arnon.worldSign in

พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ · นัคควรรค

สิกขาบทที่ ๑๐ เรื่องอุบาสกคนหนึ่ง เล่ม ๓

Text layerBuddha’s wordsItems ๒๕๓–๒๕๗ (Royal Thai)10/10 in นัคควรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ นัคควรรค สิกขาบทที่ ๑๐ เรื่องอุบาสกคนหนึ่ง (Royal Thai Volume 3 · Mahachula Volume 3 · Mahamakut Volume 5 · Chaloem Phrakiat Volume 3)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 3, pp. 202–206

Page 202

บทภาชนีย์

{๒๕๑} [๙๒๓] จีวรไม่แน่นอน ภิกษุณีสำคัญว่าเป็นจีวรไม่แน่นอน ทำให้ สมัยจีวรกาลล่วงเลยไป ต้องอาบัติปาจิตตีย์จีวรไม่แน่นอน ภิกษุณีสงสัย ทำให้สมัยจีวรกาลล่วงเลยไป ต้อง อาบัติทุกกฏ

จีวรไม่แน่นอน ภิกษุณีสำคัญว่าเป็นจีวรแน่นอน ทำให้สมัยจีวรกาล ล่วงเลยไป ไม่ต้องอาบัติ

จีวรแน่นอน ภิกษุณีสำคัญว่าเป็นจีวรไม่แน่นอน ... ต้องอาบัติทุกกฏ

จีวรแน่นอน ภิกษุณีสงสัย ... ต้องอาบัติทุกกฏ

จีวรแน่นอน ภิกษุณีสำคัญว่าเป็นจีวรแน่นอน ... ไม่ต้องอาบัติ

อนาปัตติวาร

{๒๕๒} [๙๒๔] ภิกษุณีแสดงอานิสงส์แล้วห้าม ๑ภิกษุณีผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุณีผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุณีเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล

จบ สิกขาบทที่ ๙

สิกขาบทที่ ๑๐

เรื่องภิกษุณีห้ามการเดาะกฐินอันเป็นไปโดยชอบธรรม

{๒๕๓} [๙๒๕] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล อุบาสกคนหนึ่งสั่งให้ช่างสร้างวิหารหลังหนึ่งอุทิศสงฆ์ ในงานฉลองวิหารนั้น

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑แสดงอานิสงส์แล้วห้าม ในที่นี้หมายถึงว่า ภิกษุณีผู้แม้จะได้รับฟังพวกตระกูลอุปัฏฐากพูดว่าไม่ สามารถจะถวายจีวรได้ ก็ชี้แจงเหตุผลเชิงให้ภิกษุณีสงฆ์รอในทำนองว่า เมื่อพวกเขามีผ้าฝ้าย หนึ่งในพวกเขาที่มีศรัทธาเลื่อมใสก็จักมาถวายจีวรแน่นอน (วิ.อ. ๒/๕๐๓)
Page 203

เขามีความประสงค์จะถวายอกาลจีวรแก่สงฆ์ทั้งสองฝ่ายแต่สมัยนั้นสงฆ์ ทั้งสองฝ่ายกรานกฐินแล้วจึงอุบาสกนั้นได้เข้าไปหาสงฆ์แล้วขอการ เดาะกฐิน ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็น เค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเพื่อเดาะกฐิน แต่ควรเดาะอย่างนี้ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ดังนี้

กรรมวาจาการเดาะกฐิน

[๙๒๖] ‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพรั่งพร้อมของ สงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงเดาะกฐิน นี่เป็นญัตติ

ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์ย่อมเดาะกฐิน การเดาะกฐิน ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึง ทักท้วง

กฐินอันสงฆ์เดาะแล้วชอบใจแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรง ความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้”

{๒๕๔} [๙๒๗] ครั้นแล้วอุบาสกนั้นเข้าไปหาภิกษุณีสงฆ์ขอเดาะกฐิน ภิกษุณี ถุลลนันทาห้ามการเดาะกฐินว่า“จีวรของพวกดิฉันยังมี”จึงอุบาสกนั้น เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า“ไฉนภิกษุณีทั้งหลายจึงได้ไม่ให้การ เดาะกฐินแก่พวกเราเล่า”

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑กฐินเดาะ หมายถึงกฐินซึ่งเป็นสังฆกรรมอย่างหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตแก่สงฆ์ผู้จำพรรษา เสียหายหรือบกพร่องกลางคันด้วย มาติกา คือ หัวข้อแห่งการเดาะกฐิน ๘ ประการ (พึงดู มาติกาเพื่อเดาะกฐิน ๕ ในกฐินขันธกะ วิ.มหา. (แปล) ๕)
Page 204

ภิกษุณีทั้งหลายได้ยินอุบาสกนั้นเพ่งโทษติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาภิกษุณีผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉน แม่เจ้าถุลลนันทาจึงได้ห้ามการเดาะกฐินอันเป็นไปโดยชอบธรรมเล่า” ...

ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุณีถุลลนันทาห้ามการเดาะกฐินอันเป็นไปโดยชอบ ธรรม จริงหรือ”

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉน ภิกษุณีถุลลนันทาจึงได้ห้ามการเดาะกฐินอันเป็นไปโดยชอบธรรมเล่าการ กระทำของภิกษุณีถุลลนันทานั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยัง ไม่เลื่อมใส ...

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง อย่างนี้ว่า

พระพุทธบัญญัติ

[๙๒๘] อนึ่ง ภิกษุณีใดห้ามการเดาะกฐินอันเป็นไปโดยชอบธรรม เป็นปาจิตตีย์

สิกขาบทวิภังค์

{๒๕๕} [๙๒๙] คำว่า อนึ่ง... ใด ความว่า ภิกษุณีใด คือ ผู้เช่นใด ...

คำว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุณี เพราะว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ทรง ประสงค์ว่า ‘ภิกษุณี, ในข้อความตอนนี้

Page 205

การเดาะกฐินที่ชื่อว่า เป็นไปโดยชอบธรรม คือ ภิกษุณีสงฆ์พร้อม เพรียงประชุมกันเดาะ

คำว่า ห้าม คือ ห้ามว่า ‘กฐินนี้จะเดาะได้อย่างไรกัน’ ต้องอาบัติ ปาจิตตีย์

บทภาชนีย์

{๒๕๖} [๙๓๐] การเดาะเป็นธรรม ‘ภิกษุณีสำคัญว่าเป็นธรรม ห้าม ต้อง อาบัติปาจิตตีย์

การเดาะเป็นธรรม ภิกษุณีสงสัย ห้าม ต้องอาบัติทุกกฏ

การเดาะเป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่าไม่เป็นธรรม ห้าม ไม่ต้องอาบัติ

การเดาะไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่าเป็นธรรม ห้าม ต้องอาบัติ

ทุกกฏ

การเดาะไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสงสัย ห้าม ต้องอาบัติทุกกฎ การเดาะไม่เป็นธรรม ภิกษุณีสำคัญว่าไม่เป็นธรรม ห้าม ไม่ต้อง อาบัติ

อนาปัตติวาร

{๒๕๗} [๙๓๑] ภิกษุณีแสดงอานิสงส์แล้วห้าม ๑ภิกษุณีผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุณีผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุณีเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล

จบ สิกขาบทที่ ๑๐

จบ นัคควรรคที่ ๓

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑แสดงอานิสงส์แล้วห้าม ในที่นี้หมายถึงว่า ภิกษุณีผู้ห้ามโดยชี้แจงเหตุผลในทำนองว่า ภิกษุณี สงฆ์มีจีวรเก่าแล้ว เมื่อยกเลิกการเดาะกฐิน (คือรับกฐินทาน) ก็จักมีลาภมากอันเนื่องมาจาก อานิสงส์กฐิน (นัย วิ.อ. ๒/๕๐๓)
Page 206

๔. ตุวัฏฏวรรค

สิกขาบทที่ ๑

เรื่องภิกษุณีสองรูปนอนบนเตียงเดียวกัน

{๒๕๘} [๙๓๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุณีนอนบนเตียงเดียวกันสองรูป ชาวบ้านเที่ยวเดินชมวิหารพบเห็นเข้า จึงพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุณีทั้งหลายจึงได้นอน บนเตียงเดียวกันสองรูปเหมือนพวกสตรีคฤหัสถ์ผู้บริโภคกามเล่า”ภิกษุณีทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา อยู่ บรรดาภิกษุณีผู้มักน้อย...ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาว่า “ไฉน ภิกษุณีทั้งหลายจึงได้นอนบนเตียงเดียวกันสองรูปเล่า” ...

ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุณีทั้งหลายนอนบนเตียงเดียวกันสองรูป จริงหรือ”

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉน ภิกษุณีทั้งหลายจึงได้นอนบนเตียงเดียวกันสองรูปเล่าการกระทำเช่น นั้นของภิกษุณีเหล่านั้นนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่ เลื่อมใส ...

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง อย่างนี้ว่า

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑หมวดว่าด้วยภิกษุณีนอนร่วมกัน ตั้งชื่อวรรคตามความแห่งสิกขาบทที่ ๑ และ ๒

End of สิกขาบทที่ ๑๐ เรื่องอุบาสกคนหนึ่ง