arnon.worldSign in

พระอภิธรรมปิฎก ยมก · สัจจยมก

ปริญญาวาร เล่ม ๓๘

Text layerBuddha’s wordsItems ๑๐๑๗–๑๐๒๒ (Royal Thai)6/6 in สัจจยมก4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระอภิธรรมปิฎก ยมก สัจจยมก ปริญญาวาร (Royal Thai Volume 38 · Mahachula Volume 38 · Mahamakut Volume 82 · Chaloem Phrakiat Volume 38)

The Mahamakut edition prints the commentary in the same volumes as the canon, so this text includes commentary.

ไทย (มหามกุฏฯ), vol. 82, pp. 1047–1063

Page 1047

ปริญญาวาระ

ปัจจุปปันนวาระ อนุโลม

ทุกขสัจจมูล

ทุกขสัจจมูละ สมุทยสัจจมูลี :-

[๑๐๑๗] บุคคลใดกำลังรู้แจ้งทุกขสัจจะ, บุคคลนั้นกำลังละสมุทยสัจจะ ใช่ไหม ?

ใช่.

ก็หรือว่า บุคคลใดกำลังละสมุทยสัจจะ, บุคคลนั้นกำลังรู้แจ้งทุกขสัจจะ ใช่ไหม ?

ใช่.

จบ ทุกขสัจจมูละ สมุทยสัจจมูลี

ทุกขสัจจมูล จบ

ปัจจุปันนวาระ อนุโลม จบ

Page 1048

ปัจจุปปันนวาระ ปัจจนิก

ทุกขสัจจมูล

ทุกขสัจจมูละ สมุทยสัจจมูลี :-

บุคคลใดไม่ใช่กำลังรู้แจ้งทุกขสัจจะ, บุคคลนั้นไม่ใช่กำลังละสมุทยสัจจะ ใช่ไหม ?

ใช่.

ก็หรือว่า บุคคลใดไม่ใช่กำลังละสมุทยสัจจะ บุคคลนั้นไม่ใช่กำลังรู้แจ้งทุกขสัจจะ ใช่ไหม ?

ใช่.

จบ ทุกขสัจจมูละ สมุทยสัจจมูลี

ทุกขสัจจมูล จบ

ปัจจุปปันนวาระ ปัจจนิก จบ

Page 1049

อตีตวาระ อนุโลม

ทุกขสัจจมูล

ทุกขสัจจมูละ สมุทยสัจจมูลี :-

[๑๐๑๘] บุคคลใดเคยรู้แจ้งทุกขสัจจะ, บุคคลนั้นเคยละสมุทยสัจจะ ใช่ไหม?

ใช่.

ก็หรือว่า บุคคลใดเคยละสมุทยสัจจะ, บุคคลนั้นเคยรู้แจ้งทุกขสัจจะ ใช่ไหม ?

ใช่.

จบ ทุกขสัจจมูละ สมุทยสัจจมูลี

ทุกขสัจจมูล จบ

อตีตวาระ อนุโลม จบ

Page 1050

อตีตวาระ ปัจจนิก

ทุกขสัจจมูล

ทุกขสัจจมูละ สมุทยสัจจมูลี :-

บุคคลใดไม่ใช่เคยรู้แจ้งทุกขสัจจะ, บุคคลนั้นไม่ใช่เคยละสมุทยสัจจะ ใช่ไหม ?

ใช่.

ก็หรือว่า บุคคลใดไม่ใช่เคยละสมุทยสัจจะ, บุคคลนั้นไม่ใช่เคยรู้แจ้งทุกขสัจจะ ใช่ไหม ?

ใช่.

จบ ทุกขสัจจมูละ สมุทยสัจจะมูลี

ทุกขสัจจมูล จบ

อตีตวาระ ปัจจนิก จบ

Page 1051

อนาคตวาระ อนุโลม

ทุกขสัจจมูล

ทุกขสัจจมูละ สมุทยสัจจมูลี :-

[๑๐๑๙] บุคคลใดจักรู้แจ้งทุกขสัจจะ, บุคคลนั้นจักละสมุทย-สัจจะ ใช่ไหม?

ใช่.

ก็หรือว่า บุคคลใดจักละสมุทยสัจจะ, บุคคลนั้นจักรู้แจ้งทุกขสัจจะ ใช่ไหม ?

ใช่.

จบ ทุกขสัจจมูละ สมุทยสัจจมูลี

ทุกขสัจจมูล จบ

อนาคตวาระ อนุโลม จบ

Page 1052

อนาคตวาระ ปัจจนิก

ทุกขสัจจมูล

ทุกขสัจจมูละ สมุทยสัจจมูลี :-

บุคคลใดไม่ใช่จักรู้แจ้งทุกขสัจจะ, บุคคลนั้นไม่ใช่จักละสมุทย-สัจจะ ใช่ไหม ?

ใช่.

ก็หรือว่า บุคคลใดไม่ใช่จักละสมุทยสัจจะ, บุคคลนั้นไม่ใช่จักรู้แจ้งทุกขสัจจะ ใช่ไหม ?

ใช่.

จบ ทุกขสัจจมูละ สมุทยสัจจมูลี

ทุกขสัจจมูล จบ

อนาคตวาระ ปัจจนิก จบ

Page 1053

ปัจจุปปันนาตีตวาระ อนุโลม

ทุกขสัจจมูล

ทุกขสัจจมูละ สมุทยสัจจมูลี :-

[๑๐๒๐] บุคคลใดกำลังรู้แจ้งทุกขสัจจะ, บุคคลนั้นเคยละสมุทยสัจจะ ใช่ไหม ?

ไม่ใช่.

ก็หรือว่า บุคคลใดเคยละสมุทยสัจจะ, บุคคลนั้นกำลังรู้แจ้งทุกขสัจจะ ใช่ไหม ?

ไม่ใช่.

จบ ทุกขสัจจมูละ สมุทยสัจจมูลี

ทุกขสัจจมูล จบ

ปัจจุปปันนาตีตวาระ อนุโลม จบ

Page 1054

ปัจจุปปันนาตีตวาระ ปัจจนิก

ทุกขสัจจมูล

ทุกขสัจจมูละ สมุทยสัจจมูลี :-

บุคคลใดไม่ใช่กำลังรู้แจ้งทุกขสัจจะ, บุคคลนั้นไม่ใช่เคยละสมุทยสัจจะ ใช่ไหม ?

พระอรหันต์ไม่ใช่กำลังรู้แจ้งทุกขสัจจะ แต่เคยละสมุทยสัจจะ,ยกเว้นอรหัตมรรคบุคคลและพระอรหันต์เสียแล้ว บุคคลที่เหลือนอกนั้นไม่ใช่กำลังแจ้งทุกขสัจจะและไม่เคยละสมุทยสัจจะ.

ก็หรือว่า บุคคลใดไม่ใช่เคยละสมุทยสัจจะ, บุคคลนั้นไม่ใช่กำลังรู้แจ้งทุกขสัจจะ ใช่ไหม ?

อรหัตมรรคบุคคลไม่เคยละสมุทยสัจจะ แต่กำลังรู้แจ้งทุกข-สัจจะ, ยกเว้นอรหัตมรรคบุคคลและพระอรหันต์เสียแล้ว บุคคลที่เหลือนอกนั้นไม่เคยละสมุทยสัจจะและไม่ใช่กำลังรู้แจ้งทุกขสัจจะ.

จบ ทุกขสัจจมูละ สมุทยสัจจมูลี

ทุกขสัจจมูล จบ

ปัจจุปปันนาตีตวาระ ปัจจนิก จบ

Page 1055

ปัจจุปปันนานาคตวาระ อนุโลม

ทุกขสัจจมูล

ทุกขสัจจมูละ สมุทยสัจจมูลี :-

[๑๐๒๑] บุคคลใดกำลังรู้แจ้งทุกขสัจจะ, บุคคลนั้นจักละสมุทยสัจจะ ใช่ไหม ?

ไม่ใช่.

ก็หรือว่า บุคคลใดจักละสมุทยสัจจะ, บุคคลนั้นกำลังรู้แจ้งทุกขสัจจะ ใช่ไหม ?

ไม่ใช่.

จบ ทุกขสัจจมูละ สมุทยสัจจมูลี

ทุกขสัจจมูล จบ

ปัจจุปปันนานาคตวาระ อนุโลม จบ

Page 1056

ปัจจุปปันนานาคตวาระ ปัจจนิก

ทุกขสัจจมูล

ทุกขสัจจมูละ สมุทยสัจจมูลี :-

บุคคลใดไม่ใช่กำลังรู้แจ้งทุกขสัจจะ, บุคคลนั้นไม่ใช่จักละสมุทยสัจจะ ใช่ไหม ?

บุคคลเหล่าใดจะได้มรรค บุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังรู้แจ้งทุกข-สัจจะ แต่จักละสมุทยสัจจะ, พระอรหันต์ทั้งหลายก็ดี ปุถุชนเหล่าใดจะไม่ได้มรรค ปุถุชนเหล่านั้นก็ดี ไม่ใช่กำลังรู้แจ้งทุกขสัจจะ และจักไม่ละสมุทยสัจจะ.

ก็หรือว่า บุคคลใดไม่ใช่จักละสมุทยสัจจะ, บุคคลนั้นไม่ใช่กำลังรู้แจ้งทุกขสัจจะ ใช่ไหม ?

พระอรหัตมรรคบุคคลจักไม่ละสมุทยสัจจะ, แต่กำลังรู้แจ้งทุกข์สัจจะ, พระอรหันต์ทั้งหลายก็ดี ปุถุชนเหล่าใดจะไม่ได้มรรค ปุถุชนเหล่านั้นก็ดี จักไม่ละสมุทยสัจจะ และไม่ใช่กำลังรู้แจ้งทุกขสัจจะ.

จบ ทุกขสัจจมูละ สมุทยสัจจะมูลี

ทุกขสัจจมูล จบ

ปัจจุปปันนานาคตวาระ ปัจจนิก จบ

Page 1057

อตีตานาคตวาระ อนุโลม

ทุกขสัจจมูล

ทุกขสัจจมูละ สมุทยสัจจมูลี :-

[๑๐๒๒] บุคคลใดเคยรู้แจ้งทุกขสัจจะ, บุคคลนั้นจักละสมุทยสัจจะ ใช่ไหม ?

ไม่ใช่.

ก็หรือว่า บุคคลใดจักละสมุทยสัจจะ, บุคคลนั้นรู้เคยแจ้งทุกขสัจจะ ใช่ไหม ?

ไม่ใช่.

จบ ทุกขสัจจมูละ สมุทยสัจจมูลี

ทุกขสัจจมูล จบ

อตีตานาคตวาระ อนุโลม จบ

Page 1058

อตีตานาคตวาระ ปัจจนิก

ทุกขสัจจมูล

ทุกขสัจจมูละ สมุทยสัจจมูลี :-

บุคคลใดไม่ใช่เคยรู้แจ้งทุกขสัจจะ, บุคคลนั้นไม่ใช่จักละสมุทย-สัจจะ ใช่ไหม ?

บุคคลเหล่าใดจะได้มรรค บุคคลเหล่านั้นไม่ใช่เคยรู้แจ้งทุกข-สัจจะ แต่จักละสมุทยสัจจะ, อรหัตมรรคบุคคลก็ดี ปุถุชนเหล่าใดจะไม่ได้มรรค ปุถุชนเหล่านั้นก็ดี ไม่ใช่เคยรู้แจ้งทุกขสัจจะ และไม่ใช่จักละสมุทยสัจจะ.

ก็หรือว่า บุคคลใดไม่ใช่จักละสมุทยสัจจะ, บุคคลนั้นไม่ใช่เคยรู้แจ้งทุกขสัจจะ ใช่ไหม ?

พระอรหันต์ไม่ใช่จักละสมุทยสัจจะ แต่เคยรู้แจ้งทุกขสัจจะ,อรหัตมรรคบุคคลก็ดี ปุถุชนเหล่าใดจะไม่ได้มรรค ปุถุชนเหล่านั้นก็ดีไม่ใช่จักละสมุทยสัจจะ และไม่ใช่เคยรู้แจ้งทุกขสัจจะ.

จบ ทุกขสัจจมูละ สมุทยสัจจมูลี

ทุกขสัจจมูล จบ

อตีตานาคตวาระ ปัจจนิก จบ

ปริญญาวาระ จบ

สัจจยมกที่ ๕ จบ

Page 1059

อรรถกถาสัจยมก

การพรรณนาสัจจยมกที่ท่านรวบรวมแสดงไว้แล้วในลำดับธาตุ

ยมก ด้วยอำนาจสัจจะในธรรมมีกุศลเป็นต้น ที่ท่านแสดงไว้แล้วในมูลยมกเหล่านั้นนั้นเที่ยว ย่อมมีในบัดนี้. พึงทราบมหาวาระ ๓ มีปัณณัตติวาระเป็นต้น และประเภทแห่งวาระที่เหลือมีอันตรวาระเป็นต้นตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นเทียว ในธาตุยมกแม้นั้น. แต่ในปัณณัตติวาระในสัจจยมกนี้ ด้วยอำนาจสัจจะ ๔ พึงทราบการนับยมกในวาระทั้งหลาย๔ เหล่านี้ คือปทโสธนวาระ ปทโสธนมูลจักกวาระ สุทธสัจจวาระสุทธสัจจมูลจักกวาระ. แต่ในปัณณัตติวารนิทเทส พึงทราบเตภูมิกธรรมที่หลุดพ้นดีแล้วจากทุกขเวทนาและตัณหา ด้วยคำว่าอวเสสํ ทุกฺขสจฺจํ. ประเภทแห่งกามาวจรกุศลเป็นต้นที่ท่านแสดงไว้แล้วในสัจจวิภังค์ว่า อวเสโส สมุทโย ดังนี้ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งทุกขสัจจะ. สองบทว่า อวเสโส นิโรโธ ได้แก่ ตทังคนิโรธ วิก-ขัมภนนิโรธ สมุจเฉทนิโรธ ปฏิปัสสัทธินิโรธ และขณภังคนิโรธ.

สองบทว่า อวเสโส มคฺโค ความว่าก็มรรคมีองค์ ๕ ย่อมมีในสมัยนั้นแล. มรรคมีอาทิอย่างนี้ คือ อัฏฐังคิกมรรค มิจฉามรรค ชังฆมรรคสกฏมรรค.

ก็ในปวัตติวาระ ในอนุโลมนัยแห่งปุคคลวาระ ในปัจจุบันกาลนี้ทุกขสัจจมูล ๓ สมุทยสัจจมูล ๒ นิโรธสัจจมูล ๑ รวมเป็นยมก ๖

Page 1060

อย่าง ด้วยอำนาจพระบาลี เพราะถือเอาสัจจะที่ได้อยู่และไม่ได้อยู่ว่าทุกขสัจจะย่อมเกิดแก่สัตว์ใด สมุทยสัจจะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ก็หรือว่า สมุทยสัจจะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ทุกขสัจจะย่อมเกิดขึ้นเก่สัตว์นั้นดังนี้. ในสัจจะทั้งหลายเหล่านั้น เพราะความเกิดและความดับย่อมไม่สมควรแก่นิโรธ ฉะนั้น ยมกทั้งหลาย ๓ คือ ยมกอันเป็นมูลแห่งทุกขสัจจะ ๒ กับด้วยสมุทยสัจจะ และมัคคสัจจะ ยมกอันเป็นมูลแห่งสมุทยสัจจะ ๑ กับด้วยมัคคสัจจะ จึงมาแล้ว. ในปฏิโลมนัยแห่งปุคคลวาระนั้นบ้าง ในโอกาสวาระเป็นต้นบ้าง ก็นัยนี้นั่นเทียว. พึงทราบการนับยมก ด้วยอำนาจยมก ๓ อย่าง ๆ ในวาระทั้งหมดเหล่านี้ด้วยประการอย่างนี้.

ก็ในอรรถวินิจฉัย พึงทราบลักษณะในสัจจยมกนี้ดังต่อไปนี้. ก็ในปวัตติวาระแห่งสัจจยมกนี้ ใคร ๆ ย่อมไม่ได้นิโรธสัจจะก่อนนั่นเทียว.

แต่ในวาระทั้งหลาย ๓ ที่เหลือ สมุทยสัจจะและมัคคสัจจะ บุคคลย่อมได้ในปวัตติกาลโดยส่วนเดียวนั่นเทียว. ทุกขสัจจะ บุคคลย่อมได้ในจตุและปฏิสนธิบ้าง ในปวัตติกาลบ้าง. แต่กาล ๓ มีปัจจุบันกาลเป็นต้นบุคคลย่อมได้ แม้ในจุติและปฏิสนธิบ้าง ในปวัตติกาลบ้าง. บุคคลย่อมได้สัจจะใด ๆ ในสัจจยมกนี้ พึงทราบอรรถวินิจฉัยด้วยอำนาจแห่งสัจจะนั้น ๆ ด้วยประการอย่างนี้.

Page 1061

พึงทราบนัยมุขในสัจจยมกนั้นดังต่อไปนี้. สองบทว่า สพฺเพสํอุปปชฺชนฺตานํ ความว่า โดยที่สุด แม้แก่ชั้นสุทธาวาส. ก็เทวดาชั้นสุทธาวาส แม้เหล่านั้น ย่อมเกิดด้วยทุกขสัจจะนั่นเทียว. คำนี้ว่าตณฺหาวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ท่านกล่าวไว้แล้วเพื่อแสดงการอุบัติแห่งส่วนหนึ่งในทุกขสัจจะและสมุทยสัจจะ. เพราะฉะนั้น คำนั้นพึงถือเอาด้วยอำนาจปัญจโวการภพนั่นเทียว. แต่ในจตุโวการภพ คำนี้ว่า สัจจะแม้อย่างหนึ่ง ย่อมไม่เกิดขึ้นในอุปปาทักขณะของผลสมาบัติ จิตที่สัมปยุตด้วยตัณหา ดังนี้ บัณฑิตไม่ควรถือเอาในสัจจยมกนี้. สองบทว่า เตสํทุกฺขสจฺจญฺจ ความว่า

ชื่อว่า ทุกขสัจจะที่เหลือ เว้นตัณหาเสียย่อมมีในขณะนั้น คำนั้นท่านกล่าวหมายเอาทุกขสัจจะนั้น. แม้ในอุป-ปาทขณะแห่งมรรค ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. แต่ในสัจจยมกนั้นรูปนั่นเทียว ชื่อว่า ทุกขสัจจะ ธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยมรรคที่เหลือเป็นธรรมที่พ้นดีแล้วจากสัจจะ. เพราะเหตุนั้นนั่นแล ท่านจึงกล่าวแล้วว่า มรรคสัจจะย่อมเกิดขึ้นแก่ชนเหล่านั้น ในอุปปาทักขณะแห่งมรรคในอรูป แต่ทุกขสัจจะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่ชนเหล่านั้น. พึงทราบโอกาสด้วยอำนาจขณะในสัจจยมกนี้อย่างนี้ว่า ในขณะแห่งการอุบัตินั้นและในขณะแห่งการอุบัติขึ้นของจิตที่วิปปยุตด้วยตัณหาของชนเหล่านั้นว่า ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่วิปปยุตด้วยตัณหาที่เป็นไปของผู้เกิดอยู่ทั้งหมด ในอุปปาทขณะของผู้เกิดอยู่ทั้งหมดเหล่านั้น. ในสัจจะที่มีรูป

Page 1062

อย่างนั้น แม้เหล่าอื่น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า อนภิสเมตาวีนํได้แก่ สัตว์ผู้ไม่บรรลุอภิสมัย กล่าวคือจตุสัจจปฏิเวธ คือการแทงตลอดสัจจะ ๔. บทว่า อภิสเมตาวีนํ ได้แก่ อภิสมิตสัจจะ คือสัจจะที่สงบยิ่ง. พึงทราบอรรถวินิจฉัยในบททั้งปวง โดยนัยมุขนี้.

ก็ในปริญญวาระ บุคคลย่อมได้ปริญญา ๓ คือ ญาตปริญญาตีรณปริญญา ปหานปริญญา. ก็เพราะชื่อว่า ปริญญา ย่อมไม่มีในโลกุตรธรรมทั้งหลาย ฉะนั้น สัจจะ ๒ ท่านจึงถือเอาแล้วในสัจจ-ยมกนี้. คำว่า ทุกขสจฺจํ ปริชานาติ ในสัจจยมกนั้น ท่านกล่าวไว้แล้วด้วยอำนาจญาตปริญญา และตีรณปริญญา. คำว่า สมุทยสจฺจํปชหติ ท่านกล่าวไว้แล้วด้วยอำนาจญาตปริญญา และปหานปริญญา,พึงทราบเนื้อความในบททั้งปวงด้วยอำนาจแห่งปริญญาทั้งหลายเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้แล.

อรรถกถาสัจจยมก จบ

Page 1063

สังขารยมกที่ ๖

ปัณณัตติวาระ

[๑๐๒๓] สังขาร ๓ คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร.

ลมอัสสาสะและปัสสาสะ ชื่อว่า กายสังขาร

วิตกและวิจาร ชื่อว่า วจีสังขาร

สัญญาและเวทนา ชื่อว่า จิตตสังขาร ธรรมที่สัมปยุตด้วยจิตแม้ทั้งหมด ( เว้นวิตกและวิจาร ) ชื่อว่า จิตตสังขาร.

อุทเทสวาระ

ปทโสธนวาระ อนุโลม

[๑๐๒๔] ธรรมที่ชื่อว่ากาย ชื่อว่ากายสังขาร ใช่ไหม ?

ธรรมที่ชื่อว่ากายสังขาร ชื่อว่ากาย ใช่ไหม ?

End of ปริญญาวาร