พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ · ญาณวิภังค์
ฉักกนิเทศ เล่ม ๓๕
Text layerBuddha’s wordsItems ๘๓๕–๘๔๘ (Royal Thai)3/3 in ญาณวิภังค์4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ ญาณวิภังค์ ฉักกนิเทศ (Royal Thai Volume 35 · Mahachula Volume 35 · Mahamakut Volume 78 · Chaloem Phrakiat Volume 35)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 35, pp. 575–593
ญาณวัตถุหมวดละ ๕ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
จบ ปัญจกนิทเทส
๖. ฉักกนิทเทส
{๘๓๕} [๘๐๕] ในญาณวัตถุหมวดละ ๖ นั้น ปัญญาในอภิญญา ๖ เป็นไฉน ปัญญาในอภิญญา ๖ คือ
๑. อิทธิวิธญาณ ๒. โสตธาตุวิสุทธิญาณ
๓. ปรจิตตญาณ ๔. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
๕. จุตูปปาตญาณ ๖. อาสวักขยญาณ
เหล่านี้ชื่อว่าปัญญาในอภิญญา ๖
ญาณวัตถุหมวดละ ๖ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
๗. สัตตกนิทเทส
{๘๓๖} [๘๐๖] ในญาณวัตถุหมวดละ ๗ นั้น ญาณวัตถุ ๗๗ เป็นไฉน
ความรู้ว่าเพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ ความรู้ว่าเมื่อชาติไม่มี ชรามรณะก็ไม่มี ความรู้ว่าแม้ในอดีตกาล เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี ความรู้ว่าแม้ในอดีตกาล เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะก็ไม่มี ความรู้ว่าแม้ในอนาคตกาล เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี ความรู้ว่าแม้ในอนาคตกาล เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะก็ไม่มี ความรู้ว่าธัมมฐิติญาณของบุคคลนั้นมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา
ความรู้ว่าเพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ...
ความรู้ว่าเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ...
ความรู้ว่าเพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ...
ความรู้ว่าเพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ...
ความรู้ว่าเพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ...
ความรู้ว่าเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ...
ความรู้ว่าเพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ...
ความรู้ว่าเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ...
ความรู้ว่าเพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ...
ความรู้ว่าเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ความรู้ว่าเมื่ออวิชชาไม่มีสังขารก็ไม่มี ความรู้ว่าแม้ในอดีตกาล เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ความรู้ว่าแม้ในอดีตกาล เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารก็ไม่มี ความรู้ว่าแม้ในอนาคตกาล เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ความรู้ว่าแม้ในอนาคตกาล เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารก็ไม่มี ความรู้ว่าธัมมฐิติญาณของบุคคลนั้นมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดาเหล่านี้ชื่อว่าญาณวัตถุ ๗๗
ญาณวัตถุหมวดละ ๗ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
๘. อัฏฐกนิทเทส
{๘๓๗} [๘๐๗] ในญาณวัตถุหมวดละ ๘ นั้น ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ เป็นไฉน
ปัญญาในโสดาปัตติมรรค ปัญญาในโสดาปัตติผล ปัญญาในสกทาคามิมรรค ปัญญาในสกทาคามิผล ปัญญาในอนาคามิมรรค ปัญญา
ในอนาคามิผล ปัญญาในอรหัตตมรรค ปัญญาในอรหัตตผล เหล่านี้ชื่อว่าปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔
ญาณวัตถุหมวดละ ๘ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
๙. นวกนิทเทส
{๘๓๘} [๘๐๘] ในญาณวัตถุหมวดละ ๙ นั้น ปัญญาในอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ เป็นไฉน
ปัญญาในปฐมฌานสมาบัติ ปัญญาในทุติยฌานสมาบัติ ปัญญาในตติยฌานสมาบัติ ปัญญาในจตตุถฌานสมาบัติ ปัญญาในอากาสานัญจายตนสมาบัติ ปัญญาในวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ปัญญาในอากิญจัญญายตนสมาบัติ ปัญญาในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ปัจจเวกขณญาณของโยคาวจรบุคคลผู้ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ เหล่านี้ชื่อว่าปัญญาในอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙
ญาณวัตถุหมวดละ ๙ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
๑๐. ทสกนิทเทส
๑. ฐานาฐานญาณ
(ปรีชาญาณหยั่งรู้ฐานะและเหตุมิใช่ฐานะ)
{๘๓๙} [๘๐๙] ในญาณวัตถุหมวดละ ๑๐ นั้น ญาณหยั่งรู้ตามความเป็นจริงซึ่งฐานะโดยเป็นฐานะและเหตุมิไม่ใช่ฐานะโดยเป็นเหตุมิใช่ฐานะของพระตถาคต เป็นไฉน
พระตถาคตในโลกนี้ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ข้อที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิจะพึงยึดถือสังขารใด ๆ โดยความเป็นของเที่ยงนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่าข้อที่ปุถุชนจะพึงยึดถือสังขารใด ๆ โดยความเป็นของเที่ยงนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้
ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ข้อที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิจะพึงยึดถือสังขารไร ๆ โดยความเป็นสุขนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ข้อที่ปุถุชนจะพึงยึดถือสังขารใด ๆ โดยความเป็นสุขนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้
ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ข้อที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิจะพึงยึดถือธรรมใด ๆ โดยความเป็นอัตตานั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ข้อที่ปุถุชนจะพึงยึดถือธรรมใด ๆ โดยความเป็นอัตตานั้น เป็นฐานะที่จะมีได้
ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ข้อที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิจะพึงฆ่ามารดานั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ข้อที่ปุถุชนจะพึงฆ่ามารดานั้น เป็นฐานะที่จะมีได้
ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ข้อที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิจะพึงฆ่าบิดา ... จะพึงฆ่าพระอรหันต์ ... จะพึงเป็นผู้มีจิตประทุษร้ายยังพระโลหิตของ ตถาคตให้ห้อนั้น ... จะพึงทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ... จะพึงถือศาสดาอื่น ... จะพึงเกิดในภพที่ ๘ นั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ข้อที่ปุถุชนจะพึงเกิดในภพที่ ๘ นั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ข้อที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าสองพระองค์จะพึงเสด็จอุบัติขึ้นพร้อมกันในโลกธาตุเดียวกันนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ข้อที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียวจะพึงเสด็จอุบัติขึ้นในโลกธาตุอันหนึ่งนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้
ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ข้อที่พระเจ้าจักรพรรดิสองพระองค์จะพึงเสด็จอุบัติขึ้นพร้อมกันในโลกธาตุเดียวกันนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ข้อที่พระเจ้าจักรพรรดิพระองค์เดียวจะพึงเสด็จอุบัติขึ้นในโลกธาตุอันหนึ่งนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ข้อที่สตรีจะพึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ข้อที่บุรุษจะพึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เป็นฐานะที่จะมีได้
ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ข้อที่สตรีจะพึงเป็นพระเจ้าจักรพรรดินั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ข้อที่บุรุษจะพึงเป็นพระเจ้าจักรพรรดินั้น เป็นฐานะที่จะมีได้
ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ข้อที่สตรีจะพึงเป็นท้าวสักกะ ... จะพึงเป็นมาร ... จะพึงเป็นพรหมนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ข้อที่บุรุษจะพึงเป็นท้าวสักกะ ... จะพึงเป็นมาร ... จะพึงเป็นพรหมนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ข้อที่วิบากอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจแห่งกายทุจริตจะพึงบังเกิดนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ข้อที่วิบากอันไม่ปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจแห่งกายทุจริตจะพึงบังเกิดนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ข้อที่วิบากอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจแห่งวจีทุจริต ... แห่งมโนทุจริตจะพึงบังเกิดนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ย่อมทรงรู้ประจักษ์ข้อที่วิบากอันไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจแห่งวจีทุจริต ... แห่งมโนทุจริตจะพึงบังเกิดนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ข้อที่วิบากอันไม่น่าปรารถนาไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจแห่งกายสุจริตจะพึงบังเกิดนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ย่อม
ทรงรู้ประจักษ์ว่า ข้อที่วิบากอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจแห่งกายสุจริตจะพึงบังเกิดนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้
ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ข้อที่วิบากอันไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจแห่งวจีสุจริต ... แห่งมโนสุจริตจะพึงบังเกิดนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ข้อที่วิบากอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจแห่งวจีสุจริต ... แห่งมโนสุจริตจะพึงบังเกิดนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้
ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ข้อที่บุคคลผู้มีความเพียบพร้อมด้วยกายทุจริต หลังจากตายไปพึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะความเพียบพร้อมด้วยกายทุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัยนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ข้อที่บุคคลผู้เพียบพร้อมด้วยกายทุจริตหลังจากตายไปพึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะความเพียบพร้อมด้วยกายทุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัยนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ข้อที่บุคคลผู้มีความเพียบพร้อมด้วยวจีทุจริต ... ผู้เพียบพร้อมด้วยมโนทุจริตหลังจากตายไปพึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะความเพียบพร้อมด้วยมโนทุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัยนั้น มิใช่ฐานะ
มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ข้อที่บุคคลผู้เพียบพร้อมด้วยวจีทุจริต ... ผู้เพียบพร้อมด้วยมมโนทุจริตหลังจากตายไปพึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะความเพียบพร้อมด้วยวจีทุจริต ... เพราะความเพียบพร้อมด้วยมโนทุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัยนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ข้อที่บุคคลผู้มีความเพียบพร้อมด้วยกายสุจริต หลังจากตายไปพึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะความเพียบพร้อมด้วยกายสุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัยนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ข้อที่บุคคลผู้เพียบพร้อมด้วยกายสุจริตหลังจากตายไปพึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะความเพียบพร้อมด้วยกายสุจริต เป็นเหตุเป็นปัจจัยนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้
ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ข้อที่บุคคลผู้มีความเพียบพร้อมด้วยวจีสุจริต ... ผู้มีความเพียบพร้อมด้วยมโนสุจริต หลังจากตายไปพึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะความเพียบพร้อมด้วยวจีสุจริต ... เพราะความเพียบพร้อมด้วยมโนสุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัยนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ข้อที่บุคคลผู้เพียบพร้อมด้วยวจีสุจริต ผู้มีความเพียบพร้อมด้วยมโนสุจริตหลังจากตายไปพึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะความเพียบพร้อมด้วยวจีสุจริต ... เพราะความเพียบพร้อมด้วยมโนสุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัยนั้น เป็นฐานะที่จะมีได้ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่าธรรมเหล่าใด ๆ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ธรรมเหล่าใด ๆ เกิดขึ้น ธรรมเหล่านั้น ๆ เป็นฐานะ ธรรมเหล่าใด ๆ ไม่เป็นเหตุ ไม่เป็นปัจจัย ให้ธรรมเหล่าใด ๆ เกิดขึ้น ธรรมเหล่านั้น ๆ ไม่เป็นฐานะ
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิในธรรมที่เป็นฐานะและธรรมที่ไม่ใช่ฐานะนั้น นี้ชื่อว่าญาณหยั่งรู้ตามความเป็นจริง ซึ่งฐานะโดยเป็นฐานะและเหตุมิไม่ใช่ฐานะโดยเป็นเหตุมิใช่ฐานะของพระตถาคต (๑)
๒. กัมมวิปากญาณ
(ปรีชาญาณหยั่งรู้ผลแห่งกรรม)
{๘๔๐} [๘๑๐] ญาณหยั่งรู้ตามความเป็นจริงซึ่งวิบากแห่งกรรมสมาทานที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันโดยฐานะ โดยเหตุของพระตถาคต เป็นไฉน
พระตถาคตในโลกนี้ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า กรรมสมาทานอันเป็นบาปบางอย่างอันคติสมบัติห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี กรรมสมาทานอันเป็นบาปบางอย่างอันอุปธิสมบัติห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี กรรมสมาทานอันเป็นบาปบางอย่างอันกาลสมบัติห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี กรรมสมาทานอันเป็นบาป
บางอย่างอันปโยคสมบัติห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี กรรมสมาทานอันเป็นบาป บางอย่างอาศัยคติวิบัติ จึงให้ผลก็มี กรรมสมาทานอันเป็นบาปบางอย่างอาศัยอุปธิวิบัติ จึงให้ผลก็มี กรรมสมาทานอันเป็นบาปบางอย่างอาศัยกาลวิบัติ จึงให้ผลก็มี กรรมสมาทานอันเป็นบาปบางอย่างอาศัยปโยควิบัติ จึงให้ผลก็มี
กรรมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่างอันคติวิบัติห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี กรรมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่างอันอุปธิวิบัติห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี กรรมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่างอันกาลวิบัติห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี กรรมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่างอันปโยควิบัติห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี กรรมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่างอาศัยคติสมบัติ จึงให้ผลก็มี กรรมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่างอาศัยอุปธิสมบัติ จึงให้ผลก็มี กรรมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่างอาศัยกาลสมบัติ จึงให้ผลก็มี กรรมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่างอาศัยปโยคสมบัติ จึงให้ผลก็มีปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิในกรรมสมาทานเหล่านั้น นี้ชื่อว่าญาณหยั่งรู้ตามความเป็นจริงซึ่งวิบากแห่งกรรมสมาทานที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันโดยฐานะ โดยเหตุของพระตถาคต (๒)
๓. สัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ
(ปรีชาญาณหยั่งรู้ปฏิปทาที่จะนำไปสู่ภูมิทั้งปวง)
{๘๔๑} [๘๑๑] ญาณหยั่งรู้ตามความเป็นจริงซึ่งปฏิปทานำไปสู่ภูมิทั้งปวงของพระตถาคต เป็นไฉน
พระตถาคตในโลกนี้ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ทางนี้ ปฏิปทานี้ให้ไปสู่นรก ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ทางนี้ ปฏิปทานี้ให้ไปสู่กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ย่อม
ทรงรู้ประจักษ์ว่า ทางนี้ ปฏิปทานี้ให้ไปสู่ปิตติวิสัย ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ทางนี้ ปฏิปทานี้ให้ไปสู่มนุษยโลก ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ทางนี้ ปฏิปทานี้ให้ไปสู่เทวโลก ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่า ทางนี้ ปฏิปทานี้ให้ถึงนิพพานปัญญา กริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิในทางและปฏิปทาไปสู่ภูมิทั้งปวงนั้น นี้ชื่อว่าญาณหยั่งรู้ปฏิปทาไปสู่ภูมิทั้งปวง ตามความเป็นจริงของพระตถาคต (๓)
๔. นานาธาตุญาณ
(ปรีชาญาณหยั่งรู้โลกอันเป็นนานาธาตุ)
{๘๔๒} [๘๑๒] ญาณหยั่งรู้โลกอันเป็นอเนกธาตุ เป็นนานาธาตุตามความเป็นจริงของพระตถาคต เป็นไฉน
พระตถาคตในโลกนี้ย่อมทรงรู้ประจักษ์ความเป็นต่าง ๆ แห่งขันธ์ ย่อมทรงรู้ประจักษ์ความเป็นต่าง ๆ แห่งอายตนะ ย่อมทรงรู้ประจักษ์ความเป็นต่าง ๆ แห่งธาตุ ย่อมทรงรู้ประจักษ์โลกเป็นอเนกธาตุ เป็นนานาธาตุปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิในโลกอันเป็นอเนกธาตุเป็นนานาธาตุนั้น นี้ชื่อว่าญาณหยั่งรู้โลกอันเป็นอเนกธาตุ เป็นนานาธาตุตามความเป็นจริงของพระตถาคต (๔)
๕. นานาธิมุตติกญาณ
(ปรีชาญาณหยั่งรู้ความที่สัตว์มีอัธยาศัยแตกต่างกัน)
{๘๔๓} [๘๑๓] ญาณหยั่งรู้ความที่สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยต่าง ๆ กันตามความเป็นจริงของพระตถาคต เป็นไฉน
พระตถาคตในโลกนี้ย่อมทรงรู้ประจักษ์ว่าสัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทรามก็มี สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีตก็มี สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัย
ทรามย่อมคบหา สมาคม เข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยทราม สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีตย่อมคบหา สมาคม เข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยประณีต
แม้ในอดีตกาล สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทรามก็ได้คบหา สมาคม เข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยทรามมาแล้ว สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีตก็ได้คบหา สมาคม เข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยประณีตมาแล้ว
แม้ในอนาคตกาล สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทรามก็จักคบหา สมาคม เข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยทราม สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีตก็จักคบหา สมาคม เข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยประณีต
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิในความที่สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยต่าง ๆ กันนั้น นี้ชื่อว่าญาณหยั่งรู้ความที่สัตว์ทั้งหลายมีอัธยาศัยต่าง ๆ กันตามความเป็นจริงของพระตถาคต (๕)
๖. อินทริยปโรปริยัตติญาณ
(ปรีชาญาณหยั่งรู้ความที่สัตว์มีอินทรีย์แก่กล้าและไม่แก่กล้า)
{๘๔๔} [๘๑๔] ญาณหยั่งรู้ความแก่กล้าและไม่แก่กล้าแห่งอินทรีย์ของสัตว์เหล่าอื่นของบุคคลเหล่าอื่นตามความเป็นจริงของพระตถาคต เป็นไฉน
พระตถาคตในโลกนี้ย่อมทรงรู้ประจักษ์อาสยะ อนุสัย จริต อัธยาศัยของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมทรงรู้ประจักษ์เหล่าสัตว์ที่มีธุลีคือกิเลสน้อย มีธุลีคือกิเลสมาก มีอินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน มีอาการดี มีอาการชั่ว แนะนำให้รู้ได้ง่าย แนะนำให้รู้ได้ยาก ควรแก่การตรัสรู้ และไม่ควรแก่การตรัสรู้[๘๑๕] อาสยะของสัตว์ทั้งหลาย เป็นไฉน
ความเห็นว่า ‘โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีวะก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง สัตว์หลังจากตายไปย่อมเกิดอีก สัตว์หลังจากตายไปย่อมไม่เกิดอีก สัตว์หลังจากตายไปย่อมเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี สัตว์หลังจากตายไปจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิใช่’ ดังนี้ สัตว์ทั้งหลายผู้อาศัยภวทิฏฐิหรือวิภวทิฏฐิดังที่กล่าวมานี้ หรือสัตว์ทั้งหลายไม่เข้าไปอาศัยส่วนสุดทั้ง ๒ นี้ ได้อนุโลมิกขันติในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัยของกันและกันและอาศัยกันเกิดขึ้น ญาณหยั่งรู้ตามความเป็นจริง นี้เรียกว่าอาสยะของสัตว์ทั้งหลาย[๘๑๖] อนุสัยของสัตว์ทั้งหลาย เป็นไฉน
อนุสัย ๗ คือ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย
ราคานุสัยของสัตว์ทั้งหลายย่อมนอนเนื่องอยู่ในปิยรูปสาตรูปในโลก ปฏิฆานุสัยของสัตว์ทั้งหลายย่อมนอนเนื่องอยู่ในอัปปิยรูปอสาตรูปในโลก อวิชชาตกไปแล้วในธรรมทั้ง ๒ นี้ ด้วยอาการอย่างนี้ มานะ ทิฏฐิ และวิจิกิจฉาพึงเห็นว่าตั้งอยู่ในที่แห่งเดียวกันกับอวิชชานั้น นี้เรียกว่าอนุสัยของสัตว์ทั้งหลาย
[๘๑๗] จริตของสัตว์ทั้งหลาย เป็นไฉน
ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขารอันเป็นกามาวจรภูมิ หรือรูปาวจรภูมิ และอรูปาวจรภูมิ นี้ชื่อว่าจริตของสัตว์ทั้งหลาย
[๘๑๘] อัธยาศัยของสัตว์ทั้งหลาย เป็นไฉน
สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทรามก็มี สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีตก็มี สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทรามย่อมคบหา สมาคม เข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยทราม สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีตย่อมคบหา สมาคม เข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยประณีต
แม้ในอดีตกาล สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทรามก็ได้คบหา สมาคม เข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยทรามมาแล้ว สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีตก็ได้คบหา สมาคม เข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยประณีตมาแล้วแม้ในอนาคตกาล สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยทรามก็จักคบหา สมาคม เข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยทราม สัตว์ทั้งหลายที่มีอัธยาศัยประณีตก็จักคบหา สมาคม เข้าใกล้กับเหล่าสัตว์ที่มีอัธยาศัยประณีต นี้ชื่อว่าอัธยาศัยของสัตว์ทั้งหลาย[๘๑๙] สัตว์ทั้งหลายผู้มีธุลีคือกิเลสมากเหล่านั้น เป็นไฉน
กิเลสวัตถุ ๑๐ คือ โลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ
กิเลสวัตถุ ๑๐ เหล่านี้อันสัตว์เหล่าใดเสพมากแล้ว ทำให้เกิดแล้ว ทำให้มากแล้ว เพิ่มพูนขึ้นแล้ว สัตว์เหล่านี้นั้นชื่อว่าผู้มีธุลีคือกิเลสมาก
[๘๒๐] สัตว์ทั้งหลายผู้มีธุลีคือกิเลสน้อยเหล่านั้น เป็นไฉน
กิเลสวัตถุ ๑๐ เหล่านี้อันสัตว์เหล่าใดมิได้เสพมากแล้ว มิได้ทำให้เกิดแล้ว มิได้ทำให้มากแล้ว มิได้เพิ่มพูนขึ้นแล้ว สัตว์เหล่านี้นั้นชื่อว่าผู้มีธุลีคือกิเลสน้อย
[๘๒๑] สัตว์ทั้งหลายผู้มีอินทรีย์อ่อนเหล่านั้น เป็นไฉน
อินทรีย์ ๕ คือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์
อินทรีย์ ๕ เหล่านี้อันสัตว์เหล่าใดมิได้เสพให้มากแล้ว มิได้อบรมแล้ว มิได้ทำให้มากแล้ว มิได้เพิ่มพูนขึ้นแล้ว สัตว์เหล่านี้นั้นชื่อว่าผู้มีอินทรีย์อ่อน
[๘๒๒] สัตว์ทั้งหลายผู้มีอินทรีย์แก่กล้าเหล่านั้น เป็นไฉน
อินทรีย์ ๕ เหล่านี้อันสัตว์เหล่าใดเสพมากแล้ว อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว เพิ่มพูนขึ้นแล้ว สัตว์เหล่านี้นั้นชื่อว่าผู้มีอินทรีย์แก่กล้า
[๘๒๓] สัตว์ทั้งหลายผู้มีอาการชั่วเหล่านั้น เป็นไฉน
สัตว์เหล่านั้นใดมีอาสยะชั่ว มีอนุสัยชั่ว มีจริตชั่ว มีอัธยาศัยชั่ว มีธุลีคือกิเลสมาก มีอินทรีย์อ่อน สัตว์เหล่านี้นั้นชื่อว่าผู้มีอาการชั่ว
[๘๒๔] สัตว์ทั้งหลายผู้มีอาการดีเหล่านั้น เป็นไฉน
สัตว์เหล่านั้นใดมีอาสยะดี มีจริตดี มีอัธยาศัยดี มีธุลีคือกิเลสน้อย มีอินทรีย์แก่กล้า สัตว์เหล่านี้นั้นชื่อว่าผู้มีอาการดี
[๘๒๕] สัตว์ทั้งหลายที่แนะนำให้รู้ได้ยากเหล่านั้น เป็นไฉน
สัตว์เหล่านั้นใดมีอาการชั่ว สัตว์เหล่านี้นั้นชื่อว่าแนะนำให้รู้ได้ยาก ส่วนสัตว์เหล่าใดมีอาการดี สัตว์เหล่านั้นแลชื่อว่าแนะนำให้รู้ได้ง่าย
[๘๒๖] สัตว์ทั้งหลายผู้ไม่ควรแก่การตรัสรู้เหล่านั้น เป็นไฉน
สัตว์เหล่านั้นใดประกอบด้วยเครื่องกั้นกางคือกรรม ประกอบด้วยเครื่องกั้นกางคือกิเลส ประกอบด้วยเครื่องกั้นกางคือวิบาก ไม่มีศรัทธา ไม่มีฉันทะ มีปัญญาทราม ไม่ควรเพื่อจะหยั่งลงสู่สัมมตตนิยามในกุศลธรรมทั้งหลายได้ สัตว์เหล่านี้นั้นชื่อว่าผู้ไม่ควรแก่การตรัสรู้[๘๒๗] สัตว์ทั้งหลายผู้ควรแก่การตรัสรู้เหล่านั้น เป็นไฉน
สัตว์เหล่านั้นใดไม่ประกอบด้วยเครื่องกั้นกางคือกรรม ไม่ประกอบด้วยเครื่องกั้นกางคือกิเลส ไม่ประกอบด้วยเครื่องกั้นกางคือวิบาก มีศรัทธา มีฉันทะ มีปัญญา ควรที่จะหยั่งลงสู่สัมมัตตนิยามในกุศลธรรมทั้งหลายได้ สัตว์เหล่านี้นั้นชื่อว่าผู้ควรแก่การตรัสรู้ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิในความแก่กล้าและไม่แก่กล้าแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลายนั้น นี้ชื่อว่าญาณ
หยั่งรู้ความแก่กล้าและไม่แก่กล้าแห่งอินทรีย์ของสัตว์เหล่าอื่น ของบุคคลเหล่าอื่นตามความเป็นจริงของพระตถาคต (๖)
๗. ฌานาทิสังกิเลสาทิญาณ
(ปรีชาญาณหยั่งรู้ความเศร้าหมองเป็นต้นแห่งฌานเป็นต้น)
{๘๔๕} [๘๒๘] ญาณหยั่งรู้ความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติตามความเป็นจริงของพระตถาคต เป็นไฉน
โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌาน ๔ จำพวกชื่อว่าฌายี คือ โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคนย่อมสำคัญผิดซึ่งฌานที่ตนได้แล้วว่ายังไม่ได้ก็มี โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคนย่อมสำคัญผิดซึ่งฌานที่ตนยังไม่ได้ว่าได้แล้วก็มี โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคนย่อมสำคัญถูกซึ่งฌานที่ตนได้แล้วว่าได้แล้วก็มี โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคนย่อมสำคัญถูกซึ่งฌานที่ตนยังไม่ได้ว่ายังไม่ได้ก็มี เหล่านี้ชื่อว่าโยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌาน ๔ จำพวกยังมีโยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานอีก ๔ จำพวก คือ โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคนเข้าฌานช้าออกเร็วก็มี โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคนเข้าฌานเร็วออกช้าก็มี โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคนเข้าฌานช้าออกช้าก็มี โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคนเข้าฌานเร็วออกเร็วก็มี เหล่านี้ชื่อว่าโยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌาน ๔ จำพวก
ยังมีโยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานอีก ๔ จำพวก คือ โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคนฉลาดกำหนดสมาธิในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดกำหนดสมาบัติในสมาธิก็มี โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคนฉลาดกำหนดสมาบัติในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดกำหนดสมาธิในสมาธิก็มี โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคนฉลาดกำหนดสมาธิในสมาธิและฉลาดกำหนดสมาบัติในสมาธิก็มี โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคนไม่ฉลาดกำหนดสมาธิในสมาธิและไม่ฉลาดกำหนดสมาบัติในสมาธิก็มี เหล่านี้ชื่อว่าโยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌาน ๔ จำพวก
คำว่า ฌาน ได้แก่ ฌาน ๔ คือ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน
คำว่า วิโมกข์ ได้แก่ วิโมกข์ ๘ คือ โยคาวจรบุคคลผู้ได้รูปฌานโดยทำบริกรรมในรูปภายใน ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย นี้จัดเป็นวิโมกข์ที่ ๑
โยคาวจรบุคคลผู้ได้อรูปฌานโดยทำบริกรรมในรูปภายใน ย่อมเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก นี้จัดเป็นวิโมกข์ที่ ๒
โยคาวจรบุคคลเป็นผู้น้อมจิตไปว่า ‘งาม’ นี้จัดเป็นวิโมกข์ที่ ๓
เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะปฏิฆสัญญาดับไป เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา โยคาวจรบุคคลจึงบรรลุอากาสานัญจายตนฌานโดยบริกรรมว่า ‘อนนฺโต อากาโส อากาศไม่มีที่สุด’ ดังนี้อยู่ นี้จัดเป็นวิโมกข์ที่ ๔เพราะล่วงอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง โยคาจรบุคคลจึงบรรลุวิญญาณัญจายตนะโดยบริกรรมว่า ‘อนนฺตํ วิญฺญาณํ วิญญาณไม่มีที่สุด’ ดังนี้อยู่ นี้จัดเป็นวิโมกข์ที่ ๕เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง โยคาวจรจึงบรรลุอากิญจัญญายตนะโดยบริกรรมว่า ‘นตฺถิ กิญฺจิ ไม่มีอะไร’ ดังนี้อยู่ นี้จัดเป็นวิโมกข์ที่ ๖
เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง โยคาวจรบุคคลจึงบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌานอยู่ นี้จัดเป็นวิโมกข์ที่ ๗
เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวง โยคาวจรบุคคลจึงบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ นี้จัดเป็นวิโมกข์ที่ ๘
คำว่า สมาธิ ได้แก่ สมาธิ ๓ คือ สวิตักกสวิจารสมาธิ (สมาธิที่มีทั้งวิตกและวิจาร) อวิตักกวิจารมัตตสมาธิ (สมาธิที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร) อวิตักกอวิจารสมาธิ (สมาธิที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร)
คำว่า สมาบัติ ได้แก่ อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ คือ ปฐมฌานสมาบัติ ทุติยฌานสมาบัติ ตติยฌานสมาบัติ จตุตถฌานสมาบัติ อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญาตนสมาบัติ สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ
คำว่า ความเศร้าหมอง ได้แก่ ธรรมข้างฝ่ายเสื่อม
คำว่า ความผ่องแผ้ว ได้แก่ ธรรมข้างฝ่ายวิเศษ
คำว่า ความออก ได้แก่ แม้ความผ่องแผ้วก็ชื่อว่าความออก แม้ความออกจากสมาธินั้น ๆ ก็ชื่อว่าความออก
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิ ในความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัตินั้น นี้ชื่อว่าญาณหยั่งรู้ความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติตามความเป็นจริงของพระตถาคต (๗)
๘. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
(ปรีชาญาณหยั่งรู้ความระลึกชาติได้)
{๘๔๖} [๘๒๙] ญาณหยั่งรู้ความระลึกชาติก่อนได้ตามความเป็นจริงของพระตถาคต เป็นไฉน
พระตถาคตในโลกนี้ย่อมทรงระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกชาติได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ว่า ‘ในภพโน้นเราได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มี
อาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพโน้นนั้นเราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพโน้นนั้นแล้วจึงได้มาเกิดในภพนี้’ พระตถาคตนั้นทรงระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมากพร้อมทั้งอาการ (คือวรรณะเป็นต้น) พร้อมทั้งอุเทศ (คือชื่อและโคตร) ด้วยประการฉะนี้
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิในความระลึกชาติก่อนได้นั้น นี้ชื่อว่าญาณหยั่งรู้ความระลึกชาติก่อนได้ตามความเป็นจริงของพระตถาคต (๘)
๙. จุตูปปาตญาณ
(ปรีชาญาณหยั่งรู้จุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย)
{๘๔๗} [๘๓๐] ญาณหยั่งรู้จุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลายตามความเป็นจริงของพระตถาคต เป็นไฉน
พระตถาคตในโลกนี้ทรงเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ ย่อมทรงรู้ประจักษ์ซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมได้ว่า ‘หมู่สัตว์เหล่านี้หนอประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ว่าร้ายพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ หมู่สัตว์เหล่านั้นหลังจากตายไป จึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก’ หรือว่า ‘หมู่สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ว่าร้ายพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ หมู่สัตว์เหล่านั้นหลังจากตายไปจึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์’ พระตถาคตย่อมทรงเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มี
ผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุวิสัยของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมได้ด้วยประการฉะนี้
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิในความจุติและเกิดแห่งสัตว์ทั้งหลายนั้น นี้ชื่อว่าญาณหยั่งรู้จุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลายตามความเป็นจริงของพระตถาคต (๙)
๑๐. อาสวักขยญาณ
{๘๔๘} [๘๓๑] ญาณหยั่งรู้ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายตามความเป็นจริง ของพระตถาคต เป็นไฉน
พระตถาคตในโลกนี้ย่อมทรงรู้ยิ่งด้วยพระองค์เอง ทรงทำให้แจ้งทรงเข้าถึงซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะเพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปอยู่ในปัจจุบันด้วยประการฉะนี้ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายนั้น นี้ชื่อว่าญาณหยั่งรู้ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายตามความเป็นจริงของพระตถาคต ฉะนี้แล (๑๐)
จบ ญาณวิภังค์ บริบรูณ์
๑๗. ขุททกวัตถุวิภังค์
๑. เอกกมาติกา
{๘๔๙} [๘๓๒] (๑) ชาติมทะ ความมัวเมาในชาติ
(๒) โคตตมทะ ความมัวเมาในโคตร
(๓) อาโรคยมทะ ความมัวเมาในความไม่มีโรค
(๔) โยพพนมทะ ความมัวเมาในความเป็นหนุ่มสาว
(๕) ชีวิตมทะ ความมัวเมาในชีวิต
(๖) ลาภมทะ ความมัวเมาในลาภ
(๗) สักการมทะ ความมัวเมาในสักการะ
(๘) ครุการมทะ ความมัวเมาในการทำความเคารพ
(๙) ปุเรกขารมทะ ความมัวเมาในความเป็นหัวหน้า
(๑๐) ปริวารมทะ ความมัวเมาในบริวาร
(๑๑)โภคมทะ ความมัวเมาในโภคสมบัติ
(๑๒)วัณณมทะ ความมัวเมาในผิวพรรณและคุณความดี
(๑๓) สุตมทะ ความมัวเมาในการศึกษา
(๑๔) ปฏิภาณมทะ ความมัวเมาในการปฏิภาณ
(๑๕) รัตตัญญุมทะ ความมัวเมาในความเป็นผู้รัตตัญญู
(๑๖) ปิณฑปาติกมทะ ความมัวเมาในความถือบิณฑบาตเป็นวัตร
(๑๗) อนวัญญัตติมทะ ความมัวเมาในความไม่มีใครดูหมิ่น
(๑๘) อิริยาปถมทะ ความมัวเมาในอิริยาบท
(๑๙) อิทธิมทะ ความมัวเมาในอิทธิฤทธิ์
(๒๐) ยสมทะ ความมัวเมาในยศ
(๒๑) สีลมทะ ความมัวเมาในศีล
End of ฉักกนิเทศ