสุทธิ์หรือเศร้าหมอง (ดู ที.สี. (แปล) ๙/๑๖๗-๑๖๘)
- ํ
พระพุทธบัญญัติ
[๖๗๙] อนึ่ง ภิกษุณีใดชอบกล่าวหาเรื่องกับคฤหบดีก็ดี บุตรคฤหบดี ก็ดี ทาสก็ดี กรรมกรก็ดี โดยที่สุดแม้กับสมณปริพาชก ภิกษุณีนี้ต้อง อาบัติสังฆาทิเสสชื่อนิสสารณียะ มีอันให้ต้องอาบัติขณะแรกทำ
สิกขาบทวิภังค์
{๓๒} [๖๘๐] คำว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ภิกษุณีใด คือ ผู้เช่นใด ...
คำว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุณี เพราะว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ทรง ประสงค์ว่า ‘ภิกษุณี’ ในข้อความตอนนี้ที่ชื่อว่า กล่าวหาเรื่อง ตรัสหมายถึงผู้ก่อคดี
ที่ชื่อว่า คฤหบดี ได้แก่ บุรุษผู้ครอบครองเรือนคนใดคนหนึ่ง
ที่ชื่อว่า บุตรคฤหบดี ได้แก่ บุตรหรือพี่น้องชายคนใดคนหนึ่ง
ที่ชื่อว่า ทาส ได้แก่ ทาสที่เกิดในเรือนเบี้ย ทาสสินไถ่ ทาสเชลย
ที่ชื่อว่า กรรมกร ได้แก่ คนรับจ้าง คนที่ถูกเกณฑ์มา ที่ชื่อว่า สมณปริพาชก ได้แก่ บุรุษคนใดคนหนึ่งผู้เข้าบวชเป็นปริพาชก เว้นภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร และสามเณรี
- ๑ปริพาชก หมายถึงนักบวชนอกพระพุทธศาสนาพวกหนึ่งซึ่งเป็นสาวกของสญชัยเวลัฏฐบุตร เจ้าลัทธอมราวิกเขปวาท คือลัทธิที่พูดหลบเลี่ยงดิ้นได้ไม่ตายตัว (ที.สี.อ. ๑๓๒, ม.มู.อ. ๒/๑๔๑)
- ๒สิกขมานา หญิงผู้กำลังศึกษา หมายถึงสามเณรี (คือหญิงที่รับบรรพชาในสำนักภิกษุณี ถือ สิกขาบท ๑๐ ข้อเหมือนสามเณร) ผู้มีอายุ ๑๘ ปีแล้ว อีก ๒ ปีจะครบบวชเป็นภิกษุณี ภิกษุณี สงฆ์จึงสวดให้สิกขาสมมติ คือ ตกลงให้สมาทานสิกขาบท ๖ ข้อ (ข้อ ๑ ถึงข้อ ๖ แห่งสิกขาบท๑๐) โดยให้รักษาอย่างเคร่งครัดไม่ขาดเลยตลอดเวลา ๒ ปี (ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่ง ต้องสมาทาน ตั้งต้นใหม่อีก ๒ ปี) เมื่อครบ ๒ ปี ภิกษุณีสงฆ์จึงทำพิธีอุปสมบทให้ ขณะที่สมาทานสิกขาบท ๖ ข้ออย่างเคร่งครัดตลอดเวลา ๒ ปีนี้เรียกว่าสิกขมานา (ดูข้อ ๑๐๗๗-๑๐๗๙ ในเล่มนี้)
ภิกษุณีแสวงหาเพื่อนก็ดี เดินไปก็ดี ด้วยตั้งใจว่า ‘จักดำเนินคดี, ต้องอาบัติทุกกฏ ให้การเรื่องของคนหนึ่ง ภิกษุณีต้องอาบัติทุกกฏ ให้การ เรื่องของคนที่ ๒ ต้องอาบัติถุลลัจจัย คดีถึงที่สุด ต้องอาบัติสังฆาทิเสส {๓๓} คำว่า มีอันให้ต้องอาบัติขณะแรกทำ ความว่า ต้องอาบัติพร้อมกับล่วง ละเมิดวัตถุโดยไม่ต้องสวดสมนุภาสน์คำว่า นิสสารณียะ ได้แก่ ถูกขับออกจากหมู่
คำว่า สังฆาทิเสส ความว่า สงฆ์เท่านั้นให้มานัตเพื่ออาบัตินั้น ชัก เข้าหาอาบัติเดิม เรียกเข้าหมู่ ไม่ใช่ภิกษุณีมากรูปด้วยกัน ไม่ใช่ภิกษุณี รูปเดียว เพราะเหตุนั้นจึงตรัสเรียกว่า สังฆาทิเสส คำว่า สังฆาทิเสส เป็นการขนานนาม คือ เป็นชื่อของหมวดอาบัตินั้นแล แม้เพราะเหตุนั้น จึงตรัสเรียกว่า สังฆาทิเสส
อนาปัตติวาร
{๓๔} [๖๘๑] ภิกษุณีถูกมนุษย์คุมตัวไป ๑ ภิกษุณีขออารักขา ๑ ภิกษุณี บอกไม่เจาะตัว ๑ ภิกษุณีผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุณีผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุณี เหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑
- ๑หมายถึงว่า ภิกษุณีผู้เป็นโจทก์ให้การเรื่องของจำเลยก่อน ภิกษุณีนั้นต้องทุกกฏ ครั้นจำเลย ให้การ ภิกษุณีนั้นต้องถุลลัจจัย หรือทำนองตรงกันข้าม จำเลยให้การถ้อยคำของตนก่อน ภิกษุณีนั้นต้องทุกกฏครั้นภิกษุณีนั้นให้การต่อมา ต้องถุลลัจจัย (นัย วิ.อ. ๒/๔๗๐-๗๑)
- ๒เรียกว่า ปฐมาปัตติกะ เป็นชื่อเฉพาะของอาบัติสังฆาทิเสสที่ต้องในทันทีที่ล่วงละเมิดโดยไม่ ต้องรอให้สงฆ์สวดสมนุภาสน์ คือการสวดประกาศห้ามไม่ให้ถือรั้นการอันมิชอบ ให้เลิกการ กระทำนั้นเสีย (วิ.อ. ๒/๔๗๑)
- ๓หมายถึงถูกไล่ออกจากการอยู่ร่วมกับภิกษุณีสงฆ์ (วิ.อ. ๒/๔๗๑)
- ๔มานัต แปลว่า นับ หมายถึงการนับราตรี สำหรับภิกษุณีเรียกว่า ปักขมานัต คือมานัตที่
- ภิกษุณีผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสต้องประพฤติในสงฆ์สองฝ่ายเป็นเวลาครึ่งเดือน (วิ.อ. ๓/๒๘๓)
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๒
ว่าด้วยภิกษุณีบวชให้หญิงโจร
เรื่องชายาเจ้าลิจฉวีกับถุลลนันทาภิกษุณี
{๓๕} [๖๘๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ชายาของเจ้าลิจฉวีองค์หนึ่งในพระนครเวสาลีประพฤตินอกใจครั้งนั้น เจ้าลิจฉวีองค์นั้นรับสั่งกะชายานั้นว่า “ดีละ เจ้างดเว้นเสีย เราจักลงโทษ เจ้า”แม้นางถูกว่ากล่าวอย่างนี้ก็ไม่ยอมเชื่อฟัง สมัยนั้นแล คณะเจ้า ลิจฉวีกำลังประชุมกันด้วยกรณียกิจบางอย่างในพระนครเวสาลีครั้งนั้น เจ้าลิจฉวีองค์นั้นได้ตรัสกะเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นว่า“ท่านผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ขอได้ไปรดอนุญาตสตรีผู้หนึ่งให้แก่ข้าพเจ้า”คณะเจ้าลิจฉวีถามว่า “สตรีผู้นั้นคือใคร”
เจ้าชายสามีของนางตอบว่า “คือชายาของข้าพเจ้าประพฤตินอกใจ ข้าพเจ้าจักฆ่านางเสีย”
คณะเจ้าลิจฉวีกล่าวว่า “จงรู้เอาเองเถิด”
สตรีผู้นั้นทราบข่าวว่าสามีต้องการจะฆ่าตน จึงเก็บสิ่งของมีค่าหนีไป ยังพระนครสาวัตถีเข้าไปหาเหล่าเดียรถีย์แล้วขอบวชพวกเดียรถีย์ ไม่ปรารถนาจะให้นางบวชนางจึงเข้าไปหาภิกษุณีขอบวชแม้ภิกษุณี ทั้งหลายก็ไม่ปรารถนาจะให้นางบวชนางจึงเข้าไปหาภิกษุณีถุลลนันทา แสดงห่อของแล้วขอบวช ภิกษุณีถุลลนันทารับห่อของแล้วให้นางบวช
- ๑คำว่า ลิจฉวี เป็นชื่อเรียกกษัตริย์ผู้ปกครองแคว้นวัชชี ซึ่งเป็นแคว้นหนึ่งในจำนวนแคว้นใหญ่ ๑๖ แคว้นในสมัยพุทธกาล มีนครหลวงชื่อว่า เวสาลี ปกครองด้วยระบอบสามัคคีธรรม
End of สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๑ เรื่องอุบาสกกับภิกษุณีถุลลนันทา