arnon.worldSign in

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ · ขุททกวัตถุวิภังค์

ฉักกนิเทศ เล่ม ๓๕

Text layerBuddha’s wordsItems ๙๙๑–๑๐๐๔ (Royal Thai)7/13 in ขุททกวัตถุวิภังค์4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

๖. ฉกฺกนิทฺเทส

๖. ฉักกนิทเทส

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ ขุททกวัตถุวิภังค์ ฉักกนิเทศ (Royal Thai Volume 35 · Mahachula Volume 35 · Mahamakut Volume 78 · Chaloem Phrakiat Volume 35)

บาลี (มหาจุฬาฯ), vol. 35, pp. 461–463 · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒), vol. 35, pp. 599–605

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตตฺถ กตมานิ ฉ วิวาทมูลานิ? โกโธ มกฺโข อิสฺสา สาเฐยฺยํ ปาปิจฺฉตา สนฺทิฏฺฐิ-ปรามาสิตา. อิมานิ ฉ วิวาทมูลานิ. (๑)

ตตฺถ กตเม ฉ ฉนฺทราคา เคหสิตา ธมฺมา? มนาปิเยสุ (๑) รูเปสุ เคหสิโต ราโค สาราโค จิตฺตสฺส สาราโค, มนาปิเยสุ สทฺเทสุ ฯเปฯ มนาปิเยสุ คนฺเธสุ ฯเปฯ มนาปิเยสุ รเสสุ ฯเปฯ มนาปิเยสุ โผฏฺฐพฺเพสุ ฯเปฯ มนาปิเยสุ ธมฺเมสุ เคหสิโต ราโค สาราโค จิตฺตสฺส สาราโค. อิเม ฉ ฉนฺทราคา. อิเม ฉ ฉนฺทราคา เคหสิตา ธมฺมา. (๒)

ตตฺถ กตมานิ ฉ วิโรธวตฺถูนิ? อมนาปิเยสุ รูเปสุ จิตฺตสฺส อาฆาโต ปฏิฆาโต จณฺฑิกฺกํ อสุโรโป อนตฺตมนตา จิตฺตสฺส, อมนาปิเยสุ สทฺเทสุ ฯเปฯ อมนาปิเยสุ คนฺเธสุ ฯเปฯ อมนาปิเยสุ รเสสุ ฯเปฯ อมนาปิเยสุ โผฏฺฐพฺเพสุ ฯเปฯ อมนาปิเยสุ ธมฺเมสุ จิตฺตสฺส อาฆาโต ปฏิฆาโต ฯเปฯ จณฺฑิกฺกํ อสุโรโป อนตฺตมนตา จิตฺตสฺส. อิมานิ ฉ วิโรธวตฺถูนิ. (๓)

ตตฺถ กตเม ฉ ตณฺหากายา? รูปตณฺหา สทฺทตณฺหา คนฺธตณฺหา รสตณฺหา โผฏฺฐพฺพตณฺหา ธมฺมตณฺหา. อิเม ฉ ตณฺหากายา. (๔)

Footnotes (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. 1ก. มนาปิเกสุ
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

บรรดาฉักกมาติกาเหล่านั้น วิวาทมูล ๖ เป็นไฉน

วิวาทมูล ๖ คือ

๑. โกธะ (โกรธ)

๒. มักขะ (ลบหลู่คุณท่าน)

๓. อิสสา (ริษยา)

๔. สาเถยยะ (โอ้อวด)

๕. ปาปิจฉตา (ปรารถนาลามก)

๖. สันทิฏฐิปรมาสิตา (ยึดถือแต่ความเห็นของตน)

เหล่านี้ชื่อว่าวิวาทมูล ๖ (๑)

ฉันทราคเคหสิตธรรม ๖ เป็นไฉน

ฉันทราคเคหสิตธรรม ๖ คือ

๑. ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความกำหนัดนักแห่งจิต ที่อาศัยกามคุณในรูปที่น่าชอบใจ

๒. ความกำหนัด ฯลฯ ในเสียงที่น่าชอบใจ

๓. ความกำหนัด ฯลฯ ในกลิ่นที่น่าชอบใจ

๔. ความกำหนัด ฯลฯ ในรสที่น่าชอบใจ

๕. ความกำหนัด ฯลฯ ในโผฏฐัพพะที่น่าชอบใจ

๖. ความกำหนัด ฯลฯ ความกำหนัดนัก ความกำหนัดนัก แห่งจิตที่อาศัยกามคุณในธรรมารมณ์ที่น่าชอบใจเหล่านี้เรียกว่า ฉันทราคเคหสิตธรรม ๖ (๒)

วิโรธวัตถุ ๖ เป็นไฉน

วิโรธวัตถุ ๖ คือ

๑. ความอาฆาต ความกระทบแห่งจิต ฯลฯ ความดุร้าย ความเกรี้ยวกราด ความที่จิตไม่เบิกบานในรูปที่ไม่น่าชอบใจ

๒. ความอาฆาต ฯลฯ ในเสียงที่ไม่น่าชอบใจ

๓. ความอาฆาต ฯลฯ ในกลิ่นที่ไม่น่าชอบใจ

๔. ความอาฆาต ฯลฯ ในรสที่ไม่น่าชอบใจ

๕. ความอาฆาต ฯลฯ ในโผฏฐัพพะที่ไม่น่าชอบใจ

๖. ความอาฆาต ฯลฯ ความกระทบกระทั่งแห่งจิต ฯลฯ ความดุร้าย ความเกรี้ยวกราด ความที่จิตไม่เบิกบานใน ธรรมารมณ์ที่ไม่น่าชอบใจเหล่านี้เรียกว่า วิโรธวัตถุ ๖ (๓)

ตัณหากาย ๖ เป็นไฉน

ตัณหากาย ๖ คือ

๑. รูปตัณหา (ตัณหาในรูป)

๒. สัททตัณหา (ตัณหาในเสียง)

๓. คันธตัณหา (ตัณหาในกลิ่น)

๔. รสตัณหา (ตัณหาในรส)

๕. โผฏฐัพพตัณหา (ตัณหาในโผฏฐัพพะ)

๖. ธัมมตัณหา (ตัณหาในธรรม)

เหล่านี้ชื่อว่าตัณหากาย ๖ (๔)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตตฺถ กตเม ฉ อคารวา? สตฺถริ อคารโว วิหรติ อปฺปฏิสฺโส, ธมฺเม ฯเปฯ สํเฆ ฯเปฯ สิกฺขาย ฯเปฯ อปฺปมาเท ฯเปฯ ปฏิสนฺถาเร อคารโว วิหรติ อปฺปฏิสฺโส. อิเม ฉ อคารวา. (๕)

ตตฺถ กตเม ฉ ปริหานิยา ธมฺมา? กมฺมารามตา ภสฺสารามตา นิทฺทารามตา สงฺคณิการามตา สํสคฺคารามตา ปปญฺจารามตา. อิเม ฉ ปริหานิยา ธมฺมา. (๖)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

อคารวะ ๖ เป็นไฉน

อคารวะ ๖ คือ

๑. บุคคลไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในพระศาสดา

๒. บุคคลไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในพระธรรม

๓. บุคคลไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในพระสงฆ์

๔. บุคคลไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในสิกขา

๕. บุคคลไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในความไม่ประมาท

๖. บุคคลไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในปฏิสันถาร

เหล่านี้ชื่อว่าอคารวะ ๖ (๕)

ปริหานิยธรรม ๖ เป็นไฉน

ปริหานิยธรรม ๖ คือ

๑. กัมมารามตา (ความยินดีในการงาน)

๒. ภัสสารามตา (ความยินดีในการสนทนา)

๓. นิททารามตา (ความยินดีในการนอนหลับ)

๔. สังคณิการามตา (ความยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่)

๕. สังสัคคารามตา (ความยินดีในการติดต่อเกี่ยวข้อง)

๖. ปปัญจารามตา (ความยินดีในธรรมเป็นเหตุเนิ่นช้า)

เหล่านี้ชื่อว่าปริหานิยธรรม ๖ (๖)

บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตตฺถ กตเม อปเรปิ ฉ ปริหานิยา ธมฺมา? กมฺมารามตา ภสฺสารามตา นิทฺทารามตา สงฺคณิการามตา โทวจสฺสตา ปาปมิตฺตตา. อิเม ฉ ปริหานิยา ธมฺมา. (๗)

ตตฺถ กตเม ฉ โสมนสฺสุปวิจารา? จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา โสมนสฺสฏฺฐานิยํ รูปํ อุปวิจรติ.โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ฯเปฯ ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ฯเปฯ ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา ฯเปฯ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา ฯเปฯ มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย โสมนสฺสฏฺฐานิยํ ธมฺมํ อุปวิจรติ. อิเม ฉ โสมนสฺสุ-ปวิจารา. (๘)

ตตฺถ กตเม ฉ โทมนสฺสุปวิจารา? จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา โทมนสฺสฏฺฐานิยํ รูปํ อุปวิจรติ. โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ฯเปฯ ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ฯเปฯ ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา ฯเปฯ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา ฯเปฯ มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย โทมนสฺสฏฺฐานิยํ ธมฺมํ อุปวิจรติ. อิเม ฉ โทมนสฺสุ- ปวิจารา. (๙)

ตตฺถ กตเม ฉ อุเปกฺขุปวิจารา? จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา อุเปกฺขาฏฺฐานิยํ รูปํ อุปวิจรติ. โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ฯเปฯ ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ฯเปฯ ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา ฯเปฯ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา ฯเปฯ มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย อุเปกฺขาฏฺฐานิยํ ธมฺมํ อุปวิจรติ. อิเม ฉ อุเปกฺขุ-ปวิจารา. (๑๐)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ปริหานิยธรรม ๖ อีกนัยหนึ่ง เป็นไฉน

ปริหานิยธรรม ๖ อีกนัยหนึ่ง คือ

๑. กัมมารามตา (ความยินดีในการทำงาน)

๒. ภัสสารามตา (ความยินดีในการพูดคุย)

๓. นิททารามตา (ความยินดีในการนอนหลับ)

๔. สังคณิการามตา (ความยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่)

๕. โทวจัสสตา (ความเป็นผู้ว่ายาก)

๖. ปาปมิตตตา (ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว)

เหล่านี้ชื่อว่าปริหานิยธรรม ๖ (๗)

โสมนัสสุปวิจาร ๖ เป็นไฉน

โสมนัสสุปวิจาร ๖ คือ

๑. บุคคลเห็นรูปทางตาแล้วครุ่นคิดถึงรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส

๒. บุคคลฟังเสียงทางหู ฯลฯ

๓. บุคคลดมกลิ่นทางจมูก ฯลฯ

๔. บุคคลลิ้มรสทางลิ้น ฯลฯ

๕. บุคคลถูกต้องโผฏฐัพพะทางกาย ฯลฯ

๖. บุคคลรู้ธรรมารมณ์ทางใจแล้วครุ่นคิดถึงธรรมารมณ์อันเป็นที่ตั้ง แห่งโสมนัสเหล่านี้ชื่อว่าโสมนัสสุปวิจาร ๖ (๘)

โทมนัสสุปวิจาร ๖ เป็นไฉน

โทมนัสสุปวิจาร ๖ คือ

๑. บุคคลเห็นรูปทางตาแล้ว ครุ่นคิดถึงรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส

๒. บุคคลฟังเสียงทางหู ฯลฯ

๓. บุคคลดมกลิ่นทางจมูก ฯลฯ

๔. บุคคลลิ้มรสทางลิ้น ฯลฯ

๕. บุคคลถูกต้องโผฏฐัพพะทางกาย ฯลฯ

๖. บุคคลรู้ธรรมารมณ์ทางใจแล้ว ครุ่นคิดถึงธรรมารมณ์อันเป็น ที่ตั้งแห่งโทมนัสเหล่านี้ชื่อว่าโทมนัสสุปวิจาร ๖ (๙)

อุเปกขูปวิจาร ๖ เป็นไฉน

อุเปกขูปวิจาร ๖ คือ

๑. บุคคลเห็นรูปทางตาแล้ว ครุ่นคิดถึงรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา

๒. บุคคลฟังเสียงทางหู ฯลฯ

๓. บุคคลดมกลิ่นทางจมูก ฯลฯ

๔. บุคคลลิ้มรสทางลิ้น ฯลฯ

๕. บุคคลถูกต้องโผฏฐัพพะทางกาย ฯลฯ

๖. บุคคลรู้ธรรมารมณ์ทางใจแล้วครุ่นคิดถึงธรรมารมณ์อันเป็น ที่ตั้งแห่งอุเบกขาเหล่านี้ชื่อว่าอุเปกขูปวิจาร ๖

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1โสมนสฺเสน สทฺธึ อุปจรนฺตีติ โสมนสฺสุปวิจารา (อภิ.วิ.อ. ๙๔๖/๕๕๑)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตตฺถ กตมานิ ฉ เคหสิตานิ โสมนสฺสานิ? มนาปิเยสุ รูเปสุ เคหสิตํ เจตสิกํ สาตํ เจตสิกํ สุขํ เจโตสมฺผสฺสชํ สาตํ สุขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา สาตา สุขา เวทนา. มนาปิเยสุ สทฺเทสุ ฯเปฯ มนาปิเยสุ คนฺเธสุ ฯเปฯ มนาปิเยสุ รเสสุ ฯเปฯ มนาปิเยสุ โผฏฺฐพฺเพสุ ฯเปฯ มนาปิเยสุ ธมฺเมสุ เคหสิตํ เจตสิกํ สาตํ เจตสิกํ สุขํ เจโตสมฺผสฺสชํ สาตํ สุขํ เวทยิตํ เจโต- สมฺผสฺสชา สาตา สุขา เวทนา. อิมานิ ฉ เคหสิตานิ โสมนสฺสานิ. (๑๑) ตตฺถ กตมานิ ฉ เคหสิตานิ โทมนสฺสานิ? อมนาปิเยสุ รูเปสุ เคหสิตํ เจตสิกํ อสาตํ เจตสิกํ ทุกฺขํ เจโตสมฺผสฺสชํ อสาตํ ทุกฺขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา อสาตา ทุกฺขา เวทนา. อมนาปิเยสุ สทฺเทสุ ฯเปฯ อมนาปิเยสุ คนฺเธสุ ฯเปฯ อมนาปิเยสุ รเสสุ ฯเปฯ อมนาปิเยสุ โผฏฺฐพฺเพสุ ฯเปฯ อมนาปิเยสุ ธมฺเมสุ เคหสิตํ เจตสิกํ อสาตํ เจตสิกํ ทุกฺขํ เจโตสมฺผสฺสชํ อสาตํ ทุกฺขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา อสาตา ทุกฺขา เวทนา. อิมานิ ฉ เคหสิตานิ โทมนสฺสานิ. (๑๒)

ตตฺถ กตมา ฉ เคหสิตา อุเปกฺขา? อุเปกฺขฏฺฐานิเยสุ รูเปสุ เคหสิตํ เจตสิกํ เนว สาตํ นาสาตํ เจโตสมฺผสฺสชํ อทุกฺขมสุขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา อทุกฺขมสุขา เวทนา. อุเปกฺขฏฺฐานิเยสุ สทฺเทสุ ฯเปฯ อุเปกฺขฏฺฐานิเยสุ คนฺเธสุ ฯเปฯ อุเปกฺขฏฺฐานิเยสุ รเสสุ ฯเปฯ อุเปกฺขฏฺฐานิเยสุ โผฏฺฐพฺเพสุ ฯเปฯ อุเปกฺขฏฺฐานิเยสุ ธมฺเมสุ เคหสิตํ เจตสิกํ เนว สาตํ นาสาตํ เจโตสมฺผสฺสชํ อทุกฺขมสุขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา อทุกฺขมสุขา เวทนา. อิมา ฉ เคหสิตา อุเปกฺขา. (๑๓)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เคหสิตโสมนัส ๖ เป็นไฉน

เคหสิตโสมนัส ๖ คือ

๑. ความสำราญทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่ สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ สบายเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัสที่อาศัยกามคุณในรูป อันเป็นที่ชอบใจ

๒. ความสำราญทางใจ ฯลฯ ในเสียงอันเป็นที่ชอบใจ

๓. ความสำราญทางใจ ฯลฯ ในกลิ่นอันเป็นที่ชอบใจ

๔. ความสำราญทางใจ ฯลฯ ในรสอันเป็นที่ชอบใจ

๕. ความสำราญทางใจ ฯลฯ ในโผฏฐัพพะอันเป็นที่ชอบใจ

๖. ความสำราญทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัสที่อาศัยกามคุณใน ธรรมารมณ์ อันเป็นที่ชอบใจเหล่านี้ชื่อว่าเคหสิตโสมนัส ๖ (๑๑)

เคหสิตโทมนัส ๖ เป็นไฉน

เคหสิตโทมนัส ๖ คือ

๑. ความไม่สำราญทางใจ ความทุกข์ทางใจ ความเสวยอารมณ์ ที่ไม่สำราญเป็นทุกข์ อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาที่เสวย อารมณ์ที่ไม่สำราญเป็นทุกข์ อันเกิดแต่เจโตสัมผัสที่อาศัย กามคุณในรูปอันไม่เป็นที่ชอบใจ๒. ความไม่สำราญทางใจ ฯลฯ ในเสียงอันไม่เป็นที่ชอบใจ

๓. ความไม่สำราญทางใจ ฯลฯ ในกลิ่นอันไม่เป็นที่ชอบใจ

๔. ความไม่สำราญทางใจ ฯลฯ ในรสอันไม่เป็นที่ชอบใจ

๕. ความไม่สำราญทางใจ ฯลฯ ในโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่ชอบใจ

๖. ความไม่สำราญทางใจ ความทุกข์ทางใจ ความเสวย อารมณ์ที่ไม่สำราญเป็นทุกข์ อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยา ที่เสวยอารมณ์ที่ไม่สำราญเป็นทุกข์ อันเกิดแต่เจโตสัมผัสที่ อาศัยกามคุณในธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่ชอบใจเหล่านี้ชื่อว่าเคหสิตโทมนัส ๖ (๑๒)

เคหสิตุเปกขา ๖ เป็นไฉน

เคหสิตุเปกขา ๖ คือ

๑. ความสำราญทางใจก็มิใช่ ความไม่สำราญทางใจก็มิใช่ ความ เสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวย อารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัสที่อาศัยกามคุณ ในรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา๒. ความสำราญทางใจก็มิใช่ ฯลฯ ในเสียงอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา

๓. ความสำราญทางใจก็มิใช่ ฯลฯ ในกลิ่นอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา

๔. ความสำราญทางใจก็มิใช่ ฯลฯ ในรสอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา

๕. ความสำราญทางใจก็มิใช่ ฯลฯ ในโผฏฐัพพะอันเป็นที่ตั้งแห่ง อุเบกขา

๖. ความสำราญทางใจก็มิใช่ ความไม่สำราญทางใจก็มิใช่ ความ เสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวย อารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัสที่อาศัยกามคุณ ในธรรมารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขาเหล่านี้ชื่อว่าเคหสิตุเปกขา ๖ (๑๓)

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1โสมนัส หมายถึงสุขทางใจที่อาศัยกามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (อภิ.วิ.อ. ๙๔๗/๕๕๑)
  2. 2โทมนัสคือทุกข์ทางใจที่อาศัยกามคุณ ๕ (อภิ.วิ.อ. ๙๔๗/๕๕๑)
  3. 3อุเปกขาเวทนาที่สัมปยุตด้วยความไม่รู้ ได้แก่ อัญญาณุเปกขาที่อาศัยกามคุณ ๕ (อภิ.วิ.อ. ๙๔๗/๕๕๑)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

ตตฺถ กตมา ฉ ทิฏฺฐิโย? “อตฺถิ เม อตฺตา“”ติ วา อสฺส สจฺจโต เถตโต ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ, “นตฺถิ เม อตฺตา”ติ วา อสฺส สจฺจโต เถตโต ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ, “อตฺตนา วา อตฺตานํ สญฺชานามี”ติ วา อสฺส สจฺจโต เถตโต ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ, “อตฺตนา วา อนตฺตานํ สญฺชานามี”ติ วา อสฺส สจฺจโต เถตโต ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ, “อนตฺตนา วา อตฺตานํ สญฺชานามี”ติ วา อสฺส สจฺจโต เถตโต ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ, อถ วา ปนสฺส เอวํ ทิฏฺฐิ โหติ “โส เม อยํ อตฺตา วโท เวเทยฺโย, ตตฺร ตตฺร ทีฆรตฺตํ กลฺยาณปาปกานํ กมฺมานํ วิปากํ ปจฺจนุโภติ, น โส ชาโต นาโหสิ, น โส ชาโต น ภวิสฺสติ, “นิจฺโจ ธุโว สสฺสโต อวิปริณามธมฺโม”ติ วา ปนสฺส สจฺจโต เถตโต ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ. อิมา ฉ ทิฏฺฐิโย. (๑๔)

ฉกฺกํ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ทิฏฐิ ๖ เป็นไฉน

ทิฏฐิ ๖ คือ

๑. ความเห็นเกิดขึ้นแก่ผู้นี้โดยแน่แท้มั่นคงว่า อัตตาของเรามีอยู่

๒. ความเห็นเกิดขึ้นแก่ผู้นี้โดยแน่แท้มั่นคงว่า อัตตาของเราไม่มี

๓. ความเห็นเกิดขึ้นแก่ผู้นี้โดยแน่แท้มั่นคงว่า เรารู้จักอัตตาได้ ด้วยอัตตา (ความมีตัวตน)

๔. ความเห็นเกิดขึ้นแก่ผู้นี้โดยแน่แท้มั่นคงว่า เรารู้จักอนัตตา (ความไม่มีตัวตน) ได้ด้วยอัตตา (ความมีตัวตน)

๕. ความเห็นเกิดขึ้นแก่ผู้นี้โดยแน่แท้มั่นคงว่า เรารู้จักอัตตาได้ ด้วยอนัตตา (ความไม่มีตัวตน)

๖. ความเห็นเกิดขึ้นแก่ผู้นี้โดยแน่แท้มั่นคงว่า อัตตาของเรานี้นั้น เป็นผู้กล่าว เป็นผู้รู้ เสวยผลแห่งกรรมดีและกรรมชั่วในภพ นั้น ๆ สิ้นกาลนาน อัตตานั้นไม่เกิด ไม่มีมาแล้วในอดีต อัตตานั้นไม่เกิด จักไม่มีในอนาคต อัตตาเป็นสภาวะที่เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความไม่แปรผันไปเป็นธรรมดาเหล่านี้ชื่อว่าทิฏฐิ ๖ (๑๔)

ฉักกนิทเทส จบ

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1ทิฏฐิ ความเห็นผิด ในที่นี้หมายถึงสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ (อภิ.วิ.อ. ๙๔๘/๕๕๑-๕๕๒)

End of ฉักกนิเทศ