พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ · ขุททกวัตถุวิภังค์
ปัญจกนิเทศ เล่ม ๓๕
Text layerBuddha’s wordsItems ๙๗๖–๙๙๐ (Royal Thai)6/13 in ขุททกวัตถุวิภังค์4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ ขุททกวัตถุวิภังค์ ปัญจกนิเทศ (Royal Thai Volume 35 · Mahachula Volume 35 · Mahamakut Volume 78 · Chaloem Phrakiat Volume 35)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 35, pp. 650–658
๕.ปัญจนิทเทส
{๙๗๖} [๙๔๐] ในปัญจกมาติกาเหล่านั้น โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เป็นไฉนโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ คือ
๑. สักกายทิฏฐิ ความเห็นผิดในอัตตาตัวตน
๒. วิจิกิจฉา ความสงสัย
๓. สีลัพพตปรามาส ความถือมั่นศีลพรต
๔. กามฉันทะ ความพอใจในกาม
๕. พยาบาท ความคิดปองร้าย
เหล่านี้เรียกว่าโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ (๑)
{๙๗๗} อุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เป็นไฉน
อุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ คือ
๑. รูปราคะ ความติดใจในรูปภพ
๒. อรูปราคะ ความติดใจในอรูปภพ
๓. มานะ ความถือตัว
๔. อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน
๕. อวิชชา ความไม่รู้สภาพจริง
เหล่านี้เรียกว่าอุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ (๒)
{๙๗๘} มัจฉริยะ ๕ เป็นไฉน
มัจฉริยะ ๕ คือ
๑. อาวาสมัจฉริยะ ความตระหนี่ที่อยู่
๒. กุลมัจฉริยะ ความตระหนี่ตระกูล
๓. ลาภมัจฉริยะ ความตระหนี่ลาภ
๔. วัณณมัจฉริยะ ความตระหนี่วรรณะ
๕. ธรรมมัจฉริยะ ความตระหนี่ธรรม
เหล่านี้เรียกว่ามัจฉริยะ ๕ (๓)
{๙๗๙} สังคะ กิเลสเครื่องข้อง ๕ เป็นไฉน
สังคะ ๕ คือ
๑. ราคสังคะ เครื่องข้องคือราคะ
๒. โทสสังคะ เครื่องข้องคือโทสะ
๓. โมหะสังคะ เครื่องข้องคือโมหะ
๔. มานสังคะ เครื่องข้องคือมานะ
๕. ทิฏฐิสังคะ เครื่องข้องคือทิฏฐิ
เหล่านี้เรียกว่าสังคะ ๕ (๔)
{๙๘๐} สัลละ กิเลสดุจลูกศร ๕ เป็นไฉน
สัลละ ๕ คือ
๑. ราคสัลละ ลูกศรคือราคะ
๒. โทสสัลละ ลูกศรคือโทสะ
๓. โมหสัลละ ลูกศรคือโมหะ
๔. มานสัลละ ลูกศรคือมานะ
๕. ทิฏฐิสัลละ ลูกศรคือทิฏฐิ
เหล่านี้เรียกว่าสัลละ ๕ (๕)
{๙๘๑} [๙๔๑] เจโตขีละ กิเลสดุจตะปูตรึงใจ ๕ เป็นไฉน
เจโตขีละ ๕ คือ
๑. บุคคลย่อมเคลือบแคลง สงสัย ไม่ปลงใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า๒. ย่อมเคลือบแคลง สงสัย ไม่ปลงใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในพระธรรม
๓. ย่อมเคลือบแคลง สงสัย ไม่ปลงใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในพระสงฆ์
๔. ย่อมเคลือบแคลง สงสัย ไม่ปลงใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในสิกขา
๕. เป็นผู้มีจิตขุ่นเคือง ไม่ชอบใจ มีจิตกระทบกระทั่ง กระด้างกระเดื่องในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายเหล่านี้เรียกว่าเจโตขีละ ๕ (๖)
เจตโสวินิพันธะ กิเลสเครื่องผูกมัดใจ ๕ เป็นไฉน
{๙๘๒} เจตโสวินิพันธะ ๕ คือ
๑. ภิกษุเป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ความพอใจ ความรักใคร่ ความกระหาย ความกระวนกระวาย ความทะยานอยากในกาม๒. เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ความพอใจ ความรักใคร่ ความกระหาย ความกระวนกระวาย ความทะยานอยากในกาย๓. เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ความรักใคร่ ความกระหาย ความกระวนกระวาย ความทะยานอยากในรูป๔. บริโภคอิ่มหนำพอแก่ความต้องการแล้วประกอบความสุขในการนอน ความสุขในการเอน ความสุขในการหลับอยู่๕. ประพฤติพรหมจรรย์ปรารถนาหมู่เทพเจ้าหมู่ใดหมู่หนึ่งว่า ‘เราจักได้เป็นเทพเจ้าหรือเป็นเทพองค์ใดองค์หนึ่งด้วยศีลอันนี้ ด้วยวัตรนี้ ด้วยตบะนี้ หรือด้วยพรหมจรรย์นี้’เหล่านี้เรียกว่าเจตโสวินิพันธะ ๕ (๗)
- ๑พึงเทียบดูความพิสดารใน ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๙/๓๑๘-๓๑๙
- ๒พึงเทียบดูความพิสดารใน ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๒๐/๓๑๙-๓๒๐
{๙๘๓} นิวรณ์ ๕ เป็นไฉน
นิวรณ์ ๕ คือ
๑. กามฉันทนิวรณ์ ๒. พยาปาทนิวรณ์
๓. ถีนมิทธนิวรณ์ ๔. อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์
๕. วิจิกิจฉานิวรณ์
เหล่านี้เรียกว่านิวรณ์ ๕ (๘)
{๙๘๔} อนันตริยกรรม ๕ เป็นไฉน
อนันตริยกรรม ๕ คือ
๑. มาตุฆาต ๒.ปิตุฆาต
๓. อรหันตฆาต ๔.โลหิตุปบาท
๕. สังฆเภท
เหล่านี้เรียกว่าอนันตริยกรรม ๕ (๙)
{๙๘๕} ทิฏฐิ ๕ เป็นไฉน
ทิฏฐิ ๕ คือ
๑. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวยืนยันดังนี้ว่า ‘อัตตามีสัญญาหลังจากตายไปไม่แปรผัน’๒. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวยืนยันดังนี้ว่า ‘อัตตาไม่มีสัญญาหลังจากตายไปไม่แปรผัน’๓. สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวยืนยันดังนี้ว่า ‘อัตตามีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่หลังจากตายไปไม่แปรผัน’๔. ก็หรือว่าสมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมบัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ ความไม่มีของสัตว์ซึ่งปรากฏมีอยู่
๕. ก็หรือว่าสมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมกล่าวยืนยันภาวะนิพพานในปัจจุบัน(ว่าเป็นบรมธรรมของสัตว์)เหล่านี้เรียกว่าทิฏฐิ ๕ (๑๐)
{๙๘๖} [๙๔๒] เวร ๕ เป็นไฉน
เวร ๕ คือ
๑. ปาณาติบาต ๒. อทินนาทาน
๓. กาเมสุมิจฉาจาร ๔. มุสาวาท
๕. สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐาน
เหล่านี้เรียกว่าเวร ๕ (๑๑)
{๙๘๗} พยสนะ ๕ เป็นไฉน
พยสนะ ๕ คือ
๑. ญาติพยสนะ ความเสื่อมแห่งญาติ
๒. โภคพยสนะ ความเสื่อมแห่งทรัพย์
๓. โรคพยสนะ ความเสื่อมเพราะโรค
๔. สีลพยสนะ ความเสื่อมแห่งศีล
๕. ทิฏฐิพยสนะ ความเสื่อมแห่งทิฏฐิ
เหล่านี้เรียกว่าพยสนะ ๕ (๑๒)
{๙๘๘} อักขันติยาทีนวะ โทษแห่งความไม่อดทน ๕ เป็นไฉน
อักขันติยาทีนวะ ๕ คือ
๑. ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบใจของชนมาก
๒. มีเวรมาก ๓. มีโทษมาก
๔. หลงทำกาละ (ตายอย่างลืมสติ)
๕. หลังจากตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
เหล่านี้เรียกว่าอักขันติยาทีนวะ ๕ (๑๓)
{๙๘๙} ภัย ๕ เป็นไฉน
ภัย ๕ คือ
๑. ภัยเกิดแต่การเลี้ยงชีพ
๒. ภัยเกิดแต่การติเตียน
๓. ภัยคือความขลาดกลัวเมื่อเข้าสู่ที่ประชุม
๔. ภัยเกิดแต่มรณะ
๕. ภัยเกิดแต่ทุคติ
เหล่านี้เรียกว่าภัย ๕ (๑๔)
{๙๙๐} [๙๔๓] ทิฏฐธัมมนิพพานวาทะ ๕ เป็นไฉน
ทิฏฐธัมมนิพพานวาทะ ๕ คือ
๑. สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ เพราะอัตตานี้เอิบอิ่มเพียบพร้อมถูกปรนเปรออยู่ด้วยกามคุณ ๕ ฉะนั้น อัตตานี้จึงชื่อว่าบรรลุนิพพานในปัจจุบันอันเป็นธรรมสูงสุดด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล’ สมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมบัญญัตินิพพานในปัจจุบันว่าเป็นธรรมสูงสุดของสัตว์ที่มีอยู่อย่างนี้๒. สมณะหรือพราหมณ์อื่นกล่าวกะสมณะหรือพราหมณ์ผู้นั้นอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ อัตตาที่ท่านกล่าวถึงนั้นมีอยู่จริง ข้าพเจ้ามิได้กล่าวว่าไม่มี แต่ว่าอัตตานี้ใช่ว่าจะบรรลุนิพพานในปัจจุบันอันเป็นธรรมสูงสุดด้วยเหตุเพียงเท่านี้ก็หาไม่ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะเหตุว่ากามทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา เพราะกามทั้งหลายแปรเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น จึงเกิดความเศร้าโศก ความร่ำไร ความทุกข์ โทมนัส
และความคับแค้นใจ ท่านผู้เจริญ เพราะอัตตานี้สงัดแล้วจากกาม (สงัดแล้วจากอกุศลธรรม) บรรลุปฐมฌาน (ที่มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่) ฉะนั้น อัตตานี้จึงชื่อว่าบรรลุนิพพานในปัจจุบันอันเป็นธรรมสูงสุดด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล’ สมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมบัญญัตินิพพานในปัจจุบันว่าเป็นธรรมสูงสุดของสัตว์ที่มีอยู่อย่างนี้
๓. สมณะหรือพราหมณ์อื่นกล่าวกะสมณะหรือพราหมณ์ผู้นั้นอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ อัตตาที่ท่านกล่าวถึงนั้นมีอยู่จริง ข้าพเจ้ามิได้กล่าวว่าไม่มี แต่ว่าอัตตานี้ใช่ว่าจะบรรลุนิพพานในปัจจุบันอันเป็นธรรมสูงสุดด้วยเหตุเพียงเท่านี้ก็หาไม่ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะเหตุว่าปฐมฌานนั้นท่านกล่าวว่ายังหยาบเพราะยังมีวิตกและวิจารอยู่ ท่านผู้เจริญ เพราะอัตตานี้บรรลุทุติยฌาน(ที่มีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร) เพราะวิตกวิจารสงบไป (มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่) ฉะนั้น อัตตานี้จึงชื่อว่าบรรลุนิพพานในปัจจุบัน อันเป็นธรรมสูงสุดด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล’ สมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมบัญญัตินิพพานในปัจจุบันว่าเป็นธรรมสูงสุดของสัตว์ที่มีอยู่อย่างนี้๔. สมณะหรือพราหมณ์อื่นกล่าวกะสมณะหรือพราหมณ์ผู้นั้นอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ อัตตาที่ท่านกล่าวถึงนั้นมีอยู่จริง ข้าพเจ้ามิได้กล่าวว่าไม่มี แต่ว่าอัตตานี้ใช่ว่าจะบรรลุนิพพานในปัจจุบันอันเป็นธรรมสูงสุดด้วยเหตุเพียงเท่านี้ก็หาไม่ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะเหตุว่าทุติยฌานนั้น
ท่านกล่าวว่ายังหยาบ เพราะยังมีปีติที่เป็นเหตุให้จิตเบิกบานอยู่ เพราะอัตตานี้(มีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย)เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน(ที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ‘ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข’) ดังนี้อยู่ ฉะนั้น อัตตานี้จึงชื่อว่าบรรลุนิพพานในปัจจุบันอันเป็นธรรมสูงสุดด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล’ สมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมบัญญัตินิพพานในปัจจุบันว่าเป็นธรรมสูงสุดของสัตว์ที่มีอยู่อย่างนี้
๕. สมณะหรือพราหมณ์อื่นกล่าวกะสมณะหรือพราหมณ์ผู้นั้นอย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญ อัตตาที่ท่านกล่าวถึงนั้นมีอยู่จริง ข้าพเจ้ามิได้กล่าวว่าไม่มี แต่ว่าอัตตานี้ใช่ว่าจะบรรลุนิพพานในปัจจุบันอันเป็นธรรมสูงสุดด้วยเหตุเพียงเท่านี้ก็หาไม่ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะเหตุว่าตติยฌานนั้นท่านกล่าวว่ายังหยาบเพราะจิตยังคำนึงถึงสุขอยู่ เพราะอัตตานี้บรรลุจตุตถฌาน(ที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา) เพราะละสุขละทุกข์ (และโสมนัสโทมนัสดับไปก่อนแล้วอยู่) ฉะนั้น อัตตานี้จึงชื่อว่าบรรลุนิพพานในปัจจุบันอันเป็นธรรมสูงสุดด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล’ สมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมบัญญัตินิพพานในปัจจุบันว่าเป็นธรรมสูงสุดของสัตว์ที่มีอยู่อย่างนี้เหล่านี้เรียกว่าทิฏฐธัมมนิพพานวาทะ ๕ (๑๕)
จบ ปัญจกนิทเทส
- ๑พึงเทียบใน ที.สี. (แปล) ๙/๙๔/๕๒-๕๔
๖. ฉักกนิทเทส
{๙๙๑} [๙๔๔] ในฉักกมาติกาเหล่านั้น วิวาทมูล ๖ เป็นไฉน
วิวาทมูล ๖ คือ
๑. ความโกรธ ๒. ความลบหลู่คุณท่าน
๓. ความริษยา ๔. ความโอ้อวด
๕. ความปรารถนาลามก
๖. ความยึดถือแต่ความเห็นของตน
เหล่านี้เรียกว่าวิวาทมูล ๖ (๑)
{๙๙๒} ฉันทราคเคหสิตธรรม ธรรมที่อิงอาศัยกามคุณคือความกำหนัดใน อารมณ์ที่พอใจ ๖ เป็นไฉน
ฉันทราคเคหสิตธรรม ๖ คือ
๑. ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ... ความกำหนัดนักแห่งจิตอันอิงอาศัยกามคุณในรูปที่น่าชอบใจ
๒. ... ในเสียงที่น่าชอบใจ
๓. ... ในกลิ่นที่น่าชอบใจ
๔. ... ในรสที่น่าชอบใจ
๕. ... ในโผฏฐัพพะที่น่าชอบใจ
๖. ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ... ความกำหนัดนักแห่งจิตอันอิงอาศัยกามคุณในธรรมารมณ์ที่น่าชอบใจเหล่านี้เรียกว่าฉันทราคเคหสิตธรรม ๖ (๒)
{๙๙๓} วิโรธวัตถุ เหตุก่อความขัดใจ ๖ เป็นไฉน
- ๑พึงดูความพิสดารใน ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๒๕/๓๓๒-๓๓๕
End of ปัญจกนิเทศ