พระวินัยปิฎก จุลวรรค · ปาริวาสิกขันธกะ
เรื่องพระอยู่ปริวาส เล่ม ๖
Text layerBuddha’s wordsItems ๓๒๐–๓๓๓ (Royal Thai)1/6 in ปาริวาสิกขันธกะ4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระวินัยปิฎก จุลวรรค ปาริวาสิกขันธกะ เรื่องพระอยู่ปริวาส (Royal Thai Volume 6 · Mahachula Volume 6 · Mahamakut Volume 8 · Chaloem Phrakiat Volume 6)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 6, pp. 168–177
๑. ปาริวาสิกวัตร
ว่าด้วยวัตรสำหรับภิกษุผู้อยู่ปริวาส
{๓๒๐}[๗๕] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ปริวาสยินดีการกราบไหว้ การลุกรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรม การนำอาสนะมาให้ การนำที่นอนมาให้ การนำน้ำล้างเท้ามาให้ การตั้งตั่งรองเท้า การตั้งกระเบื้องเช็ดเท้า การรับบาตรจีวร การถูหลังให้เมื่ออาบน้ำของปกตัตตภิกษุ ทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ปริวาสจึงได้ยินดีการกราบไหว้ การลุกรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรม การนำอาสนะมาให้ การนำที่นอนมาให้ การนำน้ำล้างเท้ามาให้ การตั้งตั่งรองเท้า การตั้งกระเบื้องเช็ดเท้า การรับบาตรจีวร การถูหลังให้เมื่ออาบนํ้าของปกตัตตภิกษุทั้งหลายเล่า” แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
- ๑ปาริวาสิกขันธกะ ตอนว่าด้วยระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับปริวาส ตั้งชื่อขันธกะตามเนื้อหาของหัวข้อแรก ความจริง มีเนื้อหาว่าด้วยวัตรหรือระเบียบปฏิบัติสำหรับภิกษุผู้ประสงค์ทำตนให้บริสุทธิ์จากอาบัติสังฆาทิเสสล้วน ๆ จำนวน ๕ หัวข้อ
- ๒คำว่า ปริวาส แปลว่า การอยู่ชดใช้ เรียกทั่วไปว่า การอยู่กรรม เป็นชื่อระเบียบปฏิบัติสำหรับการออกจากอาบัติสังฆาทิเสส (วุฏฐานวิธี) ซึ่งเป็นกรรมวิธีที่ ๑ ที่ภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แล้วปกปิดไว้ปรารถนาจะทำตนให้บริสุทธิ์จากอาบัติสังฆาทิเสสนั้นจะต้องประพฤติ เป็นการลงโทษตนเองชดใช้ให้ครบเท่าจำนวนวันที่ปิดอาบัติ
- ๓ยกเว้นการกราบไหว้ การลุกรับ และอัญชลีกรรม นอกนั้นการกระทำใดๆ ที่ชอบ ที่ดีงาม และเหมาะสมต่อกันของภิกษุ เช่น การพัดวีให้กัน เป็นต้น ชื่อว่า สามีจิกรรม (วิ.อ. ๓/๒๕๖)
- ๔ปกตัตตภิกษุ ภิกษุผู้มีภาวะปกติ คือภิกษุผู้มีศีลไม่วิบัติ ไม่ต้องอาบัติปาราชิก (วิ.อ. ๓/๒๔๐) สำหรับภิกษุผู้อยู่ปริวาส เว้นภิกษุผู้อยู่ปริวาสที่อ่อนพรรษากว่า นอกนั้นแม้ภิกษุผู้กำลังประพฤติออกจากอาบัติสังฆาทิเสสในขั้นควรชักเข้าหาอาบัติเดิม ก็ชื่อว่าปกตัตตภิกษุ (วิ.อ. ๓/๒๕๖)
ทรงประชุมสงฆ์สอบถาม
{๓๒๑}ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ปริวาสยินดีการกราบไหว้ การลุกรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรม การนำอาสนะมาให้ การนำที่นอนมาให้ การนำนํ้าล้างเท้ามาให้ การตั้งตั่งรองเท้า การตั้งกระเบื้องเช็ดเท้า การรับบาตรจีวร การถูหลังให้เมื่ออาบนํ้าของปกตัตตภิกษุทั้งหลายจริงหรือ”ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ปริวาสจึงได้ยินดีการกราบไหว้ การลุกรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรม การนำอาสนะมาให้ การนำที่นอนมาให้ การนำนํ้าล้างเท้ามาให้ การตั้งตั่งรองเท้า การตั้งกระเบื้องเช็ดเท้า การรับบาตรจีวร การถูหลังให้เมื่ออาบน้ำของปกตัตตภิกษุทั้งหลายเล่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การกระทำของพวกภิกษุผู้อยู่ปริวาสนั้นนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสหรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว ...
พระพุทธบัญญัติวัตรสำหรับภิกษุผู้อยู่ปริวาส
ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้อยู่ปริวาสไม่พึงยินดีการกราบไหว้ การลุกรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรม การนำอาสนะมาให้ การนำที่นอนมาให้ การนำนํ้าล้างเท้ามาให้ การตั้งตั่งรองเท้า การตั้งกระเบื้องเช็ดเท้า การรับบาตรจีวร การดูหลังให้เมื่ออาบนํ้าของปกตัตตภิกษุทั้งหลาย รูปใดยินดีต้องอาบัติทุกกฏ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตการกราบไหว้ การลุกรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรม การนำอาสนะมาให้ การนำที่นอนมาให้ การนำนํ้าล้างเท้า การตั้งตั่งรองเท้า การตั้งกระเบื้องเช็ดเท้า การรับบาตรจีวร การถูหลังให้เมื่ออาบน้ำของภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ปริวาสด้วยกันตามลำดับผู้แก่พรรษาดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตกิจ ๕ อย่าง คือ อุโบสถ ปวารณา ผ้าอาบนํ้าฝน การสละภัต และการรับภัตแก่ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ปริวาสด้วยกันตามลำดับผู้แก่พรรษาดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนี้แล เราจักบัญญัติวัตรสำหรับภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ปริวาสโดยประการที่ภิกษุผู้อยู่ปริวาสต้องประพฤติทุกรูป
ปาริวาสิกวัตร ๙๔ ข้อ
หมวดที่ ๑
{๓๒๒}[๗๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้อยู่ปริวาสพึงประพฤติโดยชอบ วิธีประพฤติโดยชอบในวัตรนั้น ดังต่อไปนี้
ไม่พึงให้อุปสมบท
ไม่พึงให้นิสสัย
ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก
ไม่พึงรับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี
แม้ได้รับสมมติแล้ว ก็ไม่พึงสั่งสอนภิกษุณี
สงฆ์ให้ปริวาสเพื่ออาบัติใด ไม่พึงต้องอาบัตินั้นอีก
ไม่พึงต้องอาบัติอื่นที่คล้ายคลึงกัน
ไม่พึงต้องอาบัติที่หนักกว่านั้น
ไม่พึงตำหนิภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม
ไม่พึงตำหนิกรรมของสงฆ์
ไม่พึงห้ามอุโบสถแก่ปกตัตตภิกษุ
ไม่พึงห้ามปวารณาแก่ปกตัตตภิกษุ
ไม่พึงทำการไต่สวน
ไม่พึงเริ่มอนุวาทาธิกรณ์
ไม่พึงให้ภิกษุอื่นขอโอกาส
ไม่พึงโจทภิกษุอื่น
ไม่พึงให้ภิกษุอื่นให้การ
ไม่พึงช่วยพวกภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน
หมวดที่ ๒
{๓๒๓}ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้อยู่ปริวาสไม่พึงเดินไปข้างหน้าปกตัตตภิกษุ ไม่พึงนั่งข้างหน้าปกตัตตภิกษุ พึงพอใจด้วยอาสนะสุดท้าย ที่นอนสุดท้าย วิหารสุดท้ายของสงฆ์ที่สงฆ์จะพึงให้แก่เธอ ไม่พึงมีปกตัตตภิกษุเป็นสมณะนำหน้าหรือตามหลังเข้าไปยังตระกูล ไม่พึงสมาทานอารัญญิกธุดงค์ ไม่พึงสมาทานปิณฑปาติกธุดงค์ และไม่พึงให้เขานำบิณฑบาตมาส่งเพราะเหตุที่อยู่ปริวาสนั้นด้วยคิดว่า ‘ผู้คนทั้งหลายอย่าได้รู้เรื่องเรา’
หมวดที่ ๓
{๓๒๔}[๗๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้อยู่ปริวาสเป็นอาคันตุกะไป ก็พึงบอก มีอาคันตุกะมา ก็พึงบอก พึงบอกในวันอุโบสถ พึงบอกในวันปวารณา ถ้าอาพาธ พึงสั่งผู้แทนให้บอก
หมวดที่ ๔
{๓๒๕}ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้อยู่ปริวาสไม่พึงออกจากอาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสที่ไม่มีภิกษุ เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตราย
- ๑หมายถึงเป็นอาคันตุกะไปวัดใดๆ ต้องบอกแก่พวกภิกษุผู้อยู่ในวัดนั้นๆ (วิ.อ. ๓/๒๖๒)
ไม่พึงออกจากอาวาสที่มีภิกษุไปสู่ถิ่นที่มิใช่อาวาสที่ไม่มีภิกษุ เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตราย
ไม่พึงออกจากอาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่ไม่มีภิกษุ เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตราย
ไม่พึงออกจากถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสที่ไม่มีภิกษุ เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตราย
ไม่พึงออกจากถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่ถิ่นที่มิใช่อาวาสที่ไม่มีภิกษุ เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตราย
ไม่พึงออกจากถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่ไม่มีภิกษุ เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตราย
ไม่พึงออกจากอาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสที่ไม่มีภิกษุ เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตราย
ไม่พึงออกจากอาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่ถิ่นที่มิใช่อาวาสที่ไม่มีภิกษุ เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตราย
ไม่พึงออกจากอาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่ไม่มีภิกษุ เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตราย
หมวดที่ ๕
{๓๒๖}[๗๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้อยู่ปริวาสไม่พึงออกจากอาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาส ต่างกัน เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตราย
- ๑คำว่า สังวาส หมายถึงธรรมเป็นเครื่องอยู่ร่วมกันของภิกษุสงฆ์ ได้แก่ การทำอุโบสถหรือการทำสังฆกรรมต่างๆ ร่วมกัน มีสิกขาบทเสมอกัน (นัย วิ.อ. ๑/๒๗๙) ภิกษุผู้มีสังวาสต่างกัน ก็คือภิกษุผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ร่วมกันดังกล่าวนั้นต่างกัน โดยปกติจะไม่ร่วมอุโบสถและสังฆกรรมกัน
ไม่พึงออกจากอาวาสที่มีภิกษุไปสู่ถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสต่างกัน เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตรายไม่พึงออกจากอาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสต่างกัน เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตรายไม่พึงออกจากถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสต่างกัน เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตรายไม่พึงออกจากถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่ถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสต่างกัน เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตรายไม่พึงออกจากถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสต่างกัน เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตราย[๗๙] ไม่พึงออกจากอาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสต่างกัน เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตรายไม่พึงออกจากอาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่ถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสต่างกัน เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตรายไม่พึงออกจากอาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสต่างกัน เว้นแต่ไปกับปกตัตตภิกษุ เว้นแต่มีอันตราย
หมวดที่ ๖
{๓๒๗}[๘๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้อยู่ปริวาสพึงออกจากอาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสเสมอกัน ที่รู้ว่าอาจจะไปถึงได้ในวันนี้ทีเดียวพึงออกจากอาวาสที่มีภิกษุไปสู่ถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสเสมอกัน ที่รู้ว่าอาจจะไปถึงได้ในวันนี้ทีเดียว
พึงออกจากอาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสเสมอกัน ที่รู้ว่าอาจจะไปถึงได้ในวันนี้ทีเดียวพึงออกจากถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสเสมอกัน ที่รู้ว่าอาจจะไปถึงไดัในวันนี้ทีเดียวพึงออกจากถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่ถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสเสมอกัน ที่รู้ว่าอาจจะไปถึงได้ในวันนี้ทีเดียวพึงออกจากถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาส ที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสเสมอกัน ที่รู้ว่าอาจจะไปถึงได้ในวันนี้ทีเดียวพึงออกจากอาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสเสมอกัน ที่รู้ว่าอาจจะไปถึงได้ในวันนี้ทีเดียวพึงออกจากอาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่ถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสเสมอกัน ที่รู้ว่าอาจจะไปถึงได้ในวันนี้ทีเดียวพึงออกจากอาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสหรือถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีภิกษุซึ่งมีสังวาสเสมอกัน ที่รู้ว่าอาจจะไปถึงได้ในวันนี้ทีเดียว
หมวดที่ ๗
{๓๒๘}[๘๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้อยู่ปริวาสไม่พึงอยู่ในอาวาสที่มีเครื่องมุงบังเดียวกันกับปกตัตตภิกษุไม่พึงอยู่ในถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีเครื่องมุงบังเดียวกันกับปกตัตตภิกษุ
ไม่พึงอยู่ในอาวาสหรือในถิ่นที่มิใช่อาวาสที่มีเครื่องบังมุงเดียวกันกับปกตัตตภิกษุ
เห็นปกตัตตภิกษุแล้ว พึงลุกจากอาสนะ
พึงนิมนต์ปกตัตตภิกษุให้นั่ง
ไม่พึงนั่งบนอาสนะเดียวกันกับปกตัตตภิกษุ
เมื่อปกตัตตภิกษุนั่งบนอาสนะต่ำ ไม่พึงนั่งบนอาสนะสูง
เมื่อปกตัตตภิกษุนั่งที่พื้นดิน ไม่พึงนั่งบนอาสนะ
ไม่พึงจงกรมในที่จงกรมอันเดียวกันกับปกตัตตภิกษุ
เมื่อปกตัตตภิกษุจงกรมอยู่ในที่จงกรมต่ำ ไม่พึงจงกรมในที่จงกรมสูง
เมื่อปกตัตตภิกษุจงกรมบนพื้นดิน ไม่พึงจงกรมในที่จงกรม
หมวดที่ ๘
{๓๒๙}[๘๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้อยู่ปริวาสไม่พึงอยู่ในอาวาส ไม่พึงอยู่ในถิ่นที่มิใช่อาวาส ไม่พึงอยู่ในสถานที่ที่เป็นอาวาสหรือมิใช่อาวาสที่มีเครื่องมุงบังเดียวกัน ไม่พึงนั่งบนอาสนะเดียวกันกับภิกษุผู้อยู่ปริวาสซึ่งแก่พรรษากว่า... กับภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม
... กับภิกษุผู้ควรประพฤติมานัต
... กับภิกษุผู้ประพฤติมานัต
... กับภิกษุผู้ควรอัพภาน
เมื่อภิกษุผู้อยู่ปริวาสเป็นต้นนั้นนั่งบนอาสนะตํ่า ไม่พึงนั่งบนอาสนะสูง
เมื่อภิกษุผู้อยู่ปริวาสเป็นต้นนั้นนั่งที่พื้นดิน ไม่พึงนั่งบนอาสนะ
ไม่พึงจงกรมในที่จงกรมเดียวกัน
เมื่อภิกษุผู้อยู่ปริวาสเป็นต้นนั้นจงกรมอยู่ในที่จงกรมต่ำ ไม่พึงจงกรมในที่จงกรมสูง
เมื่อภิกษุผู้อยู่ปริวาสเป็นต้นนั้นจงกรมอยู่ที่พื้นดิน ไม่พึงจงกรมในที่จงกรม
{๓๓๐}ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าสงฆ์มีภิกษุผู้อยู่ปริวาสเป็นรูปที่ ๔ ให้ปริวาสชักเข้าหาอาบัติเดิม ให้มานัต สงฆ์ ๒๐ รูปรวมทั้งภิกษุผู้อยู่ปริวาสนั้นด้วย อัพภานไซร้ การกระทำดังนั้นใช้ไม่ได้และไม่ควรทำ”
จบ ปาริวาสิกวัตร ๙๔ ข้อ
{๓๓๑}[๘๓] ครั้งนั้นแล ท่านพระอุบาลีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่งอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ท่านพระอุบาลีนั่งเรียบร้อยแล้วได้ทูลถามความข้อนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “รัตติเฉทคือความขาดแห่งราตรีของภิกษุผู้อยู่ปริวาสมีเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “อุบาลี รัตติเฉทของภิกษุผู้อยู่ปริวาสมี ๓ คือ อยู่ร่วม ๑ อยู่ปราศ ๑ ไม่บอก ๑ รัตติเฉทของภิกษุผู้อยู่ปริวาสมี ๓ อย่างนี้แล”
พระพุทธานุญาตให้เก็บปริวาส
{๓๓๒}[๘๔] ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถีมีภิกษุสงฆ์มาประชุมกันมากมาย ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ปริวาสไม่สามารถจะทำปริวาสให้หมดจดได้ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้เก็บปริวาส
วิธีเก็บปริวาส
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพึงเก็บปริวาสอย่างนี้
ภิกษุผู้อยู่ปริวาสนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระหย่ง ประนมมือแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ปริวาสํ นิกฺขิปามิ ข้าพเจ้า
- ๑รัตติเฉท ความขาดแห่งราตรี หมายถึงเหตุให้ขาดราตรีจนไม่สามารถนับจำนวนราตรีได้ ทรงบัญญัติไว้ ๒ ประเภท คือ (๑) รัตติเฉทของภิกษุผู้อยู่ปริวาส (๒) รัตติเฉทของภิกษุผู้ประพฤติมานัต (วิ.อ. ๓/๕๒๘) ในที่นี้คือรัตติเฉทของภิกษุผู้อยู่ปริวาส ซึ่งมี ๓ อย่าง คือ (๑) สหวาสะอยู่ร่วม คือการอยู่ร่วมกับปกตัตตภิกษุ เช่นอยู่ในที่มุงบังเดียวกันเป็นต้น (๒) วิปปวาสะ อยู่ปราศ คือการที่ภิกษุผู้อยู่ปริวาสนั้นอยู่ลำพังรูปเดียว (๓) อนาโรจนา ไม่บอก คือการไม่บอก ว่าตนอยู่ปริวาสแก่พวกภิกษุอาคันตุกะที่เข้าออกสถานที่อยู่ปริวาสเป็นต้น (นัย วิ.อ. ๓/๒๖๖)
เก็บปริวาส’ ดังนี้ ปริวาสเป็นอันเก็บแล้ว หรือกล่าวว่า ‘วตฺตํ สมาทิยามิ ข้าพเจ้าสมาทานวัตร’ ดังนี้ ปริวาสก็เป็นอันเก็บแล้ว”
พระพุทธานุญาตให้สมาทานปริวาส
{๓๓๓}[๘๕] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายหลีกจากพระนครสาวัตถีไปในที่นั้น ๆ แล้ว พวกภิกษุผู้อยู่ปริวาสจึงสามารถทำปริวาสให้หมดจดได้ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สมาทานปริวาส
วิธีสมาทานปริวาส
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพึงสมาทานปริวาสอย่างนี้
ภิกษุผู้อยู่ปริวาสนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระหย่ง ประนมมือแล้วกล่าวคำสมาทานว่า ‘ปริวาสํ สมาทิยามิ ข้าพเจ้าสมาทานปริวาส’ ดังนี้ ปริวาสเป็นอันสมาทานแล้ว หรือกล่าวคำสมาทานว่า ‘วตฺตํ สมาทิยามิ ข้าพเจ้าสมาทานวัตร’ ดังนี้ ปริวาสก็เป็นอันสมาทานแล้ว”
จบ ปาริวาสิกวัตร
๒. มูลายปฏิกัสสนารหวัตร
ว่าด้วยวัตรสำหรับภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัตเดิม
{๓๓๔}[๘๖] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิมยินดีการกราบไหว้ การลุกรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรม การนำอาสนะมาให้
- ๑ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม (มูลายปฏิกัสสนารหภิกษุ) หมายถึงภิกษุผู้กำลังอยู่ปริวาสต้องอาบัติสังฆาทิเสสข้อเดียวกันหรือข้ออื่นเข้าอีกก่อนที่สงฆ์จะอัพภาน (ขั้นตอนสุดท้ายแห่งการออกจากอาบัติสังฆาทิเสส) ต้องตั้งต้นอยู่ปริวาสหรือประพฤติมานัตใหม่
End of เรื่องพระอยู่ปริวาส