arnon.worldSign in

พระวินัยปิฎก จุลวรรค · ปาริวาสิกขันธกะ

เรื่องมูลายปฏิกัสสนารหภิกษุ เล่ม ๖

Text layerBuddha’s wordsItems ๓๓๔–๓๔๓ (Royal Thai)2/6 in ปาริวาสิกขันธกะ4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระวินัยปิฎก จุลวรรค ปาริวาสิกขันธกะ เรื่องมูลายปฏิกัสสนารหภิกษุ (Royal Thai Volume 6 · Mahachula Volume 6 · Mahamakut Volume 8 · Chaloem Phrakiat Volume 6)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 6, pp. 177–185

Page 177

เก็บปริวาส’ ดังนี้ ปริวาสเป็นอันเก็บแล้ว หรือกล่าวว่า ‘วตฺตํ สมาทิยามิ ข้าพเจ้าสมาทานวัตร’ ดังนี้ ปริวาสก็เป็นอันเก็บแล้ว”

พระพุทธานุญาตให้สมาทานปริวาส

{๓๓๓}[๘๕] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายหลีกจากพระนครสาวัตถีไปในที่นั้น ๆ แล้ว พวกภิกษุผู้อยู่ปริวาสจึงสามารถทำปริวาสให้หมดจดได้ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สมาทานปริวาส

วิธีสมาทานปริวาส

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพึงสมาทานปริวาสอย่างนี้

ภิกษุผู้อยู่ปริวาสนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระหย่ง ประนมมือแล้วกล่าวคำสมาทานว่า ‘ปริวาสํ สมาทิยามิ ข้าพเจ้าสมาทานปริวาส’ ดังนี้ ปริวาสเป็นอันสมาทานแล้ว หรือกล่าวคำสมาทานว่า ‘วตฺตํ สมาทิยามิ ข้าพเจ้าสมาทานวัตร’ ดังนี้ ปริวาสก็เป็นอันสมาทานแล้ว”

จบ ปาริวาสิกวัตร

๒. มูลายปฏิกัสสนารหวัตร

ว่าด้วยวัตรสำหรับภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัตเดิม

{๓๓๔}[๘๖] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิมยินดีการกราบไหว้ การลุกรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรม การนำอาสนะมาให้

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม (มูลายปฏิกัสสนารหภิกษุ) หมายถึงภิกษุผู้กำลังอยู่ปริวาสต้องอาบัติสังฆาทิเสสข้อเดียวกันหรือข้ออื่นเข้าอีกก่อนที่สงฆ์จะอัพภาน (ขั้นตอนสุดท้ายแห่งการออกจากอาบัติสังฆาทิเสส) ต้องตั้งต้นอยู่ปริวาสหรือประพฤติมานัตใหม่
Page 178

การนำที่นอนมาให้ การนำนํ้าล้างเท้ามาให้ การตั้งตั่งรองเท้า การตั้งกระเบื้องเช็ดเท้า การรับบาตรจีวร การถูหลังให้เมื่ออาบนํ้าของปกตัตตภิกษุ ทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุทั้งหลายผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิมจึงได้ยินดีการกราบไหว้ การลุกรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรม การนำอาสนะมาให้ การนำที่นอนมาให้ การนำนํ้าล้างเท้ามาให้ การตั้งตั่งรองเท้า การตั้งกระเบื้องเช็ดเท้า การรับบาตรจีวร การถูหลังให้เมื่ออาบนํ้าของปกตัตตภิกษุทั้งหลายเล่า” แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงประชุมสงฆ์สอบถาม

{๓๓๕}ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุทั้งหลายผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม ยินดีการกราบไหว้ การลุกรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรม การนำอาสนะมาให้ การนำที่นอนมาให้ การนำนํ้าล้างเท้ามาให้ การตั้งตั่งรองเท้า การตั้งกระเบื้องเช็ดเท้า การรับบาตรจีวร การถูหลังให้เมื่ออาบนํ้าของปกตัตตภิกษุทั้งหลาย จริงหรือ”ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุทั้งหลายผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิมจึงได้ยินดีการกราบไหว้ การลุกรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรม การนำอาสนะมาให้ การนำที่นอนมาให้ การนำนํ้าล้างเท้ามาให้ การตั้งตั่งรองเท้า การตั้งกระเบื้องเช็ดเท้า การรับ

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปกตัตตภิกษุ ในที่นี้หมายถึงปกตัตตภิกษุสำหรับภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม คือ เว้นภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิมซึ่งอ่อนพรรษากว่าตน ภิกษุนอกนั้น โดยที่สุดแม้พวกภิกษุที่อยู่ปริวาส เป็นต้น ชื่อว่าปกตัตตภิกษุสำหรับภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม (วิ.อ. ๓/๒๖๖)
Page 179

บาตรจีวร การถูหลังให้เมื่ออาบนํ้าของปกตัตตภิกษุทั้งหลายเล่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การกระทำของภิกษุทั้งหลายผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิมนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...

พระพุทธบัญญัติวัตรสำหรับภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม

ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงตำหนิแล้ว ทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุ ทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิมไม่พึงยินดีการกราบไหว้ การลุกรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรม การนำอาสนะมาให้ การนำที่นอนมาให้ การนำน้ำล้างเท้ามาให้ การตั้งตั่งรองเท้า การตั้งกระเบื้องเช็ดเท้า การรับบาตรจีวร การถูหลังให้เมื่ออาบนํ้าของปกตัตตภิกษุทั้งหลาย รูปใดยินดี รูปนั้นต้องอาบัติทุกกฏดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตการกราบไหว้ การลุกรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรม การนำอาสนะมาให้ การนำที่นอนมาให้ การนำน้ำล้างเท้ามาให้ การตั้งตั่งรองเท้า การตั้งกระเบื้องเช็ดเท้า การรับบาตรจีวร การถูหลังให้เมื่ออาบน้ำของภิกษุทั้งหลายผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิมด้วยกันตามลำดับผู้แก่พรรษาดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตกิจ ๕ อย่าง คือ อุโบสถ ปวารณา ผ้าอาบน้ำฝน การสละภัต และการรับภัตแก่ภิกษุทั้งหลายผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิมตามลำดับผู้แก่พรรษา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติวัตรสำหรับภิกษุทั้งหลายผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม โดยประการที่ภิกษุทั้งหลายผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิมต้องประพฤติ

Page 180

วัตรสำหรับภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม

หมวดที่ ๑

{๓๓๖}[๘๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิมต้องประพฤติโดยชอบ วิธีประพฤติโดยชอบในวัตรนั้น ดังต่อไปนี้ไม่พึงให้อุปสมบท

ไม่พึงให้นิสสัย

ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก

ไม่พึงรับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี

แม้ได้รับสมมติแล้ว ก็ไม่พึงสั่งสอนภิกษุณี

เป็นผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิมเพราะอาบัติใด ไม่พึงต้องอาบัตินั้นอีก

ไม่พึงต้องอาบัติอื่นที่คล้ายคลึงกัน

ไม่พึงต้องอาบัติที่หนักกว่านั้น

ไม่พึงตำหนิกรรมของสงฆ์

ไม่พึงตำหนิภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม

ไม่พึงห้ามอุโบสถแก่ปกตัตตภิกษุ

ไม่พึงห้ามปวารณาแก่ปกตัตตภิกษุ

ไม่พึงทำการไต่สวน

ไม่พึงเริ่มอนุวาทาธิกรณ์

ไม่พึงให้ภิกษุอื่นขอโอกาส

ไม่พึงโจทภิกษุอื่น

ไม่พึงให้ภิกษุอื่นให้การ

ไม่พึงช่วยพวกภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน

Page 181

หมวดที่ ๒

{๓๓๗}ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิมไม่พึงเดินไปข้างหน้าปกตัตตภิกษุ ไม่พึงนั่งข้างหน้าปกตัตตภิกษุ พึงพอใจด้วยอาสนะสุดท้าย ที่นอนสุดท้าย วิหารสุดท้ายของสงฆ์ที่สงฆ์จะพึงให้แก่เธอ ไม่พึงมีปกตัตตภิกษุเป็นสมณะนำหน้าหรือตามหลังเข้าไปยังตระกูล ไม่พึงสมาทาน อารัญญิกธุดงค์ ไม่พึงสมาทานปิณฑปาติกธุดงค์ และไม่พึงให้เขานำบิณฑบาตมาส่งเพราะเหตุที่เป็นผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิมนั้นด้วยคิดว่า ‘ผู้คนทั้งหลายอย่าได้รู้เรื่องเรา’

หมวดที่ ๓

{๓๓๘}ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิมไม่พึงออกจากอาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสที่ไม่มีภิกษุ เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตราย

ไม่พึงออกจากอาวาสที่มีภิกษุไปสู่ถิ่นที่มิใช่อาวาสที่ไม่มีภิกษุ เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตราย

ไม่พึงออกจากอาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่ไม่มีภิกษุ เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตราย

ไม่พึงออกจากถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสที่ไม่มีภิกษุ เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตราย

ไม่พึงออกจากถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่ถิ่นที่มิใช่อาวาสที่ไม่มีภิกษุ เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตราย

ไม่พึงออกจากถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่ไม่มีภิกษุ เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตราย

ไม่พึงออกจากอาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสที่ไม่มีภิกษุ เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตราย

Page 182

ไม่พึงออกจากอาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่ถิ่นที่มิใช่อาวาสที่ไม่มีภิกษุ เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตรายไม่พึงออกจากอาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่ไม่มีภิกษุ เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตราย

หมวดที่ ๔

{๓๓๙}ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิมไม่พึงออกจากอาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสต่างกัน เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตรายไม่พึงออกจากอาวาสที่มีภิกษุไปสู่ถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสต่างกัน เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตรายไม่พึงออกจากอาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสต่างกัน เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตรายไม่พึงออกจากถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสต่างกัน เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตรายไม่พึงออกจากถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่ถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสต่างกัน เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตรายไม่พึงออกจากถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสต่างกัน เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตรายไม่พึงออกจากอาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสต่างกัน เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตรายไม่พึงออกจากอาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่ถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสต่างกัน เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตราย

Page 183

ไม่พึงออกจากอาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสต่างกัน เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตราย

หมวดที่ ๕

{๓๔๐}ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิมพึงออกจากอาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสเสมอกัน ที่รู้ว่าอาจจะไปถึงได้ในวันนี้ทีเดียวพึงออกจากอาวาสที่มีภิกษุไปสู่ถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสเสมอกัน ที่รู้ว่าอาจจะไปถึงได้ในวันนี้ทีเดียว

พึงออกจากอาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสเสมอกัน ที่รู้ว่าอาจจะไปถึงได้ในวันนี้ทีเดียวพึงออกจากถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสเสมอกัน ที่รู้ว่าอาจจะไปถึงได้ในวันนี้ทีเดียว

พึงออกจากถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่ถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสเสมอกัน ที่รู้ว่าอาจจะไปถึงได้ในวันนี้ทีเดียวพึงออกจากถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสเสมอกัน ที่รู้ว่าอาจจะไปถึงได้ในวันนี้ทีเดียวพึงออกจากอาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสเสมอกัน ที่รู้ว่าอาจจะไปถึงได้ในวันนี้ทีเดียวพึงออกจากอาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่ถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสเสมอกัน ที่รู้ว่าอาจจะไปถึงได้ในวันนี้ทีเดียวพึงออกจากอาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสเสมอกัน ที่รู้ว่าอาจจะไปถึงได้ในวันนี้ทีเดียว

Page 184

หมวดที่ ๖

{๓๔๑}ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิมไม่พึงอยู่ในอาวาสที่มีเครื่องมุงบังเดียวกันกับปกตัตตภิกษุไม่พึงอยู่ในถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีเครื่องมุงบังเดียวกันกับปกตัตตภิกษุ

ไม่พึงอยู่ในอาวาสหรือในถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีเครื่องบังมุงเดียวกันกับปกตัตตภิกษุ

เห็นปกตัตตภิกษุแล้ว พึงลุกจากอาสนะ

พึงนิมนต์ปกตัตตภิกษุให้นั่ง

ไม่พึงนั่งบนอาสนะเดียวกันกับปกตัตตภิกษุ

เมื่อปกตัตตภิกษุนั่งบนอาสนะต่ำ ไม่พึงนั่งบนอาสนะสูง

เมื่อปกตัตตภิกษุนั่งที่พื้นดิน ไม่พึงนั่งบนอาสนะ

ไม่พึงจงกรมในที่จงกรมอันเดียวกันกับปกตัตตภิกษุ

เมื่อปกตัตตภิกษุจงกรมอยู่ในที่จงกรมตํ่า ไม่พึงจงกรมในที่จงกรมสูง

เมื่อปกตัตตภิกษุจงกรมบนพื้นดิน ไม่พึงจงกรมในที่จงกรม

หมวดที่ ๗

{๓๔๒}ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิมไม่พึงอยู่ในอาวาส ไม่พึงอยู่ในถิ่นที่มิใช่อาวาส ไม่พึงอยู่ในสถานที่ที่เป็นอาวาสหรือมิใช่อาวาสที่มีเครื่องมุงบังเดียวกัน ไม่พึงนั่งบนอาสนะเดียวกันกับภิกษุผู้อยู่ปริวาส... กับภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิมซึ่งแก่พรรษากว่า

... กับภิกษุผู้ควรประพฤติมานัต

... กับภิกษุผู้ประพฤติมานัต

... กับภิกษุผู้ควรอัพภาน

Page 185

เมื่อภิกษุผู้อยู่ปริวาสเป็นต้นนั้นนั่งบนอาสนะต่ำ ไม่พึงนั่งบนอาสนะสูง

เมื่อภิกษุผู้อยู่ปริวาสเป็นต้นนั้นนั่งที่พื้นดิน ไม่พึงนั่งบนอาสนะ

ไม่พึงจงกรมในที่จงกรมเดียวกัน

เมื่อภิกษุผู้อยู่ปริวาสเป็นต้นนั้นจงกรมอยู่ในที่จงกรมต่ำ ไม่พึงจงกรมในที่จงกรมสูง

เมื่อภิกษุผู้อยู่ปริวาสเป็นต้นนั้นจงกรมอยู่ที่พื้นดิน ไม่พึงจงกรมในที่จงกรม

{๓๔๓}ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าสงฆ์มีภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิมเป็นรูปที่ ๔ ให้ปริวาส ชักเข้าหาอาบัติเดิม ให้มานัต สงฆ์ ๒๐ รูปรวมทั้งภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิมนั้นด้วยอัพภานไซร้ การกระทำดังนั้นใช้ไม่ได้และไม่ควรทำ”

จบ มูลายปฏิกัสสนารหวัตร

๓. มานัตตารหวัตร

ว่าด้วยวัตรสำหรับภิกษุผู้ควรประพฤติมานัต

{๓๔๔}[๘๘] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายผู้ควรประพฤติมานัตยินดี การกราบไหว้ การลุกรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรม การนำอาสนะมาให้ การนำที่นอนมาให้ การนำนํ้าล้างเท้ามาให้ การตั้งตั่งรองเท้า การตั้ง

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คำว่า มานัต แปลว่า นับ หมายถึงการนับราตรี ๖ ราตรี เป็นชื่อระเบียบปฏิบัติในการออกจากอาบัติสังฆาทิเสสซึ่งเป็นกระบวนการขั้นที่ ๒ ต่อจากการอยู่ปริวาส ภิกษุผู้ควรประพฤติมานัต หมายถึงภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสได้อยู่ปริวาสครบตามจำนวนวันที่ปิดอาบัติไว้แล้ว หรือภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสแต่ไม่ได้ปิดไว้ ประสงค์จะบริสุทธิ์จากอาบัติสังฆาทิเสสนั้น ต้องขอประพฤติมานัตต่อสงฆ์เป็นเวลา ๖ ราตรี โดยปฏิบัติตามวัตรหรือกฎระเบียบเหมือนกับภิกษุผู้อยู่ปริวาส ซึ่งเรียกว่า มานัตตารหวัตร

End of เรื่องมูลายปฏิกัสสนารหภิกษุ