พระวินัยปิฎก จุลวรรค · ขุททกวัตถุขันธกะ
เรื่องทรงห้ามฉันมะม่วง เล่ม ๗
Text layerBuddha’s wordsItems ๒๓–๒๕ (Royal Thai)3/27 in ขุททกวัตถุขันธกะ4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระวินัยปิฎก จุลวรรค ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องทรงห้ามฉันมะม่วง (Royal Thai Volume 7 · Mahachula Volume 7 · Mahamakut Volume 9 · Chaloem Phrakiat Volume 7)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 7, pp. 12–14
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงห่มผ้าขนสัตว์มีขนข้างนอก รูปใด ห่ม ต้องอาบัติทุกกฏ”
พระพุทธบัญญัติห้ามฉันมะม่วงที่สอยเอง
{๒๓} [๒๕๐] ก็โดยสมัยนั้นแล มะม่วงที่พระราชอุทยานของพระเจ้า พิมพิสารจอมเสนามาคธราช กำลังมีผล พระองค์ทรงอนุญาตไว้ว่า “ขอ อาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายฉันมะม่วงตามสบายเถิด” พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ สอยมะม่วงเฉพาะลูกอ่อน ๆ มาฉัน พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ต้องพระประสงค์มะม่วง จึงรับสั่งกับมหาดเล็กว่า “ไปเถิด พนาย จงไป สวนเก็บมะม่วงมา” มหาดเล็กรับพระราชกระแสแล้วไปยังพระราชอุทยาน บอกคนรักษาพระราชอุทยานว่า “พนาย ในหลวงมีพระประสงค์มะม่วง ท่านจงถวายผลมะม่วง” คนรักษาพระราชอุทยานตอบว่า “มะม่วงไม่มี ภิกษุทั้งหลายสอยมะม่วงไปฉันหมดกระทั่งผลอ่อน ๆ” มหาดเล็กเหล่านั้น จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช
ท้าวเธอรับสั่ง ว่า “พระคุณเจ้าทั้งหลายฉันผลมะม่วงหมดก็ดีแล้ว แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงสรรเสริญความรู้จักประมาณ”ชาวบ้านจึงพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระสมณะ เชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้ไม่รู้จักประมาณ ฉันมะม่วงของในหลวงหมด เล่า” ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันมะม่วง รูปใดฉัน ต้องอาบัติ ทุกกฏ”
- ๑มะม่วง ในที่นี้หมายถึงมะม่วงเป็นลูก ๆ ที่ภิกษุไปสอยมาฉันเอง เช่นในเรื่องนี้
พระพุทธานุญาตให้ฉันมะม่วงที่เขาถวาย
{๒๔} สมัยต่อมา กลุ่มศรัทธากลุ่มหนึ่งถวายภัตตาหารแก่สงฆ์ เขาใส่ชิ้น มะม่วงไว้ในกับข้าวด้วย ภิกษุทั้งหลายรังเกียจ ไม่ยอมรับประเคน ... พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงรับประเคนฉันเถิด เราอนุญาตผล มะม่วงที่เป็นชิ้น ๆ”
พระพุทธานุญาตให้ฉันผลไม้โดยสมณกัปปะ ๕ อย่าง
{๒๕} สมัยต่อมา กลุ่มศรัทธากลุ่มหนึ่งถวายภัตตาหารแก่สงฆ์ เขาไม่ได้ เรียนรู้ที่จะฝานมะม่วงเป็นชิ้น ๆ ในโรงอาหารจึงล้วนไปด้วยผลมะม่วงทั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายรังเกียจ ไม่ยอมรับประเคน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงรับประเคนฉันเถิด เราอนุญาตให้ ฉันผลไม้ได้โดยสมณกัปปะ ๕ อย่าง คือ
๑. ผลไม้ที่ลนด้วยไฟ
๒. ผลไม้ที่กรีดด้วยศัสตรา
๓. ผลไม้ที่จิกด้วยเล็บ
๔. ผลไม้ที่ไม่มีเมล็ด
๕. ผลไม้ที่ปล้อนเมล็ดออกแล้ว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ฉันผลไม้ได้โดยสมณกัปปะ ๕ อย่างนี้แล”
- ๑สมณกัปปะ แปลว่า ควรแก่สมณะ หมายถึงสิ่งของที่ทำให้สมควรแก่ภิกษุบริโภคใช้สอยได้
พระพุทธานุญาตให้แผ่เมตตาจิตถึงตระกูลพญางู
{๒๖} [๒๕๑] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งถูกงูกัดถึงมรณภาพ ภิกษุ ทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ‘‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นชะรอยจะ ไม่ได้แผ่เมตตาจิตไปถึงตระกูลพญางูทั้ง ๔ เป็นแน่ เพราะถ้าเธอแผ่เมตตา จิตไปถึงตระกูลพญางูทั้ง ๔ เธอก็คงไม่ถูกงูกัดถึงมรณภาพตระกูลพญางูทั้ง ๔ มีอะไรบ้าง คือ ตระกูลพญางูชื่อวิรูปักษ์ ๑ ตระกูลพญางูชื่อเอราปถะ ๑ ตระกูลพญางูชื่อฉัพยาปุตตะ ๑ ตระกูล พญางูชื่อกัณหาโคตมกะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นชะรอยจะไม่ได้ แผ่เมตตาจิตไปถึงตระกูลพญางูทั้งสี่นี้เป็นแน่ เพราะถ้าเธอแผ่เมตตาจิตไป ถึงตระกูลพญางูทั้ง ๔ นี้ เธอก็คงไม่ถูกงูกัดถึงมรณภาพดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้แผ่เมตตาจิตไปถึงตระกูลพญางู ทั้ง ๔ นี้เพื่อคุ้มครองตน เพื่อรักษาตน เพื่อป้องกันตน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพึงแผ่ดังนี้{๒๗} พระคาถาแผ่เมตตาจิตถึงพญางูเป็นต้น
ความเป็นมิตรของเรากับพวกงูตระกูลพญาวิรูปักษ์
จงมีต่อกัน ความเป็นมิตรของเรากับพวกงูตระกูลพญา
เอราปถะจงมีต่อกัน ความเป็นมิตรของเรากับพวกงู
ตระกูลพญาฉัพยาปุตตะจงมีต่อกัน ความเป็นมิตรของ
เรากับพวกงูตระกูลพญากัณหาโคตมกะจงมีต่อกัน
ความเป็นมิตรของเรากับพวกสัตว์ที่ไม่มีเท้าจงมีต่อ
กัน ความเป็นมิตรของเรากับพวกสัตว์สองเท้าจงมีต่อ
กัน ความเป็นมิตรของเรากับพวกสัตว์สี่เท้าจงมีต่อกัน
ความเป็นมิตรของเรากับพวกสัตว์ที่มีเท้ามากจงมีต่อกัน
End of เรื่องทรงห้ามฉันมะม่วง