arnon.worldSign in

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ · สัจจวิภังค์

ปัญหาปุจฉกะ เล่ม ๓๕

Text layerBuddha’s wordsItems ๒๒๓–๒๓๕ (Royal Thai)5/5 in สัจจวิภังค์4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ สัจจวิภังค์ ปัญหาปุจฉกะ (Royal Thai Volume 35 · Mahachula Volume 35 · Mahamakut Volume 77 · Chaloem Phrakiat Volume 35)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 35, pp. 179–195

Page 179

การประหาณซึ่งตัณหา กิเลสที่เหลือ อกุศลธรรมที่เหลือ กุศลมูล ๓ ที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ และกุศลธรรมที่เป็นอารมณ์ของอาสวะที่เหลือ นี้เรียกว่าทุกขนิโรธ

{๒๒๒} ในสัจจะ ๔ นั้น ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เป็นไฉน

ภิกษุในศาสนานี้เจริญโลกุตตรฌานอันเป็นเครื่องออกไปจากโลก นำไปสู่นิพพานเพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌาน ... เป็นทุกขาปฏิปาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ... อวิกเขปะมีในสมัยนั้น นี้เรียกว่าทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

จบ อภิธัมมภาชนีย์

๓. ปัญหาปุจฉกะ

{๒๒๓} [๒๑๕] อริยสัจ ๔ คือ

๑. ทุกขอริยสัจ ๒. ทุกขสมุทยอริยสัจ

๓. ทุกขนิโรธอริยสัจ ๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ

ติกมาติกาปุจฉา ทุกมาติกาปุจฉา

[๒๑๖] บรรดาอริยสัจ ๔ อริยสัจไหนเป็นกุศล อริยสัจไหนเป็นอกุศล อริยสัจไหนเป็นอัพยากฤต ... อริยสัจไหนที่เกิดกับกิเลสอันเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ ... อริยสัจไหนที่ไม่เกิดกับกิเลสอันเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้

๑. ติกมาติกาวิสัชนา

{๒๒๔} [๒๑๗] สมุทยสัจเป็นอกุศล มัคคสัจเป็นกุศล นิโรธสัจเป็นอัพยากฤต ทุกขสัจที่เป็นกุศลก็มี ที่เป็นอกุศลก็มี ที่เป็นอัพยากฤตก็มี

Page 180

สัจจะ ๒ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี นิโรธสัจกล่าวไม่ได้ว่าสัมปยุตด้วยสุขเวทนา สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาหรือสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ทุกขสัจที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี ที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาก็มี ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่าสัมปยุตด้วยสุขเวทนา สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา หรือสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มีสัจจะ ๒ เป็นเหตุให้เกิดวิบาก นิโรธสัจไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก ทุกขสัจที่เป็นวิบากก็มี ที่เป็นเหตุให้เกิดวิบากก็มี ที่ไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบากก็มี

สมุทยสัจ กรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาทิฎฐิไม่ยึดครองแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน สัจจะ ๒ กรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิไม่ยึดครองและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน ทุกขสัจที่กรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาทิฎฐิยึดครองและเป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่กรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิไม ยึดครองแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มีสมุทยสัจ กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลส สัจจะ ๒ กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลส ทุกขสัจที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี

สมุทยสัจมีทั้งวิตกและวิจาร นิโรธสัจไม่มีทั้งวิตกและวิจาร มัคคสัจที่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี ที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารก็มี ที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี ทุกขสัจที่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี ที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารก็มี ที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่ามีทั้งวิตกและวิจาร ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารหรือไม่มีทั้งวิตกและวิจารก็มีสัจจะ ๒ ที่สหรคตด้วยปีติ สหรคตด้วยสุขก็มี ที่สหรคตด้วยอุเบกขาก็มี นิโรธสัจกล่าวไม่ได้ว่าสหรคตด้วยปีติ สหรคตด้วยสุข หรือสหรคต

Page 181

ด้วยอุเบกขา ทุกขสัจที่สหรคตด้วยปีติก็มี ที่สหรคตด้วยสุขก็มี ที่สหรคตด้วยอุเบกขาก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่าสหรคดด้วยปีติ สหรคตด้วยสุข หรือสหรคตด้วยอุเบกขาก็มี

สัจจะ ๒ อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ ไม่พึงประหาณ สมุทยสัจที่โสดาปัตติมรรคพึงประหาณก็มี ที่มรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณก็มี ทุกขสัจที่โสดาปัตติมรรคพึงประหาณก็มี ที่มรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณก็มี ที่โสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ ไม่พึงประหาณก็มีสัจจะ ๒ ไม่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ สมุทยสัจที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณก็มี ที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณก็มี ทุกขสัจที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณก็มี ที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณก็มี ที่ไม่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณก็มีสมุทยสัจเป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติ มัคคสัจเป็นเหตุให้ถึงนิพพาน นิโรธสัจไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติและไม่เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน ทุกขสัจที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติก็มีที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติและไม่เป็นเหตุให้ถึงนิพพานก็มี

มัคคสัจเป็นของเสกขบุคคล สัจจะ ๓ ไม่เป็นของเสกขบุคคลและไม่เป็นของอเสกขบุคคล

สมุทยสัจเป็นปริตตะ สัจจะ ๒ เป็นอัปปมาณะ ทุกขสัจที่เป็นปริตตะก็มี ที่เป็นมหัคคตะก็มี

นิโรธสัจเป็นธรรมรับรู้อารมณ์ไม่ได้ มัคคสัจมีอารมณ์เป็นอัปปมาณะ สมุทยสัจที่มีอารมณ์เป็นปริตตะก็มี ที่มีอารมณ์เป็นมหัคคตะแต่ไม่มีอารมณ์เป็นอัปปมาณะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่ามีอารมณ์เป็นปริตตะ หรือมีอารมณ์เป็นมหัคคตะก็มี ทุกขสัจที่มีอารมณ์เป็นปริตตะก็มี ที่มีอารมณ์เป็นมหัคคตะก็มี

Page 182

ที่มีอารมณ์เป็นอัปปมาณะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่ามีอารมณ์เป็นปริตตะ มีอารมณ์เป็นมหัคคตะ หรือมีอารมณ์เป็นอัปปมาณะก็มี

สมุทยสัจเป็นอย่างต่ำ สัจจะ ๒ เป็นอย่างประณีต ทุกขสัจที่เป็นอย่างต่ำก็มี ที่เป็นอย่างปานกลางก็มี

นิโรธสัจให้ผลไม่แน่นอน(โดยสภาวะทั้งสองนั้น) มัคคสัจมีสภาวะชอบและให้ผลแน่นอน สัจจะ ๒ ที่มีสภาวะผิดและให้ผลแน่นอนก็มี ที่ให้ผลไม่แน่นอนก็มี

นิโรธสัจเป็นธรรมรับรู้อารมณ์ไม่ได้ สมุทยสัจกล่าวไม่ได้ว่ามีมรรคเป็นอารมณ์ มีมรรคเป็นเหตุ หรือมีมรรคเป็นอธิบดี มัคคสัจไม่มีมรรคเป็นอารมณ์ ที่มีมรรคเป็นเหตุก็มี ที่มีมรรคเป็นอธิบดีก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่ามีมรรคเป็นเหตุ หรือมีมรรคเป็นอธิบดีก็มี ทุกขสัจที่มีมรรคเป็นอารมณ์แต่ไม่มีมรรคเป็นเหตุก็มี ที่มีมรรคเป็นอธิบดีก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่ามีมรรคเป็นอารมณ์หรือมีมรรคเป็นอธิบดีก็มีสัจจะ ๒ ที่เกิดขึ้นก็มี ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็มี แต่กล่าวไม่ได้ว่าจักเกิดขึ้น นิโรธสัจกล่าวไม่ได้ว่าเกิดขึ้น ยังไม่เกิดขึ้น หรือจักเกิดขึ้น ทุกขสัจที่เกิดขึ้นก็มี ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็มี ที่จักเกิดขึ้นก็มี

สัจจะ ๓ ที่เป็นอดีตก็มี ที่เป็นอนาคตก็มี ที่เป็นปัจจุบันก็มี นิโรธสัจกล่าวไม่ได้ว่าเป็นอดีต เป็นอนาคต หรือเป็นปัจจุบัน

นิโรธสัจเป็นธรรมรับรู้อารมณ์ไม่ได้ มัคคสัจกล่าวไม่ได้ว่ามีอารมณ์เป็นอดีต มีอารมณ์เป็นอนาคต หรือมีอารมณ์เป็นัจจุบัน สัจจะ ๒ ที่มีอารมณ์เป็นอดีตก็มี ที่มีอารมณ์เป็นอนาคตก็มี ที่มีอารมณ์เป็นปัจจุบันก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่ามีอารมณ์เป็นอดีต มีอารมณ์เป็นอนาคต หรือมีอารมณ์เป็นปัจจุบันก็มี

นิโรธสัจเป็นภายนอกตน สัจจะ ๓ ที่เป็นภายในตนก็มี ที่เป็นภายนอกตนก็มี ที่เป็นภายในตนและภายนอกตนก็มี

Page 183

นิโรธสัจเป็นธรรมรับรู้อารมณ์ไม่ได้ มัคคสัจมีอารมณ์เป็นภายนอกตน สมุทยสัจที่มีอารมณเป็นภายในตนก็มี ที่มีอารมณ์เป็นภายนอกตนก็มี ที่มีอารมณ์เป็นภายในตนและภายนอกตนก็มี ทุกขสัจที่มีอารมณ์เป็นภายในตนก็มี ที่มีอารมณ์เป็นภายนอกตนก็มี ที่มีอารมณ์เป็นภายในตนและภายนอกตนก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่ามีอารมณ์เป็นภายในตน มีอารมณ์เป็นภายนอกตน หรือมีอารมณ์เป็นภายในตนและภายนอกตนก็มีสัจจะ ๓ เป็นธรรมที่เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้ ทุกขสัจเป็นธรรมที่เห็นได้และกระทบได้ก็มี ที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ก็มี ที่ห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้ก็มี

๒. ทุกมาติกาวิสัชนา

๑. เหตุโคจฉกวิสัชนา

{๒๒๕} [๒๑๘] สมุทยสัจเป็นเหตุ นิโรธสัจไม่เป็นเหตุ สัจจะ ๒ ที่เป็นเหตุก็มี ที่ไม่เป็นเหตุก็มี

สัจจะ ๒ มีเหตุ นิโรธสัจไม่มีเหตุ ทุกขสัจที่มีเหตุก็มี ที่ไม่มีเหตุก็มี

สัจจะ ๒ สัมปยุตด้วยเหตุ นิโรธสัจวิปปยุตจากเหตุ ทุกขสัจที่สัมปยุตด้วยเหตุก็มี ที่วิปปยุตจากเหตุก็มี

สมุทยสัจเป็นเหตุและมีเหตุ นิโรธสัจกล่าวไม่ได้ว่าเป็นเหตุและมีเหตุ หรือมีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ มัคคสัจที่เป็นเหตุและมีเหตุก็มี ที่มีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มี ทุกขสัจที่เป็นเหตุและมีเหตุก็มี ที่มีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่าเป็นเหตุและมีเหตุ หรือมีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มี

สมุทยสัจเป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ นิโรธสัจกล่าวไม่ได้ว่าเป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ หรือสัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ มัคคสัจที่เป็นเหตุ

Page 184

และสัมปยุตด้วยเหตุก็มี ที่สัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มี ทุกขสัจที่เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุก็มี ที่สัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่าเป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ หรือสัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุก็มีนิโรธสัจไม่เป็นเหตุไม่มีเหตุ สมุทยสัจกล่าวไม่ได้ว่าไม่เป็นเหตุและมีเหตุ หรือไม่เป็นเหตุไม่มีเหตุ มัคคสัจที่ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่าไม่เป็นเหตุและมีเหตุ หรือไม่เป็นเหตุไม่มีเหตุก็มี ทุกขสัจที่ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุก็มี ที่ไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่าไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุก็มี หรือที่ไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุก็มี (๑)

๒. จูฬันตรทุกวิสัชนา

{๒๒๖} สัจจะ ๓ เป็นธรรมมีปัจจัย นิโรธสัจเป็นธรรมไม่มีปัจจัย

สัจจะ ๓ เป็นสังขตธรรม นิโรธสัจเป็นอสังขตธรรม

สัจจะ ๓ เป็นธรรมที่เห็นไม่ได้ ทุกขสัจที่เห็นได้ก็มี ที่เห็นไม่ได้ก็มี

สัจจะ ๓ เป็นธรรมที่กระทบไม่ได้ ทุกขสัจที่กระทบได้ก็มี ที่กระทบไม่ได้ก็มี

สัจจะ ๓ เป็นอรูปธรรม ทุกขสัจที่เป็นรูปธรรมก็มี ที่เป็นอรูปธรรมก็มี

สัจจะ ๒ เป็นโลกิยะ สัจจะ ๒ เป็นโลกุตตระ

สัจจะ ๔ จิตบางดวงรู้ได้ จิตบางดวงรู้ไม่ได้ (๒)

๓. อาสวโคจฉกวิสัชนา

{๒๒๗} สมุทยสัจเป็นอาสวะ สัจจะ ๒ไม่เป็นอาสวะ ทุกขสัจที่เป็นอาสวะก็มี ที่ไม่เป็นอาสวะก็มี

สัจจะ ๒ เป็นอารมณ์ของอาสวะ สัจจะ ๒ ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ

Page 185

สมุทยสัจสัมปยุตด้วยอาสวะ สัจจะ ๒ วิปปยุตจากอาสวะ ทุกขสัจที่สัมปยุตด้วยอาสวะก็มี ที่วิปปยุตจากอาสวะก็มี

สมุทยสัจเป็นอาสวะและเป็นอารมณ์ของอาสวะ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่าเป็นอาสวะและเป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือเป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะ ทุกขสัจที่เป็นอาสวะและเป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี ที่เป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี

สมุทยสัจเป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่าเป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะ หรือสัมปยุตด้วยอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะ ทุกขสัจที่เป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะก็มี ที่สัมปยุตด้วยอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่าเป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะ หรือสัมปยุตด้วยอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะก็มีสัจจะ ๒ วิปปยุตจากอาสวะและไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ สมุทยสัจกล่าวไม่ได้ว่าวิปปยุตจากอาสวะแต่เป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือวิปปยุตจากอาสวะและไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ทุกขสัจที่วิปปยุตจากอาสวะแต่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่าวิปปยุตจากอาสวะแต่เป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือวิปปยุตจากอาสวะและไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะก็มี (๓)

๔. สัญโญชนโคจฉกวิสัชนา

{๒๒๘} สมุทยสัจเป็นสังโยชน์ สัจจะ ๒ ไม่เป็นสังโยชน์ ทุกขสัจที่เป็นสังโยชน์ก็มี ที่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มี

สัจจะ ๒ เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ สัจจะ ๒ไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์

สมุทยสัจสัมปยุตด้วยสังโยชน์ สัจจะ ๒ วิปปยุตจากสังโยชน์ ทุกขสัจที่สัมปยุตด้วยสังโยชน์ก็มี ที่วิปปยุตจากสังโยชน์ก็มี

Page 186

สมุทยสัจเป็นสังโยชน์และเป็นอารมณ์ของสังโยชน์ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่าเป็นสังโยชน์และเป็นอารมณ์ของสังโยชน์ หรือเป็นอารมณ์ของสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ ทุกขสัจเป็นสังโยชน์และเป็นอารมณ์ของสังโยชน์ก็มี ที่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มี

สมุทยสัจเป็นสังโยชน์และสัมปยุตด้วยสังโยชน์ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่าเป็นสังโยชน์และสัมปยุตด้วยสังโยชน์ หรือสัมปยุตด้วยสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ ทุกขสัจที่เป็นสังโยชน์และสัมปยุตด้วยสังโยชน์ก็มี ที่สัมปยุตด้วยสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่าเป็นสังโยชน์และสัมปยุตด้วยสังโยชน์ หรือสัมปยุตด้วยสังโยชน์แต่ไม่เป็นสังโยชน์ก็มีสัจจะ ๒ วิปปยุตจากสังโยชน์แต่ไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ สมุทยสัจกล่าวไม่ได้ว่าวิปปยุตจากสังโยชน์แต่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ หรือวิปปยุตจากสังโยชน์และไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ ทุกขสัจที่วิปปยุตจากสังโยชน์แต่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่าวิปปยุตจากสังโยชน์แต่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ หรือวิปปยุตจากสังโยชน์และไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ก็มี (๔)

๕. คันถโคจฉกวิสัชนา

{๒๒๙} สมุทยสัจเป็นคันถะ สัจจะ ๒ ไม่เป็นคันถะ ทุกขสัจที่เป็นคันถะก็มี ที่ไม่เป็นคันถะก็มี

สัจจะ ๒ เป็นอารมณ์ของคันถะ สัจจะ ๒ ไม่เป็นอารมณ์ของคันถะ

สัจจะ ๒ วิปปยุตจากคันถะ สัจจะ ๒ ที่สัมปยุตด้วยคันถะก็มี ที่วิปปยุตจากคันถะก็มี

สมุทยสัจเป็นคันถะและเป็นอารมณ์ของคันถะ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่าเป็นคันถะและเป็นอารมณ์ของคันถะ หรือเป็นอารมณ์ของคันถะแต่ไม่เป็น

Page 187

คันถะ ทุกขสัจที่เป็นคันถะและเป็นอารมณ์ของคันถะก็มี ที่เป็นอารมณ์ของคันถะแต่ไม่เป็นคันถะก็มี

สมุทยสัจเป็นคันถะและสัมปยุตด้วยคันถะ ที่กล่าวไม่ได้ว่าเป็นคันถะและสัมปยุตด้วยคันถะ หรือสัมปยุตด้วยคันถะแต่ไม่เป็นคันถะะก็มี สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่าเป็นคันถะและสัมปยุตด้วยคันถะ หรือสัมปยุตด้วยคันถะแต่ไม่เป็นคันถะ ทุกขสัจที่เป็นคันถะและสัมปยุตด้วยคันถะก็มี ที่สัมปยุตด้วยคันถะแต่ไม่เป็นคันถะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่าเป็นคันถะและสัมปยุตด้วยคันถะ หรือสัมปยุตด้วยคันถะแต่ไม่เป็นคันถะก็มีสัจจะ ๒ วิปปยุตจากคันถะและไม่เป็นอารมณ์ของคันถะ สัจจะ ๒ ที่วิปปยุตจากคันถะแต่เป็นอารมณ์ของคันถะก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่าวิปปยุตจากคันถะแต่เป็นอารมณ์ของคันถะ หรือวิปปยุตจากคันถะและไม่เป็นอารมณ์ของคันถะก็มี (๕)

๖-๘. โอฆโคจฉกาทิวิสัชนา

{๒๓๐} สมุทยสัจเป็นโอฆะ ... สมุทยสัจเป็นโยคะ ... สมุทยสัจเป็นนิวรณ์ สัจจะ ๒ ไม่เป็นนิวรณ์ ทุกขสัจที่เป็นนิวรณ์ก็มี ที่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มี

สัจจะ ๒ เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ สัจจะ ๒ ไม่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ สมุทยสัจสัมปยุตด้วยนิวรณ์ สัจจะ ๒ วิปปยุตจากนิวรณ์ ทุกขสัจที่สัมปยุตด้วยนิวรณ์ก็มี ที่วิปปยุตจากนิวรณ์ก็มี

สมุทยสัจเป็นนิวรณ์และเป็นอารมณ์ของนิวรณ์ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่าเป็นนิวรณ์และเป็นอารมณ์ของนิวรณ์ หรือเป็นอารมณ์ของนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ ทุกขสัจที่เป็นนิวรณ์และเป็นอารมณ์ของนิวรณ์ก็มี ที่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มี

สมุทยสัจเป็นนิวรณ์และสัมปยุตด้วยนิวรณ์ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่าเป็นนิวรณ์และสัมปยุตด้วยนิวรณ์ หรือสัมปยุตด้วยนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์

Page 188

ทุกขสัจที่เป็นนิวรณ์และสัมปยุตด้วยนิวรณ์ก็มี ที่สัมปยุตด้วยนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่าเป็นนิวรณ์และสัมปยุตด้วยนิวรณ์ หรือสัมปยุตด้วยนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ก็มี

สัจจะ ๒ วิปปยุตจากนิวรณ์และไม่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ สมุทยสัจกล่าวไม่ได้ว่าวิปปยุตจากนิวรณ์แต่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ หรือวิปปยุตจากนิวรณ์และไม่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ ทุกขสัจที่วิปปยุตจากนิวรณ์แต่เป็นอารมณ์ของนิวรณก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่าวิปปยุตจากนิวรณ์แต่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ หรือวิปปยุตจากนิวรณ์และไม่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ก็มี (๖-๘)

๙. ปรามาสโคจฉกวิสัชนา

{๒๓๑} สัจจะ ๓ ไม่เป็นปรามาส ทุกขสัจที่เป็นปรามาสก็มี ที่ไม่เป็นปรามาสก็มี

สัจจะ๒ เป็นอารมณ์ของปรามาส สัจจะ ๒ไม่เป็นอารมณ์ของปรามาส

สัจจะ ๒ วิปปยุตจากปรามาส สมุทยสัจที่สัมปยุตด้วยปรามาสก็มี ที่วิปปยุตจากปรามาสก็มี ทุกขสัจที่สัมปยุตด้วยปรามาสก็มี ที่วิปปยุตจากปรามาสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่าสัมปยุตด้วยปรามาส หรือวิปปยุตจากปรามาสก็มี

สมุทยสัจกล่าวไม่ได้ว่าเป็นปรามาสและเป็นอารมณ์ของปรามาส หรือเป็นอารมณ์ของปรามาสแต่ไม่เป็นปรามาส สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่าเป็นปรามาสและเป็นอารมณ์ของปรามาส หรือเป็นอารมณ์ของปรามาสแต่ไม่เป็นปรามาส ทุกขสัจที่เป็นปรามาสและเป็นอารมณ์ของปรามาสก็มี ที่เป็นอารมณ์ของปรามาสแต่ไม่เป็นปรามาสก็มีสัจจะ ๒ วิปปยุตจากปรามาสแต่ไม่เป็นอารมณ์ของปรามาส สัจจะ ๒ ที่วิปปยุตจากปรามาสแต่เป็นอารมณ์ของปรามาสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่า

Page 189

วิปปยุตจากปรามาสแต่เป็นอารมณ์ของปรามาส หรือวิปปยุตจากปรามาสและไม่เป็นอารมณ์ของปรามาสก็มี (๙)

๑๐. มหันตรทุกวิสัชนา

{๒๓๒} สัจจะ ๒ เป็นธรรมรับรู้อารมณ์ได้ นิโรธสัจเป็นธรรมรับรู้อารมณ์ไม่ได้ ทุกขสัจที่รับรู้อารมณ์ได้ก็มี ที่รับรู้อารมณ์ไม่ได้ก็มีสัจจะ ๓ ไม่เป็นจิต ทุกขสัจที่เป็นจิตก็มี ที่ไม่เป็นจิตก็มี

สัจจะ ๒ เป็นเจตสิก นิโรธสัจไม่เป็นเจตสิก ทุกขสัจที่เป็นเจตสิกก็มี ที่ไม่เป็นเจตสิกก็มี

สัจจะ ๒ ที่สัมปยุตด้วยจิต นิโรธสัจวิปปยุตจากจิต ทุกขสัจที่สัมปยุตด้วยจิตก็มี ที่วิปปยุตจากจิตก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่าสัมปยุตด้วยจิต หรือวิปปยุตจากจิตก็มีสัจจะ ๒ เจือกับจิต นิโรธสัจไม่เจือกับจิต ทุกขสัจที่เจือกับจิตก็มี ที่ไม่เจือกับจิตก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่าเจือกับจิต หรือไม่เจือกับจิตก็มีสัจจะ ๒ มีจิตเป็นสมุฏฐาน นิโรธสัจไม่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ทุกขสัจที่มีจิตเป็นสมุฏฐานก็มี ที่ไม่มีจิตเป็นสมุฏฐานก็มี

สัจจะ ๒ เกิดพร้อมกับจิต นิโรธสัจไม่เกิดพร้อมกับจิต ทุกขสัจที่เกิดพร้อมกับจิตก็มี ที่ไม่เกิดพร้อมกับจิตก็มี

สัจจะ ๒ เกิดคล้อยตามจิต นิโรธสัจไม่เกิดคล้อยตามจิต ทุกขสัจที่เกิดคล้อยตามจิตก็มี ที่ไม่เกิดคล้อยตามจิตก็มี

สัจจะ ๒ เจือกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐาน นิโรธสัจไม่เจือกับจิตและไม่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ทุกขสัจที่เจือกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐานก็มี ที่ไม่เจือกับจิตและไม่มีจิตเป็นสมุฏฐานก็มี

Page 190

สัจจะ ๒ เจือกับจิต มีจิตเป็นสมุฏฐาน และเกิดพร้อมกับจิต นิโรจสัจไม่เจือกับจิต ไม่มีจิตเป็นสมุฏฐาน และไม่เกิดพร้อมกับจิต ทุกขสัจที่เจือกับจิต มีจิตเป็นสมุฏฐาน และเกิดพร้อมกับจิตก็มี ที่ไม่เจือกับจิต ไม่มีจิตเป็นสมุฏฐาน และไม่เกิดพร้อมกับจิตก็มีสัจจะ ๒ เจือกับจิต มีจิตเป็นสมุฏฐาน และเกิดคล้อยตามจิต นิโรธสัจไม่เจือกับจิต ไม่มีจิตเป็นสมุฏฐาน และไม่เกิดคล้อยตามจิต ทุกขสัจที่เจือกับจิต มีจิตเป็นสมุฏฐาน และเกิดคล้อยตามจิตก็มี ที่ไม่เจือกับจิต ไม่มีจิตเป็นสมุฏฐาน และไม่เกิดคล้อยตามจิตก็มีสัจจะ ๓ เป็นภายนอกตน ทุกขสัจที่เป็นภายในตนก็มี ที่เป็นภายนอกตนก็มี (๑๐)

๑๑. อุปาทานโคจฉกวิสัชนา

สัจจะ ๓ ไม่เป็นอุปาทายรูป ทุกขสัจที่เป็นอุปาทายรูปก็มี ที่ไม่เป็นอุปาทายรูปก็มี

สัจจะ ๓ กรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิไม่ยึดครอง ทุกขสัจที่กรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิยึดครองก็มี ที่กรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิไม่ยึดครองก็มี

{๒๓๓} สมุทยสัจเป็นอุปาทาน สัจจะ ๒ ไม่เป็นอุปาทาน ทุกขสัจที่เป็นอุปาทานก็มี ที่ไม่เป็นอุปาทานก็มี

สัจจะ ๒ เป็นอารมณ์ของอุปาทาน สัจจะ ๒ ไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน

สัจจะ ๒ วิปปยุตจากอุปาทาน สัจจะ ๒ ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานก็มี ที่วิปปยุตจากอุปาทานก็มี

Page 191

สมุทยสัจเป็นอุปาทานและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่าเป็นอุปาทานและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน หรือเป็นอารมณ์ของอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทาน ทุกขสัจที่เป็นอุปาทานและเป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่เป็นอารมณ์ของอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานก็มี

สมุทยสัจเป็นอุปาทานและสัมปยุตด้วยอุปาทานก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่าเป็นอุปาทานและสัมปยุตด้วยอุปาทาน หรือสัมปยุตด้วยอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานก็มี สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่าเป็นอุปาทานและสัมปยุตด้วยอุปาทาน หรือสัมปยุตด้วยอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทาน ทุกขสัจที่เป็นอุปาทานและสัมปยุตด้วยอุปาทานก็มี ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่าเป็นอุปาทานและสัมปยุตด้วยอุปาทาน หรือสัมปยุตด้วยอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานก็มีสัจจะ ๒ วิปปยุตจากอุปาทานและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน สัจจะ ๒ วิปปยุตจากอุปาทานแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่าวิปปยุตจากอุปาทานแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน หรือวิปปยุตจากอุปาทานและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานก็มี (๑๑)

๑๒. กิเลสโคจฉกวิสัชนา

{๒๓๔} สมุทยสัจเป็นกิเลส สัจจะ ๒ ไม่เป็นกิเลส ทุกขสัจที่เป็นกิเลสก็มี ที่ไม่เป็นกิเลสก็มี

สัจจะ ๒ เป็นอารมณ์ของกิเลส สัจจะ ๒ ไม่เป็นอารมณ์ของกิเลส

สมุทยสัจกิเลสทำให้เศร้าหมอง สัจจะ ๒ กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมอง ทุกขสัจที่กิเลสทำให้เศร้าหมองก็มี ที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองก็มี

สมุทยสัจสัมปยุตด้วยกิเลส สัจจะ ๒ วิปปยุตจากกิเลส ทุกขสัจที่สัมปยุตด้วยกิเลสก็มี ที่วิปปยุตจากกิเลสก็มี

Page 192

สมุทยสัจเป็นกิเลสและเป็นอารมณ์ของกิเลส สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่าเป็นกิเลสและเป็นอารมณ์ของกิเลส หรือเป็นอารมณ์ของกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลส ทุกขสัจที่เป็นกิเลสและเป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี ที่เป็นอารมณ์ของกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี

สมุทยสัจเป็นกิเลสและกิเลสทำให้เศร้าหมอง สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่าเป็นกิเลสและกิเลสทำให้เศร้าหมอง หรือกิเลสทำให้เศร้าหมองแต่ไม่เป็นกิเลส ทุกขสัจที่เป็นกิเลสและกิเลสทำให้เศร้าหมองก็มี ที่กิเลสทำให้เศร้าหมองแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่าเป็นกิเลสและกิเลสทำให้เศร้าหมอง หรือกิเลสทำให้เศร้าหมองแต่ไม่เป็นกิเลสก็มีสมุทยสัจเป็นกิเลสและสัมปยุตด้วยกิเลส สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่าเป็นกิเลสและสัมปยุตด้วยกิเลส หรือสัมปยุตด้วยกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลส ทุกขสัจที่เป็นกิเลสและสัมปยุตด้วยกิเลสก็มี ที่สัมปยุตด้วยกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่าเป็นกิเลสและสัมปยุตด้วยกิเลส หรือสัมปยุตด้วยกิเลสแต่ไม่เป็นกิเลสก็มีสัจจะ ๒ วิปปยุตจากกิเลสและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลส สมุทยสัจกล่าวไม่ได้ว่าวิปปยุตจากกิเลสแต่เป็นอารมณ์ของกิเลส หรือวิปปยุตจากกิเลสและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลส ทุกขสัจที่วิปปยุตจากกิเลสแต่เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี ที่กล่าวไม่ได้ว่าวิปปยุตจากกิเลสแต่เป็นอารมณ์ของกิเลส หรือวิปปยุตจากกิเลสและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลสก็มี (๑๒)

๑๓. ปิฏฐิทุกวิสัชนา

{๒๓๕} สัจจะ ๒ อันโสดาปัตติมรรคไม่พึงประหาณ สัจจะ ๒ ที่โสดาปัตติมรรคพึงประหาณก็มี ที่โสดาปัตติมรรคไม่พึงประหาณก็มี

สัจจะ ๒ อันมรรคเบื้องสูง ๓ ไม่พึงประหาณก็มี สัจจะ ๒ ที่มรรค เบื้องสูง ๓ พึงประหาณก็มี ที่มรรคเบื้องสูง ๓ ไม่พึงประหาณก็มี

Page 193

สัจจะ ๒ ไม่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณ สัจจะ ๒ ที่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณก็มี ที่ไม่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคพึงประหาณก็มีสัจจะ ๒ ไม่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ สัจจะ ๒ ที่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณก็มี ที่ไม่มีเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณก็มีสมุทยสัจมีวิตก นิโรธสัจไม่มีวิตก สัจจะ ๒ ที่มีวิตกมี ที่ไม่มีวิตกก็มี

สมุทยสัจมีวิจาร นิโรธสัจไม่มีวิจาร สัจจะ ๒ ที่มีวิจารก็มี ที่ไม่มีวิจารก็มี

นิโรธสัจไม่มีปีติ สัจจะ ๓ ที่มีปีติก็มี ที่ไม่มีปีติก็มี

นิโรธสัจไม่สหรคตด้วยปีติ สัจจะ ๓ ที่สหรคตด้วยปีติก็มี ที่ไม่สหรคตด้วยปีติก็มี

นิโรธสัจไม่สหรคตด้วยสุข สัจจะ ๓ ที่สหรคตด้วยสุขก็มี ที่ไม่สหรคตด้วยสุขก็มี

นิโรธสัจไม่สหรคตด้วยอุเบกขา สัจจะ ๓ ที่สหรคตด้วยอุเบกขาก็มี ที่ไม่สหรคตด้วยอุเบกขาก็มี

สมุทยสัจเป็นกามาวจร สัจจะ ๒ ไม่เป็นกามาวจร ทุกขสัจที่เป็นกามาวจรก็มี ที่ไม่เป็นกามาวจรก็มี

สัจจะ ๓ ไม่เป็นรูปาวจร ทุกขสัจที่เป็นรูปาวจรก็มี ที่ไม่เป็นรูปาวจรก็มี

สัจจะ ๓ ไม่เป็นอรูปาวจร ทุกขสัจที่เป็นอรูปาวจรก็มี ที่ไม่เป็นอรูปาวจรก็มี

Page 194

สัจจะ ๒ นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ สัจจะ ๒ ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์

มัคคสัจเป็นเหตุนำออกจากสังสารทุกข์ สัจจะ ๓ ไม่เป็นเหตุนำออกจากสังสารทุกข์

มัคคสัจให้ผลแน่นอน นิโรธสัจให้ผลไม่แน่นอน สัจจะ ๒ ที่ให้ผลแน่นอนก็มี ที่ให้ผลไม่แน่นอนก็มี

สัจจะ ๒ มีธรรมอื่นยิ่งกว่า สัจจะ ๒ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า

สมุทยสัจที่เกิดกับกิเลสอันเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ สัจจะ ๒ ไม่เกิดกับกิเลสอันเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ ทุกขสัจที่เกิดกับกิเลสอันเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ก็มี ที่ไม่เกิดกับกิเลสอันเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ก็มี ฉะนี้แล (๑๓)

จบ ปัญหาปุจฉกะ

จบ สัจจวิภังค์ บริบูรณ์

Page 195

๕. อินทริยวิภังค์

๑. อภิธัมมภาชนีย์

{๒๓๖} [๒๑๙] อินทรีย์ ๒๒ คือ

๑. จักขุนทรีย์ ๒. โสตินทรีย์

๓. ฆานินทรีย์ ๔. ชิวหินทรีย์

๕. กายินทรีย์ ๖. มนินทรีย์

๗. อิตถินทรีย์ ๘. ปุริสินทรีย์

๙. ชีวิตินทรีย์ ๑๐. สุขินทรีย์

๑๑. ทุกขินทรีย์ ๑๒.โสมนัสสินทรีย์

๑๓. โทมนัสสินทรีย์ ๑๔. อุเปกขินทรีย์

๑๕. สัทธินทรีย์ ๑๖. วิริยินทรีย์

๑๗. สตินทรีย์ ๑๘. สมาธินทรีย์

๑๙. ปัญญินทรีย์ ๒๐. อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์

๒๑. อัญญินทรีย์ ๒๒. อัญญาตาวินทรีย์

{๒๓๗} [๒๒๐] ในอินทรีย์ ๒๒ นั้น จักขุนทรีย์ เป็นไฉน

จักขุใดเป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ ... นี้เรียกว่าบ้านว่างบ้าง นี้เรียกว่าจักขุนทรีย์ (๑)ในอินทรีย์ ๒๒ นั้น โสตินทรีย์ ... ฆานินทรีย์ ... ชิวหินทรีย์ ... กายินทรีย์ เป็นไฉนกายใดเป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ ... นี้เรียกว่าบ้านว่างบ้าง นี้เรียกว่ากายินทรีย์ (๒-๕)

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ในอินทริยวิภังค์นี้ ไม่มีสุตตันตภาชนีย์ หรือการจำแนกตามนัยพระสูตร

End of ปัญหาปุจฉกะ